-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
นาทีนี้ท่านตั้มกำลังหาทางลง แต่ดูเหมือนจะเจอทางตัน
ทางที่ดูเหมือนง่ายที่สุดคือท่านตั้มแค่ประกาศว่าข้าพเจ้าชนะ(อีกแล้ว) แล้วถอยทัพ
แต่ปัญหาคือต่อให้ท่านตั้มถอย อิหร่านก็ยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทำไม?
เพราะมันก็จะวนในวงกตเดิมของละครรีเมกคือ เมื่อพี่เนทันพร้อม ก็คงบุกอิหร่านอีกรอบ
เพราะคำสัญญาของท่านตั้มไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ไม่มีใครเชื่อ
ผู้นำยุคก่อนรักษาสัญญา ผู้นำรุ่นนี้โกหกเป็นไฟ
อิหร่านต้องการ "ให้มันจบที่รุ่นเรา" นั่นคือต้องมีหลักประกันชัดเจนว่าสหรัฐฯไม่มีทางกลับมาอีก
ข้อเรียกร้องข้อหนึ่งของอิหร่านคือให้สหรัฐฯและอิษราเอรจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด โทษฐานถล่มอิหร่านจนราบ
นี่เป็นราคาที่สูงมาก แต่ความจริงอาจไม่ยากอย่างที่คิด นั่นคืออิหร่านอาจเก็บค่าเสียหายจากเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ไม่จ่ายก็ไม่ต้องออก
อีกข้อเรียกร้องหนึ่งคือ สหรัฐฯต้องออกไปจากตะวันออกกลางอย่างถาวร
ขอมากไปไหม? เป็นไปได้จริงหรือ?
ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯมีทางเลือกไหม
สหรัฐฯเคยทำอย่างนี้หรือเปล่า?
คำตอบคือเคย
ในเดือนตุลาคม ปี 1962 ช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯยุคประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตยุค นิกิตา ครุสเชฟ เกือบเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม
เรื่องมีอยู่ว่าสหรัฐฯไปตั้งฐานหัวรบนิวเคลียร์ที่อังกฤษในปี 1959 สองปีต่อมาก็ไปตั้งฐานที่อิตาลีและตุรกี จ่อคอหอยโซเวียต
โซเวียตก็ไปตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่คิวบา จ่อคอหอยสหรัฐฯ เครื่องบินสายลับ U-2 ของอเมริกันถ่ายรูปฐานนั้นได้
เคนเนดีส่งเรือรบไปปิดล้อมคิวบา พร้อมชน
ทีแรกซีไอเอคิดส่งคนไปล้มรัฐบาลคิวบา แต่เคนเนดีบอกแค่ล้อมคิวบาก็พอ
วิกฤติครั้งนี้เรียกว่า The Cuban Missile Crisis กินเวลาสิบสามวัน (ใครสนใจดูหนังเรื่อง Thirteen Days ของ Roger Donaldson นักแสดง Bruce Greenwood เล่นเป็นประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี หนังตื่นเต้นดี)
ทั้งสองฝ่ายเจราจากัน โซเวียตยอมถอย โดยมีข้อแม้ เพราะถ้าถอยไปเฉยๆ ก็เสียเชิงและเสียฐานการเมือง
โซเวียตยอมรื้อฐานขีปนาวุธที่คิวบา แลกกับการที่สหรัฐฯถอนฐานขีปนาวุธที่ตุรกี และคำสัญญาว่าจะไม่บุกคิวบาอีก
มันไม่มีอะไรได้อย่างเดียว ต้องเปิดทางให้อีกฝ่ายมีทางหนีอย่างสง่างามในระดับหนึ่ง
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี กลายเป็นพระเอก ส่วนครุสเชฟก็หมดอำนาจทางการเมือง เพราะคนมองว่าเขาเสียเชิงแก่สหรัฐฯ เนื่องจากไม่มีข่าวเรื่องสหรัฐฯยอมถอนฐานขีปนาวุธเช่นกัน
สหรัฐฯไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพราะหลายสิบปีต่อมา เมื่อขยาย NATO ไปที่ยูเครน ก็ซ้ำรอยเดิมครั้งขยายไปที่อิตาลีและตุรกี ปูตินก็สั่งบุกยูเครน
มาถึงวันนี้ สหรัฐฯส่งเรือรบไปล้อมอิหร่านคล้ายกัน แต่ทำอะไรอิหร่านไม่ได้ เพราะฉากของสงครามต่างกัน ครั้งนี้มีภูมิประเทศมาเกี่ยว และมันกำหนดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
ถ้าไม่มีช่องแคบฮอร์มุซ ป่านนี้อิหร่านคงพังไปแล้ว เพราะไม่มีกระบวนท่าไม้ตาย
มีความเป็นไปได้สูงที่หลังจบสงคราม รัฐ GCC ทั้งหลายอาจต้องพิจารณาว่าจะต่อสัญญาจ้างยามรักษาหมู่บ้านแก่บริษัทตั้มจำกัดอีกหรือไม่
ที่ผ่านมาทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เพราะรับเงินจากหมู่บ้านนี้ แต่ไปเฝ้าอีกหมู่บ้าน
วินทร์ เลียววาริณ
23-3-261- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หากเรานับเลข 60 เป็นวัยเกษียณ ผมก็ผ่านวัยเกษียณมาสิบปีแล้ว
ตลอดเวลา 'เกษียณ' ทำงานเขียนหนังสือตลอดทุกวัน กะว่าจะเขียนจนตายคาโต๊ะทำงาน (น่าจะดีกว่าตายบนเตียงพร้อมท่อเต็มร่างในโรงพยาบาล)
เขียนหนังสือจึงอาจจัดว่าเป็นอาชีพสุดท้าย
คนเราไม่ว่าจะมีกี่อาชีพในชีวิต ก็จะมีอาชีพสุดท้ายเสมอ
‘อาชีพสุดท้าย’ ในที่นี้มิได้หมายถึงอาชีพที่เราประกอบในช่วงสุดท้ายเสมอไป หากมีความหมายในเชิงนามธรรม นั่นคืออาชีพที่เราคิดจะปักหลักไปจนตาย
‘อาชีพสุดท้าย’ จึงมักหมายถึงอาชีพในฝัน อาชีพที่เรารัก หรืออยากทำ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำ เป็นอาชีพที่ไม่คิดจะเปลี่ยนอีกแล้ว จนเราสามารถเอ่ย “นี่เป็น อาชีพสุดท้ายของฉัน”
คืออาชีพที่อยากทำไปจนวันตาย
บางครั้งอยากทำมันมากจนไม่คิดจะหยุดในวันที่โลกกำหนดให้เป็นวันเกษียณ อยากทำจนตาย
หากใช้นิยามนี้ คนจำนวนมากในโลกอาจไม่มี ‘อาชีพสุดท้าย’ จริง ๆ
สำหรับผม แม้คิดว่าอาชีพสุดท้ายคือนักเขียน แต่จากประสบการณ์ชีวิต พบเห็นสัจธรรมของความไม่แน่นอน ผมไม่กล้าฟันธงจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายบนโลก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าแน่นอนว่า อาชีพสุดท้ายของเราคืออะไร ต่อให้ในวันนี้เรามั่นใจขนาดไหนก็ตาม
สมัยเมื่อผมทำงานสถาปนิก ผมเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันจะเป็นอาชีพสุดท้ายของตนเอง เมื่อทำงานโฆษณา ก็เชื่อมั่นเช่นเดียวกัน
เหล่านี้กลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว
ใครจะรู้ ถ้ารู้สึกว่าสนุกกว่าที่ทำอยู่ในวันนี้ วันหนึ่งผมอาจจะมี ‘อาชีพสุดท้าย’ เป็นอย่างอื่นก็ได้ อาจเปลี่ยนเป็นคนขายน้ำเต้าหู้ เจ้ามือพนัน พระ ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ
เรารู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือ ‘อาชีพสุดท้าย’ ของเรา?
