-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
บิล แบลส นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงในโลกแฟชั่นฝั่งตะวันตกเคยให้สัมภาษณ์ว่า “คนทำงานแฟชั่นต้องมี passion ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ ก็ควรเลิกทำ วันไหนผมไม่มี passion ผมก็จะไป”
แล้ววันหนึ่งเขาก็ไป! ขายธุรกิจเสื้อผ้าที่ตนก่อร่างมาจนใหญ่โต และลาออกจากวงการ
passion ในความหมายของ บิล แบลส ก็คือความกระตือรือร้น ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ในงานที่ทำ เป็นไฟที่ขับเคลื่อนให้ผู้สร้างสรรค์งานเดินหน้าอย่างเปี่ยมพลัง!
กิมย้ง นักเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในชาวฮ่องกงเขียนนวนิยายเพียงสิบห้าเรื่องในชีวิต กินช่วงเวลาเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น (ระหว่าง พ.ศ. 2498-2515) ก็ยุติบทบาทนักเขียนนวนิยาย ใคร ๆ ก็รู้ว่าด้วยมันสมองของเขา ไม่ยากที่จะเขียนนิยายกำลังภายในอีกสักห้าสิบเรื่อง โดยรีไซเคิลจากงานเก่าเช่นที่ฮอลลีวูดปฏิบัติมานานนม ด้วยฝีมือของเขา งานย่อมไม่แย่แน่นอน
แต่สำหรับกิมย้ง หากไม่มีอะไรใหม่กว่าสิ่งที่เคยสร้างสรรค์มา ก็อย่าเขียนดีกว่า! ว่าแล้วเขาก็ยุติบทบาทการเขียนนิยายจีนกำลังภายในที่เขาเป็นหัวหอก แล้ว ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’ (สำนวนนิยายกำลังภายใน หมายถึงลาออกจากวงการ)
เหง่ยคัง สหายของกิมย้งวิจารณ์ว่า กิมย้งเลิกเขียนเพราะเชื่อว่าตนเองพัฒนาความหลากหลายของตัวละครมาถึงที่สุดแล้ว จึงจำต้องยุติ กิมย้งรับคำวิจารณ์นี้ยิ้ม ๆ กล่าวว่า บางทีเหง่ยคังอาจพูดถูก
ว่าก็ว่าเถอะ มีศิลปินไม่มากนักในโลกที่สามารถทำเช่นนี้ได้ บิล แบลส ขายธุรกิจของเขาไปเป็นเงินห้าสิบล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท) ส่วนกิมย้งเป็นนักเขียนชาวจีนที่รวยที่สุด ประมาณทรัพย์สินของเขาที่ได้มาจากการเขียนหนังสือไม่ต่ำกว่าหกร้อยล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 2,520 ล้านบาท)
ศิลปินไทยส่วนใหญ่ต่อให้หมดไฟหมดแรง ก็ยังต้องลุกขึ้นมาทำงาน มิเช่นนั้นจะหมดลมหายใจด้วยความหิวโหย!
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรเราหมดไฟสร้างสรรค์? และถ้ารู้ว่าหมดไฟแล้ว จะทำอย่างไร?
