• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ในบทความเรื่อง "Free ปาlesไตน์" ผมเขียนประโยคหนึ่งว่า ใครก็ตามที่เอ่ยประโยคนี้จะเสียอนาคตในอาชีพ

    ความจริงคนที่ไม่เอ่ยประโยคนี้ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

    ผมกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกดนตรีในสัปดาห์นี้คือ กรณีของนักดนตรี Ed Sheeran ถูกบีบให้ขับแรปเปอร์ Macklemore ออกไป เพราะเขาเอ่ยประโยค "Free ปาlesไตน์" บนเวทีแสดงที่สหรัฐฯ

    คนฝั่งญิวตีความว่า ประโยค "Free ปาlesไตน์" แปลว่าเหยียดหยามชาวญิว

    ไม่ได้ตีความว่า "อย่าฆ่าคนบริสุทธิ์"

    ปฏิกิริยาของเหตุการณ์นี้บานปลายไปกว้างขวาง นักดนตรีใหญ่ๆ หลายคนออกมาประณาม Ed Sheeran ว่าขี้ขลาด ยอมคุกเข่าให้พลังญิวที่กำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาlesไตน์

    นี่ทำให้คนทำงานในวงการดนตรี ภาพยนตร์ จะอยู่ยากขึ้นทุกที เพราะต้องเลือกข้าง คล้ายๆ การเมืองกีฬาสีในบ้านเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน

    คนจำนวนมากมองว่าต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ความจริงอาจง่ายกว่านั้น คือเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามมนุษยธรรม

    Roger Waters แห่งวง Pink Floyd เขียนว่า (ขออนุญาตตัดคำหยาบทิ้ง) "มีคนสองจำพวกในโลก พวกหนึ่งทำเรื่องที่ถูกต้อง อีกพวกทำเรื่องที่ผิด"

    การฆ่าคนบริสุทธิ์ย่อมไม่ถูกต้อง ไม่ว่าเหตุผลที่นำมาอ้างคือคัมภีร์ หรือพระเจ้าองค์ใด หากมันไม่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม ก็ไม่ถูกต้องทั้งนั้น

    การข่มขู่คนที่ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในระยะแรกอาจสามารถทำได้ แต่ในระยะยาวจะพบว่าคนพวกนี้เหลือพื้นที่ให้ยืนน้อยลงไปทุกที

    ล่าสุดนักดนตรีในวง Ed Sheeran หลายคน รวมทั้งศิลปินรับเชิญก็ขอลาจาก

    วินทร์ เลียววาริณ
    19-9-26

    อ่านบทความเต็ม https://www.winbookclub.com/blogs/read/3746 

    1
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    คำถามและประเด็นในวันนี้

    เบื่อหนังซูเปอร์ฮีโร

    ว่าด้วยหนัง เจมส์ บอนด์

    คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6aad5fa40a5285b63c47a0c2 

    สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้มีข่าวชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งได้รับบัตรประชาชนไทย ปฏิกิริยาของคนไทยต่อข่าวนี้ต่างกัน ขึ้นกับความเข้าใจต่อภาพรวมของเหตุการณ์ แต่จะเข้าใจภาพรวมก็ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์การสร้างชาติอิสราเอล

    คนจำนวนมากเข้าใจว่าอิสราเอลกำเนิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ฆ่าชาวยิวไปหลายล้านคน ทำให้ต้องตั้งประเทศใหม่ให้พวกเขา แต่ความจริงความคิดจะสร้างรัฐอิสราเอลเกิดขึ้นมานานก่อนหน้านั้น ฮิตเลอร์เป็นแค่ตัวเร่ง

    เราเรียกกลุ่มยิวที่คิดการใหญ่นี้ว่า ไซออนิสต์ (Zionist) ขบวนการนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 นานก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำ

    พวกไซออนิสต์พึ่งพาอังกฤษหาที่ตั้งประเทศ จนมาลงตัวที่ปาเลสไตน์ คนที่มีบทบาทในเรื่องนี้ชื่อ อาร์เธอร์ บัลโฟร์ (Arthur Balfour) รัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ในปี 1917 บัลโฟร์เสนอหลักการที่เรียกว่า The Balfour Declaration ให้รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการตั้งรัฐยิวในปาเลสไตน์ซึ่งอยู่ในการปกครองของอังกฤษ เรียกว่า Mandatory Palestine

    เวลานั้นดินแดนปาเลสไตน์มีชาวยิวเพียงน้อยนิด คนพวกนี้ได้รับพาสปอร์ตปาเลสไตน์ นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในเวลาต่อมา เช่น โกลดา แมร์ และ เดวิด เบน-กูเรียน ก็เคยถือพาสปอร์ตปาเลสไตน์มาก่อน

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความสนับสนุนของชาติตะวันตก ประเทศอิสราเอลก็ถือกำเนิดในปี 1948 โดยสหรัฐฯและประเทศอื่นๆ ประกาศรับรอง

    ส่วนปาเลสไตน์นั้นไม่สามารถเป็นประเทศจนทุกวันนี้ ทั้งที่อยู่บนแผ่นดินนั้นมาก่อน เหตุผลเพราะพระเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายพวกเขา!

