-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้รีวิวหนังเรื่อง Adolescence ซีรีส์สี่ตอน ใครที่เรียกตัวเองว่าคอหนังไม่ควรพลาด ของเขาดีจริง
หนังเรื่องนี้เป็นซีรีส์ก็จริง แต่เรียกเจาะจงว่า limited series
ก่อนคุยต่อ คำว่า series สะกดไทยว่า ซีรีส์ นะครับ ไม่ใช่ ซีรีย์
ย์ มาจากไหนเนี่ย
ภาษาอังกฤษต้องลงท้ายด้วย s เสมอ
limited series หรือบางทีเรียก miniseries ก็คือซีรีส์ที่จบเรื่องสมบูรณ์ในตัวมันแล้ว ไม่ต้องลากต่อ ไม่ต้องมีภาค 2 ภาค 3
ผมชอบ limited series แบบนี้มากกว่าซีรีส์ทั่วไปที่นายทุนมักมีสูตรว่า 8 ตอนบ้าง 10 ตอนบ้าง เมื่อคนลงทุนกำหนดแล้ว ต่อให้ไม่มีเรื่องเล่า ก็ยืดเรื่องให้ครบตอน ตัวอย่างล่าสุดก็คือ Agent Kecksim เอ๊ย! Kim สิบตอนเป็นน้ำเสียห้าตอน โฆษณาอีกสองตอน
ในรอบหลายปีนี้ limited series ที่ดีงาม นอกจากเรื่อง Adolescence แล้ว ที่ผมชอบก็มี
Chernobyl (ฉายทาง HBO) ขอแนะนำอย่างสูงสุด
The Terror (ฉายทาง Prime) ยอดเยี่ยม
The Queen’s Gambit (ฉายทาง Netflix) ยอดเยี่ยมเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ได้คะแนน 10/10
เวลาในชีวิตมีน้อย ถ้าซีรีย์ เอ๊ย! ซีรีส์ไหนลากยาวเป็นตังเม ก็ต้องร้องเพลง "เลิกแล้วค่ะ หนูเลิกดูแล้วค่ะ"
วินทร์ เลียววาริณ
16-8-260- แชร์
- 1
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
(ต่อจากตอนที่แล้ว https://www.facebook.com/photo/?fbid=1653502066138478&set=a.208269707328395)
วินทร์ #1001 : “คุณลองมองดูหาดทรายทั่วโลก มองดูทรายแต่ละเม็ด คุณมีเวลาดูแลเชื้อโรคทุกตัวบนเม็ดทรายทุกเม็ดหรือ? หากคุณบอกว่าคุณดูแลเฉพาะเม็ดทรายเม็ดนี้เม็ดเดียว ก็มีคำถามว่าทำไมต้องเป็นเม็ดนี้? มันพิเศษอะไรหรือ? ดาวเคราะห์ที่เราอยู่เป็นดาวเคราะห์ธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ มนุษยชาติก็เพิ่งมาอยู่ทีหลังสิ่งมีชีวิตอื่น ทำไมต้องมาดูแลมนุษย์? ทำไมต้องออกแบบความทุกข์ให้มนุษย์ประสบ? เพื่ออะไร?...
“นี่คือแค่โลกเล็ก ๆ โลกเดียวนะ ถ้าพระเจ้าทรงสร้างจักรวาลด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ พระเจ้าต้องมีอายุมากกว่าจักรวาลจึงจะทำเช่นนี้ได้ แค่ดูจากสเกลของจักรวาลซึ่งบรรจุข้อมูลมหาศาล พระเจ้าเอาพื้นที่ที่ไหนเก็บข้อมูลเหล่านี้? มันเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้เลย”
วินทร์ #4242 : “แล้วทำไมพระเจ้าต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล? ในเมื่อพระองค์เป็น super being”
วินทร์ #1001 : “ถ้าคุณแย้งด้วยมุมของอำนาจเหนือธรรมชาติ เราก็ไม่ต้องคุยกันต่อ เพราะเราคุยกันด้วยหลักฐาน หรืออย่างน้อยก็มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือ?”
