• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    สงครามยูเครนดำเนินมาเป็นที่ 4 ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ยังไม่มีใครยอมถอย

    คนเดือดร้อนก็คือประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่ทำสงคราม แต่รวมถึงประเทศที่ต้องรองรับผู้ลี้ภัย

    โปแลนด์รองรับคนลี้ภัยชาวยูเครนราวหนึ่งล้านคน ผ่านมาร่วมห้าปี ก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องรับพวกลี้ภัย คนโปแลนด์เองก็เริ่มเบื่อแล้ว

    ในบรรดาผู้ลี้ภัยชาวยูเครน หลายพันคนเป็นชายหนุ่มที่ไม้ต้องการรบ หลายคนหนีไปก่อนถึงวัยเกณฑ์ทหาร

    พวกเขาไม่ต้องการรบ

    ตัวเลขทหารยูเครนที่ตายในการรบกับรัสเซียที่ทางการแถลงคือ 100,000-150,000 คน แต่ผู้สันทัดกรณีว่าตัวเลขจริงเกินล้าน

    ไม่งั้นคงไม่หนีมากมายขนาดนี้

    กองทัพยูเครนมีคนหนีทหารราว 350,000 ราย

    ก่อนอื่น การหนีทหารมีสองอย่างคือ AWOL กับ desertion

    AWOL (Absent WithOut Leave) หมายถึงทหารหนีจากตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่อาจไม่ได้คิดหนีถาวร ทหารที่หนีในกรณีนี้มีราวสองแสนคน

    ส่วน desertion คือหนีทัพ แบบไปแล้วไปลับ

    คนหนุ่มเหล่านี้ยังไม่อยากตาย ทุกคนรู้ว่าไปรบเมื่อไร ตายแน่นอน เพราะรบสู้กองทัพรัสเซียที่พร้อมกว่าและมีจำนวนทหารมากกว่าไม่ได้

    อีกส่วนหนึ่งไม่อยากรบในสงครามไร้สาระ ที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศเลยสักนิดเดียว พวกเขาไม่เชื่อที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีเป่าหูสักคำ "ทำไมกูต้องมาตายเพราะอุดมคติของตัวตลกคนหนึ่ง"

    ชาวยูเครนเหล่านี้อยู่ในประเทศโปแลนด์อย่างอดทน รู้สึกเป็นส่วนเกินของประเทศที่มาพึ่งพึง แต่ก็ต้องอดทน เพราะไม่อยากกลับไปตาย

    ตอนนี้รัฐบาลยูเครนพยายามกดดันรัฐบาลโปแลนด์ให้ส่งพวกนี้กลับไปรบ ชายหนุ่มเหล่านี้จึงอยู่แบบฝันร้าย เพราะไม่รู้ว่าชะตาจะขาดเมื่อไร

    สงครามมาพร้อมความตาย และเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะคนสั่งก่อสงครามไม่ใช่คนที่ต้องตาย

    ยูเครนเป็นตัวอย่างของบทเรียน "อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน"

    เดินนโยบายผิด ประเทศฉิบหาย

    กว่าจะสร้างประเทศคืนมาเหมือนเก่า น่าจะใช้เวลาอีก 20-30 ปี

    แต่ไม่มีทางเหมือนเดิม

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-10-26

    0
    • 0 แชร์
    • 5
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    อาทิตย์ก่อนเขียนในรายการสิ่งที่ต้องทำข้อหนึ่งว่า "ชาเขียว" ผู้อ่านบางคนสงสัยว่าผมติดชาเขียวหรือ

    ชาเขียวไม่มีฤทธิ์เสพติด ดังนั้นอาการติดชาเขียวจึงเป็นจิตวิทยามากกว่า
    ผมรู้จักชาเขียวครั้งแรกตอนไปทำงานที่สิงคโปร์ ได้ยินคนบอกว่าป้องกันหวัด เพราะชาเขียวมีวิตามิน ซี สูง

