• วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ฟอสซิล 3
    (ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1671714254317259&set=a.208269707328395 )

    วินทร์ #1001 : “ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่า เราอยู่ในโลกที่ต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก แต่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลย”

    คาร์ล เซเกน #1001 : “ใช่ ในวงการวิทยาศาสตร์ เรามักเจอเรื่องที่ว่านักวิทยาศาสตร์พูดว่า ‘รู้มั้ยว่ามันเป็นข้อถกที่ดีมาก จุดยืนของผมผิดพลาดเอง’ แล้วพวกเขาก็จะเปลี่ยนความคิด และคุณก็จะไม่ได้ยินมุมมองเดิมนั้นอีกต่อไป พวกเขาทำกันอย่างนั้นจริง ๆ แม้มันจะไม่มากอย่างที่ควรเป็น เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชน และบางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็เจ็บปวด แต่มันก็เกิดขึ้นทุกวัน ผมจำครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในวงการเมืองและศาสนาไม่ได้”

    วินทร์ #1001 : “ผมเห็นด้วยว่าคนเราถึงจะมีความเชื่อต่างกันก็สามารถคุยกันได้ คุณอาจแปลกใจถ้าผมบอกว่าคนที่ช่วยให้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตีพิมพ์ผลงาน On the Origin of Species สำเร็จก็เป็นชาวคริสต์ผู้เคร่งครัด”

    วินทร์ #9299 : “ใคร?”

    วินทร์ #1001 : “เอซา เกรย์ นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน เขาเป็นเพื่อนกับ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มานาน เกรย์ไม่ได้เห็นด้วยกับดาร์วินทุกเรื่อง เกรย์พยายามโน้มน้าวใจดาร์วินว่า เรื่องการออกแบบย่อมปรากฏอยู่ในทุกรูปแบบของชีวิต และอย่ามองด้านลบของศรัทธาทางศาสนา ดาร์วินไม่เชื่อ แต่เมื่อคุยกันอย่างนักวิทยาศาตร์ด้วยกัน ก็ถกกันได้ตามเนื้อผ้า นี่แหละที่ผมรู้สึกว่า คนเราถึงจะเชื่อต่างกัน คนละค่ายเพลง ก็สามารถถกกันเพื่อสร้างปัญญา การค้นหาความจริงก็ต้องเอาความจริงมาพูด ไม่ใช่เอาความเชื่อมาชนกัน...

    “เราต้องเรียนศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์ คือด้วยเหตุผล สืบค้นความจริง ไม่ใช่ด้วยความเชื่อล้วน ๆ ที่สำคัญคือต้องเปิดใจ เก็บความเชื่อและค่านิยมเดิมๆ ไว้ชั่วคราว พิจารณาให้ดีให้เข้าใจ กล้าตั้งคำถาม กล้าแย้ง เพราะหากศาสนาแข็งแรงจริง ก็ย่อมสามารถทนต่อการโต้แย้ง ศาสนาที่ไม่แข็งแรงเช่นความเชื่อว่าเทพเบื้องบนเป็นผู้ทำให้เกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ล้มไปตามข้อแย้งที่พิสูจน์ได้ แล้วเราจะเข้าใจศาสนาได้ยังไงถ้าไม่ศึกษาทุกระบบที่มันเกี่ยวข้องด้วย เพราะมันประสานกันหมด ผมจึงเชื่อว่าเราไม่มีทางเข้าใจศาสนาหากเรียนแค่ว่าแต่ละศาสนามีประวัติความเป็นมายังไง ใครเป็นศาสดา สอนหลักธรรมอะไร เพราะศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมของมนุษยชาติ มันจึงสัมพันธ์กับระบบอื่น ๆ...

