-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
(มีสปอยเลอร์พล็อต ไม่ควรอ่าน หากคิดจะดู)
ก่อนอื่น ขอเล่าพล็อตเรื่องรักหนังให้ฟังสักห้าเรื่อง
เรื่องที่ 1 In the Mood for Love (2000) ผลงานของหว่องกาไว ชายหญิงคู่หนึ่งเข้าหากันทั้งที่ทั้งคู่แต่งงานแล้ว เพราะพบว่าคู่ของคนทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน
เรื่องที่ 2 Random Hearts (1999) ผลงานของ Sydney Pollack ชายหญิงแปลกหน้าคู่หนึ่งพบกันเพราะพบว่าคู่ของพวกตนมีความสัมพันธ์กัน และตายในเครื่องบินตกพร้อมกัน ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน
เรื่องที่ 3 Same Time, Next Year (1978) หนังของ Robert Mulligan ชายหญิงคู่หนึ่งพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ และมีสัมพันธ์กัน ทั้งคู่แต่งงานแล้วและมีความสุขในชีวิตสมรส แต่ตกลงกันว่าจะพบกันที่โรงแรมแห่งนั้นทุกปี
เรื่องที่ 4 Once a Year (2012) หนังสวีเดน เรื่องของชายหญิงคู่หนึ่งที่นัดพบกันทุกปีในโรงแรมต่างๆ ความสัมพันธ์นี้ยาวนานถึงสามสิบปี
เรื่องที่ 5 April Snow (2005) หนังเกาหลี เรื่องของชายหญิงที่แต่งงานแล้วคู่หนึ่ง พบว่าคู่ครองของพวกเขาแอบคบหากัน เดินทางไปพร้อมกัน และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน
ในบรรดาหนังทั้งหมดนี้ In the Mood for Love ของหว่องกาไวเป็นงานที่ได้อารมณ์ และมีความเป็นงานศิลปะมากที่สุด
มาถึงบรรทัดนี้ก็จะพบว่า โครงเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ สร้างมาหลายครั้งแล้ว ต่างกันที่รายละเอียด
เรื่องที่ 6 ไม่ใช่หนัง แต่คือเพลง By the time I get to Phoenix งานของ จิมมี เว็บบ์ เนื้อเพลงนี้เป็นชีวิตรักของคนคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเลือกที่จะจากฝ่ายหญิงไป เขาเดินทางออกจากเมืองที่เขากับเธออยู่ด้วย ไปตายดาบหน้า
By the time I get to Phoenix she'll be rising
She'll find the note I left hangin' on her door
She'll laugh when she reads the part that says I'm leavin'
'Cause I've left that girl so many times beforeเวลาที่ผมไปถึงเมืองฟีนิกซ์ เธอคงตื่นแล้ว
และพบโน้ตที่ผมติดไว้ที่ประตูห้องของเธอ
เธอจะหัวเราะเมื่ออ่านถึงตอนที่ว่า ผมจะจากเธอไป
เพราะผมเคยจากเธอไปหลายครั้งหลายครามาก่อนซีรีส์ดรามาสัญชาติญี่ปุ่นเรื่อง Until the T-Shirt Dries ก็เช่นกัน มันรวมคอนเส็ปต์ทั้งห้าเรื่องที่เล่ามาด้วยกัน + เพลง By the time I get to Phoenix แต่เปลี่ยนฉาก และนำเสนอประเด็นที่แตกต่างออกไป
ฉากหลักที่ใช้ไม่ใช่โรงแรม แต่คือร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ชายหญิงที่มาซักผ้า ระหว่างที่รอผ้าแห้ง ก็สนทนากัน
และนี่คือจุดที่หนังฉายภาพ โดยตั้งคำถามว่า เวลาเราเห็นชายหญิงเดินด้วยกันสองต่อสอง หรือคุยกันในร้านซักผ้า เรามักสรุปว่าทั้งสองเป็นคนรักกัน หากไม่ใช่สามีภรรยา ก็ต้องเป็นชู้กัน
มันยังฉายภาพว่า ชีวิตคู่มักมาพร้อมกับความระแวง ความสงสัยในส่วนลึกว่าคู่ของตนมีคนอื่น
