• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    คอหนังขนานแท้อาจรู้จักนาม สตีเวน เซลเลียน (Steven Zaillian) ในฐานะนักเขียนบทมือรางวัล เช่น Schindler's List, Awakenings, Gangs of New York, Moneyball และ The Irishman

    ในรอบหลายปีนี้ นักเขียนบทเก่งๆ หลายคนผันตัวเองไปเป็นผู้กำกับหนังโทรทัศน์ เช่น Aaron Sorkin, Taylor Sheridan เซลเลียนก็เช่นกัน

    ในปี 2016 เขาจับงานโทรทัศน์ร่วมกับนักเขียนบทอีกคนคือ Richard Price เป็นงานซีรีส์อาชญากรรม 8 ตอน ชื่อเรื่อง The Night Of

    ลายเซ็นของเขาชัดเจน คือละเอียด ประณีต และหม่นมืด

    The Night Of ไม่ใช่งานแนวตำรวจทั่วไปอย่าง Law & Order ไม่ใช่แค่การจับคนร้าย แต่ฉายภาพผลสะท้อนของอาชญากรรมต่อคนรอบตัว (จุดนี้คล้าย Adolescence) และระบบยุติธรรม ถ้าพูดไปแล้ว หนังไม่เน้นว่าใครเป็นคนร้ายด้วยซ้ำ เพราะ 'คนร้าย' กระจายไปทั่วทุกอาชีพ ตัวละครแต่ละอาชีพเป็นสีเทา ไม่ดำหมด ไม่ขาวหมด ปนๆ กัน

    หนังสนใจจะให้เราเฝ้าดูปฏิกิริยาของตัวละครต่างๆ รอบเหตุการณ์ฆาตกรรม มากกว่าจะสนใจคลี่คดี

    หนังยังสะท้อนกระแสเกลียดชังชาวมุสลิมหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน เหตุการณ์ฆาตกรรมส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชน

    หนังยาว 8 ตอน ดูถึงตอนที่ 6 ก็ยังเดาไม่ได้ว่าจะไปทางไหน คนเขียนบทสามารถทำให้เรานั่งอยู่กับที่ เป็นหนึ่งในน้อยซีรีส์ที่ทำให้ผมดูแทบรวดเดียวจบ ดูแล้วเหมือนมีภูเขาทับอก แต่ก็หยุดดูไม่ได้

    หนังเก็บรายละเอียดมาก โดยเฉพาะฉากในคุก ดูแล้วอึดอัด ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน เพราะดูแล้วอาจจิตตกได้ อีกทั้งไม่ใช่หนังบันเทิง ไม่ใช่หนังที่สนใจเรื่องความยุติธรรม แต่สำหรับคอหนังแท้ ไม่น่าพลาด เพราะเมื่อให้มือดีเขียนบท เรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาก็น่าสนใจได้

    9.5/10
    ฉายทาง HBO

    วินทร์ เลียววาริณ 
    2-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 19
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    คุณบริสุทธิ์นั่งดื่มเหล้าในร้านพับผ่า

    “ขอเหล้าแรง ๆ มาอีกสองแก้ว” คุณบริสุทธิ์บอกบาร์เทนเดอร์

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    “วันนี้อยากเมา”

    “ทำไมจึงอยากเมา?” บาร์เทนเดอร์ถามยิ้ม ๆ

    “กลุ้มใจ”

    “ทะเลาะกับเมีย?”

    คุณบริสุทธิ์พยักหน้า

    “ถูกใช้ให้ซักผ้า แต่ปฏิเสธไม่ซักผ้า?”

    “หามิได้”

    “ไปเหลือบมองหญิงอื่น?”

    “หาเหลือบมองไม่”

    “ไม่ให้เงินเมีย?”

    “เปล่า ให้เต็มทุกเดือน”

    “แล้วทะเลาะเรื่องอะไร?”

    “ไม่มีอะไร”

    “ไม่มีอะไร?”

    “ใช่ คุณบาร์เทนเดอร์เคยได้ยินมั้ยว่า เมื่อแต่งงานกันนาน ๆ สามีทำอะไรก็ผิด ไม่ทำอะไรก็ผิด? การทะเลาะกันครั้งนี้คือไม่ทำอะไรก็ผิด”

    “นั่นคือสัจธรรมของชีวิตคู่ อย่าคิดมาก”

    “ถ้าคุณเจอ ‘ไม่ทำอะไรก็ผิด’ เข้าบ่อย ๆ ก็ต้องระเบิดออกสักวัน”

    “คุณระเบิดออก?”

