
รักข้ามพรมแดนสงคราม
ในปี พ.ศ. 2546 ฌอน แบล็คเวลล์ ชาวฟลอริดาอายุยี่สิบเจ็ด อาสาสมัครเข้าทำงานในหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติฟลอริดา เขาถูกส่งตัวไปที่อิรัก ตำแหน่งจ่าทหารนาวิกโยธิน มีหน้าที่ลาดตระเวนพื้นที่และดูแลความปลอดภัยของโรงพยาบาล
เวลานั้นกรุงแบกแดดอยู่ในการดูแลของกองทัพอเมริกัน การรบเกิดขึ้นทุกวัน จำนวนคนตายและคนบาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลในเมืองขาดแคลนทั้งคนและเครื่องมือ แต่ก็มีอาสาสมัครใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นเสมอ และที่นั่นเองเขาได้พบหล่อน
หล่อนชื่อเอดา เป็นแพทย์ชาวอิรักวัยยี่สิบห้า อาสาสมัครทำงานแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งนั้น ที่ซึ่งกำลังขาดหมอหญิงเพื่อดูแลคนไข้สตรี
เอดาเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะดี หล่อนไม่เคยเห็นชาวอเมริกันมาก่อน ทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนละเชื้อชาติ คนละศาสนา คนละสังคม
เขาฟังเพลงลูกทุ่งอเมริกัน หล่อนฟังเสียงปลุกระดมของ ซัดดัม ฮุสเซ็น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้หล่อนกล้าคุยกับเขาเพราะเขาเป็นคนมีอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือคน
เมื่อรู้จักกันดีขึ้น ทั้งสองคุยกันเรื่องครอบครัวของทั้งสองฝ่าย และพบว่าทั้งคู่ต่างก็ถูกพ่อทอดทิ้งไปเมื่อยังเล็ก บ่อยครั้งหล่อนนำอาหารมาให้เขา
ครั้งหนึ่งหล่อนบอกเขาว่า พวกหัวรุนแรงขู่จะจับตัวหล่อนไป เนื่องจากหล่อนเป็นผู้หญิงที่ทันสมัยเกินไป เช่น สวมชุด 'ทันสมัย' ซึ่งไม่ตรงกับกฎของศาสนา เคยมีคนขู่ฆ่าหล่อนหากยังสวมชุดอย่างนี้อีก
เขายิ้มบอกว่า "ผมไม่โทษพวกเขาหรอก"
หล่อนตกใจว่า "คุณว่าอะไรนะ?"
"ผมเองก็อยากจับตัวคุณไปเหมือนกัน"
หล่อนนิ่งขึงไป เขารู้ภายหลังว่าการจีบกันแบบนี้เป็นของต้องห้ามในโลกของอาหรับ แล้วทั้งสองก็พบกันเรื่อยๆ ตลอดสี่เดือนต่อมา
กว่าทั้งสองจะรู้ตัว ก็สายเกินกว่าจะหยุดรักแล้ว
กลางไอแดดร้อนจ้า ณ แผ่นดินทะเลทราย หัวใจสองดวงก็ละลายเป็นดวงเดียว
เขาไปพบกับครอบครัวของหล่อน ขออนุญาตครอบครัวของหล่อนเพื่อจะแต่งงาน แต่อุปสรรคมีมากกว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดกลับอยู่ที่กองทัพซึ่งไม่อนุญาตให้เขาแต่งงานกับหญิงสัญชาติอิรัก
แม้ได้รับการต่อต้านจากผู้บังคับบัญชา แต่ความรักไม่เคยเข้าใครออกใคร เขายอมเปลี่ยนศาสนา เข้าพิธีเพื่อเป็นมุสลิม
วันหนึ่งในยามเช้าของเดือนสิงหาคม หลังจากผ่านการโจมตีด้วยจรวดของฝ่ายตรงข้าม กองลาดตระเวนซึ่งมีเขากับเพื่อนก็อ้อมไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในสวนเล็กๆ หลังร้านอาหาร มีเพื่อนทหารสองนายถือปืนเฝ้ายามให้
ที่สวนนั้นหล่อนกับครอบครัวรอเขาอยู่ หล่อนสวมชุดลายดอกไม้ เขาสวมชุดทหาร
ทั้งสองเข้าพิธีแต่งงานที่เร็วที่สุดในโลก การแต่งงานทำในเวลายี่สิบนาที พิธีจบด้วยการจูบที่หน้าผาก แล้วเขาก็กลับฐานทัพไป เขาไม่ได้พบกับเอดาอีกเลย
เมื่อผู้บังคับบัญชาทราบข่าวนี้ก็โกรธจัด คิดจะนำเขาขึ้นศาลทหารในข้อหาทำให้การรักษาความปลอดภัยหละหลวมในช่วงเข้าพิธีแต่งงาน เขาถูกจำกัดตัวในฐานทัพ ถูกสั่งห้ามพบกับภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน ไม่นานกองทัพส่งเขาไปประจำการที่อื่น ในที่สุดก็ส่งเขากลับไปอเมริกา ห่างออกไปเจ็ดพันไมล์จากภรรยา