ทั้งทัศนคติการสรุปว่าชายหญิงคู่หนึ่งเป็นชู้กัน และความระแวง เป็นยาพิษของชีวิตคู่
ดังนั้นแม้ Until the T-Shirt Dries จะไม่ใช่คอนเส็ปต์ใหม่สด แต่ประเด็นของเรื่องน่าสนใจพอที่จะทำให้เราต้องขบคิดต่อหลังหนังจบ
หนังจับประเด็นชีวิตสมรส การพยายามจูนคลื่นหากัน การพยายามหนีจากชีวิตจำเจของชีวิตคู่ ความรับผิดชอบ กฎเกณฑ์ ค่านิยมสังคม ศีลธรรม การคบชู้ โดยไม่ได้บอกว่าอะไรคือผิดหรือถูก
จุดอ่อนของหนังชุดนี้คือวิธีการเล่าเรื่องที่ยืดยาดมาก หนังที่มีพล็อตและเนื้อหนังเท่านี้ สามารถทำจบได้ใน 5 ตอน ไม่ใช่ลากไป 10 ตอน นี่ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยส่วนเกินที่ทำให้หนังรุงรังโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้หนังยังขาดความสมจริง และเต็มไปด้วยความบังเอิญ จังหวะหนังสะดุด ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อถึงเวลาเผยไคลแม็กซ์ ก็ตัดฉากไปที่อื่น ลากไปอีกสิบนาที ทำให้อารมณ์สะดุด นี่คือข้อเสียของการทำซีรีส์ยาวเกินจำเป็น
หนังเรื่องนี้เริ่มต้นพล็อตด้วย In the Mood for Love + Random Hearts + April Snow แล้วหักมุมให้เป็น Same Time, Next Year + Once a Year โดยตัดเซ็กซ์ออกไป เพื่อให้เป็นหนังที่สะอาดขึ้น
จุดหนึ่งที่ไม่สมจริงคือ หากชายคนหนึ่งไม่ชอบชีวิตคู่ และเลือกที่จะหนี ทำไมต้องหนีไปโดยไม่บอก เพื่อให้ภรรยาเข้าใจผิดว่าเขาตาย เขาจะทำอย่างนี้กับคนที่ในตอนท้ายเขาบอกว่ารักเหลือเกินอย่างนี้หรือ
อีกจุดที่ตะหงิดๆ คือ เขาเลือกหนีตอนไปต่างจังหวัดกับหญิงคนหนึ่ง ทิ้งผู้หญิงบนรถ เข้าใจว่าคนเขียนบทต้องการสร้าง decoy เบี่ยงคนดูไปอีกทิศหนึ่ง แต่มันไม่มีตรรกะอันใด
เหตุการณ์หนีและอุบัติเหตุเกิดขึ้นในฉากเดียวกัน ในการเขียนนิยายถือว่าอิงความบังเอิญมากไป
โดยรวมหากไม่ติดใจเรื่องความยืดยาด (เพราะชอบความน่ารักของนางเอก) ก็ดูได้เรื่อยๆ สะกิดต่อมคิดได้เป็นระยะ
นี่เป็นมุมมองของผมในฐานะคนเขียนนิยาย และเป็นความเห็นส่วนตัว เรื่องนี้จึงขอวิจารณ์อย่างเดียวโดยไม่ให้คะแนน เพราะเดี๋ยวมีดรามาอีก
ฉายทาง Netflix
วินทร์ เลียววาริณ
28-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
0- แชร์
- 8
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ฝนเทลงมาไม่หยุด ราวกับท้องฟ้ามีรูโหว่ อากาศขมุกขมัวจนดูไม่ออกว่ายามนี้เป็นเวลากลางวันคือกลางคืน
ยามนี้เป็นเวลากลางคืน เป็นดึกของคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ลูกค้า 6-7 คนนั่งดื่มในผับ พวกเขานั่งที่นี่มาห้าชั่วโมงแล้ว พวกเขาออกจากร้านเหล้าไม่ได้ ข้างนอกน้ำท่วมหนัก รถหลายคันจมน้ำ
พวกเขาเลือกราดทุกข์ด้วยสุราในร้าน
แน่นอนพวกเขาบ่นเรื่องน้ำท่วม ข้าพเจ้าเข้าใจ ยามนี้ใครๆ ก็บ่นเรื่องน้ำท่วม
คนหนึ่งว่า "เมียผมโทร.มาบอกบ้านจมน้ำ แต่เพื่อนโทร.มาบอกว่าถนนขาด เข้าไปไม่ได้"
อีกคนหนึ่งว่า "ไหนทางการบอกว่าเอาอยู่"
"นั่นน่ะซี เรารู้เรื่องฝนจะจะมาเป็นอาทิตย์ล่วงหน้า ทำไม่ไม่ทำอะไร"
"เฮ้อ! แดกเหล้าดีกว่า"
ลูกค้าหันมาถามข้าพเจ้า "บาร์เทนเดอร์จะต้องปิดร้านกี่โมง?"