อาการหมดไฟสร้างสรรค์นั้นดูคล้าย ๆ การเบื่องาน เบื่อหน้าเจ้านาย หรือเบื่อที่ทำงาน คือไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดงานออกมาแล้วดูไม่ดี ไม่น่าสนใจ หรือย้อนรอยเดิมที่เคยทำมาแล้วห้าร้อยหน ก็น่าจะหงุดหงิดอยู่
คนทำงานศิลปะจำต้องดูอาการหมดไฟสร้างสรรค์ให้ออกก่อนเนิ่น ๆ นั่นคือเมื่องานที่ทำเริ่มจำเจ มันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เส้นกราฟของความคิดสร้างสรรค์เริ่มจะตกลงมา
ทว่านี่เป็นธรรมชาติของสมองที่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเดินกลับมาที่จุดเดิม หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายไม่ เพราะความคิดสร้างสรรค์ก็เช่น แบตเตอรีรถยนต์ มันมีวันหมดไฟ มองในแง่สร้างสรรค์ก็คือ มันเปิดโอกาสให้เราลอกคราบเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น
การหมดไฟสร้างสรรค์ก็เหมือนเป็นโรคมะเร็ง ยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสปรับตัวแก้ไขต่อต้านทัน ด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ และทำใจสบาย ๆ
‘ออกกำลังกาย’ คือทำให้สมองแข็งแรง เปิดใจกว้าง รับของใหม่ กล้ารื้อของเก่า เมื่อชาร์ตไฟสม่ำเสมอ ไม่รอจนไฟหมด เครื่องยนต์ที่มีไฟเต็มย่อมติดง่ายเร็วและแรง
‘กินอาหารดี ๆ’ คือเติมความรู้ใหม่ ๆ เข้าไปเสมอ หมั่นตรวจตราระดับน้ำของ ‘แบตเตอรี’ ดูว่ามีตะกรันเกาะตามขั้วไฟหรือไม่ ทำความสะอาดมันสม่ำเสมอ
‘ทำใจสบาย ๆ’ คืออย่าเกร็ง ยิ่งเกร็งยิ่งไม่ได้งานดี
มีคนบอกว่าสมองของมนุษย์เรายิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง ยิ่งลับยิ่งคม คนทำงานศิลปะที่ดีต้องลับคมสมองตลอดเวลา และรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาลับคม
จนเมื่อไฟความอยากทำงานสร้างสรรค์สายนั้น ๆ ดับไปแล้วจริง ๆ ก็ค่อยล้างมือในอ่างทองคำ
วินทร์ เลียววาริณ
7-4-26จาก คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก
โปรโมชั่น ชุดกำลังใจ 3 แถม 1
https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283950- แชร์
- 7
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หนึ่งในสองหนังสือใหม่ที่ออกในงานหนังสือรอบนี้คือ ฮานอย ฮิลตัน
ผู้อ่านบางคนอ่านแล้ว มาคุยด้วยในงาน
ฮานอย ฮิลตัน เป็นงานเขียนตระกูลเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending short story) เป็นแนวการเขียนที่นิยมในสมัยก่อน ตอนนี้ไม่ค่อยเห็น
ตรงนี้บางคนอาจไม่รู้ หรือเข้าใจสับกัน
‘หักมุม’ กับ ‘หักมุมจบ’ ไม่เหมือนกันทีเดียว
การหักมุมเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งในการเดินเรื่อง อาจอยู่กระจายไปในท่อนใดของเรื่องก็ได้ เช่น ตอนกลางเรื่องเผยว่าพระเอกเป็นร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ก็ถือว่าหักมุม แต่ไม่ใช่หักมุมจบ
มีแต่การหักมุมในท่อนสุดท้าย จึงเรียกว่า twist-ending (หักมุมจบ)
ถือว่าเป็นการเล่นเกมอย่างหนึ่งระหว่างคนเขียนกับคนอ่าน โดยเฉพาะหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ติดป้ายว่า ‘รวมเรื่องสั้นหักมุมจบ’ มักโดนจับผิดมากกว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นทั่วไป
เมื่ออ่านเรื่องสั้นชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ร้อยคม แมงโกง คนอ่านก็มักเตรียมพร้อมจะจับผิดแล้ว ทำให้เครียดทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น
แต่หากเรื่องสั้นหักมุมจบแทรกในเล่มอื่น ก็อาจไม่มีใครคิดจับผิดว่าหักมุมจบสมจริงไหม ยกตัวอย่าง เช่น เรื่อง กระถางชะเนียงริมหน้าต่าง สามารถจัดไว้ในชุดเรื่องสั้นหักมุมจบได้ แต่ไปไว้ในชุดวรรณกรรม
ที่แปลกก็คือ หากคนอ่านทายตอนจบได้ มักเห็นว่าเรื่องนั้นเขียนไม่ดี!