    เจ้าของดินแดนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง

    ตอกย้ำยืนยันโดยนายกฯอิสราเอล โกลดา แมร์ ที่ให้สัมภาษณ์ The Sunday Times ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 1969 ว่า “There was no such thing as Palestinians.”

    ฟังดูคล้ายนิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า

    อิสราเอลมักจะแย้งในประเด็น ‘ชาวนากับงูเห่า’ ว่า พาสปอร์ตปาเลสไตน์ออกให้โดยอังกฤษ จึงไม่ถือว่าพวกตนเป็นชาวปาเลสไตน์ แต่หากมองที่เจตนารมณ์ ก็เห็นชัดว่า อิสราเอลต้องการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด ไม่ต้องการให้ปาเลสไตน์เป็นประเทศ ไม่ต้องการนโยบายประเทศคู่ (Two-state solution) ซึ่งรัฐอิสราเอลกับรัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กันโดยสันติ

    ความจริงอิสราเอลและปาเลสไตน์เคยเดินไปถึงจุดที่เซ็นสัญญาสันติภาพ Oslo Accords โดยอิสราเอลยอมรับนโยบาย Two-state solution ตัวแทนฝ่ายอิสราเอลคือ ยิตซัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตัวแทนฝ่ายปาเลสไตน์คือ ยัสเซอร์ อาราฟัต ทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

    แต่ Two-state solution ก็ล่ม นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกยิงตาย

    .......................

    ผลโพลของหนังสือพิมพ์ Haaretz 82% ของชาวอิสราเอลต้องการให้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไป

    กระบวนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากแผ่นดินเกิดทำอย่างเป็นระบบ วิธีหนึ่งคือทำให้แผ่นดินปาเลสไตน์อยู่อาศัยไม่ได้ การถล่มเมืองจนราบเป็นหน้ากลองก็เป็นเพราะเหตุนี้

    วิธีการที่สองคือให้ประชาชนเข้าไปก่อตั้ง settlement ในปาเลสไตน์

    settlement แปลว่าที่อยู่ ถิ่นฐาน อาณานิคม

    หลายสิบปีนี้เกิด settlement ของอิสราเอลบนดินแดนปาเลสไตน์ประมาณ 350 แห่ง บรรจุคนประมาณเจ็ดแสนคน ชุมชุนเหล่านี้ขยายตัวเรื่อยๆ มีกำลังทหารคุ้มครอง

    อีกวิธีหนึ่งคือ กำจัดเสียงต่อต้านจากชาวโลกอย่างเด็ดขาดด้วยข้อหา ‘antisemitism’ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงคนใดเอ่ยประโยค “Free Palestine.” เมื่อใด จะหมดอนาคตในอาชีพทันที

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับประเทศไทย?

    อาจจะไม่เกี่ยว แต่ก็อาจจะเกี่ยว เพราะเรากำลังเห็นสิ่งที่ดูคล้าย ‘settlement’ ผุดขึ้นในเมืองไทย

    คนไทยจำนวนมากอาจมองเรื่องบัตรประชาชนและ settlement เป็นเรื่องไกลตัว และ “คงไม่เป็นไรมั้ง” แต่ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย ในโลกที่อำนาจเงินง้างได้ทุกอย่างเช่นเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้

    ตลอดประวัติศาสตร์ไทย คนไทยไม่เคยรังเกียจคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ความเมตตาต้องคู่กับปัญญา

    เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติอื่นเพื่อที่จะไม่ทำผิดอย่างเดียวกันในบ้านเรา แต่เราก็เคยมีประสบการณ์ตรงเรื่องคนไทยขายชาติเปิดประตูเมืองให้ข้าศึกเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่หนึ่ง

    นี่ไม่ใช่เหตุผลให้เกลียดชังชาวยิว แต่เป็นเหตุผลให้ระวัง เพราะทั้งบัตรประชาชนกับ settlement ในจังหวัดต่างๆ ยากจะเกิดขึ้นหากไม่มีนอมินีคนไทยที่เห็นแก่เงินช่วยเหลือ

    เพราะหากถึงวันหนึ่งเมื่อศิลปิน นักร้อง นักแสดงสักคนสองคนเอ่ยประโยค “Free Thailand.” ก็สายเกินไปแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    18 กันยายน 2569