วินทร์ #4242 : “งั้นว่าต่อไป”
วินทร์ #1001 : “อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก คนที่ไม่เคยเชื่อคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ก็ยังฟันธงว่า ไม่มีทางที่ใครจะสามารถครองจักรวาลได้ เพราะจักรวาลใหญ่เกินไป นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่นักจักรวาลวิทยาปฏิเสธความคงอยู่ของพระเจ้าที่มายุ่งกับกิจการของมนุษย์”
วินทร์ #2009 : “นี่ยังไม่ใช่หลักฐาน มันเป็นแค่ความเห็น”
วินทร์ #1001 : “มันเป็นการพิสูจน์ทางอ้อม...”
วินทร์ #2009 : “...ซึึ่งก็คือความเห็นนั่นแหละ! ผมมีความรู้สึกว่า เวลาคนส่วนมากคุยเรื่องนี้ มักตั้งธงมาแล้ว ฝ่ายเชื่อพระเจ้า ก็ยืนหยัดไม่เปลี่ยน นักวิทยาศาสตร์เองก็มีอคติเหมือนกัน”
วินทร์ #1001 : “นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นปุถุชน มีอีโก้เหมือนคนทั่วไป”
วินทร์ #2009 : “แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ต้องวัดงานกันที่หลักฐาน คุณจะทำยังไงหากวันนึงมียานอวกาศมาจอดบนโลกแล้วผู้สร้างจักรวาลปรากฏตัว?”
วินทร์ #1001 : “ผมก็ต้องยอมรับหลักฐาน แต่ผมก็จะถามผู้สร้างว่า ท่านเกิดมาจากไหน ใครสร้างท่าน ใครสร้างผู้ที่สร้างท่าน มันจะไล่ไปเรื่อย ๆ จักรวาลมีจุดเริ่มต้นที่ไหน มาจากไหน ใครเป็นผู้เริ่ม หรือว่าไม่มีจุดเริ่ม บิ๊ก แบง เกิดขึ้นมาจากไหน? ใครรับผิดชอบการเกิด บิ๊ก แบง? บิ๊ก แบง เป็นการทดลองในห้องแล็บในโรงเรียนของสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวรึเปล่า?”
วินทร์ #2009 : “นี่ก็ทำให้ผมโน้มเอียงไปในทาง Agnosticism เรายังรู้ไม่พอที่จะสรุปเรื่องนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะถกกันว่ามีพระเจ้าหรือไม่”
วินทร์ #1001 : “คุณสรุปเร็วไปหน่อยไหมว่า ‘ไม่มีประโยชน์’ การถกกันเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่จะค้นหาความจริง มันไม่ง่าย เราไม่มีหลักฐานแบบตรง ๆ มีแต่หลักฐานทางอ้อมที่ชี้ว่าไม่น่ามีผู้สร้าง เวลาตำรวจจับขโมย ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ หรือจับได้คาหนังคาเขา บางทีก็จับได้จากรอยนิ้วมือแฝงที่ขโมยทิ้งไว้ และเราก็พบ ‘รอยนิ้วมือแฝง’ หลายรอยที่ชี้ว่าไม่น่าจะมีผู้สร้าง นี่ก็คือเหตุหนึ่งที่พวก atheist และ agnostic ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างจักรวาลและโลก เพราะดูเหมือนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบ ไม่ตรงกับสิ่งที่ฝ่ายเชื่อว่าพระเจ้าดูแลมนุษย์ พวกนี้เห็นว่าความทนทุกข์ทรมานของมนุษย์เป็นหลักฐานดีที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งบอกว่าไม่มีพระเจ้า ‘ผู้ทรงพระเมตตา’...
“ความจริงอำนาจเหนือธรรมชาติที่พวก atheist ปฏิเสธว่าก็ไม่จำเป็นว่าต้องหมายถึงพระเจ้าเสมอไป ชาว atheist ไม่เชื่อว่าผู้สร้างสร้างโลกเพื่อมาดูแลทุกข์สุขของมนุษย์เป็นพิเศษ สร้างรูปลักษณ์มนุษย์เหมือนพระองค์ สร้างโลกนี้ให้มนุษย์ ให้พืชสัตว์เป็นทาสของมนุษย์ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ถึงกับกล่าวว่า ‘ความเชื่อมั่นด้วยอารมณ์ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามรูปลักษณ์ของพระองค์นั้นเป็นระเบิดเวลาของรากฐานความเชื่อของหลายศาสนา และขณะที่ลำดับชั้นของจักรวาลถูกเปิดเผยต่อเรา เราอาจต้องยอมรับความจริงที่ทำให้หมดสนุกนี้ว่า ถ้าพระเจ้ามีหน้าที่หลักเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ก็ไม่อาจเป็นพระเจ้าที่สลักสำคัญอะไร’...”