นักเขียนเรื่องแบบนี้ควรทำงานไปตามเนื้อผ้า ถ้าเกร็งหรือกลัวว่าคนอ่านจะไม่พอใจท่อนจบ ก็อาจหักมุมจบเพียงเพื่อให้คนอ่านเดาไม่ได้ อย่างนี้อาจหลุดจากคอนเส็ปต์เรื่องได้ง่าย ไม่ควรทำ
นักเขียนควรมองว่า ถ้าคนอ่านทายตอนจบได้(แบบไม่เดา) ก็ถือว่าคนอ่านมีประสบการณ์การอ่านสูง ไม่ใช่คนเขียนอ่อนหัดเสมอไป
เอาละ อย่างไรจึงเรียกว่าหักมุมจบที่ดี?
จากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัว twist-ending ที่ดีคือทำให้คนอ่านเดาไม่ออกจนถึงท่อนสุดท้าย ก็ถือว่าเรื่องสั้นเรื่องนั้นประสบความสำเร็จแล้วในด้านการวางโครง
อย่างน้อยที่สุด ควรให้คนอ่านเดาไม่ออกในย่อหน้าสุดท้าย
แต่จะเก่งหากสามารถหักมุมในบรรทัดสุดท้าย
และจะดีเลิศหากสามารถหักมุมในคำสุดท้าย
แปลว่าอ่านไปแล้ว 99.99 เปอร์เซ็นต์ ยังเดาไม่ออก หรือยังไม่เฉลย
เรื่องแบบนี้เขียนยาก แต่ยังไม่ใช่ยากที่สุด
ยังไง?
เพราะการหักมุมจบเป็นแค่โครงสร้างเรื่อง ไม่เกี่ยวกับหัวใจของเรื่องแต่อย่างใด
เรื่องสั้นที่ดียังคงวัดกันที่แก่นเรื่อง สาระของเรื่อง และความสะเทือนใจ
ความสะเทือนใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเศร้าโศก แต่คือการสั่นสะเทือนความคิดจิตใจคนอ่าน จนระงับไม่อยู่ ต้องอินกับเรื่องไปด้วย
อย่างนี้จึงจะเป็น twist-ending ชั้นเยี่ยม คือดีทั้งโครงสร้างและสาระ
สนุกกับการหักมุมจบ แต่ก็มีสาระกุมหัวใจผู้อ่าน
เรื่องแบบนี้เขียนโคตรยาก!
ในชีวิตผม เขียน twist-ending มาก็ไม่น้อย แต่ถึงขั้นนี้อาจได้สัก 2-3 เรื่องมั้ง
ในบรรดานักเขียน twist-ending ที่เขียนแต่งานหักมุมจบเป็นหลัก และทำได้ถึงขั้นนี้ได้จำนวนมากเรื่อง ในความเห็นของผมก็คือ โอ. เฮนรี (O. Henry)
ผมนับถือเป็นครูและใช้เป็น benchmark (เกณฑ์มาตรฐาน) ในการเขียนเรื่องแนวนี้
เรื่องสั้นของ โอ. เฮนรี ไม่เพียงหักมุมจนเอวเคล็ด ยังซาบซึ้งกินใจด้วย
โดยทั่วไป twist-ending เป็นงานบันเทิง
ถ้าชอบงานแนวนี้ เดือนตุลาคมนี้จะออกเล่ม 5 วินทร์ เลียววาริณ
6-4-26.......................
เล่มเดี่ยว ฮานอย ฮิลตัน
Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/Li6RoqCLa
ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/258/ฮานอย%20ฮิลตันโปรโมชั่นคู่ + ของแถม
ฮานอย ฮิลตัน + Mini Wabi-sabi
Shopee กดลิงก์ https://s.shopee.co.th/9KcvAI37ab
ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/257/ฮานอย%20ฮิลตัน%20+%20Mini%20Wabi-sabi1- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ชีวิตมนุษย์ทุกคนประกอบด้วยห้องสามห้อง...
