• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    David Ayer เป็นผู้กำกับหนังที่ทำหนังฆ่าๆ แกงๆ มาหลายเรื่อง เช่น Fury (แบรด พิตต์) Street Kings (คีอานู รีฟส์) The Beekeeper (เจสัน สเตธัม) ฯลฯ

    ล่าสุดเขาหันมาจับหนังแนวอ่อนโยนต่อหัวใจ ร่วมงานกับ แบรด พิตต์ อีกรอบ คือ Heart of the Beast

    Heart of the Beast เป็นหนังแนว survival film การผจญภัยของคนกับสุนัข German Shepherd ในป่าอะลาสกา

    น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมดูซึ่งตั้งคำถามว่า หมามี PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) จากสงครามได้ไหม

    นี่เป็นหนังผจญภัยแบบละมุนหัวใจ ประมาณ Hachi: A Dog's Tale + Togo + The Call of the Wild + 127 Hours

    นี่เป็นหนังการผจญภัยร่วมกันของสองชีวิตที่บาดเจ็บจากสงคราม และพบสงครามครั้งใหม่ในป่า ด้วยเดิมพันคือชีวิต

    หนังมีตัวละครน้อยมาก ฉากหนึ่งในตอนต้นเรื่อง ตัวละคร Watkins (J. K. Simmons) มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้ James Belmont (แบรด พิตต์) ข้อความหนึ่งในหนังสือคือ "It's not who you live for. It's who you'd die for."

    นี่บอกความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาทั้งเรื่อง

    หนังสวยงาม ได้อารมณ์และบรรยากาศตั้งแต่เปิดเรื่อง เป็นหนังเน้นอารมณ์มากกว่าพล็อต เป็นหนังอบอุ่นหัวใจเรื่องหนึ่ง และมีโอกาสสูงที่ทำให้ผู้ชมเสียน้ำตาได้

    (บรรทัดสุดท้ายเป็นสปอยเลอร์นิดหน่อย)

    บอกไว้ก่อนสำหรับคนไม่ชอบหนังหมาตาย ไม่ต้องกังวล หมาไม่ตาย

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    29-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    0
    • 0 แชร์
    • 11
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต

    หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต

    แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง

    เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น

    บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้

    เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง

    เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก

    โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น

    ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’

    ‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง

    ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”

    การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด

    แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก

    การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง

    ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ

    ขณะที่เราวิตกถึงอนาคต เหตุการณ์นั้นยังไม่มีตัวตน ยังไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่เกิดขึ้น มันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตใด ๆ แต่สามารถทำให้ปัจจุบันขณะของเราหดหู่โดยไม่จำเป็น

    ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์

    ถ้าไม่ใช้วินาทีที่ปรากฏตัวอยู่แวบเดียว มันก็เสมือนไม่มี เราก็เป็นแค่คนตาย เพราะไม่ได้ทำอะไร

    เสียเวลาเปล่า

    เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”

    การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ

    บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน

    วินทร์ เลียววาริณ
    29-9-26

    จากหนังสือเสริมกำลังใจ ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
    260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจ 

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    (มีสปอยเลอร์พล็อต ไม่ควรอ่าน หากคิดจะดู)

    ก่อนอื่น ขอเล่าพล็อตเรื่องรักหนังให้ฟังสักห้าเรื่อง

    เรื่องที่ 1 In the Mood for Love (2000) ผลงานของหว่องกาไว ชายหญิงคู่หนึ่งเข้าหากันทั้งที่ทั้งคู่แต่งงานแล้ว เพราะพบว่าคู่ของคนทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน

    เรื่องที่ 2 Random Hearts (1999) ผลงานของ Sydney Pollack ชายหญิงแปลกหน้าคู่หนึ่งพบกันเพราะพบว่าคู่ของพวกตนมีความสัมพันธ์กัน และตายในเครื่องบินตกพร้อมกัน ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน

    เรื่องที่ 3 Same Time, Next Year (1978) หนังของ Robert Mulligan ชายหญิงคู่หนึ่งพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ และมีสัมพันธ์กัน ทั้งคู่แต่งงานแล้วและมีความสุขในชีวิตสมรส แต่ตกลงกันว่าจะพบกันที่โรงแรมแห่งนั้นทุกปี