    “แต่ในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก แม้จะปฏิเสธมานาน แต่ช่วงหลัง ๆ คริสตจักรก็ยอมยืดหยุ่นหลายครั้ง และในที่สุดก็ออกมายอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่ก็ขอเจอกันครึ่งทางว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล ทรงออกแบบระบบวิวัฒนาการ แล้วปล่อยให้มันวิวัฒนาการไปเอง ไม่ว่าคริสตจักรจะยอมรับด้วยความเต็มใจหรือไม่ ก็นับว่าเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง”

    วินทร์ #9119 : “ทำไมคุณซีเรียสจัง มันก็แค่ศาสนา เป็นเรื่องศรัทธานะ คุณพูดจนมันฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องจบปริญญาสามใบก่อน จึงจะเลือกศาสนาได้ อยากนับถือศาสนาอะไรก็นับถือไป ศาสนาก็เหมือนความรัก มันไม่ต้องการเหตุผล”

    วินทร์ #1001 : “เวลาคุณซื้อรองเท้าคู่ใหม่ คุณซื้อเลยโดยไม่ต้องลองหรือ? ซื้อทั้งที่ไม่รู้ว่าจะพอดีกับเท้าหรือสวมสบายมั้ยงั้นหรือ? เวลาคุณไม่สบายไปหาหมอ หมอให้ยามาสองสามกำ คุณจะกินยาเลยโดยไม่ถามว่า ยาแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง มันไม่ปลอดภัยกว่าหรือหากเราศึกษายาแต่ละชนิดก่อน? ผมคิดว่าการถามนั้นไม่ได้แสดงว่าเราดูถูกหมอหรือคิดว่าหมอให้ยาผิด มันเป็นเพียงการหาข้อมูลให้ครบถ้วนเท่านั้น”

    วินทร์ #4243 : “บางคนก็กินยาเลย...”

    วินทร์ #1001 : “ใช่ ทีนี้เวลาเราเลือก ‘ยา’ เราก็ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่ายาชนิดนั้น ๆ ทำงานยังไง รักษาโรคยังไง สมมุติว่าคุณเป็นไข้หรือปวดหัว คุณกินยาพานาดอล หรือไทลีนอล หรือเด็กโซวอน หรือเฟล็กซอน หรือฟลูเร็กซ์ ก็ได้ผลเหมือนกัน อะไรทำให้คุณหายจากไข้? ใช่ยี่ห้อบนเม็ดยารึเปล่า? ก็เปล่า มันคือเนื้อยาพาราเซตามอลต่างหาก คุณรู้มั้ยว่ามียาพาราเซตามอลกี่ยี่ห้อในโลกนี้?”

    วินทร์ #4243 : “10? 20?”

    วินทร์ #1001 : “มีถึงเกือบสี่พันยี่ห้อ! มีทั้งแบบเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำ และความจริงคือไม่ใช่ยาชนิดหนึ่ง ๆ จะเหมาะกับคนทุกคน บางคนอาจแพ้ยาบางชนิด บางคนกินแล้วหาย บางคนกินแล้วไม่หาย บางคนไม่ต้องกินยาก็หายได้ แค่ทำให้เหงื่อออก ไข้ก็ลดได้เหมือนกัน เรามียามากมายในท้องตลาด และยาจำนวนมากก็มีผลข้างเคียง บางชนิดกินแล้วตายได้ แต่คนส่วนมากจะกินยาที่มีอยู่ในตู้ยาประจำบ้าน ถ้าที่บ้านมีไทลีนอล ก็กินไทลีนอล ถ้ามีพานาดอล ก็กินพานาดอล คนส่วนมากเลือกศาสนาที่อยู่ใกล้ตัว ส่วนมากมักถูก ‘คลุมถุงชน’ เลือกศาสนาตามที่พ่อแม่ผู้ใหญ่จัดให้ ผมเห็นว่าเราควรมีศาสนาหรือไม่มีศาสนาด้วยความรู้ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ จะเลือกสังกัดค่ายไหน ก็เลือกตามสบาย แต่ควรจะรู้ถ่องแท้ว่าทำไม ถ้าเรานับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งตามครอบครัวของเรา เราก็ควรทำตามด้วยความรู้ หรืออย่างน้อยในช่วงหลังของชีวิตก็ควรจะศึกษา จนกระทั่งรู้แล้วจึงนับถือ ไม่ใช่นับถือตามคนอื่น แล้วทำตามความเคยชิน หรือทั้งหมู่บ้านนับถือศาสนานี้แล้วเราก็นับถือตาม ถ้าทำอย่างนี้น่าจะเป็นเสรีภาพทางศาสนาที่แท้จริงกว่ามิใช่หรือ?”