ห้องทั้งสามนี้เรียงต่อกันเป็นแถว มีประตูเชื่อมกันห้องต่อห้อง ห้องที่หนึ่งคือห้องอดีต เชื่อมกับห้องที่สองคือห้องปัจจุบัน ซึ่งเชื่อมกับห้องที่สามคือห้องอนาคต
ตัวตนทางกายภาพจริง ๆ ของเราอยู่ในห้องปัจจุบัน เราไม่สามารถอยู่ในห้องอดีตและห้องอนาคตได้ เพราะห้องปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางกายภาพ ส่วนห้องอดีตกับห้องอนาคตเป็นห้องเสมือนจริง ห้องอดีตเป็นพื้นที่ในฝันของเรา ส่วนห้องอนาคตเป็นเพียงอากาศธาตุ มันเป็นผลรวมของเหตุการณ์ที่สะสมกันมาหรือจินตนาการของเรา มันไม่มีอยู่จริง แต่จิตของเราสามารถอยู่ได้ในทั้งสามห้อง
หากจิตของเราอยู่ในห้องปัจจุบัน เรียกว่ามี ‘สติ’ หากจิตอยู่ในห้องอดีตหรืออนาคตเรียกว่า ‘ใจลอย’ หรือ ‘ฟุ้งซ่าน’
ห้องอดีต ห้องปัจจุบัน และห้องอนาคตจะเปลี่ยนสภาวะไปทุกวินาที ทุก ๆ ขณะจิต ห้องปัจจุบันจะกลายเป็นห้องอดีต ห้องอนาคตจะกลายเป็นห้องปัจจุบัน
ห้องปัจจุบันถูกขนาบด้วยห้องอดีตและห้องอนาคตเสมอ เราอยู่ห้องกลาง ไปทางซ้ายเป็นอดีต ไปทางขวาเป็นอนาคต เนื่องจากความคิดเราสามารถเดินทางไปมาระหว่างสามห้องนี้ได้อย่างง่ายดาย เรามักพบตัวเองเกิดอาการ ‘ใจลอย’ คือกายอยู่ในห้องปัจจุบัน แต่ใจเปิดประตูไปอยู่ที่ห้องอื่น ผลก็คือเราอาจเสียเวลาของชีวิตท่อนนั้น ๆ ไป
.....................
ห้องอดีตประกอบด้วยชั้นวางเหตุการณ์เรียงตามลำดับเวลา ชั้นแรกแถวแรกคือเหตุการณ์วันที่เราเกิด ถัดมาเป็นเหตุการณ์วันที่เราเติบโตเป็นเด็ก ชีวิตในโรงเรียน วันที่ไม่สบาย วันที่ไปดูหนัง ฯลฯ
ห้องปัจจุบันเป็นห้องค่อนข้างว่าง มีข้าวของนิดหน่อยพอให้เราทำอะไรก็ได้ที่จะทำ
ห้องอนาคตประกอบด้วยชั้นวางเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่เป็นระเบียบ สับสนปนเป เหตุการณ์เหล่านี้เป็นภาพฝันที่เปลี่ยนรูปได้
ห้องอดีตเคยมีตัวตนทางกายภาพจริง แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ห้องอนาคตก็ไม่มีจริงเพราะมันยังมาไม่ถึง มันเป็นแค่ภาพที่เราสร้างขึ้นมา ไม่ว่าเราจินตนาการอะไร มันก็จะปรากฏในห้องอนาคต เช่น จินตนาการว่าเราจะเป็นแชมเปี้ยนนักวิ่ง ห้องอนาคตก็จะปรากฏเหตุการณ์เราเป็นแชมเปี้ยนนักวิ่งขึ้นมาทันใด แต่มันยังเป็นพื้นที่เสมือนจริง ไม่ใช่ความจริง
.....................