    เรื่องที่ 4 Once a Year (2012) หนังสวีเดน เรื่องของชายหญิงคู่หนึ่งที่นัดพบกันทุกปีในโรงแรมต่างๆ ความสัมพันธ์นี้ยาวนานถึงสามสิบปี

    เรื่องที่ 5 April Snow (2005) หนังเกาหลี เรื่องของชายหญิงที่แต่งงานแล้วคู่หนึ่ง พบว่าคู่ครองของพวกเขาแอบคบหากัน เดินทางไปพร้อมกัน และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ ทั้งสองถูกแรงดึงดูดของความเจ็บปวดดึงเข้าหากัน

    ในบรรดาหนังทั้งหมดนี้ In the Mood for Love ของหว่องกาไวเป็นงานที่ได้อารมณ์ และมีความเป็นงานศิลปะมากที่สุด

    มาถึงบรรทัดนี้ก็จะพบว่า โครงเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ สร้างมาหลายครั้งแล้ว ต่างกันที่รายละเอียด

    เรื่องที่ 6 ไม่ใช่หนัง แต่คือเพลง By the time I get to Phoenix งานของ จิมมี เว็บบ์ เนื้อเพลงนี้เป็นชีวิตรักของคนคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเลือกที่จะจากฝ่ายหญิงไป เขาเดินทางออกจากเมืองที่เขากับเธออยู่ด้วย ไปตายดาบหน้า  

    By the time I get to Phoenix she'll be rising
    She'll find the note I left hangin' on her door
    She'll laugh when she reads the part that says I'm leavin'
    'Cause I've left that girl so many times before

    เวลาที่ผมไปถึงเมืองฟีนิกซ์ เธอคงตื่นแล้ว
    และพบโน้ตที่ผมติดไว้ที่ประตูห้องของเธอ
    เธอจะหัวเราะเมื่ออ่านถึงตอนที่ว่า ผมจะจากเธอไป
    เพราะผมเคยจากเธอไปหลายครั้งหลายครามาก่อน

    ซีรีส์ดรามาสัญชาติญี่ปุ่นเรื่อง Until the T-Shirt Dries ก็เช่นกัน มันรวมคอนเส็ปต์ทั้งห้าเรื่องที่เล่ามาด้วยกัน + เพลง By the time I get to Phoenix แต่เปลี่ยนฉาก และนำเสนอประเด็นที่แตกต่างออกไป

    ฉากหลักที่ใช้ไม่ใช่โรงแรม แต่คือร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ชายหญิงที่มาซักผ้า ระหว่างที่รอผ้าแห้ง ก็สนทนากัน

    และนี่คือจุดที่หนังฉายภาพ โดยตั้งคำถามว่า เวลาเราเห็นชายหญิงเดินด้วยกันสองต่อสอง หรือคุยกันในร้านซักผ้า เรามักสรุปว่าทั้งสองเป็นคนรักกัน หากไม่ใช่สามีภรรยา ก็ต้องเป็นชู้กัน

    มันยังฉายภาพว่า ชีวิตคู่มักมาพร้อมกับความระแวง ความสงสัยในส่วนลึกว่าคู่ของตนมีคนอื่น

    ทั้งทัศนคติการสรุปว่าชายหญิงคู่หนึ่งเป็นชู้กัน และความระแวง เป็นยาพิษของชีวิตคู่

    ดังนั้นแม้ Until the T-Shirt Dries จะไม่ใช่คอนเส็ปต์ใหม่สด แต่ประเด็นของเรื่องน่าสนใจพอที่จะทำให้เราต้องขบคิดต่อหลังหนังจบ

    หนังจับประเด็นชีวิตสมรส การพยายามจูนคลื่นหากัน การพยายามหนีจากชีวิตจำเจของชีวิตคู่ ความรับผิดชอบ กฎเกณฑ์ ค่านิยมสังคม ศีลธรรม การคบชู้ โดยไม่ได้บอกว่าอะไรคือผิดหรือถูก

    จุดอ่อนของหนังชุดนี้คือวิธีการเล่าเรื่องที่ยืดยาดมาก หนังที่มีพล็อตและเนื้อหนังเท่านี้ สามารถทำจบได้ใน 5 ตอน ไม่ใช่ลากไป 10 ตอน นี่ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยส่วนเกินที่ทำให้หนังรุงรังโดยไม่จำเป็น