"แล้วแต่สวรรค์สั่ง ตอนนี้ออกไปไหนไม่ได้ คืนนี้ก็คงนอนที่นี่"
"พวกผมก็อาจต้องขอนอนที่นี่ด้วย"
"ไม่มีปัญหา แต่ผมไม่มีหมอน"
ลูกค้าคนหนึ่งว่า "คนไทยก็ต้องอดทน"
ข้าพเจ้ายิ้ม เอ่ยเบาๆ ว่า "ใช่"
ข้าพเจ้าไม่อยากคุยเรื่องน้ำท่วมกับลูกค้า เพราะเราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ฝนตก น้ำเอ่อท่วม
นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินคำสัญญาว่าจัดการเรื่องน้ำท่วมได้
"ขอค็อคเทลเกี่ยวกับน้ำท่วมหน่อย"
ข้าพเจ้าพยักหน้า "มีสองสูตร"
"สูตรแรกคือ Flash Flood"
"แปลว่า?"
"แปลว่าน้ำท่วมฉับพลัน"
"เป็นเหล้าอะไร?"
"น้ำท่วมฉับพลันมีส่วนผสมของเบอร์เบิน Amaro, Cacao, Spiced Demerara และเติมนมข้นหวาน แล้วใส่น้ำแข็ง"
ข้าพเจ้าเสิร์ฟน้ำท่วมฉับพลันแก่ลูกค้า
ข้าพเจ้าเล่าว่า "สมัยเพลงลูกทุ่งครองเมือง พอน้ำท่วม เราก็ร้องเพลง น้ำท่วม ของ ศรคีรี ศรีประจวบ"
ลูกค้าคนหนึ่งร้อง "บ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์ เหมือนกันไปทุกครอบครัว พื้นนาก็ล่มไร่แตงก็จมเสียหายไปทั่ว พี่จึงเหมือนคนหมดตัว หมดตัวแล้วนะ แก้วตา..."
"พูดถึงประจวบฯ จะเห็นว่าโดนน้ำท่วมหนักหลายรอบ ครั้งหนึ่งที่นาสาร สุราษฎร์ฯ น้ำท่วมพัดท่อนซุงจำนวนมหาศาลถล่มทั้งหมู่บ้าน คนตายไปร่วมพันคน น้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นเพราะคนตัดป่า"
"คราวนั้นเป็นน้ำป่า คราวนี้เป็นน้ำลาย"
"น้ำลาย?"
"ก็เรามัวทะเลาะกันเรื่องใครควรพยากรณ์อากาศ ใครไม่มีหน้าที่พยากรณ์ แล้วก็สัญญาด้วยน้ำลาย"
ข้าพเจ้าว่า "ค็อคเทลต่อไปคือ The Floodwater"
"แปลว่าน้ำท่วม?"
"ใช่ ทำด้วยว็อดกา น้ำมะนาว Turbinado simple syrup แล้วเติม Black Cherry White Claw hard seltzer เติมน้ำแข็งด้วย"
"ไม่เอา ขอค็อคเทล Flood Mouth ดีกว่า"
ข้าพเจ้าสั่นศีรษะ
"ไม่เคยได้ยิน มันคืออะไร?"