วินทร์ #2009 : “อุ้ย! พี่แกแรงอีกแล้ว! ถ้าพูดแบบนี้ในเมืองไทยมีหวังหัวแตกไปนานแล้ว!”
วินทร์ #1001 : “ในวัฒนธรรมของเราถือว่าแรง แต่สำหรับพวกเขานี่เป็นแค่หยิกเบา ๆ คุณต้องเข้าใจวัฒนธรรมของฝรั่งก่อนนะ พวกเขามีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นได้ทุกเรื่อง แม้แต่ในเรื่องศาสนา จะพูดแรงยังไงก็ได้ คุณเคยได้ยินคลาร์กพูดเรื่องสัญลักษณ์ไม้กางเขนของคริสต์มั้ย? เขาตั้งข้อสังเกตว่า หากพระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน คริสต์ศาสนาก็จะได้สัญลักษณ์อื่นแทน เช่น สมมุติว่าพระเยซูถูกแขวนคอ สัญลักษณ์ของคริสต์ก็คงเป็นเชือก ฟังดูแรง แต่พวกนั้นเขาถกกันอย่างนี้ และเราก็ต้องแยกแยะให้ถูกว่าประเด็นของการถกคือการวิเคราะห์หรือการดูหมิ่นศาสนา...”
...............................
วินทร์ #1001 : “จุดที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดก็คือ เห็นว่า atheist ต่อต้านศาสนาคริสต์หรือยิวหรืออิสลาม นี่ไม่จริง การที่ atheist ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกไม่ได้แปลว่า atheist เห็นว่าศาสนาของพวกเขาใช้ไม่ได้ ตรงกันข้าม คริสต์และอิสลามก็เป็นศาสนาที่ดี คริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก อิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติ หลักของคริสต์เรื่องความเมตตา รักโลก รักผู้อื่น การให้อภัย ก็ยังใช้ได้กับสังคมมนุษย์ทุกมุมโลก atheist ไม่มีปัญหาเรื่องภาคปฏิบัติของศาสนาเหล่านี้เลยนะ atheist มองว่าศาสนาก็เหมือนบ้าน ฐานรากของบ้านอาจเป็นเสาเข็มไม้ เสาเข็มปูน เสาเข็มสั้น เสาเข็มยาว หรือเป็นแพลอยบนน้ำก็ได้ ตราบที่ตัวบ้านยึดกันแน่นพอและอยู่อาศัยได้ อบอุ่นในฤดูหนาว เย็นสบายในฤดูร้อน ฐานรากของศาสนาแบบเทวนิยมคือพระเจ้าอาจจะฟังไม่ขึ้นในทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นบ้านที่ไม่ดี ตรงกันข้าม เราจะเห็นบ้านไม่ดีจำนวนมากสร้างบนฐานรากแข็งแรง ตัวอย่างวัดแย่ ๆ จำนวนมากที่สร้างบนฐานรากอันแข็งแรงของพุทธ...
“อย่างไรก็ตาม เมื่อถกกันเรื่อง ‘ฐานราก’ คือผู้สร้าง เราก็ว่ากันด้วยหลักฐาน จริงไหม? สำหรับเรื่องความเห็นของคลาร์กประเด็นของเขาคือ หนึ่ง เราอาจเป็นผู้สร้างตำนานเรื่องเทพและพระเจ้าขึ้นมาเอง สอง มนุษย์เราสร้างเทพต่าง ๆ ในรูปของเราเสมอ สาม เราอาจตกอยู่ในกรอบที่เราสร้างขึ้นเอง...