    นอกจากนี้หนังยังขาดความสมจริง และเต็มไปด้วยความบังเอิญ จังหวะหนังสะดุด ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อถึงเวลาเผยไคลแม็กซ์ ก็ตัดฉากไปที่อื่น ลากไปอีกสิบนาที ทำให้อารมณ์สะดุด นี่คือข้อเสียของการทำซีรีส์ยาวเกินจำเป็น

    หนังเรื่องนี้เริ่มต้นพล็อตด้วย In the Mood for Love + Random Hearts + April Snow แล้วหักมุมให้เป็น Same Time, Next Year + Once a Year โดยตัดเซ็กซ์ออกไป เพื่อให้เป็นหนังที่สะอาดขึ้น

    จุดหนึ่งที่ไม่สมจริงคือ หากชายคนหนึ่งไม่ชอบชีวิตคู่ และเลือกที่จะหนี ทำไมต้องหนีไปโดยไม่บอก เพื่อให้ภรรยาเข้าใจผิดว่าเขาตาย เขาจะทำอย่างนี้กับคนที่ในตอนท้ายเขาบอกว่ารักเหลือเกินอย่างนี้หรือ

    อีกจุดที่ตะหงิดๆ คือ เขาเลือกหนีตอนไปต่างจังหวัดกับหญิงคนหนึ่ง ทิ้งผู้หญิงบนรถ เข้าใจว่าคนเขียนบทต้องการสร้าง decoy เบี่ยงคนดูไปอีกทิศหนึ่ง แต่มันไม่มีตรรกะอันใด

    เหตุการณ์หนีและอุบัติเหตุเกิดขึ้นในฉากเดียวกัน ในการเขียนนิยายถือว่าอิงความบังเอิญมากไป

    โดยรวมหากไม่ติดใจเรื่องความยืดยาด (เพราะชอบความน่ารักของนางเอก) ก็ดูได้เรื่อยๆ สะกิดต่อมคิดได้เป็นระยะ

    นี่เป็นมุมมองของผมในฐานะคนเขียนนิยาย และเป็นความเห็นส่วนตัว เรื่องนี้จึงขอวิจารณ์อย่างเดียวโดยไม่ให้คะแนน เพราะเดี๋ยวมีดรามาอีก

    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    28-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ฝนเทลงมาไม่หยุด ราวกับท้องฟ้ามีรูโหว่ อากาศขมุกขมัวจนดูไม่ออกว่ายามนี้เป็นเวลากลางวันคือกลางคืน

    ยามนี้เป็นเวลากลางคืน เป็นดึกของคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ลูกค้า 6-7 คนนั่งดื่มในผับ พวกเขานั่งที่นี่มาห้าชั่วโมงแล้ว พวกเขาออกจากร้านเหล้าไม่ได้ ข้างนอกน้ำท่วมหนัก รถหลายคันจมน้ำ

    พวกเขาเลือกราดทุกข์ด้วยสุราในร้าน

    แน่นอนพวกเขาบ่นเรื่องน้ำท่วม ข้าพเจ้าเข้าใจ ยามนี้ใครๆ ก็บ่นเรื่องน้ำท่วม

    คนหนึ่งว่า "เมียผมโทร.มาบอกบ้านจมน้ำ แต่เพื่อนโทร.มาบอกว่าถนนขาด เข้าไปไม่ได้"

    อีกคนหนึ่งว่า "ไหนทางการบอกว่าเอาอยู่"

    "นั่นน่ะซี เรารู้เรื่องฝนจะจะมาเป็นอาทิตย์ล่วงหน้า ทำไม่ไม่ทำอะไร"

    "เฮ้อ! แดกเหล้าดีกว่า"

    ลูกค้าหันมาถามข้าพเจ้า "บาร์เทนเดอร์จะต้องปิดร้านกี่โมง?"