ง่ายนิดเดียว ใช้หัวใจตัวเองวัด
อาชีพสุดท้ายคืองานที่เราทำแล้วหัวใจเต้นแรง ตื่นขึ้นมาทุกเช้าอยากทำงานนั้น (Ikigai) มันเป็นหัวเทียนจุดประกายเครื่องยนต์แห่งชีวิต
อาชีพสุดท้ายที่ทำจนวันตายก็คือเป้าหมายในอุดมคติของเรา
ดังนั้นยิ่งรู้เร็วเท่าไรว่าอะไรคืออาชีพสุดท้าย ก็ยิ่งมีเวลาพัฒนาตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายนั้นเร็วขึ้น
แต่แม้จะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าไม่รู้เลย
ถ้าเราเชื่อชีวิตอุดมคติ เราก็คงเชื่อว่าเราสามารถมีอาชีพสุดท้ายที่เราชอบได้
แต่ส่วนใหญ่ อาชีพสุดท้ายมาจากการสร้าง ไม่ใช่รอคอย เพราะยากที่เราจะรู้ว่าตนเองรักจะทำงานอะไรหากไม่ลงมือทำ หรือคลุกคลี
นี่หมายความว่าเราต้องเปิดหูเปิดตา เปิดหัว เปิดใจ เพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ สิ่งที่ไม่คุ้นเคย เข้าสู่พื้นที่ที่ไม่เคยไป เพื่อสร้างโอกาสของการพบ ‘อาชีพสุดท้าย’
และบางครั้ง หลายคนก็พบ ‘อาชีพสุดท้าย’ หลังจากเข้าใจและเริ่มมองเห็นคุณค่าของอาชีพที่ตนทำอย่างทุกข์ทรมานมานาน
และความเข้าใจนี้ก็อาจเปลี่ยนอาชีพนรกเป็น ‘อาชีพสุดท้าย’ ได้อย่างประหลาด
คุณค่าของงานมาจากการมองแล้วเข้าใจ
วินทร์ เลียววาริณ
23-3-26บางท่อนจากจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เป็นฐานทัพของอังกฤษ ตั้งอยู่ที่มหาสมุทรอินเดีย ห่าง 400 กว่ากิโลเมตรจากมัลดีฟส์ มันถูกใช้เป็นฐานทัพร่วมกับสหรัฐฯมาตั้งแต่ยุค 1970
ฐานทัพนี้อยู่ห่างจากอิหร่านราวสี่พันกิโลเมตร อังกฤษเช่าจากประเทศ Mauritius เป็นเวลา 99 ปีคล้ายเช่าฮ่องกง
ในสงครามอิหร่าน อังกฤษอิดออดจะเข้าร่วมกับลูกพี่ใหญ่ ทีแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯใช้ดิเอโก การ์เซีย เป็นฐานโจมตีอิหร่าน
จนเมื่ออังกฤษบอกว่าเปลี่ยนใจแล้ว ยินดีให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพ ท่านตั้มก็บอกว่า มาช้าไปหน่อย เอ็งหวังมาเกาะกระแสคนชนะใช่มั้ยล่ะ
ผ่านไปสามอาทิตย์ ก็ยังไม่เห็นกระแสคนชนะ สหรัฐฯก็ใช้ ดิเอโก การ์เซีย เป็นฐานโจมตีอิหร่าน
แต่อิหร่านเคยขู่ว่าประเทศไหนให้สหรัฐฯเป็นฐานทัพโจมตีอิหร่าน จะถือว่าเป็นศัตรูกับอิหร่านด้วย ที่ผ่านมาก็เอาจริงโดยโจมตีประเทศในกลุ่ม GCC ที่ให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ
ดังนั้นอิหร่านถือว่าอังกฤษเป็นศัตรูด้วย
เนื่องจาก ดิเอโก การ์เซีย อยู่ห่างจากอิหร่านสี่พันกิโลเมตร จึงปลอดภัยจากขีปนาวุธอิหร่านแน่ๆ เพราะนักการทหารตะวันตกประเมินมาตลอดหลายปีนี้ว่า อิหร่านมีขีปนาวุธที่ไปได้ไกลที่สุด 2 พันกิโลเมตร ทุกแหล่งข่าวยืนยันตรงกัน
แต่เมื่อวานนี้ ปรากฏขีปนาวุธพิสัยกลาง (intermediate-range ballistic missiles) สองลูกเดินทางข้ามมหาสมุทรระยะทางสี่พันกิโลเมตรไปปรากฏตัวที่ ดิเอโก การ์เซีย
ขีปนาวุธลูกหนึ่งไม่ทำงาน อีกลูกหนึ่งถูกเจ้าถิ่นสกัดไว้ได้
แม้ฐานทัพจะปลอดภัย แต่มันทำให้อังกฤษและสหรัฐฯสะดุ้ง
การประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธที่ไปได้ไกลที่สุด 2 พันกิโลเมตรนั้นผิดพลาดโดยสิ้นเชิง
อาวุธอิหร่านไปได้ไกลอย่างน้อยสองเท่าของตัวเลขที่ประเมิน
ระยะทาง 2 พันกิโลเมตรนี้ หากเปลี่ยนทิศไปที่อังกฤษ ขีปนาวุธอิหร่านสามารถหล่นกลางกรุงลอนดอนได้
อิหร่านกำลังส่งสัญญาณถึงยุโรปว่า "อย่าหาทำ" หากพวกท่านเข้าร่วมสงครามกับพี่ตั้ม ก็พึงตระหนักว่าจะเจออะไร
เพราะอิหร่านไม่ใช่กาซา นึกจะถล่มรายวันก็ถล่ม You know me little go
คำถามแรกคือสี่พันกิโลมตรคือระยะสูงสุดของขีปนาวุธอิหร่านแล้วหรือไม่
คำถามที่สองคืออิหร่านมี ICBMs (InterContinental Ballistic Missiles คือขีปนาวุธระยะ 5,500 กม.ขึ้นไป) ที่ไปถึงสหรัฐฯได้หรือไม่?