ขณะเดียวกัน ภรรยาของเขาและครอบครัวถูกคนเชื้อชาติเดียวกันข่มขู่ฆ่าโทษฐานที่แต่งงานกับคนนอกศาสนา แม้แต่เพื่อนบางคนของหล่อนก็เลิกสมาคม เพราะกลัวผลกระทบ
หล่อนไม่แน่ใจว่าจะได้พบเขาอีกหรือไม่ หล่อนร้องไห้บ่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร
หล่อนระลึกถึงการออกเดทครั้งแรก เขาพาหล่อนไปที่วังของ ซัดดัม ฮุสเซน มันเป็นวันที่ดีมากวันหนึ่ง
ภายหลังหล่อนบอกว่า "บางครั้งคุณก็ตกหลุมรักโดยไม่รู้เหตุผล ฉันคิดว่ามันเป็นชะตาของเรา"
ที่อเมริกา เขาเกือบถูกส่งขึ้นศาลทหารในข้อหา 'ตกหลุมรัก' แต่กองทัพเปลี่ยนใจ เขาถูกปลดประจำการ
หกเดือนต่อมาหลังจากพ้นจากกองทัพ เขาเดินทางไปที่ชายแดนอิรัก-จอร์แดน หาทางนำหล่อนออกมา แต่การนำพาผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีหนังสือเดินทางออกจากพื้นที่สงครามไม่ใช่เรื่องง่าย ซัดดัม ฮุสเซน ไม่อนุญาตให้หมอออกนอกประเทศ
เช้าวันหนึ่ง เอดาสวมชุดกันกระสุน โบกมือลาจากครอบครัวของหล่อนไปสู่อนาคตที่ไม่รู้ มีเพียงความรักและความหวัง
หล่อนเดินทางไกลสามร้อยไมล์ผ่านเขตอันตรายของสามเหลี่ยมซุนหนี่ เพื่อไปหาสามีของหล่อน
บางครั้งความรักก็คือปาฏิหาริย์ในตัวมันเอง มันละลายความกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต
ชีวิตของหล่อนยามนี้ก็เช่นที่นักเขียน นักสิทธิสตรีชาวอเมริกัน เบล ฮุกส์ เขียนว่า "ชั่วขณะที่เราเลือกที่จะรัก เราเริ่มเคลื่อนเข้าหาอิสรภาพ"
น้องชายของหล่อนพาหล่อนข้ามพื้นที่สงครามฟาลลูยาห์และรามาดี กินเวลาแปดชั่วโมงไปพบเขาที่จุดนัดพบที่ชายแดนอิรักกับจอร์แดน
ที่ชายแดน ทหารยามจอร์แดนค้นรถอย่างละเอียดและสอบถามหล่อนและน้องชายเพื่อซักถาม ใช้เวลาสามชั่วโมง จนในที่สุดทหารยามคนหนึ่งก็บอกว่า "ผมรู้ว่าคุณเป็นใคร"
เมื่อนั้นเองที่หล่อนเพิ่งรู้ว่า เรื่องของหล่อนกลายเป็นข่าวที่ใครๆ ก็รู้ในจอร์แดน และข่าวนั้นก็ทำหน้าที่แทนหนังสือเดินทาง! หล่อนได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อไปถึงจุดนัดพบ
แล้วหล่อนก็เห็นเขา ยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น เขารอคอยหล่อนอยู่ที่ชายขอบของจอร์แดนมาโดยตลอด
หล่อนพินิจร่างนั้น เขาดูแปลกตาจากเดิม เพราะสวมชุดพลเรือน แต่นัยน์ตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม เป็นประกายจรัสด้วยความรู้สึกที่หล่อนสัมผัสได้
เขาพินิจร่างนั้น หล่อนดูแปลกตาจากเดิม เพราะสวมชุดกันกระสุนที่มอมแมม แต่นัยน์ตาคู่นั้นยังส่งประกายจรัสด้วยความรู้สึกที่ท่วมหัวใจของเขา
กลางไอแดดจ้า ณ แผ่นดินทะเลทราย ขวากหนามทั้งปวงแห่งรักก็ละลายหายไปในสายลมร้อน
หมายเหตุ : เอดากับฌอนอาศัยในจอร์แดนนานหกเดือน จนหล่อนได้รับวีซ่าไปอเมริกา ปัจจุบันทั้งสองอาศัยอยู่ในฟลอริดา
วินทร์ เลียววาริณ
21 มีนาคม 2552
(พิมพ์ครั้งแรก : เปรียว 2552)
คมคำคนคม
Courage and perseverance have a magical talisman, before which difficulties disappear and obstacles vanish into air.
ความกล้าหาญและความอึดมีของวิเศษ ที่ทำให้ความยากลำบากอันตรธานและอุปสรรคละลายไปในอากาศธาตุ
John Quincy Adams
(1767-1848)
|