    "แล้วแต่สวรรค์สั่ง ตอนนี้ออกไปไหนไม่ได้ คืนนี้ก็คงนอนที่นี่"

    "พวกผมก็อาจต้องขอนอนที่นี่ด้วย"

    "ไม่มีปัญหา แต่ผมไม่มีหมอน"

    ลูกค้าคนหนึ่งว่า "คนไทยก็ต้องอดทน"

    ข้าพเจ้ายิ้ม เอ่ยเบาๆ ว่า "ใช่"

    ข้าพเจ้าไม่อยากคุยเรื่องน้ำท่วมกับลูกค้า เพราะเราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ฝนตก น้ำเอ่อท่วม

    นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินคำสัญญาว่าจัดการเรื่องน้ำท่วมได้

    "ขอค็อคเทลเกี่ยวกับน้ำท่วมหน่อย"

    ข้าพเจ้าพยักหน้า "มีสองสูตร"

    "สูตรแรกคือ Flash Flood"

    "แปลว่า?"

    "แปลว่าน้ำท่วมฉับพลัน"

    "เป็นเหล้าอะไร?"

    "น้ำท่วมฉับพลันมีส่วนผสมของเบอร์เบิน Amaro, Cacao, Spiced Demerara และเติมนมข้นหวาน แล้วใส่น้ำแข็ง"

    ข้าพเจ้าเสิร์ฟน้ำท่วมฉับพลันแก่ลูกค้า

    ข้าพเจ้าเล่าว่า "สมัยเพลงลูกทุ่งครองเมือง พอน้ำท่วม เราก็ร้องเพลง น้ำท่วม ของ ศรคีรี ศรีประจวบ"

    ลูกค้าคนหนึ่งร้อง "บ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์ เหมือนกันไปทุกครอบครัว พื้นนาก็ล่มไร่แตงก็จมเสียหายไปทั่ว พี่จึงเหมือนคนหมดตัว หมดตัวแล้วนะ แก้วตา..."

    "พูดถึงประจวบฯ จะเห็นว่าโดนน้ำท่วมหนักหลายรอบ ครั้งหนึ่งที่นาสาร สุราษฎร์ฯ น้ำท่วมพัดท่อนซุงจำนวนมหาศาลถล่มทั้งหมู่บ้าน คนตายไปร่วมพันคน น้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นเพราะคนตัดป่า"

    "คราวนั้นเป็นน้ำป่า คราวนี้เป็นน้ำลาย"

    "น้ำลาย?"

    "ก็เรามัวทะเลาะกันเรื่องใครควรพยากรณ์อากาศ ใครไม่มีหน้าที่พยากรณ์ แล้วก็สัญญาด้วยน้ำลาย"

    ข้าพเจ้าว่า "ค็อคเทลต่อไปคือ The Floodwater"

    "แปลว่าน้ำท่วม?"

    "ใช่ ทำด้วยว็อดกา น้ำมะนาว Turbinado simple syrup แล้วเติม Black Cherry White Claw hard seltzer เติมน้ำแข็งด้วย"

    "ไม่เอา ขอค็อคเทล Flood Mouth ดีกว่า"

    ข้าพเจ้าสั่นศีรษะ

    "ไม่เคยได้ยิน มันคืออะไร?"

    "Flood Mouth ก็คือน้ำท่วมปากไง เพราะเห็นคนที่บอกว่า 'เอาอยู่' หายหน้าไปหมด"

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-9-26

    พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb

    1
    • 0 แชร์
    • 38
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เมื่อเราสั่งกาแฟดำมาหนึ่งถ้วย มองดูกาแฟดำในถ้วย จะเห็นว่ามันดำสนิท

    แต่หากเราตักกาแฟในถ้วยออกมาหนึ่งช้อน เทกาแฟบาง ๆ ลงบนจาน จะพบว่าสีกาแฟไม่ดำสนิท มันออกไปทางสีน้ำตาลจาง ๆ

    สีน้ำกาแฟในถ้วยกับในช้อนต่างกัน

    เหตุที่เราเห็นมันเป็นสีดำในถ้วย ก็เพราะว่าน้ำกาแฟซ้อนทับกันหลายชั้น เมื่อทับมากชั้น ก็มองเห็นเป็นสีดำ

    อะไรที่แม้มีสีอ่อน แต่ถ้าทับซ้อนมาก ๆ จะหนาแน่นทึบเห็นเป็นสีเข้ม

    อารมณ์ความรู้สึกของคนเราก็เช่นกัน

    ทุก ๆ วันเราเจอเรื่องที่ทำให้ใจเราหม่นหมอง หรือขุ่นใจ อาจเป็นความรู้สึกไม่ดีเล็ก ๆ ที่พอลืมได้ ยกตัวอย่าง เช่น เราพบนาย ก. ที่หน้าลิฟต์ เรากล่าวสวัสดี แต่เขาไม่ตอบรับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่มันสร้างรอยขุ่นใจให้เล็กน้อย