“ตอนเป็นเด็กคลาร์กก็เหมือนเด็กฝรั่งทั่วไปคือเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่ไม่นานเขาก็เลิกไปโบสถ์ เขามองไกลกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน คุณรู้ใช่มั้ยว่าเขาเป็นคนแรก ๆ ที่เสนอความคิดเรื่องการสื่อสารด้วยดาวเทียม ตอนนั้นเขาอายุแค่ 28 เท่านั้น จนตอนนี้พวกเราคงอยู่ไม่ได้หากปราศจากดาวเทียม บางทีเราจึงเรียกวงโคจรของดาวเทียมสื่อสารนั้นว่า Clarke Orbit เขาอาจจะพูดตรง แสดงความเห็นเรื่องศาสนาอย่างขวานผ่าซากไปหน่อย แต่มุมมองของเขาน่ารับฟังเสมอ คนฝั่งที่นับถือพระเจ้าอาจมองว่าเขาโจมตีพระเจ้า แต่จริง ๆ เขาพูดด้วยความคิดอ่านที่หนักแน่นและมีเหตุผลรองรับเสมอ คุณเคยอ่านเรื่องสั้นของเขาชื่อ The Star มั้ย?”
วินทร์ #2009 : “ไม่เคย”
วินทร์ #1001 : “เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนในปี 1954 ก่อนผมเกิดเสียอีก สั้น ๆ แต่แรง”
วินทร์ #2009 : “เรื่องเป็นยังไง?”
วินทร์ #1001 : “นี่เป็นเรื่องการสำรวจดาราจักรของนักบินอวกาศทีมหนึ่งจากโลกเรา เรื่องเล่าโดยตัวละครคนหนึ่งซึ่งเป็นทั้งนักฟิสิกส์และนักบวช เขามีความเชื่อทางศาสนาคริสต์ เชื่อเรื่องพระเจ้าอย่างแน่นแฟ้น ทีมนักสำรวจเดินทางข้ามอวกาศไปพบระบบดาวระบบหนึ่งซึ่งเกิดซูเปอร์โนวา ซูเปอร์โนวาก็คือการที่ดวงดาวที่กำลังตายระเบิดออก...”
วินทร์ #2313 : “แล้วกลายเป็นหลุมดำใช่มั้ย?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ มักจะกลายเป็นหลุมดำ ทีมนักบินอวกาศไม่คาดว่าจะพบดาวเคราะห์ เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ของระบบนี้ระเบิด ดาวเคราะห์ก็ไม่รอด แต่เครื่องมือสำรวจพบว่ามีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งรอดมาได้จากการระเบิด มันเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กในวงโคจรไกลมากจากดวงอาทิตย์ของมัน เทียบได้กับดาวพลูโตของโลกเรา...
“พวกเขาพบสิ่งก่อสร้างอย่างหนึ่งบนดาวเคราะห์ดวงนั้น เรียกว่า The Vault มันเป็นสิ่งก่อสร้างของสิ่งทรงภูมิปัญญาของระบบดาวนี้ในอดีตกาล สิ่งทรงภูมิปัญญาสายพันธุ์นี้รู้ว่าดวงอาทิตย์ของพวกเขากำลังจะระเบิด แต่พวกเขายังไม่มีเทคโนโลยีเดินทางข้ามไประบบดาวอื่น ระบบดาวที่ใกล้ที่สุดก็ยังไกลเกินไป และไม่สามารถพาทุกชีวิตไปได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมรับชะตากรรมจุดจบของตน ก่อนตายก็รวบรวมวิทยาการ ประวัติศาสตร์ ทุกอย่างเก็บไว้ในThe Vault เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคต หากมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นผ่านมา ก็อาจใช้ประโยชน์จากวิทยาการของพวกเขาได้ อย่างน้อยการดำรงอยู่ของพวกเขาในจักรวาลนี้ก็ไม่สูญเปล่า...
“นักบินอวกาศพบจากหลักฐานใน The Vault ว่ามันมีเครื่องมือช่วยให้เข้าใจภาษาของสายพันธุ์นี้ สามารถฉายภาพประวัติศาสตร์ของพวกเขาได้ ทีมนักสำรวจจากโลกดูภาพเหล่านั้น และพบว่าสิ่งทรงภูมิปัญญาสายพันธุ์นี้เป็นพวกที่มีคุณภาพ มีความรัก ความรู้ แต่ทุกอย่างก็สิ้นสุดเมื่อดวงอาทิตย์ของพวกเขาระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา...
“ทีมนักบินอวกาศรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วเดินทางกลับโลก ตลอดทางกลับนักบวชครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาเห็น และนึกสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึง ‘ลงโทษ’ ชาติพันธุ์นี้จนสูญสิ้น ชาวโลกนั้นไม่ได้ทำชั่ว เป็นเผ่าพันธุ์ที่ดี เขาคิดว่า ‘They were not an evil people. I do not know what gods they worshiped, if indeed they worshiped any. But I have looked back at them across the centuries, and have watched while the loveliness they used their last strength to preserve was brought forth again into the light of their shrunken sun. They could have taught us much: why were they destroyed?’...
“จากข้อมูลที่ได้รับจาก The Vault นักบวชสามารถคำนวณวันเวลาที่เกิดซูเปอร์โนวาได้อย่างละเอียดจนสามารถรู้ว่าแสงของซูเปอร์โนวาเดินทางถึงโลกเมื่อไร คำตอบคือมันเกิดขึ้นในอดีตกาลนานมาแล้ว และมันก็ไขปริศนาโบราณอย่างหนึ่ง ในตอนจบนักบวชถามพระเจ้าว่า ‘มีดวงดาวมากมายที่พระองค์สามารถใช้ได้ ทำไมจึงทำให้เผ่าพันธุ์นี้สูญสิ้นในกองไฟ และแสงสว่างของมันส่องสว่างโชนเหนือท้องฟ้าแห่งเมืองเบธเลเฮม?’...”
วินทร์ #2009 : “คุณหมายถึง...”
วินทร์ #1001 : “ใช่ คืนนั้นก็คือคริสต์มาส - วันประสูติของพระเยซู และดาวดวงนั้นก็คือ The Star of Bethlehem หรือ Christmas Star ซึ่งบอกนักปราชญ์สามคนให้รู้ว่ากษัตริย์แห่งยิวประสูติแล้ว ทำให้ไปหาทารกเยซูที่เมืองเบธเลเฮม”
วินทร์ #2009 : “คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
วินทร์ #1001 : “คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
วินทร์ #2009 : “ผมว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่แสดงความขันขื่นของสองเหตุการณ์ การสิ้นสุดของโลกที่ดีและการกำเนิดโลกที่เลวร้าย เป็นการเสียดสีตามสไตล์ของคนเขียนปากจัด”
วินทร์ #1001 : “ผมไม่คิดว่านักเขียนคนนี้จะเขียนแนวเสียดสีนะ เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับรางวัลฮิวโก*ด้วย” (* ฮิวโก (Hugo Award) เป็นรางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ระดับสูง)
วินทร์ #7212 : “มันตั้งคำถามเรื่องเหตุผลของผู้สร้างจักรวาล ถ้าผู้สร้างมีจริงและมีอำนาจจัดการทุกเรื่องในจักรวาล ผู้สร้างเลือกอย่างไรว่าดวงดาวดวงใดควรอยู่ ดวงใดควรไป สิ่งทรงภูมิปัญญาใดควรอยู่หรือไป มันอาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงบันดาลให้น้ำท่วมโลก ทำลายเมืองโซดอมและโกมอร์ราห์**? บางทีนี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่ไดโนเสาร์สูญไปจากโลก หรือคนดีถูกฆ่า คนชั่วได้ดี สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผล บางทีไม่มีพระเจ้า หรือหากมีพระเจ้า พระเจ้าก็อาจโหดร้าย?”
(** Sodom and Gomorrah เมืองคนบาปลุ่มน้ำจอร์แดน ซึ่งถูกพระเจ้าทำลายล้าง)
วินทร์ #4243 : “ผมว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ ‘พระเจ้า’ เลยแม้แต่น้อย คนเขียนอยากบอกเราว่า จักรวาลไม่มีพระเจ้า ทุกอย่างไหลไปตามทางของมัน ไม่มีความดี ไม่มีความชั่ว ไม่มีความยุติธรรม มันเป็นธรรมชาติของจักรวาลอย่างนี้”
วินทร์ #2313 : “คุณหมายถึง ‘suchness’ มันเป็นอย่างนั้นเอง?”
วินทร์ #4243 : “ใช่”
วินทร์ #2313 : “แหม! ตีความไปไกลอย่างนี้ เป็นนักวิชาการบ้านเราได้สบายเลย ถ้าโลกไม่มีความดีความชั่ว ชีวิตเราจะมีความหมายอะไร?”
วินทร์ #4243 : “แล้วทำไมชีวิตต้องมีความหมายด้วย?”
