-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
(หมายเหตุ Togo เรื่องนี้ออกมาหลายปีแล้ว แต่ Netflix เพิ่งนำมาฉาย หนังดี ขอแนะนำ)
ในปี 1925 เกิดโรคระบาด Diphtheria ในเมืองโนม รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา โรคนี้ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งป่วยหนัก ข่าวดีคือมียาเซรุ่มรักษาโรคนี้ได้ ปัญหาใหญ่คือเซรุ่มอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองนีนานา ระยะทางไปกลับกว่า 600 ไมล์ (มากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร) อากาศเลวร้ายเกินกว่าที่เครื่องบินจะขนส่งยามาให้ได้ ทว่าหากไม่ได้รับยาเซรุ่มทันเวลา เด็กๆ จะตาย
ทางเดียวที่เหลืออยู่คือใช้เลื่อนสุนัขฝ่าทุ่งน้ำแข็งไปเอายาเซรุ่ม
และบุรุษผู้มีประสบการณ์ขับเลื่อนสุนัขที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ก็คือ เซพพาลา
มันเป็นปีที่อากาศเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี พายุหิมะจะปิดทางธรรมชาติ เซพพาลารู้ว่าระยะทาง 600 กว่าไมล์ในสภาพอากาศวิปริตอันตรายเช่นนี้ ปฏิบัติการนี้ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แต่หากไม่ทำ เด็กทั้งหลายก็จะตายแน่นอน
เซพพาลาตัดสินใจไป
มันต้องอาศัยความกล้าบ้าบิ่น การวางแผนที่ชาญฉลาด ประสบการณ์ที่เข้มข้น โชคอีกส่วนหนึ่ง และสุนัขลากเลื่อนชั้นยอด
โชคดีที่เซพพาลามีสุนัขลากเลื่อนชั้นยอดตัวหนึ่ง
โตโก อายุ 12 ปี
สุนัขลากเลื่อนอายุ 12 ปีถือว่าแก่มากในโลกของสุนัข อย่าว่าแต่สุนัขแก่ ต่อให้เป็นสุนัขหนุ่ม การฟันฝ่าทุ่งน้ำแข็งและภูเขาหิมะก็เป็นภาระหนักเกิน
แต่โตโกไม่ใช่สุนัขธรรมดา มันเป็นนักสู้
นี่คือภาพยนตร์เรื่อง Togo หนังเกี่ยวกับการเดินทางที่ 'เป็นไปไม่ได้' ในสถานการณ์ที่ 'เป็นไปไม่ได้' ในความหวังที่ 'เป็นไปไม่ได้'
มาถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงคิดว่านี่เป็นพล็อตเรื่องแต่งที่ไม่เลว แต่ความจริงคือ มันไม่ใช่เรื่องแต่ง นี่คือเหตุการณ์จริง
......................
