• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    พ่อผมเป็นหนึ่งในคนจีนโพ้นทะเลนับล้าน ๆ คนที่เดินทางออกจากเมืองจีน ไปตายเอาดาบหน้า ในวัยสิบเจ็ด พ่อมาตัวเปล่าจากมณฑลกวางตุ้ง มุ่งหน้าสู่เมืองไทย เริ่มต้นบทที่หนึ่งในแผ่นดินใหม่โดยเป็นกรรมกรที่ท่าเรือ

    พ่อเดินทางร่อนเร่ไปทั่วไทย ขึ้นเหนือลงใต้ พ่อต้องอดข้าวเพื่อสะสมเงินเก็บ จนกลายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง จนในที่สุดก็ปักหลักสร้างตัวเป็นช่างทำรองเท้าในอำเภอหาดใหญ่ ส่งเสียลูกสิบคนจนลืมตาอ้าปากได้

    ชีวิตแม้จะลำบาก แต่ดีกว่าอยู่เมืองจีนที่ไม่มีอะไรกิน

    พ่อผมจากครอบครัวมาเมืองไทย แล้วไม่ได้กลับไปบ้านเกิดที่เมืองจีนอีกเลย เมื่อย่าผมตาย พ่อก็แค่รับรู้ข่าวผ่านจดหมาย สองโลกเชื่อมกันด้วยเส้นเชือกบางๆ ของความคิดถึงและความหวัง

    นี่คือชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    จดหมายรักถึงอาม่า (給阿嬤的情書 / Dear You) เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องคนจีนโพ้นทะเลที่มาปักหลักในเมืองไทยในช่วงนั้น

    โครงเรื่องและการนำเสนอมีหลายท่อนคล้าย จดหมายจากเมืองไทย รักกันหนึ่งร้อยปี และ The Bridges of Madison County

    คล้าย จดหมายจากเมืองไทย ตรงที่นำเสนอด้วยจดหมาย ใช้จดหมายเล่าชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย

    คล้าย รักกันหนึ่งร้อยปี ตรงที่นำเสนอคอนเส็ปต์ของเรื่องรักบวกชีวิตของคนจีนโพ้นทะเล

    คล้าย Bridges of Madison County ตรงการเดินเรื่องที่ใช้ฉากปัจจุบันที่เริ่มจากความเข้าใจผิด ย้อนไปเล่าเรื่องรักในอดีต

    หนังฉายภาพเกร็ดชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยwด้ดีในระดับหนึ่ง มีองค์ประกอบเกี่ยวกับใช้จดหมายส่งเงินที่เรียกว่าโพยก๊วน และการดูตัวว่าที่เจ้าสาวผ่านแม่สื่อ ฯลฯ

    เรื่องการดูตัวสะท้อนสังคมยุคที่การแต่งงานไม่ขึ้นกับความรัก แต่ขึ้นอยู่กับความอยู่รอด การทำมาหากิน ผู้หญิงมีบทบาทผลิตลูกและทำงาน

    เรื่องโพยก๊วน (批馆) ก็คือ delivery service ในยุคเก่า ประกอบด้วยจดหมายที่มีผู้รับจ้างเขียนให้ (เนื่องจากคนจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ) และเงินที่ฝากไปส่งถึงผู้รับที่จีนแผ่นดินใหญ่ บรรจุอยู่ในซองเดียวกัน

    สมัยนั้นมีสำนักโพยก๊วนจำนวนมากให้บริการแก่ชาวจีน โพยก๊วนจึงเป็นเส้นโลหิตสำคัญของการสื่อสารระหว่างเมืองไทยกับเมืองจีน มีความสำคัญขนาดที่ในปี 2013 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็น Memory of the World Register

    คนจีนที่อพยพหนีตายมาหากินในเมืองไทยแทบเหมือนกันหมด ก้มหน้าทำงานหนัก .ช้จ่ายอย่างประหยัด ส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว

    จดหมายรักถึงอาม่า เป็นหนังแห่งความรัก ความอบอุ่นของสถาบันครอบครัว ความหวัง การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม การจากลา และทุกอย่างที่เป็นส่วนดีที่สุดของมนุษย์

    ขณะเดียวกันก็เสนอมุมความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนจีนโพ้นทะเล