วินทร์ #2313 : “ฉลาดจังเลย คิดได้ไงเนี่ย!”
วินทร์ #4243 : “คุณรับไม่ได้ก็ไม่ต้องประชด คุณฉลาดนักหรือ?”
วินทร์ #2313 : “พูดอย่างนี้มาชกกันดีกว่า”
วินทร์ #4243 : “ได้ มาเลย”
วินทร์ #2009 : “ไปชกกันที่อื่นก็แล้วกัน โอ้ย! วงแตกจนได้”
วินทร์ #1001 : “อืม! บางทีนี่ก็อาจทำให้ต้องถามตัวเราเองว่า การทะเลาะกันเรื่องศาสนาทำให้การดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์เราในจักรวาลนี้สูญเปล่าหรือไม่!”
วินทร์ เลียววาริณ
16-8-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 5
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
5 คำถามเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a7f513a0e3aca1bf70efa5b
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1- แชร์
- 9
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(หมายเหตุ ข่าวเด็กวัยรุ่นยิงนักเรียนและครูตายซาลงแล้ว เป็นเวลาที่ผมเพิ่งมีโอกาสดูซีรีส์ชุดนี้ Adolescence นี่คือรีวิว)
เด็กชายอายุ 13 ขวบคนหนึ่งชื่อ เจมี มิลเลอร์ ถูกตำรวจจับข้อหาฆ่าเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ไม่มีใครรู้เหตุผล ตำรวจพยายามหาแรงจูงใจ นักนิติจิตวิทยา (forensic psychologist) ประเมินผลทางจิต
แต่เหตุการณ์นี้เหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงน้ำ ส่งแรงกระเพื่อมเป็นวง กระทบต่อทุกคนที่อยู่ในรัศมีของความสัมพันธ์
นี่คือหนังเรื่อง Adolescence ซีรีส์สี่ตอนที่กระชับแน่น เหมือนดูหนังยาว 4 ชั่วโมงที่ไม่มีส่วนเกิน
Adolescence ไม่ใช่หนังสืบสวนสอบสวนที่เน้นใครฆ่าใคร ใครเป็นคนร้าย แต่เป็นหนังที่แสดงผลกระทบต่อคนรอบตัวของผู้ก่อเหตุ พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อน เพื่อนบ้าน
หนังชี้ให้เห็นผลกระทบที่แรงกว่าที่สังคมรู้ หรือสนใจจะรู้ พวกเขาสนใจว่าใครฆ่าใคร ได้รับโทษอย่างไรมากกว่า อย่างมากก็ถอดบทเรียนสักสองสามวันพอเป็นพิธี แล้วก็รอเหตุการณ์ร้ายเหตุการณ์ต่อไป
ในโลกที่บางสังคมหาซื้อปืนได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น สหรัฐฯ (ประเทศที่ผมขอเปลี่ยนชื่อเป็น AmeriGUN) เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ แต่น้อยคนจะสนใจผลกระทบของเหตุการณ์ในเชิงลึก
Adolescence แสดงจุดนี้ได้เข้มข้น
นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้แสดงได้ไร้ที่ติ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นตัวเอกและคนเป็นพ่อ
Adolescence ยังแตะเรื่องการบูลลีในโลกไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไร
จุดเด่นที่เป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้คือการถ่ายทำ ผมดูไปครึ่งตอน ก็อุทานว่า "เฮ้ย! นี่จะทำ one-shot filming ทั้งเรื่องจริงหรือ? ได้หรือ?"
นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ทุกตอนถ่ายแบบ one-shot filming หมายความว่ากล้องจะเคลื่อนจากฉากหนึ่งไปอีกฉากหนึ่งต่อเนื่อง ไม่หยุด ตลอดความยาวหนึ่งชั่วโมงของตอนนั้นๆ
ในหนังใหญ่บางเรื่อง เช่น หนังสงครามเรื่อง 1917 ของ แซม แมนเดส ก็ใช้เทคนิค one-shot filming บางท่อน และเป็น one-shot filming แบบต้องตัดต่อหลอก
Adolescence ถ่ายทุกตอนแบบ one-shot filming จริงๆ ด้วยความยาวของตอนหนึ่งชั่วโมง จึงเป็นงานมหาโหดและสมควรได้รับคำชม มันทำให้หนังสี่ตอนนี้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง สมบูรณ์เหมือนประติมากรรม
แต่จุดเด่นของเรื่องคือการเล่าเรื่องแบบตั้งคำถามว่า ปัญหาเด็กก่ออาชญากรรมเกิดจากอะไร? การเลี้ยงดู? สิ่งแวดล้อม? พันธุกรรม? ครู? เพื่อน? โซเชียล?