    2
    • 60 แชร์
    • 1261
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บนโต๊ะครัวของเรามีวัตถุดิบหลายอย่าง เช่น ผัก ไก่ กุ้ง กุ้งแห้ง ไข่ เห็ด ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว กระเทียม กะเพรา โหระพา มะนาว พริก น้ำมัน น้ำปลา ฯลฯ ถ้าเราโยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงในกระทะ จุดไฟร้อน คลุกเคล้าเข้ากัน ก็จะได้อาหารหนึ่งหรือสองจาน ส่งกลิ่นหอมฉุย ยั่วน้ำลายให้เราอยากกิน

    เอาละ สมมุติว่าเราโยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงเตา แต่ไม่จุดไฟ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สมมุติอีกว่าเราไม่โยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงเตา ไม่จุดไฟ ก็ไม่เกิดอาหาร ทั้งหมดยังคงเป็นวัตถุดิบในสภาพเดิม ไม่ส่งกลิ่นหอม และเราก็ไม่อยากกิน

    ในเชิงอุปมา วัตถุดิบเหล่านี้ก็คือความคิดต่าง ๆ ที่โลดแล่นในหัวเรา ถ้าเราใส่มันลงเตา จุดไฟ ก็ได้เรื่อง มันจะถูกปรุงเป็น ‘อาหาร’ ที่เรียกว่าอารมณ์ ส่งกลิ่นหอม ชวนให้เราหลงใหลในอารมณ์นั้น

    จะเห็นว่าอารมณ์คนเราเกิดมาจากการปรุงวัตถุดิบความคิด ภาษาพุทธเรียก ปรุงแต่ง ถ้าใช้คำศัพท์ยากขึ้นก็คือ ปฏิจจสมุปบาท

    การปรุงอาหารทางกายภาพกับการปรุงอารมณ์ทางจิต ก็เป็นหลักเดียวกัน

    วัตถุดิบทางจิตมีอยู่ทุกที่ เจ้านายเรียกเราไปด่าก็เป็นวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว คนขับรถแซงเรา ก็เป็นวัตถุดิบเช่นกัน เราสามารถใช้เหตุการณ์นี้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอารมณ์

    ต่อให้ไม่มีเหตุการณ์ เราก็สามารถ ‘มโน’ วัตถุดิบขึ้นมาได้จากคลังความจำ

    เราอาจนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ยืมเงินเราหนึ่งร้อยบาทเมื่อสามสิบปีก่อนแล้วไม่คืน ทำให้เราเดือดร้อน ทันใดนั้นเราก็นึกโกรธขึ้นมา ทั้งที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาสามสิบปีแล้ว เพื่อนก็ตายไปแล้ว แต่เราสามารถปรุงวัตถุดิบที่ไม่มีตัวตนให้เกิด ‘อาหาร’ จานใหม่ได้

    บางทีเราก็คิดวัตถุดิบใหม่ ๆ ที่ยังไม่มี เช่น อาทิตย์หน้าเราต้องไปหาหมอ ก็นึกขึ้นมาว่า เราจะเป็นยังไงหนอถ้าเป็นมะเร็ง ทันใดนั้นเราก็เกิดความกลัว ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เราปรุงสด ๆ เดี๋ยวนี้เลย เก่งจริง ๆ!

    ในแต่ละวัน จิตของเราปรุงแต่งหลายร้อยรอบ (หรือหลายร้อย ‘ชาติ’) ถ้าเรามีสติ ก็อาจเบรกทัน ลดจำนวนการปรุงแต่งลงบ้าง จิตก็นิ่งสงบลง ถ้าไม่มีสติกำกับ เราก็ถูกพายุหมุนแห่งอารมณ์พัดเราเตลิดไปไกล

    การปรุงจิตไม่ได้มีแต่ด้านลบ ด้านบวกก็ถือว่าเป็นการปรุงแต่งเช่นกัน เช่น เรานึกถึงเมื่อคืนนี้ไปดูหนังกับแฟน จับมือกันตลอด จิตเราก็ปรุงความสุขขึ้นมา

    ทางพุทธไม่แบ่งสุขทุกข์ออกจากกันเด็ดขาด เพราะทั้งสุขและทุกข์มาจากการปรุงแต่ง ระดับของความรู้สึกขึ้นกับปรุงแต่งมากหรือน้อย

    มองแบบนี้เราก็พบว่า ทุกข์สุขไม่ได้เกิดจากคนอื่น คนอื่นอาจจุดประกายให้เราคิด แต่คนที่ปรุงจิตให้วุ่นก็คือตัวเราเอง