หนังดีๆ เกี่ยวกับสุนัขลากเลื่อนมีหลายเรื่อง เช่น Eight Below, The Call of the Wild ฯลฯ แต่ Togo แตกต่างออกไป เรื่องนี้ทรงพลังกว่า ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นส่วนผสมของการผจญภัยอันเข้มข้น กับส่วนความอ่อนโยนของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมา คนกับคน
จุดเด่นที่สุดคือ 'emotion' หนังแสดงให้เรารู้จักโตโกดีเหมือนมันเป็นเพื่อนสนิทของเรา เรารู้นิสัยสู้ไม่ถอยของมัน
นามโตโกตั้งตามชื่อตามนายพลเรือญี่ปุ่น Tōgō Heihachirō (東郷 平八郎) แม่ทัพเรือผู้เอาชนะรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นปี 1904-1905 โตโกนำกองเรือที่เล็กกว่าสู้กับทัพเรือรัสเซียซึ่งเป็นจ้าวทะเลและเหนือกว่าญี่ปุ่นทุกด้าน แต่โตโกจมเรือรบรัสเซีย 22 ลำจาก 36 ลำที่เข้ารบ ยึดเรืออีกหลายลำ รอดกลับไปได้เพียงสามลำ
โตโกที่เป็นสุนัขก็มีนิสัยไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใหญ่ที่ขวางหน้าเช่นกัน
(นิสัยไม่ยอมแพ้นี้ทำให้นึกถึงหนังอีกเรื่องหนึ่งคือ Seabiscuit ม้าแข่งที่บาดเจ็บจนต้องออกจากวงการ แต่ลุกขึ้นมาสู้ใหม่)
ฉากการต่อสู้ฟันฝ่าธรรมชาติในเรื่องนี้อลังการมาก เช่นเดียวกับโตโก เซพพาลาผู้ขี่เลื่อนก็มีนิสัยไม่ยอมแพ้เช่นกัน เขาก็คือ 'The Old Man and the Sea' ผู้ถือคติ "ตายได้ แต่ไม่มีวันยอมพ่าย"
รู้ว่าอุปสรรคใหญ่หลวงรออยู่เบื้องหน้า ก็ไม่เลิกเดินหน้า เห็นความเป็นไปไม่ได้อยู่ต่อหน้า ก็ยังพยายามแก้ปัญหา
ฉากการขับเลื่อนข้ามทุ่งน้ำแข็งที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นภาพงดงามที่ประหลาดและน่าอัศจรรย์ ฉากการแก้ปัญหาวิกฤติทำได้น่าตื่นตะลึง ฉากมนุษย์ฝากชีวิตไว้กับหมาบอกระดับความสัมพันธ์ของใจเชื่อมใจโดยไม่ต้องบรรยาย
นี่เป็นหนังที่แสดงขนาดของหัวใจ ความกล้าหาญ ความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ บีบหัวใจและต่อมน้ำตา
ดังนั้นแม้โดยเนื้อเรื่องไม่ถือว่าใหม่ แต่ในมุมของการทำหนัง พิจารณาทุกจุดแล้ว โดยเฉพาะความสามารถของผู้กำกับที่กุมผู้ชมอยู่ในกำมือแน่น เรื่องนี้ก็ไม่สามารถให้คะแนนต่ำกว่า 10/10
Netflix
วินทร์ เลียววาริณ
7-1-26เกร็ดเพิ่มเติม : (สปอยเลอร์)
- โตโกให้กำเนิดลูกหลานที่เรียกว่าสายพันธุ์ Seppala Siberian ตั้งตามชื่อเซพพาลา เป็นสายพันธุ์ซึ่งเป็นที่ต้องการสูง เพราะเป็นหมาที่ซื่อสัตย์ รักเจ้านาย และฉลาด
- โตโกตายด้วยการุณยฆาต หลังจากป่วยเรื้อรังและตาบอดบางส่วน อายุ 16 แต่เรื่องของมันกลายเป็นอมตะ
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
0- แชร์
- 2
-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
(มีสปอยเลอร์โครงสร้างเรื่องเล็กน้อย)
หนังแนวทริลเลอร์คือหนังที่ใช้พล็อตตื่นเต้น สร้างความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นของคนดู บางทีก็ผสมกับแนวอื่น เช่น ทริลเลอร์ + บู๊ ทริลเลอร์ + เซ็กซ์ ทริลเลอร์ + ฯลฯ
The Housemaid ก็เป็นหนังทริลเลอร์ สร้างมาจากหนังสือ เรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไปสมัครงานเป็นแม่บ้านของบ้านหลังหนึ่ง และพบสิ่งที่คาดไม่ถึง