ทุกครั้งที่เกิดเหตุแบบนี้ มีคำถามมากมายที่พ่อแม่ของเด็กผู้ก่อเหตุถามตัวเอง เช่น เราเลี้ยงลูกผิดหรือเปล่า ลูกเรามีความสุขหรือเปล่า เราสปอยล์ลูกหรือเปล่า เรารักลูกพอไหม เรากดดันลูกเกินไปหรือเปล่า เราเป็นพ่อแม่ที่แย่หรือเปล่า
เมื่อไม่รู้คำตอบ พ่อแม่ก็มักโทษตัวเอง
หนังชี้ว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งทำเรื่องผิด จะเดือดร้อนทั้งครอบครัว เป็นทุกข์ทุกคน
Adolescence เป็นหนังที่สมบูรณ์ งดงาม แต่ดูยาก เพราะกดดันหัวใจมาก
ในโลกทุกวันนี้ การเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เติบโตเป็นคนที่ไม่สร้างปัญหานั้น กลายเป็นเรื่องยากมหายาก
แค่เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้โตขึ้นเป็นคนปกติ ไม่สร้างปัญหา ก็เป็นความฝันอันสูงสุดของพ่อแม่ทุกคนแล้ว
10/10
ฉายทาง Netflixวินทร์ เลียววาริณ
15-8-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
พ่อผมเป็นหนึ่งในคนจีนโพ้นทะเลนับล้าน ๆ คนที่เดินทางออกจากเมืองจีน ไปตายเอาดาบหน้า ในวัยสิบเจ็ด พ่อมาตัวเปล่าจากมณฑลกวางตุ้ง มุ่งหน้าสู่เมืองไทย เริ่มต้นบทที่หนึ่งในแผ่นดินใหม่โดยเป็นกรรมกรที่ท่าเรือ
พ่อเดินทางร่อนเร่ไปทั่วไทย ขึ้นเหนือลงใต้ พ่อต้องอดข้าวเพื่อสะสมเงินเก็บ จนกลายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง จนในที่สุดก็ปักหลักสร้างตัวเป็นช่างทำรองเท้าในอำเภอหาดใหญ่ ส่งเสียลูกสิบคนจนลืมตาอ้าปากได้
ชีวิตแม้จะลำบาก แต่ดีกว่าอยู่เมืองจีนที่ไม่มีอะไรกิน
พ่อผมจากครอบครัวมาเมืองไทย แล้วไม่ได้กลับไปบ้านเกิดที่เมืองจีนอีกเลย เมื่อย่าผมตาย พ่อก็แค่รับรู้ข่าวผ่านจดหมาย สองโลกเชื่อมกันด้วยเส้นเชือกบางๆ ของความคิดถึงและความหวัง
นี่คือชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
จดหมายรักถึงอาม่า (給阿嬤的情書 / Dear You) เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องคนจีนโพ้นทะเลที่มาปักหลักในเมืองไทยในช่วงนั้น
โครงเรื่องและการนำเสนอมีหลายท่อนคล้าย จดหมายจากเมืองไทย รักกันหนึ่งร้อยปี และ The Bridges of Madison County
คล้าย จดหมายจากเมืองไทย ตรงที่นำเสนอด้วยจดหมาย ใช้จดหมายเล่าชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย
คล้าย รักกันหนึ่งร้อยปี ตรงที่นำเสนอคอนเส็ปต์ของเรื่องรักบวกชีวิตของคนจีนโพ้นทะเล
คล้าย Bridges of Madison County ตรงการเดินเรื่องที่ใช้ฉากปัจจุบันที่เริ่มจากความเข้าใจผิด ย้อนไปเล่าเรื่องรักในอดีต
หนังฉายภาพเกร็ดชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยwด้ดีในระดับหนึ่ง มีองค์ประกอบเกี่ยวกับใช้จดหมายส่งเงินที่เรียกว่าโพยก๊วน และการดูตัวว่าที่เจ้าสาวผ่านแม่สื่อ ฯลฯ
เรื่องการดูตัวสะท้อนสังคมยุคที่การแต่งงานไม่ขึ้นกับความรัก แต่ขึ้นอยู่กับความอยู่รอด การทำมาหากิน ผู้หญิงมีบทบาทผลิตลูกและทำงาน