    ดำเนินเรื่องแบบเรียบง่าย ไม่โฉ่งฉ่าง แต่กระตุกต่อมเศร้าอย่างแรง เป็นความเศร้าที่เกิดจากความซาบซึ้งใจผสมกับชะตากรรมของคนหลากหลายเส้นทาง ผสมกันอย่างกลมกลืน

    มันเป็นหนังที่เตือนให้เรา - โดยเฉพาะลูกจีนในเมืองไทย ย้อนมองตัวเอง ทำให้เห็นว่าความยากลำบากที่แท้จริงเป็นอย่างไร ชีวิตคนรุ่นก่อนเป็นอย่างไร เสียงบ่นของคนรุ่นใหม่ที่ห่างไกลหลายปีแสงจากความลำบากของบรรพบุรุษ และทำให้เข้าใจรากเหง้าของลูกจีนในเมืองไทย

    ในยุคที่คนไทยจำนวนมากปฏิเสธงานหนัก ร้านอาหารและสถานที่ก่อสร้างมีแต่คนงานชาวพม่า ลาว เขมร คนที่มีเชื้อสายจีนจำนวนมากอาจลืมหรือไม่รู้ว่า ปู่ย่าตายายของตนก็ผ่านชีวิตอย่างเดียวกับคนงานชาวพม่า ลาว เขมรในตอนนี้

    ดังนั้นพล็อตเรื่องจึงอาจไม่ใช่หัวใจของหนังเรื่องนี้ แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นภาพที่ใกล้ชิดกับเราอย่างมากที่เป็นหัวใจของเรื่อง

    ลูกจีนในเมืองไทยทุกคนควรชม เพื่อสัมผัสความยากลำบากของปู่ย่าตายาย ที่สร้างตัว สร้างชีวิต จนเรามีวันนี้

    ดูเพื่อให้รู้ และไม่ลืม

    หนังดึงเราเข้าหาความรู้สึกภายในอย่างแช่มช้า แต่ทรงพลัง กว่าจะรู้สึกตัว ก็จมในอารมณ์ร่วมกับตัวละครและเหตุการณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

    จัดเป็นหนัง emotional แห่งปี

    อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก เคยจินตนาการอุปกรณ์มองอดีตที่เรียกว่า WormCam สามารถมองภาพอดีตได้แบบเรียลไทม์ผ่านรูหนอน เครื่องมือนี้สามารถไขความลับทุกอย่างในอดีต จดหมายรักถึงอาม่า ก็คือเครื่องมือนั้น มันเหมือนการมองภาพที่เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน และพาเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฉากและเหตุการณ์ที่ปู่ย่าตายายของเราอยู่ในนั้น

    ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าหนัง มันเป็นประสบการณ์

    9.5/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    14-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 11
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    แม่ผมไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday

    มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง

    แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง

    ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ

    ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ

    คำว่า 'แม่' ในความรู้สึกของผมเป็นมากกว่าความรัก เป็นการเรียนรู้ชีวิตอย่างหนึ่ง บางสิ่งฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมมาตลอด บางสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือในชีวิตผมไม่เคยบอกว่ารักแม่เลย ไม่เคยกอดแม่ เมื่อแม่จากไปอย่างถาวร ผมเกิดความรู้สึกว่าได้สูญเสียโอกาสที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตไปตลอดกาล

    ผมไม่ใช่คนเดียวที่ประสบกับธรรมเนียมของครอบครัวแบบเก่าที่เห็นว่า การบอกรักคนที่เรารักเป็นเรื่องแปลก

    เพื่อนชาวไต้หวันคนหนึ่งเคยเล่าว่า เมื่อเธอกลับบ้านหลังจากการเรียนต่อที่อเมริกา แม่ไปรับเธอที่สนามบิน เธอโผเข้ากอดแม่ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำอย่างนั้น แม่ของเธอมีสีหน้าตกใจอย่างใหญ่หลวง!