"Flood Mouth ก็คือน้ำท่วมปากไง เพราะเห็นคนที่บอกว่า 'เอาอยู่' หายหน้าไปหมด"
วินทร์ เลียววาริณ
27-9-26พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
0- แชร์
- 33
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อเราสั่งกาแฟดำมาหนึ่งถ้วย มองดูกาแฟดำในถ้วย จะเห็นว่ามันดำสนิท
แต่หากเราตักกาแฟในถ้วยออกมาหนึ่งช้อน เทกาแฟบาง ๆ ลงบนจาน จะพบว่าสีกาแฟไม่ดำสนิท มันออกไปทางสีน้ำตาลจาง ๆ
สีน้ำกาแฟในถ้วยกับในช้อนต่างกัน
เหตุที่เราเห็นมันเป็นสีดำในถ้วย ก็เพราะว่าน้ำกาแฟซ้อนทับกันหลายชั้น เมื่อทับมากชั้น ก็มองเห็นเป็นสีดำ
อะไรที่แม้มีสีอ่อน แต่ถ้าทับซ้อนมาก ๆ จะหนาแน่นทึบเห็นเป็นสีเข้ม
อารมณ์ความรู้สึกของคนเราก็เช่นกัน
ทุก ๆ วันเราเจอเรื่องที่ทำให้ใจเราหม่นหมอง หรือขุ่นใจ อาจเป็นความรู้สึกไม่ดีเล็ก ๆ ที่พอลืมได้ ยกตัวอย่าง เช่น เราพบนาย ก. ที่หน้าลิฟต์ เรากล่าวสวัสดี แต่เขาไม่ตอบรับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่มันสร้างรอยขุ่นใจให้เล็กน้อย
ระหว่างวันเราอาจลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พอตอนค่ำก่อนหลับ เราหวนนึกถึงมัน ทำให้หงุดหงิด อาจรวมกับเรื่องไม่ดีอื่น ๆ ที่นาย ก. เคยทำกับเรา ผ่านไปอีกวันสองวัน เรานึกถึงเรื่องนี้ ก็หงุดหงิดอีก
ผ่านไปหลายเดือน ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ความหงุดหงิดชักเพิ่มขึ้น อาจมากจนมันฝังในจิตใต้สำนึก ขจัดไม่ออก
ลำพังความรู้สึกหงุดหงิดในวันแรกนั้นมันเล็กน้อย เหมือนน้ำกาแฟในช้อน แต่หากเราคิดถึงมันบ่อย ๆ ตักน้ำกาแฟลงใส่ถ้วยวันละนิด จนในที่สุดเป็นกาแฟสีดำเข้มทั้งถ้วย
ความรู้สึกใด ๆ ถ้าเราสะสมมันจนหนาทึบ จนมันหยั่งรากลึก มันก็เป็นความรู้สึกด้านลบที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นกัน หากเราแยกความรู้สึกออกมาทีละชั้น อาจพบว่าแต่ละอารมณ์ ไม่ได้รุนแรงเท่าใดนัก พอลืมได้ พอปล่อยวางได้ และหากปล่อยวางตั้งแต่วันแรก จิตก็ไม่สะสมกาแฟสีอ่อนเป็นกาแฟดำสนิท
นาย ข. เพื่อนบ้านพูดจาไม่ดี หนึ่งครั้งก็พอสลัดออก
สองครั้งเริ่มเกาะ
ยิ่งมากครั้งก็จะรวมกันหนาเป็นสีดำ
เมื่อเราคุยกับเพื่อนบ้านคนอื่นที่บอกว่านาย ข. คนนี้แย่อย่างนั้น แย่อย่างนี้ เราก็รวมความใหม่เข้าไปผสมกับความหงุดหงิดเดิม กาแฟแห่งจิตก็เพิ่มเป็นอีกชั้น และอีกชั้น
ผลก็คือ ‘กาแฟดำสนิท’ แห่งอารมณ์ที่เรารู้สึกทุกครั้งที่เห็นหน้านาย ข.
