• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้มีสองข่าวที่มาในเวลาใกล้เคียงกัน คือข่าวผู้นำสหรัฐฯกดดัน FIFA ให้ยกเลิกใบแดงนักฟุตบอลคนหนึ่ง กับข่าวศาลอาญาลงโทษจำคุกครูปรีชาและผู้สมรู้ร่วมคิด คดีลอตเตอรี 30 ล้าน ทั้งคู่ให้การสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง

    "ความจริงก็คือความจริง"

    ความจริงก็คือโลกเราทุกวันนี้วุ่นวายเพราะขาดหลักธรรม หิริ-โอตตัปปะ

    สองคำนี้เรียนมาตั้งแต่เด็ก จำมาได้จนโต

    หิริคือความละอายใจ ไม่กล้าทำชั่ว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

    โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อผลของการทำบาป

    เราถูกสอนเรื่องหิริ-โอตตัปปะในบริบทของบาป เรื่องใหญ่ๆ เช่น ฆ่าคน ขโมยของ คดโกง โกหก

    แต่ความจริงยังมีความละอายอีกรูปหนึ่งคือ ความหน้าบาง

    เราคงเคยได้ยินข่าวคนญี่ปุ่นทำเรื่องผิด แล้วคว้านท้องตัวเอง

    บ้านเราไม่มีธรรมเนียมนี้ เพราะมันเจ็บ

    ส่วนอังกฤษมีอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า English gentleman (สุภาพบุรุษอังกฤษ)

    ในสมัยโบราณ gentleman หมายถึงคนในระดับสูงกว่าชาวบ้านทั่วไป ร่ำรวย ไม่ต้องทำงานหนัก แต่ในยุคต่อมา gentleman หมายถึงคนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรม ความอ่อนโยน ความสุภาพ มีศักดิ์ศรี รักษาคำพูด ถ่อมตน ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด และอายเป็น

    ในหนังเรื่อง The Last Emperor (1987) มีฉากหนึ่งที่จักรพรรดิปูยีในวัย 15 ถาม เรจินัลด์ จอห์นสตัน ครูชาวอังกฤษที่มาสอนพระองค์ว่า "อะไรคือ gentleman"

    ครู (แสดงโดย Peter O'Toole) ทูลว่า gentleman คือคนที่รักษาคำพูด พูดจริงโดยไม่โกหก (say what you mean)

    เรจินัลด์ จอห์นสตัน บอกว่า “If you cannot say what you mean, your majesty, you will never mean what you say. And a gentleman should always mean what he says.”

    จักรพรรดิปูยีตรัสถาม "Are you a gentleman?" (คุณเป็น gentleman หรือเปล่า)

    เรจินัลด์ จอห์นสตัน ตอบว่า "I would like to be a gentleman... I try to be." (ฉันอยากเป็นสุภาพบุรุษเหมือนกัน ฉันพยายามที่จะเป็น"

    โลกวันนี้หา gentleman ยากขึ้นทุกที

    ไม่ว่าเพราะไม่สนใจหลักหิริ-โอตตัปปะ ไม่เคยรู้เรื่อง English gentleman หรือเพราะอะไรก็ตามที แต่เรื่องของความอายนี่ ไม่รู้จะสอนกันยังไง

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-7-26

    1
    • 0 แชร์
    • 13
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ในปี ค.ศ. 1868 เมื่ออายุ 24 นักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริค นีทเช่ ได้รับเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ ตอนนั้นเขาขายหนังสือไม่ได้ เพราะแนวคิดของเขาสวนทางกับขนบความคิดความเชื่อเดิม นีทเช่ประสบปัญหาครอบครัว ปัญหาเงิน ปัญหางาน

    ณ จุดนั้นนีทเช่มีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือทำงานประจำด้านวิชาการ มีรายได้ทุกเดือน มีคนนับถือ ทางหลังคือทำงานเขียนหนังสืออย่างโดดเดี่ยว เสนอความคิดที่ขายยากและไม่มีคนอ่าน

    นีทเช่เลือกทางหลัง

    หากเราเป็นนีทเช่ เราคงรีบรับตำแหน่งศาสตราจารย์ ทำงานวิชาการ เขียนหนังสือที่อ่านง่ายกว่านี้ ชีวิตจะไม่ต้องทุกข์แบบนั้น

    แต่สำหรับนีทเช่ เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นทุกข์ เขาเลือกที่จะโอบรับชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาของเขา เขาเขียนว่า “ข้าฯเชื่อในชีวิต ร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงของโลกใบที่เราอาศัยอยู่ มากกว่าที่จะเป็นชีวิตในโลกอื่นใด”