    มาอ่านเจอทีหลังว่าไม่จริง

    ผมเริ่มดื่มชาเขียวอย่างเป็นกิจลักษณะ (หมายถึงทุกวัน) ตั้งแต่เข้าพิธีชาเขียวที่เกียวโตราวสามสิบปีมาแล้ว ทดลองทุกยี่ห้อที่มีจำหน่ายในประเทศไทย พบว่าที่ถูกปากที่สุดเป็นของญี่ปุ่น

    ราคาในไทยไม่ถูก เวลามีเพื่อนไปญี่ปุ่น ก็ฝากซื้อกล่องใหญ่ๆ มา ราคาถูกกว่ามาก

    ผมศึกษาคุณสมบัติของชาเขียวมานาน พบว่าหลักฐานทั้งทางตะวันออกและตะวันตกเห็นพ้องกันว่ามันช่วยป้องกันมะเร็ง เพราะมีสาร Catechin สูงมาก (Catechin เป็น antioxidant ในตระกูล flavonoids) สูงกว่าชาอื่น ๆ หลายเท่า แต่ที่ดื่มไม่ใช่เพราะเรื่องสุขภาพ ชอบความขมแบบเฉพาะตัวของมันมากกว่า

    ดื่มวันละ 1-2 ถ้วย

    ชาเขียวที่ผมดื่มเป็นชาเขียว only ไม่มีน้ำตาลมาเจือสักโมเลกุลเดียว ไม่มีครีมมาโปะให้มีราคี

    เห็นชาเขียวพิสดารที่ขายกันแพงๆ ในสมัยนี้แล้วงงว่าดื่มเข้าไปได้ยังไง

    ก็นะ... รสนิยมต่างกัน คนแก่ก็มีรสนิยมอีกแบบหนึ่ง พูดมากเดี๋ยวก็ทัวร์ลงอีก

    เครื่องดื่มร้อนทุกชนิดที่ผมเสพเป็นแบบขม

    กาแฟที่กินมาตลอดคือเอสเพรสโซดำเข้มข้นรสขม

    ช็อคโกแลตนั้นเป็นแบบขม

    ก็ดื่มขม ๆ อย่างนี้มานานก่อนหน้าบ้านเราจะฮิตกาแฟและชาเขียว และราคาเครื่องดื่มที่ไม่ควรจะแพงสามารถพุ่งกระฉูดได้ขนาดนี้

    ชาเขียวสำเร็จรูปบ้านเราก็ใส่น้ำตาลหนักมากไม่แพ้น้ำอัดลม เท่าที่ศึกษามา อาจก่อโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะอาจเป็นโรคเบาหวาน

    ผมดื่มชาเขียวในลักษณะคล้ายดื่มกาแฟ คือน้ำน้อย เอาแบบเข้มๆ

    ถ้าชามาในกา ก็ไม่มีการเติมน้ำที่สองให้รสชืด

    ชอบเข้มๆ น่ะ เข้าใจมั้ย?

    ถ้ามาพร้อมข้าวเหนียวหน้ากระฉีกด้วยก็เรี่ยมเปี่ยมสุขเลย

    สวัสดีวันศุกร์ ขอให้ทุกท่านแข็งแรง และมีความสุข

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 15
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    นิยายนักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นนิยายแบบ plot-based หมายความว่าเป็นนิยายที่เดินด้วยพล็อตเป็นหลัก หรือเน้นพล็อตมากกว่าเน้นอารมณ์

    ใครฆ่าใคร ที่ไหน เพื่ออะไร จับตัวคนร้ายได้อย่างไร ฯลฯ

    การเขียนนิยายแนวนี้ต้องวางพล็อตให้ลงตัวก่อน

    มีคนเคยถามผมว่า วิชาสถาปัตยกรรมที่เรียนมามีประโยชน์ต่อการเขียนนิยายหรือไม่ คำตอบคือมี ในการออกแบบบ้าน สถาปนิกต้องวางห้องแต่ละห้องให้เรียบร้อยว่า ทางเข้าบ้านอยู่ตรงไหน เข้าไปแล้วเจอห้องไหนก่อน และห้องไหนเป็นห้องสุดท้าย ห้องไหนควรอยู่ทิศไหน ฯลฯ