ห้องปัจจุบันมีอยู่จริงก็จริง แต่มันอยู่เพียงแวบเดียว ก็แปลงสภาพเป็นห้องอดีตอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อวินาที นาทีต่อนาที
ดังนั้นหากชั่วโมงนี้เรานั่งฝันฟุ้งซ่าน ก็เท่ากับว่าชั่วโมงนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เราเสียเวลาชีวิตไปหนึ่งชั่วโมงฟรี ๆ
หากฟุ้งซ่านหนึ่งวัน ก็เสียเวลาชีวิตไปหนึ่งวันฟรี ๆ
ดังนั้นการวิตกเรื่องของวันพรุ่งนี้จึงเป็นการเสียเวลา เสียพลังงานเปล่า ๆ ที่ประหลาดก็คือบางคนสามารถทำลายห้องปัจจุบันได้เป็นปี ๆ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในห้องสุดท้ายของชีวิตเสียแล้ว
เราสามารถวาดฝันถึงอนาคตได้ทุกอย่าง แต่จุดปฏิบัติการอยู่ที่ห้องปัจจุบันเสมอ ไม่ว่าคิด-ทำอะไร มันก็จะกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องอนาคต
.....................
ทางพุทธสอนให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เป็นการเตือนสติไม่ให้เราเสียโอกาสใช้ห้องปัจจุบันโดยไม่จำเป็น
บางคนอาจถามว่า ไม่ใช้ห้องปัจจุบันแล้วจะเป็นไร ในเมื่อมันเป็นชีวิตของเรา แต่เราต้องไม่ลืมว่าห้องสามห้องนี้ไม่ได้มาฟรี ๆ มันมีค่าเช่า ค่าเช่าก็คือเวลาและพลังงานของเรา
กินข้าวอิ่มแล้วกลุ้มใจเรื่องอดีตหรือกังวลเรื่องอนาคตจึงเสียข้าวสุก
ความจริงคือเราแก้ไขอดีตไม่ได้ ไม่ว่าจะอยากแก้แค่ไหน แต่เราอาจเปลี่ยนอนาคตได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ณ ขณะจิตนี้
ชีวิตของเราทุกคนคือเวลาปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต โอกาสที่จะสร้างสรรค์หรือทำลายชีวิตเรามีอยู่ ณ ขณะจิตนี้ ณ ห้องปัจจุบันนี้เท่านั้น
จะทำอะไรก็ทำ เพียงแวบเดียวห้องแห่งนาทีนี้ก็กลายเป็นห้องอดีตแล้ว
และอีกแวบเดียว เราก็อยู่กับนาทีสุดท้ายของชีวิตแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
6 เมษายน 2569จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว1- แชร์
- 20
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้เกริ่นเรื่องเด็ก 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล วันนี้ขอขยายความนิด (ความจริงคือจะป้ายยา) เพราะหลายคนไม่รู้ว่าหนังสือชื่อแปลกๆ อย่างนี้เป็นหนังสืออะไร
ผู้อ่านที่อ่านงานของผมมานานย่อมรู้ว่า ผมสนใจเรื่องดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา กำเนิดมนุษย์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา วิวัฒนาการ กำเนิดอารยธรรม สังคม และศาสนา ฯลฯ มานาน เขียนและเทศน์เรื่องนี้บ่อยมาก จนบางคนสงสัยว่า "รู้ไปทำไม?"