    นีทเช่เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “มีแต่ความเจ็บปวดสาหัสจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ข้าฯสงสัยว่าความเจ็บปวดนั้นทำให้เราดีขึ้น แต่ข้าฯรู้ว่ามันทำให้เรารู้ลึกซึ้งมากขึ้น”

    นีทเช่เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหนีจาก ‘เรื่องไม่ดี’ แล้วแสวงหา ‘โลกที่ดี’ ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งดีและไม่ดีในชีวิตน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง มันอาจช่วยลดทุกข์

    นี่ตรงกับแนวคิด ‘โอบกอดทุกข์’ ของตะวันออก แต่กรีกโบราณเรียกมันว่า Amor fati แปลตรงตัวว่า รักชะตากรรม หรือรักชะตาของตนเอง

    ไม่หนีความทุกข์ ยอมรับมันอย่างสงบ

    Amor fati เป็นวิธีมองชีวิต โดยไม่บ่น ไม่สาปแช่งโชคชะตา ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะมองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในชีวิตเรา ทั้งสุขและทุกข์ เราจึงโอบรับมันได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์

    คนไทยสมัยก่อนก็มีวิธีมองโลกคล้ายกัน มักพูดปลอบใจเมื่อเจอเรื่องร้ายว่า “ถือว่าชดใช้กรรมเก่าก็แล้วกัน”

    บางคนว่า “อะไรที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งดี”

    แนวคิด Amor fati เห็นว่าอิสรภาพทางใจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรายอมรับส่วนที่เราหนีไม่พ้น เมื่อยอมรับโลกที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นอิสระ แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

    แม้ Amor fati บอกว่าเราควรยอมรับมัน ถึงขั้น ‘รัก’ มัน (amor แปลว่ารัก) แต่ไม่ได้สอนให้เราต้องฝืนทนกับมัน

    ‘ยอมรับมัน’ ไม่เหมือน ‘ฝืนทนกับมัน’

    ‘ยอมรับมัน’ คือเข้าใจมัน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าชีวิตมิได้มีแค่ความทุกข์ มันมีความสุขด้วย สุขทุกข์มาเป็นแพ็คเกจ เหมือนกินมะระยัดไส้หมู มีทั้งส่วนขมและส่วนหวาน

    จะเห็นว่าทั้งปรัชญาพุทธ เซน และกรีกโบราณ มองตรงกันว่า เมื่อเกิดทุกข์ อย่าวิ่งหนีความทุกข์

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-7-26

    ท่อนหนึ่งจาก กอดหนาม
    51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม 

    โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F 

    Shopee โปรโมชั่น https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520 

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    Kill Bill เป็นผลงานลำดับ 4 ของ เควนติน ทาแรนติโน ออกมาสองภาคคือ Volume 1 (2003) และ Volume 2 (2004) ก็ 23 ปีมาแล้ว

    วันก่อนเหลือบเห็นเรื่องนี้ปรากฏตัวใน Netflix จึงดูอีกรอบ

    ดูไปได้นิดเดียว ก็พอดีอ่านข่าวเจอว่า เมืองไทยกำลังนำ Kill Bill: The Whole Bloody Affair เข้ามาฉาย จึงเหยียบเบรกแทบไม่ทัน หยุดดูทันที

    ไม่ดูจอเล็กแล้ว รอดูในโรงอีกรอบก็แล้วกัน

    Kill Bill: The Whole Bloody Affair เป็นการนำสองภาคมารวมกัน หนังยาวสี่ชั่วโมงกว่า มีพักครึ่งเวลา แต่สำหรับชายชราต่อมลูกหมากโต คงต้องเบรกมากครั้งกว่านั้น

    หนังเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหนังหลายตระกูล แต่เปิดฉากแรกด้วยตรา ชอว์ บราเดอร์ส ก็สุดยอดแล้ว อุทานว่า "เควนติน อย่างนี้ก็ได้หรา"

    พอเสียบหนังแอนิเมชั่นแบบญี่ปุ่นเข้าไปอีก พร้อมดนตรีประกอบจากหนังคาวบอย สปาเก็ตตี ก็ร้องว่า "เควนติน นี่เธอทำอะไรลงไป"

    คอหนังที่ดูหนังไม่เลือกย่อมจะจับออกว่า เควนติน ทาแรนติโน สนุกสนานกับการทำงานชิ้นนี้ แค่ให้นางเอกพกดาบซามูไรขึ้นเครื่องบิน ก็ร้องวาวแล้ว