ยังไม่มีใครรู้แน่
แต่ตอนนี้ ผู้นำยุโรปทั้งหลายอาจนอนไม่ค่อยหลับ ก่ายหน้าผากขบคิดว่า จะเอายังไงดี จะรบสองศึกในเวลาเดียวกันตอนที่เศรษฐกิจก็ย่ำแย่หรือ? รบกับปูตินแล้ว ยังจะรบกับอิหร่าน เพราะแค่ให้พี่ตั้มยืมฐานทัพ ก็เท่ากับเลือกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว แลเห็นผู้นำประเทศในกลุ่ม GCC ตอนนี้กำลังซดน้ำใบบัวบกแก้ช้ำในเพราะค่ายามประจำหมู่บ้านที่จ่ายให้พี่ตั้มไม่ช่วยอะไรเลย
บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ถ้าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ จงอย่ารบกับประเทศที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มันสู้แบบ mad blood จริงๆ
แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองภายในครอบครัว จงอย่ารบกับเมียเป็นอันขาด เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
22 have field 25691- แชร์
- 27
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ฮาคุอิน เอคาขุ ปรมาจารย์เซนสายรินไซแห่งญี่ปุ่น เป็นพระเซนที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพของชาวบ้านชาวเมืองมาก วัดของท่านอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรือนของชาวบ้านนัก
วันหนึ่งหญิงสาวสวยคนหนึ่งในหมู่บ้านเกิดตั้งท้องขึ้นมา นางไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้อง แต่เมื่อถูกคาดคั้นหนักเข้า นางก็เอ่ยชื่ออาจารย์ฮาคุอิน
พ่อแม่ของหญิงสาวโกรธมาก และไปต่อว่าอาจารย์ฮาคุอินอย่างสาดเสียเทเสีย อาจารย์เซนเพียงเอ่ยว่า "เป็นเช่นนั้นหรือ?"
ไม่นานข่าวนี้ก็กระจายไปทั่ว ใคร ๆ ที่ได้ยินข่าวนี้ต่างประณามอาจารย์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เมื่อหญิงสาวคลอดบุตร พ่อแม่ของนางก็นำทารกไปวางที่หน้าวัด อาจารย์ฮาคุอินก็เลี้ยงดูทารกนั้นอย่างดี โดยขอน้ำนมจากสตรีในหมู่บ้าน
ผ่านไปหนึ่งปี หญิงสาวผู้นั้นทนความรู้สึกผิดไม่ได้ เล่าความจริงให้พ่อแม่ฟังว่า พ่อของทารกคือชายหนุ่มที่ทำงานในตลาดปลา
พ่อแม่ของหญิงสาวรู้สึกตกใจอย่างใหญ่หลวง ไปขอขมาต่ออาจารย์ฮาคุอิน และขอรับเด็กคืนมาเลี้ยงเอง อาจารย์เซนเพียงเอ่ยว่า "เป็นเช่นนั้นหรือ?"
.............
ฮาคุอินเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1686 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อฮารา เชิงเขาฟูจิ แม่เป็นชาวพุทธที่เคร่งศาสนา ส่งผลให้ท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรมไปโดยปริยาย
เมื่ออายุสิบห้า เขาขออนุญาตพ่อแม่ไปบวชในวัดโชอิน พ่อแม่ก็อนุญาต
ต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่วัดไดโช เป็นนวกภิกขุนานสามปี เรียนธรรม อ่าน สัทธรรมปุณฑริกสูตร แต่เขาไม่รู้สึกว่าพบทางที่ต้องการ
อีกหนึ่งปีถัดมา เขาอ่านพบเรื่องราวของอาจารย์เซนจีนนาม หยานถูเฉวียนฮว่อ ถูกโจรร้ายสังหารอย่างโหดเหี้ยม เขารู้สึกสะทกสะท้อนใจที่พระยิ่งใหญ่ยังเอาตัวไม่รอดจากความตายที่โหดเหี้ยม แล้วเขาจะทำอย่างไร? จะช่วยคนอื่นจากนรกได้อย่างไร? เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะบรรลุธรรม
แต่ฮาคุอินก็ไม่อยากกลับบ้านตัวเปล่า เขาเดินทางไปทั่วนานสองปี ศึกษาวรรณกรรม บทกวี หลังจากนั้นก็ไปตั้งหลักที่วัดเอกัน ที่นี่เองเขาบรรลุซาโตริหลังจากทำสมาธินานเจ็ดวัน
เขาเดินทางต่อไป และได้ศึกษากับอาจารย์โชจู โรนิน นานแปดเดือน แล้วเดินทางต่อ
เขาท่องไปตามที่ต่าง ๆ จนอายุสามสิบเอ็ด กลับไปที่วัดโชอิน เป็นเจ้าอาวาส ช่วงนี้เองที่เขาได้รับนาม ฮาคุอิน แปลว่า ห่อหุ้มด้วยสีขาว
หลังการบรรลุธรรมเมื่ออายุสี่สิบเอ็ด ท่านฮาคุอินก็เป็นอาจารย์เซน มีลูกศิษย์หลายร้อยคน แต่ละคนมาหาอาจารย์เพราะกิตติศัพท์เล่าลือแบบปากต่อปาก
.............
ฮาคุอินเป็นผู้กอบกู้สาย รินไซ เซน ที่กำลังแผ่วลงจนรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยกลับไปเน้นการทำสมาธิและการใช้โกอาน หลักการสอนของฮาคุอินคือการทำสมาธิครุ่นคิดโกอาน
วิธีการสอนคืออาจารย์กำหนดเลือกโกอานให้ศิษย์ และทำสมาธิคิดหาคำตอบเอง เมื่อคิดออกแล้วจึง 'สอบสัมภาษณ์' กับอาจารย์
ฮาคุอินไม่ได้ใช้เฉพาะโกอานของจีน แต่บางทีก็คิดขึ้นมาใหม่ เช่นโกอานบทที่ว่า "อะไรคือเสียงตบมือข้างเดียว?" โกอานบทนี้สร้างความสงสัยอย่างสูงแก่นักเรียนเซน
ท่านเขียนว่า "ถ้าเจ้าสงสัยเต็มที่ เจ้าก็จะตื่นเต็มที่"
ท่านบอกต้องระวังการตื่น 'แบบเล็ก' แล้วคิดว่ารู้แล้ว วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งสมาธิจนแข็งทื่อ ไม่เกิดผลอะไร
ท่านสอนศิษย์ว่า "สมาธิในการทำงานดีกว่าสมาธิในการนั่งนิ่งพันเท่า"
สำหรับฮาคุอิน ท่านมักตื่นในโอกาสที่คาดไม่ถึง เช่น ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังเดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า พลันท่านก็นึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว บัดดลนั้นท่านก็หัวเราะก้อง เป็นเครื่องหมายว่าท่านตื่นแล้ว
อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นแบบกะทันหันเช่นนี้เสมอ ทุกครั้งที่ตื่นจะส่งเสียงหัวเราะก้องจนคนรอบข้างงุนงง
ท่านเริ่มหัดวาดรูปและเขียนอักษรเมื่ออายุราวหกสิบ และกลายเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียง มักเขียนรูปที่เป็นการเทศนาธรรมไปในตัว
สำหรับท่าน การทำงานคือการบรรลุธรรมอย่างหนึ่ง ท่านเชื่อว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน และไม่ช้าเกินไปสำหรับใครที่จะบรรลุธรรม
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