    จิตเป็นเพียงจานเปล่า เราจะปรุงอาหารอารมณ์มาเสิร์ฟหรือไม่ ขึ้นกับเรา ถ้าไม่ปรุงมาเสิร์ฟก็ดี เพราะจิตไม่ได้ต้องการอาหาร เราบังคับให้มันกินต่างหาก

    ถ้าเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตอย่างนี้ ก็จะลดการปรุงอารมณ์ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ หรือลดความยินดียินร้ายลง ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนใจเราได้

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-9-26

    จาก กอดหนาม
    51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม 
    โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 
    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F 

    Shopee โปรโมชั่น
    https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520 

    1
    • 1 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเป็นแนวหักมุมจบ (twist ending) เพราะชมชอบงานแนวนี้เป็นพิเศษ

    ในอดีต นักเขียนชั้นครูทั้งหลาย ไม่ว่าไทยหรือเทศ ล้วนเขียนเรื่องสั้น ทวิสต์ เอนดิ้ง ทั้งนั้น

    ในยุคผมเป็นเด็ก นักเขียนไทยสาย ทวิสต์ เอนดิ้ง มีหลายคน แต่ที่เขียนแนวหักมุมจบอย่างเดียวน่าจะเป็น ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว (อาชีพหลักคือตำรวจยศ พ.ต.ต.) เรื่องส่วนใหญ่เป็นชีวิตของตำรวจกับโจร ตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำแห่งยุคคือ ชาวกรุง กับ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ มีผลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบจำนวนมาก รวมเป็นชุดพ็อคเก็ตบุคทั้งเล่มบางและเล่มหนา (มาก) หลายเล่ม เช่น ภูเขียว, หมู่เคน, คมคน, คาวคน ฯลฯ

    เห็นชัดว่าเรื่องแนวตำรวจ-โจรที่ผมเขียนหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ถือเป็นครูคนหนึ่ง  โดยหลักการ การเขียนเรื่องแนว ทวิสต์ เอนดิ้ง ไม่ยาก นั่นคือปูเรื่อง แล้วหักมุมจบ แค่นี้เอง

    แต่ที่ยากคือทำอย่างไรให้หักมุมจบแล้วสะใจ

    และยากขึ้นไปอีกคือ สะใจ + กินใจ

    มองไปรอบตัว ตั้งแต่รอบ 100 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้ นักเขียน twist ending มีไม่น้อย แต่คนที่สามารถหักมุมจบได้ดี (สะใจ) อย่างต่อเนื่องหายาก

    และนักเขียนที่จบแบบ 'กินใจ' มีน้อยกว่าน้อย

    หนึ่งในนั้นคือ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) นักเขียนชาวอเมริกันยุคร้อยปีก่อน งานหลายชิ้นของ โอ. เฮ็นรี นอกจากทำให้เอวเคล็ดแล้ว ยังได้ทั้งสาระความลุ่มลึก

    โชคดีของบ้านเราในยุค 50-60 ปีก่อนที่มีนักแปลที่ทุมเทแปลงานของ โอ. เฮ็นรี ไว้เกือบครบ ก็คือ อาษา ขอจิตต์เมตต์ (พ.ศ. 2451-2519) เขาแปลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ กีย์ เดอ โมปาส์ซังต์ (Guy de Maupassant) และ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) ไว้หลายร้อยเรื่อง

    งานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ โอ. เฮ็นรี เช่น ชุด ไปอยู่กับฉันเถิด วิเวียน, นิยายรักของนายหน้างานยุ่ง, ยาเสน่ห์ของไอกีย์ โชนสไตน์ ฯลฯ

    โอ. เฮ็นรี ส่งอิทธิพลต่อการเขียนเรื่องสั้นของผมมาก เป็นที่มาของงานชุด twist ending คือ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ร้อยคม แมงโกง ฮานอย ฮิลตัน และล่าสุด รุกฆาต

    งานของ โอ. เฮ็นรี ที่ อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปลหายไปจากตลาดมาหลายสิบปีแล้ว จนผมเคยคิดแปลงานของ โอ. เฮ็นรี แต่แปลไปได้ครึ่งเรื่อง ก็ต้องยอมถอย เพราะ โอ. เฮ็นรี ใช้ภาษาเก่า อ่านเข้าใจยากมาก

    มาวันนี้มีข่าวดีคือมีคนไทยแปลงานของ โอ. เฮ็นรี เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ชื่อเล่ม ใบไม้สุดท้าย ชื่อเรื่องมาจากเรื่องสั้นเรื่อง The Last Leaf

    หลายเรื่องในเล่มเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก เช่น A Retrieved Reformation, The Gift of Magi, The Last Leaf ฯลฯ

    หลายเรื่องเป็น best of O. Henry ขอแนะนำ

    (ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ read it https://www.facebook.com/readitth )

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-9-26

    1
    • 0 แชร์
    • 38