    มาถึงบรรทัดนี้ ขออนุญาตออกนอกเรื่องก่อนลืม

    เพราะฉากนี้น่าจะเกาะกุมหัวผมนานมาก จนหลายปีก่อนผมคิดจะเขียนนิยายกำลังภายในที่ใช้ฉากปัจจุบัน ลองจินตนาการโลกคู่ขนานที่กรุงเทพฯที่ไม่มีรถยนต์ แต่มีตึกสูงๆ มีลิฟต์ มีร้านสตาร์บัคส์ เหมือนปัจจุบัน ผู้คนเดินทางด้วยม้าและรถม้า พระเอกขี่ม้าไปที่ตึกสูงร้อยชั้น สะพายกระบี่ขึ้นลิฟต์ไปฆ่าคนในสำนักหนึ่งตามใบสั่ง

    พระเอกถูกคนร้ายล้อมบนดาดฟ้า ประกายกระบี่วูบวาบ ร่างคนร้ายร่วงจากตึกร้อยชั้นลงมาทีละคนกลางม่านฝุ่น PM 2.5 โห! โหดจิงๆ เอ๊ย! จริงๆ

    เชื่อว่าไอเดียนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากหนังฉากนี้แน่ๆ

    อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ได้เขียนสักที

    เอ้า! เข้าเรื่องตามเดิม

    เควนตินใช้ลูกเล่นลูกชนทั้งเรื่อง ฉากไหนมีเลือดมาก ก็ทำเป็นภาพขาวดำเสียเลย

    จุดโดดเด่นของ Kill Bill คือดนตรี ทาแรนติโนเก่งมากที่นำดนตรีที่ดูไม่เข้ากับหนังซามูไรมาใส่ในหนัง เช่น ดนตรีจากหนังคาวบอยสปาเกตตี The Grand Duel (Parte Prima) โดย Luis Bacalov ใส่ในฉากซามูไร

    ผมยังไม่เคยรีวิวหนังเรื่องนี้ ไว้ได้ดูฉบับ The Whole Bloody Affair ก่อน แล้วค่อยรีวิวนะจ๊ะ เตง

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-7-26

    1
    • 0 แชร์
    • 38
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ปีนี้เพื่อนๆ ของผมส่วนใหญ่ก็ขึ้นเลข 7 กันแล้ว

    วันๆ ก็คุยเรื่องเซ็กซ์ เอ๊ย! สุขภาพ

    เอ๊ะ! นิ้วมือเป็นอะไรเนี่ย คีย์ผิดอยู่เรื่อย

    วันก่อนก็คุยเรื่องช็อคโกแลต มีคนเห็นพ้องว่า ดาร์ก ช็อคโกแลต ระดับ 90 จัดว่าอร่อย และมีประโยชน์ ช่วยเรื่องความจำดีด้วย

    ดาร์ก ช็อคโกแลต ระดับ 90 นี่ปกติคนทั่วไปเรียกว่าขมมาก

    สำหรับผม นอกจาก ดาร์ก ช็อคโกแลต 90 แล้ว ก็ตามด้วยชาเขียวขมๆ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล

    ถ้ามีเงินเหลือก็ตามด้วยไวน์แดงขมๆ ขวดละแสนก็พอ

    ทำไงได้ล่ะ ขับเบนท์ลีย์คันละห้าสิบล้าน จะให้กินไวน์ขวดละไม่กี่ร้อยได้ไง

    กินขมขนาดนี้ฟ้องอายุเลย

    เพราะมีคำกล่าวว่า พวกคนแก่ "กินของขม ชมเด็กสาว เล่าความหลัง"

    บางคนก็ต่อด้วย "หนังตาเหี่ยว เยี่ยวรดขา"

    เฮ้อ! หยาบคายจริงๆ ไอ้คนพูดนี่ อย่าแก่เชียวนะมึง!

    อายุขึ้นเลข 6 อะไรๆ ก็เสื่อม

    พอขึ้นเลข 7 ถ้าไปโรงพยาบาล ตรวจอะไรก็ต้องเจอสักโรค

    ฝรั่งจึงบอกว่า Getting old sucks.

    ก็จริงนะ ถ้ามองแค่กายภาพ แต่ความจริงความชราก็มีด้านดีของมันเยอะเหมือนกัน ยกตัวอย่าง เช่น...