ดังนั้นหากเราเข้าใจโครงสร้างของอารมณ์ที่ปะทุขึ้น และปล่อยวางมันลง ถือว่าจบตั้งแต่ตอนนั้น เราก็จะไม่ต้องมีถ้วยกาแฟดำแห่งอารมณ์มากมายหลายใบจนเต็มชั้นในหัวใจ
ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่า ความสุขก็คือการที่ไม่มีอะไรทำให้เกิดความหม่นหมองหรือขัดใจ
ถ้ารักษาความไม่มีอะไรนี้ได้ ก็คือสุข
แต่คนเราย่อมต้องเจอเรื่องที่ชวนให้ขัดใจอยู่เรื่อย
ตรงนี้ท่านบอกว่า ก็ต้อง “จัดหลีก” ให้ดี ๆ พยายามอย่าให้เกิดการกระทบจิตจนหม่นหมองหรือขัดใจ
ท่านบอกอีกว่า บางทีสิ่งที่มากระทบไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากความคิดของเราเอง
คิดเรื่องอดีตเก่า ๆ แล้วก็เกิดขัดใจ
ไปเอาความจำหรือสัญญาในอดีตมากวนใจเอง
ก็ต้องระวังใจอยู่เสมอ
เมื่อนั้นถ้วยในจิตของเราก็จะเป็นน้ำใสสะอาด
วินทร์ เลียววาริณ
28-9-26จาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
Shopee โปรโมชั่น
https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f86505200- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
สมมุติว่า 3
วินทร์ #1001 : “ที่ผมแปลกใจคือวิชาศาสนาเปรียบเทียบไม่สอนเรื่องศาสนาของสัตว์ ถ้าหากมนุษย์เราที่เป็นสัตว์โลกเหมือนกันสามารถพัฒนาศาสนาได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าสัตว์ทำไม่ได้ พวกสัตว์ถือกำเนิดมาก่อนเราหลายร้อยล้านปีนะ”
วินทร์ #6565 : “หมายความว่าเต่า ปลามีศาสนามีศีลธรรมงั้นรึ? บ้าไปแล้ว! เต่า ปลาไม่มีปัญญาสร้างศาสนาหรอก...”
วินทร์ #1001 : “ศีลธรรมของเต่าผมไม่รู้ แต่ผมเคยได้ยินเรื่องศีลธรรมของปลานะ”
วินทร์ #6565 : “ปลาบ้าอะไร? อย่าบอกว่าเป็นปลาพูดได้ในหนังการ์ตูน Finding Nemo”
วินทร์ #1001 : “เปล่า เป็นโลมา มีบันทึกไว้มากมาย เมื่อลูกโลมาตาย แม่ของมันก็แบกลูกที่ตายบนหลัง ว่ายไปมาอยู่หลายวัน แล้วยังมีโลมาที่ช่วยชีวิตคนจากการจมน้ำและจากฉลาม"
วินทร์ #6565 : “โลมาไม่ใช่ปลา มันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”
วินทร์ #1001 : “ไม่ยกตัวอย่างโลมาก็ได้ เคยได้ยินวาฬกตัญญูมั้ย? หลายปีก่อน วาฬตัวนึงว่ายน้ำไปติดตาข่ายเชือกของชาวประมงที่กำลังจับปู ตาข่ายรัดตัววาฬทั้งตัว ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด วาฬต้องขึ้นผิวน้ำเพื่อหายใจ ไม่งั้นก็ตาย บรรดาชาวประมงเห็นเข้า ก็ระดมกำลังแข่งกับเวลาช่วยมัน พวกเขาดำน้ำไปตัดตาข่ายที่รัดมันอยู่ ในที่สุดก็สำเร็จ พอมันเป็นอิสระ ก็ว่ายน้ำวนรอบคนที่ช่วยมัน ใช้ปากแตะคนที่ช่วยมันทีละคน เหมือนกำลังขอบคุณคนเหล่านั้น แสดงว่าวาฬก็รู้สึกเรื่องศีลธรรม”
วินทร์ #6565 : “วาฬก็ไม่ใช่ปลา”
วินทร์ #1001 : “ถ้าพี่ท่านจับผิดอย่างนี้ไม่ต้องคุยต่อดีกว่า ผมเพียงจะบอกว่าจากหลักฐานและพฤติกรรมของสัตว์หลายสายพันธุ์ เราเห็นร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในอาณาจักรสัตว์ ศาสนาของป่าคือความอยู่รอด และความต้องการอยู่รอดทำให้เกิด ‘ศาสนา’ แต่ดูเหมือนว่าศาสนาก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อการอยู่รอด ราวกับว่าธรรมชาติฝัง ‘ศาสนา’ เข้าไปในยีน”
วินทร์ #6565 : “บ้าไปแล้ว!”
วินทร์ #1001 : “อาจจะบ้าจริง ๆ ก็ได้ แต่เราก็ต้องพิสูจน์ก่อนว่ามันบ้า ไม่ใช่หรือ? ถ้าสัตว์มีสำนึกทางศีลธรรมและศาสนาโดยที่พวกมันไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่มีคัมภีร์อ่าน มันจะมีสำนึกทางศาสนามาจากไหน? ก็ต้องมาจากยีน...”
วินทร์ #6565 : “ศาสนาของสัตว์? จากยีน? จะบ้าหรือ?”