    วินทร์ #4243 : “แต่มันทำยากมากในทางปฏิบัติ”

    วินทร์ #1001 : “ใช่ แต่ก็ง่ายขึ้นกว่าเมื่อสามร้อยปีก่อน คุณอาจสงสัยว่าทำไมแค่เรื่องศาสนา ผมจึงซีเรียสจังเลย ความจริงคือเรื่องศาสนาเป็นแค่จุดหนึ่งในปัญหาสังคมซึ่งเกิดจากวิธีคิดที่ใช้ความเชื่อนำ หากเราสามารถวางรากฐานการคิดแบบวิทยาศาสตร์ในสังคมได้ เราก็ใช้วิธีคิดในประเด็นอื่น ๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเช่น การเซ็นเซอร์ภาพคนสูบบุหรี่ในหนังทีวี โดยทำให้มันเบลอ มันเป็นค่านิยมที่ทำตามกันมาและยังทำต่อไปโดยไม่เคยตั้งคำถาม พวกเขาไม่ยอมวิเคราะห์ดูว่าการเบลอภาพช่วยป้องกันคนไม่ให้สูบบุหรี่หรือเปล่า เป็นไปได้ไหมที่มันให้ผลตรงกันข้าม คนบางคนอาจสูบบุหรี่เพราะหมั่นไส้วิธีเซ็นเซอร์อย่างนี้? ถ้าคนที่เกี่ยวข้องใช้สมองคิดหน่อย กล้าคิดต่าง คิดหาทางใหม่ วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ พวกเขาก็สามารถใช้ทรัพยากรทั้งคนและเงินไปในทางที่แก้ปัญหาได้จริง ๆ เราเสียทรัพยากรปีละจำนวนมหาศาลไปกับความเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ นี่แหละ เชื่อว่าฉันจะสวยขึ้นหากผิวฉันขาว เชื่อว่าฉันจะได้ไปเกิดใหม่ดีกว่าเดิมถ้าฉันทำบุญมาก ๆ เชื่อว่าฉันจะรวยเพราะเลขบางตัว ความเชื่อแบบนี้แหละที่ทำให้อลัชชีรวยปีละหลายหมื่นล้าน เราทุ่มเงินและทรัพยากรสร้างวัตถุมงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปีละไม่รู้กี่หมื่นล้าน เงินจำนวนนี้สามารถสร้างสถานีอนามัยได้ทั่วประเทศ สร้างโรงเรียน ซื้อตำราสารพัด แต่ก็แปลกนะ เรายอมเสียเงินไปกับโลกหน้ามากกว่าจะใช้มันพัฒนาโลกปัจจุบัน แต่ช่างเถอะ ผมบ่นไปอีกไม่นานก็ตายแล้ว สงสารแต่เด็กรุ่นต่อไปที่เกิดมาในกรอบที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นมาครอบหัวไว้ โตขึ้นพวกเขาก็จะอยู่ในวงจรอุบาทว์รอบใหม่ เรื่องศาสนาเป็นแค่จุดจุดหนึ่งบนยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น จุดสำคัญคือกระบวนการคิด คนบ้านเรามีสมอง แต่ไม่ค่อยยอมใช้กัน แล้วอย่างนี้คุณยังมาว่าผมซีเรียสเกินไปอีกหรือ พี่จ๋า?”

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-9-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    Q&A วันนี้

    ทำไมคนเราต้องอ่านเรื่องศาสนาเปรียบเทียบด้วย

    มีหนังสือแนะนำให้เด็ก 12 ปีไหมครับ

    การให้คะแนนรีวิวหนังไม่เต็ม หักจากตรงไหน

    คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6a98065133e2a2a6b9ec5a99 

    0
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    เรื่องสั้นชุดนี้เริ่มเขียนมาตั้งแต่ 40 ปีก่อน ผ่านมานานปี ก็ขอเลียนแบบกิมย้ง รีไรต์งานใหม่ทั้งหมด

    เล่ม 1-3 รีไรต์เสร็จแล้ว แก้ไขตอนจบของหลายเรื่องใหม่ ตัดหลายเรื่องทิ้งไป cละเขียนเรื่องใหม่มาเสียบแทน

    เล่ม 4-5 เป็นงานใหม่ คัดสรรมาอย่างดี (คิดว่างั้นนะ!) เพื่อปูทางให้เขียนเล่ม 6 ต่อไป

    เล่ม 1-3 ยังไม่มีเงินทุนพิมพ์ เดี๋ยวขุดทองที่ฝังในตุ่มหลังบ้านเสร็จแล้ว คงได้พิมพ์