    “ใช่ ผลก็คือทะเลาะกันอย่างแรง”

    “ผลที่ตามมาคงน่ากลัวยิ่ง”

    “ใช่”

    “เมียไม่ให้เข้าห้องนอน?”

    “รุนแรงกว่านั้น เมียไม่ให้เข้าบ้านเจ็ดวัน”

    “แค่นี้ถึงกับกลุ้มใจจนต้องเมา?”

    “ใช่”

    “ทำไม?”

    คุณบริสุทธิ์ถอนใจยาว “เพราะวันนี้เป็นวันที่เจ็ด ถึงกำหนดต้องกลับบ้านแล้ว”

    วินทร์ เลียววาริณ
    2-9-26

    .........................

    จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
    นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
    ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/188/เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี%20ศจีรมย์%20สมถวิล%20จินตหรา%20พารัก%2520ปักเสน่ห์%20เรวดี%20ศรีสกาว 

    โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed 

    https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อาจฟังดูซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เมื่อมองในมุมการเข้าถึงธรรมของพุทธ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก เพราะปรัชญาพุทธ อธิบายหลักการใช้ชีวิตให้มีทุกข์น้อยที่สุดได้โดยการละวางทวิลักษณ์ เนื่องจากมันเป็นมายา

    เป็นมายาอย่างไร?

    ชายคนหนึ่งเที่ยวรอบโลกอย่างสนุกสนานนานหกเดือน เขารู้สึกว่าเวลาหกเดือนสั้นอย่างยิ่ง แต่หากเขาต้องโทษจำคุกหกเดือน เวลาหกเดือนเท่ากันนั้นจะยาวนานอย่างยิ่ง

    นี่ก็คือสัมพัทธภาพ มันเกิดจากการเปรียบเทียบเวลาที่บวกความสุขกับเวลาที่บวกความทุกข์ ย่อมรู้สึกว่าแตกต่าง ทั้งที่เวลาเท่ากัน

    สมมุติว่าธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ทั้งโลกมีอายุเฉลี่ย 30 ปี เราจะเคยชินกับตัวเลขนี้ และรู้สึกว่าถ้าใครอายุถึง 40 คือยืนยาวมาก

    แต่ใน พ.ศ. นี้ อายุเฉลี่ยของมนุษย์คือ 70-80 ปี ตัวเลข 40 ก็กลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมาทันที ทั้งที่ระยะเวลาเท่ากัน

    ถ้าวันหนึ่งในอนาคต อายุเฉลี่ยของมนุษย์สูงขึ้นถึง 150 ปี ตัวเลข 80 ที่เรารู้สึกว่า ‘ยาว’ ในวันนี้ก็จะกลายเป็น ‘สั้น’ ขึ้นมา

    ความยาว-สั้นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายา

    เมื่อเราเอามือแตะน้ำเดือด เรารู้สึกว่ามัน ‘ร้อน’ เมื่อแตะน้ำแข็ง เรารู้สึกว่า ‘เย็น’

    แล้วเราก็ตั้งเป็นกฎขึ้นมาว่า 100 องศาเซลเซียสคือร้อน 0 องศาคือเย็น

    ทว่าสัตว์น้ำหลายพันธุ์ซึ่งอาศัยบริเวณปล่องภูเขาไฟระอุใต้มหาสมุทรกลับอยู่ในน้ำเดือดปุด ๆ อย่างสบาย พวกมันไม่รู้สึกว่าบ้านน้ำเดือดของมันร้อนแต่อย่างไร เพราะพวกมันชินของพวกมันอย่างนั้น ถ้าพวกมันรู้สึก ‘ร้อน’ สุดทนทาน ก็คงย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแล้ว

    ค่า ‘ร้อน’ จึงไม่สัมบูรณ์ ไม่ตายตัว ไม่ใช่ความจริงสูงสุด เพราะเราชาวมนุษย์กับสัตว์ใต้ทะเลพวกนั้นเห็นต่างกัน เราบอกว่าร้อนเพราะเราใช้มาตรฐานความเคยชินของเราวัด พวกมันบอกว่าไม่ร้อนเพราะใช้มาตรของพวกมันวัด

    ร้อน-เย็นจึงเป็นสัมพัทธ์และเป็นมายาเช่นเดียวกัน

    ทุกข์-สุขก็เป็นมายา ไม่ใช่ค่าตายตัว เป็นสัมพัทธภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราวัดด้วยความรู้สึกและอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา

    คนคนหนึ่งเห็นว่าเรื่องหนึ่งเป็นทุกข์มาก อีกคนหนึ่งมองเรื่องเดียวกันว่าทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์เลย มันไม่มีค่าสัมบูรณ์อย่างแท้จริง