วินทร์ #1001 : “ถูกต้อง ผมขอถามคุณก่อน ทำไมสัตว์หลายสายพันธุ์จึงอยู่เป็นฝูง?”
วินทร์ #2022 : “ก็เพราะมันเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอดมากกว่า มด ปลวก ผึ้ง สิงโต ช้าง คนก็รวมกลุ่มเป็นสัตว์สังคม มันมีข้อดีหลายข้อ เช่น แบ่งหน้าที่กันทำ”
วินทร์ #1001 : “ใช่แล้ว ทีนี้การอยู่ด้วยกันจะได้ผลก็ต้องมีระบบ ธรรมชาติบังคับให้สัตว์ในฝูงต้องสื่อสารกัน อ่านใจกัน นี่วิวัฒนาการมาเป็น empathy*”
วินทร์ #4244 : “ภาษาอังกฤษของผมไม่ค่อยแข็งแรง อะไรคือ empathy?”
วินทร์ #1001 : “มันคือประสบการณ์เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นในมุมมองของคนคนนั้น"
วินทร์ #4244 : “ก็คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ empathy ก็คือรากของศาสนา ยี่ห้อศาสนาเพิ่งถือกำเนิดในโลกหลังจากมนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรม แต่เราพบร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในสังคมมนุษย์นีแอนเดอธัล พวกนี้ช่วยเหลือคนเจ็บ มีพิธีศพ เพื่ออะไร? เสียเวลาทำมาหากิน แต่ที่มีก็เพราะ empathy วิวัฒนาการจนลึกซึ้งขึ้นและแข็งแรงขึ้น แต่หากมองในอาณาจักรสัตว์ เราก็มีหลักฐานมากพอที่จะบอกว่าสัตว์ก็มี ‘ศาสนา’ ในระดับหนึ่ง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยาค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสัตว์ก็มี empathy โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรามีหลักฐานว่าช้างรักกลุ่มของมัน ลิงช่วยเหลือกัน รู้จักดูแลตัวที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะลิงโบโนโบมีระดับ empathy สูงสุดในสายพันธุ์ลิง โลมา วาฬ ก็เหมือนกัน แม้แต่ในหนูก็มี empathy ...
"นี่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าคุณสมบัตินี้น่าจะฝังในยีน จนกลายเป็นสัญชาตญาณ และ ‘ยีนศาสนา’ หรือ The God gene นี้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า empathy วิวัฒนาการมานานแล้ว ชัดเจนที่สุดในรูปของความรักของแม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแม่กับลูก ‘ความรัก’ ของแม่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถ้าไม่มีความรักชนิดนี้ ลูกที่เกิดใหม่ในป่าก็รอดยาก มันจะตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น แม่จึงปกป้องลูกด้วยชีวิต โดยไม่มีข้อแม้ empathy ของมนุษย์ซับซ้อนกว่า เพราะสมองซับซ้อนกว่า ปนกับอารมณ์อื่น ๆ คุณลักษณะแบบนี้ก็เป็นพื้นฐานของศาสนา มันเป็นคำสั่งที่ฝังในยีนเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ มันเป็นศาสนาของธรรมชาติ! จาก empathy ก็เป็นความรัก และในสัตว์บางพันธุ์ เช่น มนุษย์ ก็พัฒนาเป็นความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย...
“ผมแค่จะบอกว่าสัตว์หลายเผ่าพันธุ์มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นศีลธรรมในระดับหนึ่ง และหากศีลธรรมเป็นองค์ประกอบของศาสนา ก็ไม่น่าผิดที่จะบอกว่าสัตว์ก็มีศาสนา แต่ถ้าคุณยังรับเรื่องศาสนาของสัตว์ไม่ได้ ก็คงไม่ต้องพูดถึงศาสนาของคอมพิวเตอร์”
วินทร์ #6565 : “ชักเลอะเทอะใหญ่”
วินทร์ #1001 : “เมื่อย้อนรอยมนุษย์กลับไปที่จุดกำเนิด เราก็มาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีสมอง ถ้าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียววิวัฒนาการมาจนถึงขั้นมีสมอง มีสติปัญญาขนาดนี้ ทำไมเราจึงสรุปว่าคอมพิวเตอร์จะทำอย่างเดียวกันไม่ได้”
วินทร์ #6565 : “แต่คอมพิวเตอร์ไม่มีชีวิต”
วินทร์ #1001 : “เราก็ไม่มีชีวิต”
วินทร์ #6565 : “หมายความว่ายังไง?”