    ผมเรียนรู้ออกจะช้าไปหน่อยว่า เมื่อรักใครก็ควรแสดงออกมาให้เขารู้ แต่ไม่ช้าเกินไปที่จะบอกคนอื่น ๆ ว่า ไปเยี่ยมแม่ของคุณในวันนี้ บอกรักแม่ของคุณเสียก่อนที่แม่ของคุณจะไม่ได้ยินคำบอกรักนั้น

    บางสิ่งบางอย่างในโลกเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

    เอาละ ช้าไปหลายสิบปี ก็ขอบอกรักแม่ในวันนี้ก็แล้วกัน

    รักแม่ที่สุดครับ

    วินทร์ เลียววาริณ
    12 สิงหาคม 2569

    ป.ล. คนที่ยังมีแม่ ก็อย่าลืมบอกรักแม่ด้วย

    1
    • 0 แชร์
    • 35
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    เมื่อคืนนี้จากชั้นบนตึก ผมทัศนาดอกไม้ไฟบนเส้นขอบฟ้าของสิงคโปร์

    เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) เป็นวันครบรอบ 61 ปีของประเทศสิงคโปร์ มีงานเฉลิมฉลองวันชาติ ธงชาติแดงขาวทั่วเมือง

    (ใช่ ผมไม่อยู่เมืองไทยหนึ่งอาทิตย์ ไปเล่นกับหลาน)

    คนสิงคโปร์เห็นวันชาติเป็นของสำคัญ เพราะกว่าจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แม้เป็นประเทศเล็ก

    ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างชาติจากศูนย์

    เมื่อ 61 ปีก่อน วันที่ 9 สิงหาคม 1965 กลายเป็นวันชาติสิงคโปร์แบบไม่ทันตั้งตัว ลีกวนยูวัย 42 ผู้นำสิงคโปร์ถูกมาเลเซียถีบลงน้ำ นำพาประเทศที่ไม่มีอะไรเลย (ตอนนั้นสิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย)

    ลีกวนยูถึงกับหลั่งน้ำตาในวันนั้น

    ลีกวนยูรู้ว่าโอกาสสำเร็จนั้นต่ำ เพราะสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์มีแต่คนอย่างเดียว แต่จุดเด่นคือสิงคโปร์เป็นเมืองท่าสำคัญ

    สื่อทั่วโลกพยากรณ์ความล่มสลายของประเทศอายุหนึ่งวันนี้โดยถ้วนหน้า หนังสือพิมพ์ประเทศต่าง ๆ ล้วนคาดการณ์ว่าสิงคโปร์จะเป็นรัฐล้มเหลว หนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่งเขียนว่า สิงคโปร์จะล้มเหมือนกับที่อาณาจักรโรมันเสื่อม เพราะความป่าเถื่อนมาแทนที่

    Sydney Morning Herald ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 1965 เขียนว่า “สิงคโปร์ที่เป็นเอกราชไม่ถูกมองว่าจะทำได้สำเร็จ เมื่อสามปีก่อน ไม่มีอะไรในสถานการณ์ล่าสุดที่บอกว่ามันจะสำเร็จในวันนี้”

    London Sunday Times ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 1965 ลงว่า “เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะล้มครืนถ้าฐานทัพอังกฤษต่าง ๆ มูลค่า 100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงจะปิดตัว”

    แม้แต่ประเทศมาเลเซียก็โจมตีเขาอย่างหนัก จนตำรวจประจำตัวลีกวนยูเตือนเขาให้ระวังตัว เขาต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย และเพิ่มกำลังอารักขา  ลีกวนยูเริ่มจากทำให้โลกรู้จักประเทศใหม่นี้โดยเร็ว เขาขอให้ราจารัตนัม (Sinnathamby Rajaratnam หรือ S. Rajaratnam) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนแรก  ตำแหน่งนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงปี 1980 เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างประเทศสิงคโปร์

    ขั้นต่อไปคือสร้างกองทัพ มีชาวมาเลย์จำนวนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรให้สิงคโปร์แยกตัวไป ดังนั้นมันไม่ได้รับประกันว่า วันหนึ่งมาเลเซียจะไม่ยกทัพมาบุกยึดประเทศใหม่นี้

    พวกเขาตั้งกระทรวงที่รวมมหาดไทยเข้ากับกลาโหม เรียกว่า Ministry of Interior and Defense (MID กระทรวงมหาดไทยและกลาโหม) ฝึกตำรวจเป็นทหาร ทุกวันนี้ป้ายรถของกองทัพสิงคโปร์ก็ยังมีอักษรย่อ MID

    ขั้นที่สามคือเศรษฐกิจ เป็นงานยากเย็น เพราะเริ่มทุกอย่างใหม่ มาเลเซียไม่ต้องติดต่อค้าขายกับสิงคโปร์โดยตรง ตัวเลขคนว่างงานคือ 14 เปอร์เซ็นต์