    สัมพัทธภาพในโลกนี้ก็คือทวินิยม ร้อน-เย็น ยาว-สั้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากำหนดให้ตัวเองรู้สึกเองทั้งสิ้น โดยใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน

    เวลาต่างกันก็ทำให้มายาเดิมส่งผลต่างกันได้ เช่น ทุกครั้งที่รถคันอื่นแซง เราจะรู้สึกโกรธ แต่หากวันนั้นได้รับโบนัสห้าเดือน ถูกรถแซง อาจไม่รู้สึกโกรธอย่างที่เคยเป็น สามารถฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยซ้ำ

    ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ทุกข์’ มีหลายระดับ ขึ้นกับความรู้สึกและประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน

    ยึดมายาเป็นค่าสัมบูรณ์เมื่อไร เราก็ทุกข์เมื่อนั้น

    ความรู้สึกและความเคยชินทำให้เรามองข้ามข้อเท็จจริง แล้วติดฉลากสิ่งที่เราไม่ชอบว่า ‘ปัญหา’

    ชีวิตก็คือสัมพัทธภาพ ความยาว-สั้นของเวลาชีวิตเป็นเพียงมายา  จะอยู่ในโลกนานขึ้นอีกห้าปี สิบปี อาจไม่แตกต่างอะไร หากเวลาที่เรามีนั้นไร้คุณภาพหรือไร้ความหมาย ดังนั้นถ้าหลงคิดว่าตัวเลขอายุมาก ๆ คือดี ก็อาจหลงทาง มองคุณค่าของชีวิตผิดเพี้ยนไป

    ลองถามตัวเองว่าหากมีชีวิตยาวขึ้นอีกวันสองวัน ร้อยวัน สร้างความแตกต่างอะไรหรือไม่ หากไม่แตกต่าง จำนวนวันบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เร็วหรือช้าไม่มีผลอะไรต่อโลกอีกแล้ว

    บางทีความยาวของชีวิตอาจไม่สำคัญเท่าว่าช่วงชีวิตที่มีลมหายใจ เจ้าของชีวิตทำอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ที่ทำให้การมีชีวิตอยู่บนโลกของเขานั้นดีกว่าการไม่มี

    เมื่อเข้าใจสัมพัทธภาพแห่งชีวิต เราก็จะเข้าใจมายาอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และเมื่อนั้นเราก็อาจสามารถกำหนดชีวิตของเราได้เอง

    เมื่อพบทุกข์ ก็สามารถพิจารณาว่ามันเป็นเพียงระดับความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมาด้วยความเคยชินหรือด้วยประสบการณ์เก่า เมื่อเข้าใจเราก็อาจสามารถลดมาตรวัดความทุกข์ลง ทำให้รู้สึกแย่น้อยลงทั้งที่เป็น ‘ทุกข์’ อันเดิม

    ดังนั้นเวลาสุขอย่าลืมตอนทุกข์ เวลาทุกข์อย่าลืมตอนสุข เวลาเศร้าอย่าลืมตอนหัวเราะ เวลาหัวเราะอย่าลืมตอนเศร้า เวลามึนซึมอย่าลืมตอนสดชื่น เวลาเหงาอย่าลืมตอนมีเพื่อน ฯลฯ

    เพราะทุกอารมณ์เป็นเรื่องเดียวกัน ต่างที่ว่าจะไปจับตรงช่วงไหนของเรื่องนั้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    1-9-26

    จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
    โปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
    https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 

    Shopee คลิกลิงก์ https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=6 

    1
    • 1 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    โซเดียม (sodium) เป็นธาตุไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี จะระเบิดเมื่อติดไฟเมื่อถูกน้ำหรือความชื้น ทำให้น้ำร้อนขึ้น หากเกิดขึ้นบนผิวเปียกบนตัวเรา ก็จะมีอันตราย

    เหตุที่เป็นธาตุอันตรายกับเรา เพราะอะตอมของธาตุนี้ไม่เสถียร

    คลอรีน (chlorine)​ ก็เป็นธาตุพิษที่ฆ่าคนได้ ทำให้เกิดการไหม้ หากสูดเข้าร่างกาย ทำให้หายใจไม่ออก

    ก๊าซคลอรีนทำปฏิกิริยากับความชื้น หากเจอความชื้นของจมูก นัยน์ตา ลำคอ ปอด ก็จะเกิดกรดพิษ ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ

    ในทางอุตสาหกรรมจึงใช้คลอรีนทำน้ำยาล้างจาน ฯลฯ หากผสมแบบเจือจางมากๆ ก็ใช้ฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ

    นี่แปลว่าเราต้องหลีกหนีทั้งสองธาตุนี้โดยเด็ดขาด ใช่หรือไม่? คำตอบกลับตรงกันข้าม

    เพราะโซเดียมเชื่อมกับคลอรีน จะกลายเป็นโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ในสภาวะเสถียร

    โซเดียมคลอไรด์ก็คือเกลือที่เราบริโภคทุกวัน

    วัตถุอันตรายสองอย่างมารวมกัน กลับกลายเป็นวัตถุใหม่ที่ชีวิตเราขาดไม่ได้

    เช่นกัน ธาตุไฮโดรเจนเป็นก๊าซไวไฟ อาจทำให้เกิดไฟไหม้บ้านได้ ออกซิเจนก็เป็นสารพิษสำหรับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และทำให้ติดไฟได้ง่าย

    แต่เมื่อนำไฮโดรเจนมาผสมกับออกซิเจน จะได้น้ำที่มีคุณอนันต์ เป็นหัวใจของการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

    ธรรมชาติมีเรื่องประหลาดเช่นนี้เสมอ มันบอกเราว่าเมื่อเห็น 'สิ่งเลวร้าย' หนึ่ง อย่าเพิ่งสรุปว่ามันมีแต่ความเลวร้าย เพราะเมื่อธาตุอันตรายสองอย่างมาเจอกัน อาจเป็นธาตที่ปลอดภัยและมีประโยชน์

    พิษงูฆ่าคนได้ แต่เมื่อเจอเลือดม้า ก็กลายเป็นเซรุ่มช่วยชีวิตคน

    สารหนูเป็นพิษฆ่าคนได้ แต่ใช้ให้เป็น ก็รักษาโรงมะเร็งในคนไข้บางรายได้

    ธรรมชาติสอนเราทางอ้อมว่า ดีหรือไม่ดี ปลอดภัยหรืออันตราย อาจเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

    หากเรามองเรื่องนี้ในทางธรรม ก็อาจทำให้เราไม่ชี้นิ้วตัดสินคนแบบเด็ดขาด เพราะในหลายกรณี คนทำเรื่องผิดก็กลายเป็นประโยชน์ได้

    องคุลิมาลฆ่าคนไปมากมาย เมื่อพบพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นพระอรหันต์

    โลกไม่มีอะไรที่มีคุณสมบัติถาวร เปลี่ยนแปลงไม่ได้

    สิ่งที่เราควรถามตัวเองคือ หากเราเป็นมนุษย์จำพวก 'โซเดียม' หรือ 'คลอรีน' หรือ 'ไฮโดรเจน' หรือ 'ออกซิเจน' ชอบทำให้คนอื่นเดือนร้อน หากเราคบเพื่อนดี บางทีเราอาจกลายเป็นเกลือที่มีประโยชน์ หรือน้ำที่ชำระล้างสิ่งรอบตัวให้สะอาดก็ได้

    วินทร์ เลียววาริณ
    31-8-26

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนมีผู้อ่านแสดงความประหลาดใจที่ผมเดินออกจากโรงหนังกลางคัน

    นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเดินออกจากโรงหนังบ่อยๆ

    เรื่องนี้มีสองคำอธิบาย

    หนึ่ง ผมดูหนังไม่เลือก (ยกเว้นหนังผีกับรักหวานแหวว) ดูเพื่อให้เกิดความคิด ไอเดีย ผ่อนคลาย ดังนั้นทุกสัปดาห์เมื่อหนังใหม่เข้า ผมก็มักเข้าไปด้วย

    สอง ผมไม่ดู trailer โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังทั้งสิ้น

    ข้อดีคือได้รับความแปลกใจเต็มที่หากหนังดี

    ข้อเสียคือไม่สามารถคาดเดาก่อนว่าหนังอาจห่วย

    การดูหนังสำหรับผมก็เหมือนเข้าร้านอาหาร สั่งเมนูใหม่ๆ ไม่รู้หรอกว่ารสชาติเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่ชอบก็หยุดกิน ไม่ทน

    เหตุที่เดินออกจากโรงเพราะเสียดายเวลามากกว่าเสียดายเงิน

    เวลามีค่า หากดูแล้วทรมาน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสละเวลาไปทรมานตัวเอง

    แต่ถ้าหนังมีบทเซ็กซ์เยอะ ถึงจะห่วย ก็ต้องดู ถือโอกาสฝึกสมาธิจิตให้มั่นคง

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-8-26

    1
    • 0 แชร์
    • 27