22-3-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้ได้ยินแต่คนคุยเรื่องน้ำมัน
ขึ้นราคาบ้าง หาซื้อไม่ได้บ้าง คนกักตุนบ้าง
มาฟังคนบ่นคนแรกก่อน
เมื่อวานนี้ท่านตั้มบ่นผ่าน Truth Social
แปลให้อ่านกันดังนี้
"ถ้าไม่มีสหรัฐฯ NATO ก็เป็นแค่เสือกระดาษ พวกเขาไม่ต้องการร่วมสู้เพื่อหยุดนิวเคลียร์อิหร่าน ตอนนี้เราชนะศึกทางทหารเรียบร้อยแล้ว โดยแทบไม่มีอันตรายต่อพวกเขา พวกเขาเอาแต่บ่นเรื่องน้ำมันแพงที่พวกเขาถูกบังคับให้จ่าย แต่ไม่ต้องการช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ งานทางทหารง่ายๆ ที่เป็นต้นเหตุของราคาน้ำมันสูง งานง่ายมากสำหรับพวกเขา มีความเสี่ยงน้อยมาก ไอ้พวกขี้ขลาด เราจะจำไว้"
อ่านระหว่างบรรทัด ท่านตั้มกำลังกลุ้มใจกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เพราะหากมันเป็น 'งานทางทหารง่ายๆ' และ 'มีความเสี่ยงน้อยมาก' สหรัฐฯคงลงมือทำไปนานแล้ว
บ้านเราก็มีข่าวคนกักตุนน้ำมัน ข่าวบอกว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว
จำได้ว่าสมัยผมเป็นเด็ก เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า เมื่อญี่ปุ่นบุกไทย คนไทยขโมยน้ำมันญี่ปุ่น ทหารญี่ปุ่นก็บังคับให้ขโมยดื่มน้ำมันจนตาย
สมัยเด็กอีกเช่นกัน เคยอ่านขำขันเรื่องหนึ่งในนิตยสารชัยพฤกษ์ เรื่องเป็นอย่างนี้
นาย ก. "น้ำมันขาดแคลน ทำยังไงเราจึงจะได้น้ำมัน"
นาย ข. "ก็เปลี่ยนชื่อ 'น้ำมัน' เป็น 'น้ำเรา' ซี"
มุขนี้ก็เหมือนทำยังไงให้อีสานเขียว
ก็ทาสีบ้านทุกหลังเป็นสีเขียวซี!
คนไทยนี่ตลกได้ทุกเรื่อง
กลับมาที่เรื่องน้ำมัน
อะไรคือ worst case scenario ของสถานการณ์น้ำมัน? (worst case scenario คือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นได้)
น่าจะเป็นแหล่งผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางถูกทำลาย ต่างฝ่ายต่างบอมบ์อีกฝ่าย ไม่มีน้ำมันสู่ตลาดโลกอีกหลายปี
worst case scenario นี้น่าจะเกิดขึ้นยาก เพราะเท่ากับฆ่าตัวตายทุกฝ่าย
นี่อาจเป็นเหตุผลที่สองวันนี้ ทั้งสองฝ่ายส่งเสียงทำนองว่า เอ็งไม่บอมบ์โรงน้ำมันของข้า ข้าก็ไม่บอมบ์โรงน้ำมันของเอ็ง
แต่ใครจะรู้ว่า scenario นี้จะไม่เกิดขึ้น ตอนนี้อะไรก็เป็นไปได้
เมื่อวานนี้มีข่าวหลายชาติอาหรับนัดประชุมกันที่ซาอุดิอาระเบีย คุยว่าจะเอายังไงดี เพราะตอนนี้แต่ละประเทศก็พังไปแล้วครึ่งตัว
ต่อให้สงบศึกได้ในวันนี้ กว่าจะซ่อมโรงน้ำมันที่เสียหาย แล้วเดินหน้าสู่สภาวะปกติ ก็คงต้องใช้เวลานับสิบปี
สงครามอิหร่านทำให้นึกถึงคำบอกเล่าของคนรุ่นพ่อแม่ที่ว่า ชีวิตช่วงสงครามโลกครั้งที่สองลำบากอย่างไร
อาหารขาดแคลน ยาขาดแคลน
จบงานนี้สหรัฐฯอาจต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะบุกที่ไหน จะบุกสุ่มสี่สุ่มห้าแบบอังเคิลไม่ได้แล้วละ
ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ต้องคิดว่า จะพึ่งสหรัฐฯในเรื่องความมั่นคงของประเทศได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม GCC คงต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะเมื่อเจอพิบัติ สหรัฐฯก็หายศีรษะไป เมื่อใครไม่ทำงานที่ขอ ก็ถูกเรียกว่า "ไอ้พวกขี้ขลาด"
แต่ละชาติต้องเรียนรู้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
และเล่นหมากรุกการเมืองให้เป็น
วินทร์ เลียววาริณ
21-3-261- แชร์
- 30