    ในการเขียนนิยาย พล็อตก็คือห้องแต่ละห้อง การวางโครงเรื่องก็คือการออกแบบ 'ห้อง' ต่างๆ ให้ลงตัวในตำแหน่งของมัน การเดินไปตามห้องต่างๆ ถูกกำหนดให้ผู้อ่านเดินตามไป

    ในช่วงต้นของการเป็นนักเขียน พอผมมีไอเดีย ก็เริ่มเขียนเลย และมักหาทางไปต่อไม่ได้ เพราะเขียนแบบด้น ไปตายดาบหน้า

    เขียนแบบนี้ปวดหัวมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบ ถ้าเขียนแบบด้น ความดันโลหิตพุ่งแน่

    ต่อมาผมเรียนรู้วิธีใหม่คือเขียนเหมือนออกแบบบ้าน วางโครงทั้งหมดก่อน เมื่อพอใจแล้วจึงค่อยลงมือใส่รายละเอียดทีละบท ถ้าเป็นเรื่องสั้นแนวหักมุมจบหรือนิยายนักสืบ ต้องรู้ตอนจบก่อนเสมอ จะทำให้การทำงานลื่นไหลดีขึ้นร้อยเท่า

    ผมวางเป็นบทๆ ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละบทในที่นี้มี 'คำสั่ง' ไม่ยาว แค่บอกว่ามีอะไรในบทที่ 1 อารมณ์บทที่ 3 ต้องเป็นอย่างไร ยังไม่ต้องใส่รายละเอียด คล้ายเป็นโจทย์ย่อ

    เมื่ออ่านรวมแล้วดูการลื่นไหลของเรื่องแล้ว ชอบ จึงค่อยมาขยายความแต่ละบท รีเสิร์ชข้อมูลเพิ่มในแต่ละบท ถ้าต้องการ ด้วยวิธีนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเรียงลำดับบท

    เมื่อทำโครงสร้าง 'อาคาร' แห่งนวนิยายได้แล้ว ที่เหลือจะเขียนบทไหนก่อน ก็ไม่สำคัญ เพราะไม่มีวันหลงทาง

    หลายปีก่อนตอนทำโครงการนวนิยายจีนกำลังภายในไซไฟเรื่อง สี่ภพ ผมก็ต้องใช้วิธีนี้ ไม่งั้นไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะจำนวน 'ห้อง' มีมากเกินจะด้นให้ดี

    นี่ขนาดทำโครงเรื่องมาก่อน ยังกินเวลาเขียนถึงห้าปี

    ผมไม่เคยเรียนวิธีเขียนจากตำราไหน ไม่เคยอ่านคู่มือการเขียน ทุกอย่างอาศัยทดลองทำ และพบว่าหลายอย่างที่ทำ มีอยู่ในตำราฝรั่ง ผมมารู้ทีหลังว่า เทคนิควางโครงสร้างนี้ ฝรั่งก็มีคำศัพท์ว่า outlining

    อาทิตย์นี้ดู YouTube บทสัมภาษณ์นักเขียน จอห์น กริสชัม และ เจมส์ แพตเตอร์สัน นักเขียนระดับซูเปอร์เบสต์เซลเลอร์เมืองนอก ก็เพิ่งรู้ว่าสองท่านนี้ใช้เทคนิค outlining ในงานทุกชิ้น ไม่งั้นไม่มีทางออกงานใหม่ทุกปี

    จอห์น กริสชัม บอกว่าเขาต้องรู้ตอนจบก่อนเสมอ จึงจะเริ่มเขียนบทที่ 1 ได้

    เขาทำงานเหมือนโรงงาน คือเริ่มงานวันที่ 1 มกราคม มีเวลาทำงานหกเดือน พอขึ้นเดือนเจ็ดก็ผลิตขาย

    ผมเองก็ทำงานแบบโรงงานเหมือนกัน แต่ไม่มีเบรก เพราะหาเงินไม่ได้เท่าเสี้ยวหนึ่งของขี้เล็บของเขา (500 ล้านเล่ม)