    ถ้าไม่ผิดแผน เรื่องชุดนี้คงได้เขียนจนวันตาย

    แต่ถ้าไม่มีคนอ่านและคนซื้อเมื่อไร ก็เลิกราเพียงนั้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    4-9-26

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    เจสัน สเตธัม นี่เป็นนักแสดงที่เดินตามรอย นิโคลาส เคจ ในสมัยก่อน นั่นคือรับงานไม่เลือก ดีบ้าง ปานกลางบ้าง แย่บ้าง

    โชคดีที่ นิโคลาส เคจ กลับลำทัน หันมาเล่นหนังคุณภาพหลายเรื่อง และยืนหยัดเป็นนักแสดงแถวหน้าอีกคนหนึ่ง ถือว่ารอดตัวไป

    ผมในฐานะคอหนัง ก็ดูทุกเรื่องของ เจสัน สเตธัม 

    ทุกเรื่อง เจสัน สเตธัม ก็รับบท เจสัน สเตธัม แต่ก็ตามดูตลอด

    เรื่องล่าสุดก่อน Mutiny คือ The Beekeeper สนุกมาก เป็นจุดสูงจุดหนึ่งของเขา

    พอมาถึง Mutiny หนังที่เพิ่งเข้าโรงวันนี้ ก็เหมือนฟ้ากับเหว

    Mutiny ก็คือ Under Siege (สตีเวน ซีกัล) ฉบับ undercooked คืออาหารที่ปรุงไม่สุก ปรุงแบบลวกๆ ทำมาเพื่อแดกด่วน

    ด้วยพล็อตที่อ่อนเหมือนเด็กฝึกหัดเขียน บทบู๊ที่แผ่ว ความสมเหตุสมผลเท่ากับศูนย์ กี่ เจสัน สเตธัม ก็ช่วยชีวิตหนังไม่ได้

    ผมว่าจะเดินออกจากโรงในนาทีที่ 11.3 แต่นึกถึงคำเตือนที่ว่า หากหนังดีตอนท้าย จะพลาดอย่างแรง จึงดูต่อจนจบ และพบว่าพลาดแล้วที่ดูต่อ

    เอาละ Mutiny ก็เป็นหนังบู๊ธรรมดา ถ้าไม่คิดมาก และรัก เจสัน สเตธัม ก็ดูได้ บางช่วงเพลิน บางช่วงน่าหลับ

    ส่วนคนที่กำลังจะคอมเมนต์ว่า "จะไปดูเพราะอยากจะรู้ว่ามันห่วยยังไง" ก็เอาที่สบายใจ แต่ใน คหสต. เศรษฐกิจอย่างนี้ เงินทองหายาก ใช้จ่ายประหยัดหน่อยก็ดี ผมเองพลาดไปแล้วที่ไม่ใช้ค่าดูหนังไปกินไอติม

    เคี้ยกเคี้ยก

    2/10 (ขออภัยเจสันอย่างสูง)

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    3-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 39
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    วิธีมองโลกแบบกวนตีนมีค่ามากกว่าแค่กวนใจคนเล่น มันฝึกสมองด้วย

    แล้วเราจะใช้วิธีกวนตีนในการทำงานสร้างสรรค์ได้อย่างไร?

    ลองดูตัวอย่างนี้

    หลายปีก่อน ครอบครัวฝรั่งครอบครัวหนึ่งกินเลี้ยงฉลองเทศกาล Thanksgiving ลูกสาวชวนแฟนหนุ่มมากินอาหารเย็นด้วย เขาสะดุดตกบันได ทำให้ผนังยุบเข้าไป แทนที่จะซ่อม เจ้าของบ้านกลับเอากรอบเปล่ามาติดล้อมจุดที่เป็นตำหนินั้น

    แล้วติดป้ายเล็ก ๆ “First Thanksgiving 2015, วัสดุ : มือ, ผนังแห้ง”

    เลียนแบบภาพจิตรกรรมในพิพิธภัณ์หรือแกลเลอรี

    เป็นการบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบกวนตีนเล็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ มีอารมณ์ขัน และน่าจดจำ

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-9-26

    ......................

    จาก ฆรีเอติวิถี (ครี-เอ-ติ-วิ-ถี)
    หนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เปิดสมอง
    มีเฉพาะอีบุ๊ค ซื้อได้ที่ The Meb

    1
    • 0 แชร์
    • 34