    อืม! นึกไม่ออก

    ขอตัวไปกินดาร์ก ช็อคโกแลต 90 เอ๊ย! สงสัยต้อง 100 ก่อน ช่วยกระตุ้นความจำ

    สวัสดีวันจันทร์

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-7-26

    1
    • 1 แชร์
    • 39
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ในเรื่องสั้น คดีมโนสาเร่ (ชุด อาเพศกำสรวล) ที่ผมเขียนเมื่อ 34 ปีมาแล้ว (พ.ศ. 2535) ผมเปิดเรื่องด้วยข้อความว่า "นักเขียนนิรนามคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า 'ถ้าความจริงคือสิ่งที่ท่านมองเห็น สิ่งที่ท่านมองเห็นอาจไม่ใช่ความจริง' หมายความว่าข่าวสารที่ท่านอ่านจากหนังสือพิมพ์นั้นถูกรายงานขึ้นโดยภาพที่นักข่าว หรือคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ มองเห็น แต่ความจริงของเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่นักข่าวมองเห็น มันอาจถูกบิดเบือนได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และมุมมองของผู้ที่เห็นเหตุการณ์นั้น ฉะนั้นข่าวที่นำเสนอจึงอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ในความจริงอาจแฝงความเท็จ และในความเท็จอาจแฝงความจริง"

    'นักเขียนนิรนาม' ในข้อความนี้ก็คือผม (คนเขียน) ใส่คำว่า 'นิรนาม' เพื่อไม่ให้รู้ว่าเป็นคนเขียน เจตนาคือเพิ่มความขลังของเรื่อง และล้อเล่นกับผู้อ่านว่า ประโยคแรกก็โกหกแล้ว

    เรื่องสั้นแนวทดลองเรื่องนี้นำข่าวที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์จริงๆ มาตัดต่อ แต่งเติมเรื่องใหม่ ทุกข่าวเป็นรายงานจริง (ซึ่งไม่ได้แปลว่าจริง แค่บอกว่าเป็นรายงานข่าวจริง) แต่เมื่อมารวมกันกลายเป็นไม่จริง จริงกลายเป็นเท็จ เท็จคือจริง

    ในปี 1995 (30 ปีมาแล้ว) มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ฉีกตำราการเขียนบทหนังและการเล่าเรื่องโดยสิ้นเชิง คือ The Usual Suspects บทหนังเขียนโดย Christopher McQuarrie ได้รับรางวัลออสการ์ และได้รับการยกย่องจาก The Writers Guild of America เป็นหนึ่งในบทหนังยอดเยี่ยมตลอดกาล มันส่งอิทธิพลการเล่าเรื่องของนักเขียนบททั่วโลก และน่าจะรวมถึงหนังซีรีส์จากเกาหลีเรื่องนี้ด้วย

    Notes from the Last Row (맨 끝줄 소년)

    Notes from the Last Row ก็คือ The Usual Suspects เวอร์ชั่นนักเขียน เป็นเรื่องของนักเขียนและอาจารย์สอนวิชาวรรณกรรมที่สอนศิษย์พิเศษคนหนึ่งในการแต่งเรื่อง

    เนื่องจากฉากหลังของหนังคือวิชาวรรณกรรมและการแต่งเรื่อง มันจึงเป็นเรื่องแต่งซ้อนแต่ง

    ทั้ง Notes from the Last Row และ The Usual Suspects รวมถึง คดีมโนสาเร่ สามเรื่องนี้ใช้โครงเรื่องต่างกันคนละทิศ แต่คอนเส็ปต์เดียวกัน คือนำข่าวจริงหรือภาพจริงที่ปรากฏ มาแต่งให้เป็นความจริงใหม่

    เรื่องนี้รีวิวรายละเอียดของเรื่องไม่ได้โดยไม่เป็นสปอยเลอร์ เล่าได้แค่ไอเดียหนังได้เท่านี้ บอกได้แค่ว่าหนังรักษาความน่าติดตาม ความสงสัย ความคาดหวัง ของคนดูได้ จนหนังใกล้จบแล้ว ก็ยังคาดไม่ได้ว่าเรื่องคืออะไร

    นี่ก็คือความน่าสนใจของเรื่อง

    ไหนๆ เรื่องนี้ว่ากันที่การแต่งเรื่อง ก็ขอคุยเรื่องการแต่งเรื่องเป็นเกร็ดเสริม ในมุมมองของคนที่เขียนงานหักมุมจบมาหลายสิบปี

    .....................