    ลีกวนยูต้องหาทางสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ แต่จะทำอย่างไร? มันไม่ง่ายเหมือนฮ่องกงที่เป็นเกาะเหมือนกัน แต่อังกฤษยังดูแลฮ่องกงอยู่  แต่ในที่สุดเขาและทีมงานก็ทำสำเร็จ ตอนนี้พาสปอร์ตสิงคโปร์เป็นพาสปอร์ตที่ดีที่สุดในโลก

    สูตรความสำเร็จของสิงคโปร์คือ 'วิสัยทัศน์' บวก 'ความรู้' บวก 'ทำงานหนัก' ลบ 'คอร์รัปชั่น'

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-8-26

    (ภาพ: CNA/Wallace Woon)

    1
    • 0 แชร์
    • 52
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    นายช่างคนหนึ่งซึ่งผมรู้จักมานานเป็นคนดี ขยันหมั่นเพียร รับผิดชอบต่องานและครอบครัว วันหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุตกบันได ศีรษะฟาดพื้น กลายเป็นอัมพาต ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องให้อาหารผ่านสายยางตลอดชีวิตที่เหลือ

    เพื่อนสถาปนิกคนหนึ่งเป็นคนดี ขยันทำมาหากิน รับผิดชอบต่องาน วันหนึ่งเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ตายคาที่ เพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่งอยู่เฉย ๆ ก็มีรถมาชน พิการไปครึ่งร่าง

    เพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งนั่งเครื่องบินไปสุราษฎร์ธานีกลางพายุฝน เขาไม่ได้กลับบ้านอีกเลย ญาติคนหนึ่งของผมหกล้มในห้องน้ำและเสียชีวิตในสภาพโคม่า ญาติอีกคนหนึ่งถูกคนโกงจนหมดเนื้อหมดตัว สูญสิ้นธุรกิจที่สร้างมาทั้งชีวิต

    หลายเรื่องในชีวิตเกิดขึ้นโดยที่มนุษย์ควบคุมอะไรไม่ได้เลยโดยสิ้นเชิง มันอยู่เหนือความคาดหมาย มาแบบไม่น่าเชื่อ รุนแรงเหมือนพายุร้าย แล้วเปลี่ยนชีวิตคนที่ประสบเหตุไปตลอดกาล บางครั้งมาในรูปของอุบัติเหตุ บางครั้งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทางจิตใจ และอีกสารพัดรูปแบบ

    เมื่อเกิดเหตุร้ายกับคนดี ๆ เรามักบอกว่าสวรรค์ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมเรื่องร้าย ๆ ไม่เกิดกับนักการเมืองโกงกิน ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง อาชญากร ฯลฯ เราตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คนเหล่านี้ไม่เคยทำความชั่วในชีวิต บางคนไม่เคยแม้แต่ฝ่าฝืนกฎจราจร แต่ดูเหมือนอำนาจบางอย่างเลือกลงโทษพวกเขาโดยไม่มีความผิด

    เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เราก็โยนให้เป็นเรื่องของกรรมเก่าหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ หลายคนสาปแช่งโชคชะตา แต่การสาปแช่งก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ปกติแต่อย่างไร

    ฝรั่งมีคำสแลงว่า Shit happens! (แปลตรงตัวว่า ขี้เกิดขึ้นได้โว้ย!) หมายความว่า บางทีเรื่องร้าย ๆ ก็เกิดขึ้นกับคนดี ๆ โดยไม่มีเหตุผล

    เดินอยู่ดี ๆ ฟ้าผ่าฟาดใส่กบาล

    วิ่งอยู่ดี ๆ สะดุดก้อนขี้หมา หัวคะมำฟาดพื้นไม่ตื่นอีกเลย

    กินข้าวอยู่ดี ๆ ก้างปลาติดคอ หายใจไม่ออก สมองตาย พิการไปตลอดชีวิต

    ปีนบันไดไปตัดกิ่งไม้ ไถลลงมาสู่สภาพโคม่า

    ทำงานอยู่ดี ๆ เจ้านายเรียกไปพบเพื่อกล่าวคำอำลา

    คบแฟนอยู่ดี ๆ แฟนพบใครคนใหม่แล้วเปลี่ยนใจ

    Shit happens!