เรื่องโพยก๊วน (批馆) ก็คือ delivery service ในยุคเก่า ประกอบด้วยจดหมายที่มีผู้รับจ้างเขียนให้ (เนื่องจากคนจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ) และเงินที่ฝากไปส่งถึงผู้รับที่จีนแผ่นดินใหญ่ บรรจุอยู่ในซองเดียวกัน
สมัยนั้นมีสำนักโพยก๊วนจำนวนมากให้บริการแก่ชาวจีน โพยก๊วนจึงเป็นเส้นโลหิตสำคัญของการสื่อสารระหว่างเมืองไทยกับเมืองจีน มีความสำคัญขนาดที่ในปี 2013 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็น Memory of the World Register
คนจีนที่อพยพหนีตายมาหากินในเมืองไทยแทบเหมือนกันหมด ก้มหน้าทำงานหนัก .ช้จ่ายอย่างประหยัด ส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว
จดหมายรักถึงอาม่า เป็นหนังแห่งความรัก ความอบอุ่นของสถาบันครอบครัว ความหวัง การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม การจากลา และทุกอย่างที่เป็นส่วนดีที่สุดของมนุษย์
ขณะเดียวกันก็เสนอมุมความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนจีนโพ้นทะเล
ดำเนินเรื่องแบบเรียบง่าย ไม่โฉ่งฉ่าง แต่กระตุกต่อมเศร้าอย่างแรง เป็นความเศร้าที่เกิดจากความซาบซึ้งใจผสมกับชะตากรรมของคนหลากหลายเส้นทาง ผสมกันอย่างกลมกลืน
มันเป็นหนังที่เตือนให้เรา - โดยเฉพาะลูกจีนในเมืองไทย ย้อนมองตัวเอง ทำให้เห็นว่าความยากลำบากที่แท้จริงเป็นอย่างไร ชีวิตคนรุ่นก่อนเป็นอย่างไร เสียงบ่นของคนรุ่นใหม่ที่ห่างไกลหลายปีแสงจากความลำบากของบรรพบุรุษ และทำให้เข้าใจรากเหง้าของลูกจีนในเมืองไทย
ในยุคที่คนไทยจำนวนมากปฏิเสธงานหนัก ร้านอาหารและสถานที่ก่อสร้างมีแต่คนงานชาวพม่า ลาว เขมร คนที่มีเชื้อสายจีนจำนวนมากอาจลืมหรือไม่รู้ว่า ปู่ย่าตายายของตนก็ผ่านชีวิตอย่างเดียวกับคนงานชาวพม่า ลาว เขมรในตอนนี้
ดังนั้นพล็อตเรื่องจึงอาจไม่ใช่หัวใจของหนังเรื่องนี้ แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นภาพที่ใกล้ชิดกับเราอย่างมากที่เป็นหัวใจของเรื่อง
ลูกจีนในเมืองไทยทุกคนควรชม เพื่อสัมผัสความยากลำบากของปู่ย่าตายาย ที่สร้างตัว สร้างชีวิต จนเรามีวันนี้
ดูเพื่อให้รู้ และไม่ลืม
หนังดึงเราเข้าหาความรู้สึกภายในอย่างแช่มช้า แต่ทรงพลัง กว่าจะรู้สึกตัว ก็จมในอารมณ์ร่วมกับตัวละครและเหตุการณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
จัดเป็นหนัง emotional แห่งปี
อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก เคยจินตนาการอุปกรณ์มองอดีตที่เรียกว่า WormCam สามารถมองภาพอดีตได้แบบเรียลไทม์ผ่านรูหนอน เครื่องมือนี้สามารถไขความลับทุกอย่างในอดีต จดหมายรักถึงอาม่า ก็คือเครื่องมือนั้น มันเหมือนการมองภาพที่เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน และพาเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฉากและเหตุการณ์ที่ปู่ย่าตายายของเราอยู่ในนั้น
ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าหนัง มันเป็นประสบการณ์
9.5/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
14-8-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 30