วินทร์ #1001 : “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกนี้ประกอบด้วยอะตอมที่ไม่มีชีวิต เราเป็นผลรวมของอะตอมต่าง ๆ นับไม่ถ้วน รวมเป็นตัวเรา วิวัฒนาการจนมีปัญญา เราก็คือสิ่งไม่มีชีวิตที่มีชีวิต คอมพิวเตอร์เป็นการรวมตัวกันของอะตอมเหมือนกับเรา ดังนั้นเราจึงยังสรุปว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีศาสนาไม่ได้ นี่เป็นมุมมองที่วิชาศาสนาเปรียบเทียบทั่วไปไม่สอนกัน นอกจากนี้เรายังต้องศึกษาศาสนาของมนุษย์ต่างดาว และศาสนาในมุมมองของวิวัฒนาการ อย่าลืมว่ามนุษย์เรายังไม่หยุดวิวัฒนาการ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งในอนาคต เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน บริบทสังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน สรีระของมนุษย์เปลี่ยน มันอาจพาเราไปสู่จุดที่เราไม่เคยคิดฝันมาก่อน บางทีวันหนึ่งเราอาจพบว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีศาสนาอีกแล้ว”
วินทร์ #6565 : “เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไม่มีศาสนา”
วินทร์ #1001 : “คุณบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็เพราะคุณยังคิดในมุมของมนุษย์ในสรีระและสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ บางทีวันหนึ่งถ้าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้ บทบาทของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็อาจเปลี่ยนไปมหาศาล มันอาจจะมีหน้าที่มากกว่าศาสนาของมนุษย์”
วินทร์ #6565 : “แต่...”
วินทร์ #1001 : “ศาสนาก็เหมือนระบบอื่น ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในโลก เกิดขึ้นมาได้ ก็ดับได้ตามสัจธรรมของธรรมชาติ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งในอนาคต บางศาสนาอาจจะล้มครืนจากการพบข้อมูลใหม่ที่สวนทางกับหลักศาสนา เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ความเชื่อว่าฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นผลงานของเทพเบื้องบนก็ล้มครืนมาแล้วเพราะเรารู้แล้วว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของธรรมชาติ ความเชื่อว่าโลกแบนก็ล้มมาแล้ว ความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ล้มมาแล้ว เมื่อเข้าใจว่าศาสนาก็อยู่ในกฎของความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสรรพสิ่ง ก็อาจทำให้เรามองศาสนาที่แก่นและเป้าหมายมากขึ้นกว่ามองด้วยความงมงาย และใช้ศาสนาผิดจุดประสงค์”
วินทร์ #6565 : “ข้อนี้ก็พอรับได้”
วินทร์ #1001 : “เราพัฒนาจากมนุษย์ยุคก่อนที่ยังล่าสัตว์ ใช้ความรุนแรงตลอดเวลา มาเป็นมนุษย์เมืองที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ระยะเวลาไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น การเปลี่ยนยีนหรือความรุนแรงในสันดานมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งในอนาคตเราสามารถเข้าใจเรื่องจีโนม*ทั้งหมดของมนุษย์ถ้าเราสามารถกำจัดความรุนแรง และความคิดไม่ดีออกจากยีนไปได้ สมมุติว่ามันกำหนดด้วยยีนนะ ศาสนาก็จะหายไปจากโลก เพราะทารกเกิดมาเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ ไม่มีความคิดจะไปทำร้ายสัตว์ ฆ่าคน หรือลักขโมย ทุกอย่างถูกฝังเป็นโปรแกรม ศาสนาก็จะหมดบทบาทไปโดยสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าไม่มีอะไรที่มันถาวร”
วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปได้ยาก”
วินทร์ #1001 : “ผมคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นไปได้ยาก แม้กระทั่งศาสนาของสัตว์และพืช”
วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปไม่ได้”
วินทร์ #1001 : “เช่นกัน มันยังเร็วเกินไปที่เอ่ยคำว่าเป็นไม่ได้ พวกมันอาจกำลังวิวัฒนาการด้านศาสนาอยู่ อาจจะช้ากว่าเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้”
วินทร์ #6161 : “คุณรู้ได้ไงว่าคุณถูก?”