    ทุกคนในโลกล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น ไม่มีใครในโลกสามารถเลือกที่เกิดได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ พัฒนาตัวเองให้ก้าวพ้นข้อแม้ที่เราไม่ชอบและเลือกไม่ได้ ไปสู่ชีวิตด้านที่เราเลือกได้

    ไทยเรามีคำกล่าวว่า “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” ไม่ได้มีความหมายว่าให้ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แต่หมายถึงว่า อะไรที่ควบคุมไม่ได้ ก็อย่าไปกลุ้มใจกับมัน (มากนัก หรือนานนัก)

    Shit happens! เป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ไม่เห็นล่วงหน้า ดังนั้นกลุ้มใจไปก็เปลืองพลังงานเปล่า ๆ

    ตามเพลง Don’t Worry, Be Happy ของ บ็อบบี แม็คเฟอร์ริน "When you worry you make it double." (เมื่อคุณวิตก คุณทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า)

    ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งวิตกยิ่งขยายขนาดของปัญหา

    ดังนั้นอะไรที่แก้ได้ก็แก้ อะไรที่แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ อะไรจบได้ก็จบ อะไรที่เป็นอดีตก็ปล่อยมันไป ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก ไม่ต้องตีโพยตีพายสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพราะมันยื้อไม่ให้เราก้าวไปข้างหน้า

    ชีวิตเป็นเรื่องพิกลอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องหาคำอธิบายไปทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ มันเป็นเช่นนี้เอง ชีวิตบางคนดีโลดโล่งตลอด ขณะที่บางคนเจอกรรมซ้ำกรรมซาก อย่าพยายามยกให้เป็นความผิดของใครหรือเทพองค์ใด

    เรื่องหลายเรื่องอยู่เหนือการควบคุม ฝนตก, ฟ้าแลบ, ฟ้าร้อง, ฟ้าผ่า , หิมะตก, พายุมา, น้ำทะเลขึ้น, ภัยแล้ง, น้ำป่าทะลัก, อุกกาบาตตก, สุริยคราส, จันทรคราส, ราหูอมจันทร์, ปลวกทำรังในบ้าน, หมาเยี่ยวหน้าบ้าน ฯลฯ หลายเรื่องเกินการควบคุมของเราคนใดคนหนึ่ง เช่น ตลาดหุ้นล่ม, เศรษฐกิจพินาศ, ค่าเงินลด ฯลฯ

    หากจะต้องการสักเหตุผล เหตุผลก็คือ “มันไม่มีเหตุผล”

    หากพยายามหาเหตุผล ก็มิสู้เอาพลังงานนั้นไปทำงานแก้ปัญหา

    เพราะจนถึงวันที่โลกแตก Shit ก็ยังคงจะ happens!

    ทุกครั้งที่ Shit happens (แปลว่าบางทีเรื่องร้าย ๆ ก็เกิดขึ้นกับคนดี ๆ โดยไม่มีเหตุผล) เราจะเห็นปฏิกิริยาของคนแตกต่างกันออกไป

    มีปฏิกิริยาในเชิงลบ ก็ขยายผลของปัญหา

    มีปฏิกิริยาในเชิงบวก ก็มองโลกแบบทำใจได้ และจำกัดขอบเขตของความเสียหาย

    ข้อแตกต่างระหว่างคนมีความสุขกับคนไม่ค่อยสุขก็คือปฏิกิริยาต่อสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

    ดังนั้นใช้ชีวิตแต่ละนาทีเหมือนอยู่บนสวรรค์ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า นาทีหน้าจะเป็นนรกหรือเปล่า

    อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-8-26

    จาก คำที่แปลว่ารัก
    170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก 

    .......................
    โปรโมชั่นพิเศษ  ชุดกำลังใจ 3 แถม 1
    รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง + คำที่แปลว่ารัก + ความฝันโง่ๆ + แถม เส้นสมมุติ
    Shopee : https://s.shopee.co.th/6L2v5A2zn6 

    เว็บ : https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%203%20%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A1%201 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 38
  • วินทร์ เลียววาริณ
    10 วันที่ผ่านมา

    เพิ่งเห็นว่าหนังเรื่อง The Brutalist เข้าฉายทาง Netflix แล้ว สำหรับคอหนังจริงจัง ขอแนะนำ

    และนี่คือรีวิวแบบจัดเต็ม

    ...................