    ระหว่างวันเราอาจลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พอตอนค่ำก่อนหลับ เราหวนนึกถึงมัน ทำให้หงุดหงิด อาจรวมกับเรื่องไม่ดีอื่น ๆ ที่นาย ก. เคยทำกับเรา ผ่านไปอีกวันสองวัน เรานึกถึงเรื่องนี้ ก็หงุดหงิดอีก

    ผ่านไปหลายเดือน ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ความหงุดหงิดชักเพิ่มขึ้น อาจมากจนมันฝังในจิตใต้สำนึก ขจัดไม่ออก

    ลำพังความรู้สึกหงุดหงิดในวันแรกนั้นมันเล็กน้อย เหมือนน้ำกาแฟในช้อน แต่หากเราคิดถึงมันบ่อย ๆ ตักน้ำกาแฟลงใส่ถ้วยวันละนิด จนในที่สุดเป็นกาแฟสีดำเข้มทั้งถ้วย

    ความรู้สึกใด ๆ ถ้าเราสะสมมันจนหนาทึบ จนมันหยั่งรากลึก มันก็เป็นความรู้สึกด้านลบที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    ในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นกัน หากเราแยกความรู้สึกออกมาทีละชั้น อาจพบว่าแต่ละอารมณ์ ไม่ได้รุนแรงเท่าใดนัก พอลืมได้ พอปล่อยวางได้ และหากปล่อยวางตั้งแต่วันแรก จิตก็ไม่สะสมกาแฟสีอ่อนเป็นกาแฟดำสนิท

    นาย ข. เพื่อนบ้านพูดจาไม่ดี หนึ่งครั้งก็พอสลัดออก

    สองครั้งเริ่มเกาะ

    ยิ่งมากครั้งก็จะรวมกันหนาเป็นสีดำ

    เมื่อเราคุยกับเพื่อนบ้านคนอื่นที่บอกว่านาย ข. คนนี้แย่อย่างนั้น แย่อย่างนี้ เราก็รวมความใหม่เข้าไปผสมกับความหงุดหงิดเดิม กาแฟแห่งจิตก็เพิ่มเป็นอีกชั้น และอีกชั้น

    ผลก็คือ ‘กาแฟดำสนิท’ แห่งอารมณ์ที่เรารู้สึกทุกครั้งที่เห็นหน้านาย ข.

    ดังนั้นหากเราเข้าใจโครงสร้างของอารมณ์ที่ปะทุขึ้น และปล่อยวางมันลง ถือว่าจบตั้งแต่ตอนนั้น เราก็จะไม่ต้องมีถ้วยกาแฟดำแห่งอารมณ์มากมายหลายใบจนเต็มชั้นในหัวใจ

    ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่า ความสุขก็คือการที่ไม่มีอะไรทำให้เกิดความหม่นหมองหรือขัดใจ

    ถ้ารักษาความไม่มีอะไรนี้ได้ ก็คือสุข

    แต่คนเราย่อมต้องเจอเรื่องที่ชวนให้ขัดใจอยู่เรื่อย

    ตรงนี้ท่านบอกว่า ก็ต้อง “จัดหลีก” ให้ดี ๆ พยายามอย่าให้เกิดการกระทบจิตจนหม่นหมองหรือขัดใจ

    ท่านบอกอีกว่า บางทีสิ่งที่มากระทบไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากความคิดของเราเอง

    คิดเรื่องอดีตเก่า ๆ แล้วก็เกิดขัดใจ

    ไปเอาความจำหรือสัญญาในอดีตมากวนใจเอง

    ก็ต้องระวังใจอยู่เสมอ

    เมื่อนั้นถ้วยในจิตของเราก็จะเป็นน้ำใสสะอาด

    วินทร์ เลียววาริณ
    28-9-26

    จาก กอดหนาม
    51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม 
    โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 
    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F 
    Shopee โปรโมชั่น
    https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520 

    1
    • 0 แชร์
    • 18