    (ย่อหน้าต่อไปย่อหน้าเดียวมีสปอยเลอร์เล็กน้อย สำหรับคนที่ดูหนังมากพอ)

    หนังเรื่องนี้จบแบบหักมุม (twist-ending) โดยเหตุผลนั้นถือว่าใช้ได้ แม้มีกลิ่นของหนังเรื่อง Oldboy ของ Park Chan-wook (นักแสดงนำในเรื่องนี้ก็คือนักแสดงนำใน Notes from the Last Row)

    ผมมีสองข้อที่จะชี้

    ข้อหนึ่ง การหักมุมจบในท่อนสุดท้าย (ฉากรถติดหล่ม)​ เป็นการใช้องค์ประกอบที่อยู่นอกเรื่องมาหักมุม ทำให้คนดูเดาไม่ได้

    ปกติแล้ว เรื่องหักมุมส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบในเรื่องมาหักมุม ทำให้คนอ่านที่เชี่ยวชาญเดาตอนจบได้ แต่หากใช้องค์ประกอบที่อยู่นอกเรื่อง คนดูไม่ว่าเชี่ยวชาญแค่ไหนก็เดาไม่ได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ในเรื่อง

    การใช้องค์ประกอบที่อยู่นอกเรื่องนี้บอกเลยว่ายากมาก เพราะจะหาองค์กระกอบที่ไม่เคยบอกเล่ามาก่อน ให้เสียบกับเรื่องได้พอดี และหักมุมแรงๆ ด้วยนั้น ยากมหายาก ในชีวิตนี้ผมทำได้แค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น เช่น ดวง (ในชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีีแดง) เป็นต้น

    เทคนิคคือใส่องค์ประกอบหักมุมต่อหน้าต่อตาคนดู แล้วสร้างตัวหลอก (decoy) ทำให้คนดูลืมองค์ประกอบนี้ไปโดยเร็ว

    ข้อสอง ฉากหักมุมจบในท่อนสุดท้ายนี้มาโดยไม่ปูเรื่อง (establish) มาก่อน เหมือนบอกคนดูว่า "เอาละ จะเฉลยแล้วนะ" เมื่อเผยออกมาในท่อนสุดท้าย ทำให้ดูเหมือนจับปะ เป็นหนังคนละม้วน เพราะไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในเรื่องหรือนอกเรื่อง หากจะใช้หักมุม ก็ควรต้องปูเรื่องก่อน

    ใน The Shawshank Redemption ปูองค์ประกอบหักมุมต่อหน้าต่อตาเราในตอนเริ่มเรื่อง (คือค้อนขนาดจิ๋ว)

    ใน The Usual Suspects ปูฉากหักมุมต่อหน้าต่อตาเราในตอนต้นเรื่องเช่นกัน (คือฉากห้องทำงานของตำรวจคนหนึ่งใน LAPD)

    การแก้ไขความรู้สึกว่าเป็นการจับปะ ก็แค่ยกฉากรถติดหล่มไว้ในตอนที่ 1 เลย แค่สั้นๆ แล้วหาทางให้คนดูลืมมัน เมื่อใช้มันเป็นจุดหักมุมในตอนท้าย เรื่องจะลื่นกว่าและไม่รู้สึกว่าเป็นการจับปะ

    อย่างไรก็ตาม นี่เป็นจุดเล็กน้อย โดยภาพรวมถือว่า Notes from the Last Row เป็นพัฒนาการที่ดีของการเขียนบท มันบอกว่าคนทำหนังต้องขยันและหามุมใหม่เสมอ จึงจะได้ทริลเลอร์ที่ดี เทียบกับทริลเลอร์ของฝั่งฮอลลีวูดหลายเรื่องที่เดินตามสูตรสำเร็จแล้ว (ล่าสุดที่ดูคือ I Will Find You) งานชิ้นนี้ไปได้ไกลกว่า

    แม้ Notes from the Last Row พัฒนามาจากต้นฉบับบทละครสเปน แต่ก็น่าชมเชยที่คุมได้ทั้งเนื้อเรื่องและวิธีการนำเสนอ

    วงการทำหนังมีการแข่งขันกัน วันๆ มีหนังใหม่ออกมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเรื่อง บทหนังดีอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องสดใหม่ด้วย การทำหนังก็เหมือนพายเรือทวนน้ำ ทำงานแบบคนขี้เกียจ ไม่คิดอะไรใหม่ ก็ถูกพัดถอยหลังไปเรียบร้อยแล้ว

    9/10
    (ฉายทาง Netflix)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    4-7-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 42