    เรื่องนี้ไม่มีความรู้สึกต่ำต้อยแต่ประการใด เพราะนักเขียนไทย มันเป็นเช่นนั้นเอง

    (ยังไม่จบ พรุ่งนี้หรืออย่างช้ามะรืน จะมาเล่าต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    15-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    สองเดือนก่อนมีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งจากออสเตรเลีย

    นักการเมืองออสซีคนหนึ่ง Mark Parton ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Liberal Party ส่งข้อความออกไประหว่างการประชุมใหญ่

    ข้อความคือ "My job is boring." (งานของกูโคตรน่าเบื่อ)

    เท่านั้นยังไม่พอ ผู้ที่เขาส่งข้อความไปให้เป็นสาวบริการ

    ข้อความเต็มคือ "And f--- my job is boring. Wanna swap?"

    แปลว่าแลกงานกันมั้ย

    เมื่อข่าวนี่แพร่ออกไป นักการเมืองบอกว่าเขาส่งข้อความนี้จริง แต่ไม่ได้ส่งให้สาวบริการ

    ใส่ความกันชัดๆ

    ว่าก็ว่าเถอะ เราคนไทยเฉยๆ กับข่าวแบบนี้ เพราะภาพนักการเมืองนั่งหลับคาสภา หรือดูหนังโป๊ในที่ประชุมอันทรงเกียรติ เป็นเรื่องที่เราชาชินและชินชา

    อีกประการหนึ่ง คนไทยเข้าใจดีว่างานการเมืองมันยาก เหนื่อย แสนสาหัส เป็นงานเสียสละเพื่อชาติจริงๆ

    หลับนิดหลับหน่อย ดูหนังโป๊นิดหน่อย จะเป็นไรไปเล่า

    ก็คงต้องใช้อารมณ์ขันมองเรื่องนี้ ไม่งั้นเครียดตายเลย

    ฝรั่งก็มีขำขันเกี่ยวกับนักการเมืองและโสเภณีมากทีเดียว

    ยกตัวอย่าง

    นักการเมือง : "ผมเป็นนักการเมือง ผมไม่เคยโกหก"

    โสเภณี : "ฉันเป็นโสเภณี ฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์"

    เอาอีกเรื่องมั้ย แต่เรื่องนี้แปลไทยไม่ได้ อ่านเอาเอง

    ถาม : What is the difference between a politician and a prostitute?

    ตอบ : A prostitute will stop screwing you once you're dead.

    ขำเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอนะ

    ความจริงทุกอาชีพก็มีความเหนื่อยทั้งนั้น แต่หากถึงจุดที่ไม่มีความสุขกับงานจนถึงขั้นส่งข้อความ "Wanna swap?" ก็น่าจะหาอาชีพใหม่

    แต่แปลกที่ไม่มีใครลาออกจากงาน คงไม่ใช่เพราะรับเงินเดือนสูงๆ (มั้ง)

    ถ้ายังชอบมีเงินเดือนสูงๆ มีตำแหน่ง และโอกาสสร้างสายใยธุรกิจ ก็ไม่ควรบ่น

    เพราะไม่มีใครเอาปืนจี้ให้มาเป็นนักการเมือง (มั้ง)

    วินทร์ เลียววาริณ
    14-10-26

    ภาพจาก AP

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    เช้าตรู่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ยามากุจิ สึโตมุ ผ่านยามเช้าที่สงบเงียบที่เมืองฮิโรชิมา จากรถรางที่กำลังแล่น เขาเห็นผู้คนดำเนินชีวิตไปอย่างปกติ แม้จะเป็นยามสงคราม แต่ฮิโรชิมาดูห่างไกลจากความขัดแย้งทั้งปวงในโลก

    ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา ยามากุจิ สึโตมุ ในวัยยี่สิบเก้าเดินทางมาทำงานชั่วคราวที่เมืองฮิโรชิมานานสามเดือน เขาเป็นวิศวกรของบริษัทอุตสาหกรรมหนักมิตซูบิชิ และบัดนี้ถึงกำหนดที่เขาจะเดินทางกลับบ้าน