    The Brutalist: ชีวิตที่เปลือย ดิบ และหม่น

    สมัยที่ผมเริ่มเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในวัยไม่ถึง 20 อาจารย์เล่าเรื่องโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของโลกตะวันตกคือเบาเฮาส์ (Bauhaus) ที่เยอรมนี ก่อตั้งโดยสถาปนิก Walter Gropius ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 เบาเฮาส์โด่งดังเพราะแหวกแนวออกจากขนบสถาปัตยกรรมเดิม มองว่าสถาปัตยกรรมที่เน้นความเรียบง่ายก็เป็นประติมากรรมที่งดงามได้

    เบาเฮาส์กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้มันยังส่งอิทธิพลต่องานศิลปะ กราฟิก ดีไซน์ การออกแบบฟอนต์หรือ fontography ก็ได้รับอิทธิพลของเบาเฮาส์ คือตัวหนังสือที่เรียบง่าย ไร้หาง (ที่เรียกว่าอักษร san serif)

    เบาเฮาส์ยังส่งอิทธิพลต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนจำนวนมากของ IKEA ก็ได้รับอิทธิพลมาจากเบาเฮาส์

    เบาเฮาส์ในเยอรมนีถึงจุดจบเมื่อนาซีครองอำนาจ สถาปนิกหลายคนเผ่นไปประเทศอื่น รวมทั้งสหรัฐฯ เช่น Marcel Breuer (คนออกแบบเก้าอี้สวยๆ ไว้หลายแบบ) หลายคนเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสายแนวคิดสถาปัตยกรรมใหม่ที่ต่อมาเรียกว่า Brutalism หรือ Brutalist architecture

    คำว่า Brutalism ไม่ใช้คำอังกฤษ brutal ที่แปลว่าโหด แต่มาจากภาษาฝรั่งเศส beton brut แปลว่าคอนกรีตเปลือย

    Brutalism เป็นสไตล์การออกแบบที่นิยมในยุค 1950 ใช้หลัก minimalism น้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด ใช้สัดส่วนเรขาคณิตง่ายๆ ธรรมดา ราคาถูกที่คนชั้นล่างก็มีได้ พูดง่ายๆ คือ มันเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างความเท่าเทียมในสังคม

    Brutalism เน้นความเปลือย ดิบ เป็นธรรมชาติ หรือที่อาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร แห่งคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ใช้คำว่า ‘สัจจะ’ นั่นคือถ้าเป็นอิฐ ไม้ ก็ไม่ทาสี ใช้วัสดุคอนกรีตมาก และเป็นคอนกรีตเปลือย คือไม่ทาสี ไม่ตกแต่ง สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นก็มีลักษณะนี้มาก

    แรกๆ ที่ผมเรียน รู้สึกว่างาน modern architecture พวกนี้แปลกๆ “มันเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า?” ตอนนั้นเรามีกรอบคิดว่า อาคารดีต้องดูเท่และมีลูกเล่นมากๆ แต่ผ่านพ้นชีวิตนิสิตมาหลายสิบปี และเริ่มรู้จักโลกของ minimalism ผมกลับมอง Brutalist architecture ด้วยสายตาคู่ใหม่ มันเรียบง่าย เป็น minimalism หรือ ‘น้อย’ คำที่สถาปนิกจำนวนไม่น้อยลืมไปแล้ว ไปยึดติดกับสไตล์และวัสดุ จนกลายเป็น “More is messy.”

    เห็นชัดว่ารสนิยมการมองศิลปะของผมเปลี่ยนไป

    สถาปนิกเบาเฮาส์และ Brutalism เชื่อว่า สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย มันสามารถมีคุณค่าทางศิลปะได้เช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าศิลปะแต่ละแขนงแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้ มันเชื่อมจิตวิญญาณด้วยสายใยเดียวกัน ดังนั้นเวลาออกแบบอาคาร จะเหมือนทำงานประติมากรรมและจิตรกรรมไปพร้อมกัน

    นี่คือมุมมองของ Brutalism ในการออกแบบ

    ในหนังเรื่อง The Brutalist แนวคิด Brutalism ถูกนำไปใช้เปรียบเทียบกับชีวิต มันตั้งคำถามว่า ถ้าเปรียบคนเป็นตึก จะเป็นตึกแบบไหน เราใช้ตึก Brutalism แสดงสภาวะจิตและประสบการณ์ของคนได้หรือไม่