คำตอบของผมคือ "เชื่อเถอะว่านี่เป็นเรื่องควรรู้ รับรองมันเปิดโลกเราจริงๆ"
ในความเห็นของผม หากต้องการจะเข้าใจโลกและมนุษย์จริงๆ ต้องอ่านจักรวาลวิทยา มันดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่โคตรเกี่ยวกัน
ผมอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ต้นฉบับภาษาอังกฤษมาก ตั้งแต่สมัยที่ทำงานที่นิวยอร์กจนกลับเมืองไทย เป็นขาประจำของ Asiabooks และ Kinokuniya เสียเงินไปเท่าไรก็ไม่รู้ ซื้ออ่านหมดชั้น
อ่านหนังสือแนวนี้มาหลายสิบปี ตั้งแต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย จนพอรู้ เมื่อรู้แล้วก็ตื่นเต้น อยากถ่ายทอดออกไป เพื่อให้ความรู้ด้านนี้
เรื่องวิทยาศาสตร์และจักรวาลปกติเป็นงานที่คนสนใจน้อย ที่สำคัญคือเขียนให้สนุกยาก
แล้วทำไมต้องเป็นสนามฟุตบอล?
สนามฟุตบอลในชื่อเรื่องหมายถึงสนามฟุตบอลจริงๆ หลังบ้านเกิดของผมที่หาดใหญ่ เป็นที่ดินของการรถไฟ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะท่วมสนามฟุตบอล เมื่อนั้นก็ปรากฏปลามากมายมาแหวกว่าย ปลาเหล่านี้มาจากคลอง เมื่อน้ำท่วม ก็เชื่อมกันหมด
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลจึงเป็นอุปมา หมายถึงชีวิตที่มาในโลกนี้ ณ มุมนี้ของจักรวาลชั่วคราว
หนังสือชุดนี้มีสองเล่ม คือ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล และ ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
บางคนอ่านไม่รู้เรื่อง บางคนอ่านแล้วชอบมากๆ บางคนบอกว่าอ่านแล้วหัวเปิด
หนังสือสองเล่มนี้พูดทุกเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลและมนุษย์ รวมวิทยาศาสตร์กับปรัชญา ทุกอย่างในนั้น
เมื่อพูดถึงปลาในสนามฟุตบอลแล้ว ก็มีนวนิยายจีนกำลังภายในที่ผมโยงเข้ากับชุดปลาจนได้ นั่นคือ สี่ภพ นวนิยายจีนกำลังภายในผสมไซไฟที่กินเวลาผมไป 5 ปี เป็นงานบูชาครู และเป็นงานสะสม เพื่อระลึกถึงวงการนิยายกำลังภายในในไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน
ทั้งสองชุดนี้เป็นงานคนละตระกูล แต่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และน่าจะเปิดโลกเหมือนกัน
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/182/ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล https://www.winbookclub.com/store/detail/89/ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล
สี่ภพ https://www.winbookclub.com/store/detail/255/สี่ภพ
งานหนังสือยังเหลืออีกสองวัน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสั่งซื้อชุด 20 เล่ม 2,200.- (สั่งทางเพจ https://www.facebook.com/photo?fbid=1544866750335344&set=a.208269707328395 )
1- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
นักศึกษาเซนต้องอยู่กับอาจารย์เซนนานอย่างน้อยสิบปีก่อนที่จะสอนใครได้
เท็นโนเพิ่งผ่านจากนักเรียนมาเป็นครู วันหนึ่งเขาไปเยือนอาจารย์นันอิน วันนั้นฝนตก ดังนั้นเท็นโนจึงสวมรองเท้าพื้นไม้ ถือร่มคันหนึ่ง
อาจารย์นันอินเอ่ยว่า "อาตมาเชื่อว่าท่านคงวางร่มของท่านในโถงทางเข้า อาตมาอยากรู้ว่าท่านวางร่มไว้ทางซ้ายหรือขวาของรองเท้า"
เท็นโนสับสนไปชั่วครู่ ไม่มีคำตอบทันที รู้ทันทีว่าตนเองยังไม่สามารถมีเซนได้ทุกขณะจิต
เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์นันอิน และเรียนอีกหกปีเต็มจึงสามารถมีสติทุกชั่วขณะ
วินทร์ เลียววาริณ
5-4-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1- แชร์
- 24