วินทร์ #1001 : “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมผิด? ผมบอกแล้วว่าถ้าจะคุยเรื่องนี้ เราต้องทลายกรอบคิดเดิม ๆ ในเรื่องศาสนาเสียก่อน ถ้าเราไม่ยอมออกจากกรอบคิดเดิมว่าศาสนาเป็นของคนเท่านั้น ก็คงไม่ต้องคุยกันต่อ เพราะเราถูกครอบหัวด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ’ ประโยคนี้มันสวนทางกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหลือเกิน ประเด็นของผมคือศาสนาที่วางมนุษย์ไว้เป็นจุดศูนย์กลางอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตอื่น ๆ การที่จะให้มนุษย์อยู่อย่างสงบสุขได้อย่างเดียวยังไม่พอ มันยังแคบไป มันควรจะให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกอยู่ได้ด้วย และไม่เฉพาะสิ่งมีชีวิต แต่รวมถึงสิ่งไร้ชีวิตลองคิดดู การใช้น้ำมันมากไปหรือทำลายป่าจนโลกร้อน ก็ผิดหลัก ‘ศาสนา’ ถ้าเราไม่คิดแบบนี้ เราก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ยังดิบอยู่ นั่นคือใครแข็งแรงกว่าครอบครองทุกอย่าง ถ้าคิดอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะมีศาสนาไว้ทำอะไร”
วินทร์ #4244 : “คุณหมายความว่ายังไง?”
วินทร์ #1001 : “ถ้าธรรมชาติเชื่อม empathy ระหว่างคนกับคนได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้ บางทีวันนึงวิทยาการของเราอาจไปถึงจุดนั้น”
วินทร์ #4244 : “นี่มันเป็นไซไฟมากเลย”
วินทร์ #1001 : “จักรวาลกำเนิดมาจากความไม่มี กลายเป็นดวงดาว ดาราจักร ชีวิต และตัวเรา นี่ไม่พิสดารกว่าไซไฟหรอกหรือ?”
วินทร์ เลียววาริณ
27-9-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ฝนตกต่อเนื่องมาเกิน 24 ชั่วโมงแล้วในเมืองหลวง น้ำท่วมหลายหมู่บ้าน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเจอ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ก็ดูแลตัวเองกันนะครับ ขอให้ผ่านไปด้วยดี
ทำให้นึกถึงยุคหนึ่งในโลกที่ฝนตกนานสองล้านปี
คือเหตุการณ์ที่เรียกว่า Carnian Pluvial Episode ในยุคปลาย Triassic ราว 234-232 ล้านปีก่อน
สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกยาวนาน
ฝนตกต่อเนื่องนี้ไม่ได้หมายถึงตกทุกวัน แต่เป็นช่วงสองล้านปีที่ฝนตกบ่อยมาก เพราะเทวดาในยุคนั้นมีอาการต่อมลูกหมากโต
ช่วงนั้นยังไม่มีมนุษย์ ไม่มีหมู่บ้านจัดสรร และยังไม่มีไดโนเสาร์ ฝนก็ตกไปยังงั้น ไม่มีใครบ่น
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุของฝนตกสองล้านปีเกิดจากมหาภูเขาไฟ ส่งเถ้าปกคลุมโลก เกิดภาวะโลกร้อน
สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ตายไป เปิดทางให้ไดโนเสาร์ถือกำเนิด
โลกเราตอนนี้กลับตรงกันข้าม นั่นคือมีไดโนเสาร์ที่ครองอำนาจไม่น้อยบอกว่าภาวะโลกร้อนไม่มีจริง การเกิดคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงที่ยุโรปในปีนี้ รวมทั้งฝนตกผิดปกติแถบนี้ "มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ตถตา! suchness! มันเป็นเช่นนั้นเอง!
วาว! อิมเพรสซีพ! อินเครดิเบิ้ลลลลล! ไดโนเสาร์ก็รู้ธรรมะ!
ฮาวเอเวอร์ ปัญหาของฝนตกต่อเนื่องสร้างความเดือดร้อนให้กระผมอย่างมาก เพราะซักผ้าไม่ได้ พอฝนหยุด กองเสื้อผ้าคงสูงเป็นภูเขา ตายแน่กรู!
วินทร์ เลียววาริณ
26-9-261- แชร์
- 31