    นาฬิกาข้อมือของเขาบ่งเวลา 08.15 น. เมื่อก้าวลงจากรถราง ประกายแวบของบางอย่างเจิดจรัสกว่าแสงสว่างใด ๆ ทั้งปวงที่เขาเคยเห็นในชีวิต ความร้อนแผดเผารอบร่างของเขาราวกับถูกมือยักษ์ที่มองไม่เห็นหยิบเขาเหวี่ยงลงไปในกระทะร้อนแรงของนรก

    ยามากุจิ สึโตมุ ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แก้วหูฉีกขาด นัยน์ตาบอดชั่วคราว ร่างกายท่อนบนซีกซ้ายถูกไฟเผา แต่ร่างกายที่เสียหายของเขายังน้อยกว่า 140,000 ชีวิตซึ่งสูญสิ้นไปพร้อมกับเมืองฮิโรชิมาที่ราบเป็นหน้ากลองในพริบตา ทิ้งอีกหลายหมื่นชีวิตทนทุกข์ทรมานด้วยพิษระเบิด เขารอดชีวิตมาได้เนื่องจากอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดลงสามกิโลเมตร

    ผ่านหนึ่งคืนที่ฮิโรชิมา วันถัดมายามากุจิก็ตัดสินเดินทางจากเมืองแห่งความตายกลับบ้านเกิดที่นางาซากิ เขาถึงบ้านในวันที่ 8 สิงหาคม แต่วิบากกรรมของเขายังไม่สิ้น

    สายวันรุ่งขึ้น ส่วนใหญ่ของเมืองนางาซากิก็ถูกลบออกจากผืนโลกพร้อมกับเจ็ดหมื่นชีวิต อีกครั้งยามากุจิอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดลงสามกิโลเมตร และอีกครั้ง เขารอดชีวิตมาได้!

    ทว่าสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดคือการที่เขาสามารถเดินทางมาถึงหลักไมล์ชีวิตเลข 93 โดยสวัสดิภาพ แม้จะผ่านชีวิตด้วยโรคมะเร็งร้ายที่มากับกัมมันตภาพรังสี

    เราแทบทุกคนผ่านอุปสรรคไม่มากก็น้อย บางคนอาจเจอเรื่องร้าย ๆ มากกว่าคนอื่น ที่เรียกว่า ซวยซ้ำซาก

    บางคนถูกฟ้าผ่าหลายครั้งในชีวิต บางคนประสบอุบัติเหตุมากครั้งกว่าคนทั่วไป บางคนป่วยบ่อยกว่าคนอื่น แต่อุปสรรคก็เช่นเดียวกับพายุ มันไม่ดำรงอยู่ตลอดกาล

    หากยังหายใจได้ ก็ใช้ชีวิตให้เต็มที่ และในหลายกรณี พลิกแพลงเปลี่ยนวิกฤตินั้นให้เป็นโอกาส

    ตลอดชีวิตที่เหลือ ยามากุจิ สึโตมุ ใช้ประสบการณ์เลวร้ายของตนเองเพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้ เขาเป็นผู้ที่ต่อต้านระเบิดปรมาณู ในวัยแปดสิบกว่า เขาเขียนหนังสือเล่าประสบการณ์เลวร้ายของสงครามนิวเคลียร์ และส่งสารไปยังชาวโลกให้ก้าวไปสู่โลกที่ไร้อาวุธปรมาณู

    เมื่อเลิกโทษชะตากรรม ไม่คุมแค้นต่อเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น และรู้จักเปลี่ยนลบให้เป็นบวก ประสบการณ์อันเลวร้ายในชีวิตก็มิใช่สิ่งสูญเปล่าเสมอไป บางครั้งมันกลับเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

    วินทร์ เลียววาริณ
    14-10-26  จาก สองแขนที่กอดโลก
    49 บทความกำลังใจ
    ได้รับคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
    ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.8 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/86/สองแขนที่กอดโลก 

    1
    • 0 แชร์
    • 26