    นี่เป็นคอนเส็ปต์ใหญ่และแปลก

    ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครเอกเรียนจบจากเบาเฮาส์ ถูกจับเข้าค่ายกักกันของนาซี เมื่อสงครามสงบ หลังจากหลุดรอดจากสงครามและความทรงจำเลวร้าย ตัวละครคนนี้เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ แสวงหาความฝันอเมริกัน เพราะในกรณีนี้ American Dream ไม่ใช่อุดมคติ มันคือ survival mode

    แต่ American Dream ไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน American Dream  มีราคาของมัน มันหมายถึงการเปลี่ยนตัวตนดั้งเดิมเป็น ‘ชาวอเมริกัน’ ที่มีวิถีชีวิตแบบหนึ่ง (ดังที่ลูกพี่ลูกลูกน้องของเขาเลือกที่จะเปลี่ยน) และสำหรับตัวละครหลัก มันอาจหมายถึงการต้องเปลี่ยนมุมมองของอุดมคติสถาปัตยกรรมที่เขาเชื่อ คือ Brutalism ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังไม่รู้จัก ในฉากแรกๆ ของเรื่อง เราเห็นอาคารต่างๆ ในสหรัฐฯเป็นแบบสมัยนิยม เต็มไปด้วยส่วนเกินของการประดับประดา เฟอร์นิเจอร์ในร้านที่ตัวละครเอกทำงานก็เป็นแบบเก่าที่คนอเมริกันนิยม

    แต่ตัวละครหลักใน The Brutalist เชื่อมั่นในศิลปะ Brutalism และหลังจากผ่านความลำบากแสนสาหัสในค่ายกักกันนาซี เขาก็มองว่าเขาเองเป็นตึกแบบ Brutalism แห้ง แกร่ง ดิบ ต้านแดดลม เป็นคนที่ถูกเปลือยตัวตนดิบ ห้องหัวใจของเขาแคบ อึดอัด เพดานสูง มีช่องแสงอยู่ด้านบน ราวกับต้องแหงนรอแสงสว่างที่สาดเข้ามาในช่องแคบเป็นระยะ

    The Brutalist เป็นหนังเปลือยตัวตน สำรวจตัวตนของคนที่ผ่านสงคราม สถานการณ์เลวร้าย สิ้นหวัง มองโลกเป็นสีเทาหม่น ท้องฟ้าไม่มีวันสดใส

    ในมุมนี้ The Brutalist จึงเป็นหนังอาร์ตที่เข้าสู่พื้นที่ของปรัชญาชีวิต ขณะเดียวกันก็สะท้อนสังคมอเมริกาที่ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน จนในที่สุด เมื่อตัวละครหลักตกผลึก ก็เลือกที่จะเดินทางจากประเทศนี้

    ตัวละครหลักพบว่าชีวิตในประเทศเสรีอย่างอเมริกา ก็เป็นประสบการณ์ ‘Brutalist architecture’ อย่างหนึ่ง ความดิบของความแตกต่างของชนชั้น สีผิว และความร่ำรวยกับความยากจน คนรวยกับคนที่รอคิวรับอาหารบริจาค นี่ก็อาจทำให้หนังฉายภาพเทพีเสรีภาพกลับหัวในฉากแรกๆ

    การเปรียบเทียบสถาปัตยกรรม Brutalist กับคนและใช้สถาปัตยกรรมโยงกับประสบการณ์ของชีวิตในค่ายกักกัน เป็นคอนเส็ปต์ที่น่าสนใจ มีความสดใหม่

    หนังความยาวสามชั่วโมงครึ่ง ด้วยธีมเรื่องยากๆ แบบนี้ น่าจะทำให้หลับได้ง่าย แต่ตรงข้าม หนังจับเราอยู่ตั้งแต่ฉากแรก โทนและอารมณ์หนังหม่น แต่จับเราอยู่ ดนตรีประกอบดี

    ไตเติ้ลหนังใช้ตัวหนังสือแบบเบาเฮาส์ เรียบ ดิบ แข็ง วาง composition เป็นก้อนแบบตึก Brutalist architecture เป็นการออกแบบตัวหนังสือไตเติ้ลหนังที่สวย แปลกตา ครั้งสุดท้ายที่เห็นการออกแบบดีๆ อย่างนี้คือหนังเรื่อง Se7en ของ เดวิด ฟินเชอร์

    นี่เป็นหนังที่มีความสดใหม่ มีความกล้า แตกต่าง และเป็นหนังชวนให้คิดต่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตกับศิลปะก็เป็นเรื่องเดียวกัน

    10/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    4-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 108