หนังเดินเรื่องชวนติดตาม ฉากเซ็กซ์ก็ทำให้น่าติดตามขึ้นไปอีก เอ๊ย! ขออภัย คีย์ผิด แต่ขี้เกียจลบ
ทริลเลอร์มักมีการหักมุมเป็นระยะ แต่อาจไม่ได้จบเป็น twist-ending เสมอไป (twist-ending ต้องหักมุมแล้วตัดจบเลย)
เรื่องนี้หักมุมใช้ได้ แต่ไม่ได้เป็น twist-ending เพราะหลังไคลแม็กซ์ ยังเดินเรื่องต่อ กลวิธีการตัดจบเหมือน Final Analysis (Richard Gere + Kim Basinger + Uma Thurman)
จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ก็มีกลิ่น องค์ประกอบ และโทนหนังแบบ Final Analysis แต่สู้ไม่ได้
ท่อนท้ายของหนัง (ฉากตำรวจ) จบไม่ค่อยลงตัว เพราะต้องใช้ตัวช่วยแบบจับมาแปะ สำหรับงานเขียนแนวหักมุม ถือว่าสอบไม่ผ่าน
ก็ดูคลายเครียดได้ หรือจะรอดูสตรีมมิง ก็ไม่ผิดกติกาอันใด แต่ดูจอใหญ่ก็ดีไปอีกอย่าง เพราะเห็นฉากเซ็กซ์แจ่มชัดขึ้น เอ๊ย! ขออภัย คีย์ผิด แต่ขี้เกียจลบ
7.7/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
7-1-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 1
-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เหตุการณ์พี่ใหญ่บุกเวเนซูเอลาเพื่อยึดน้ำมันนี้ ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งในนวนิยาย ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 ชื่อนิทานคือ หมูตัวสุดท้ายของโลก
เรื่องนี้เขียนเมื่อปี 2547 แต่ก็เข้ากับสถานการณ์วันนี้ได้ เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านบะเบิ้ม (Big boss) ต้องการยึดหมูตัวสุดท้ายของโลกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ลองอ่าน (ย่อบางส่วนเพราะต้นฉบับยาว)
.............................
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีหมูธรรมดาตัวหนึ่ง รูปร่างอ้วนอุ้ยอ้าย ร่างกายแปดเปื้อนเศษอาหารและโคลนตมตลอดเวลา ขนดก หางกุด กลิ่นตัวแรงจัด ขากรรไกรใหญ่เพราะได้ออกแรงเคี้ยวกิน อาหารและฮอร์โมนเสริม ตลอดเวลา สืบเนื่องจากการที่เจ้าของใจดีให้หมูตัวนี้กินวันละห้าหกมื้อ เมื่อกินเสร็จแล้วก็นอนเป็นกิจวัตร อีกทั้งเป็นหมูที่มีนิสัยมิสู้ดีนัก กล่าวคือหลังกินอาหารเข้าไป มักชอบเรอแลผายลมออกมา เป็นที่รบกวนคนแลหมูทั่วไป
ในสถานการณ์ปกติ ด้วยคุณสมบัติที่อ้วนได้ขนาดฉะนี้ มันต้องถูกส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์แล้ว หากมิใช่เพราะเกิดโรคระบาดจากเชื้อโรคพันธุ์ใหม่พิสดารแสนร้ายกาจ ฆ่าเพื่อนพ้องเผ่าพันธุ์หมูตายไปหมดทั้งโลก
เหลือมันเป็นหมูตัวสุดท้ายของโลก เพียงตัวเดียวแลอันเดียวโดยชอบธรรม
แลเมื่อนั้น โดยหลักอุปสงค์-อุปทาน มันก็เลื่อนฐานะจากสามัญหมู ติดตรา เอนเดนเจอร์ด สปีชีส์ กลายเป็นหมูวีไอพี (VIP = Very Important Pig) ขึ้นมาทันที
แลเมื่อนั้น มันก็ขึ้นปกนิตยสารทั่วโลก ค่าตัวของมันถีบตัวสูงขึ้นหลายร้อยหลายพันเท่า มันรับจ้างโฆษณาสินค้าต่าง ๆ มันออกรายการโทรทัศน์ ตั้งแต่รายการควิซโชว์ เกมโชว์ ถึง 'ละครสบู่' หลายค่ายเพลงติดต่อขอให้มันร้องเพลงแลเล่นดนตรีภาพ แม้ว่ามันออกเสียงได้เพียง "อู๊ด อู๊ด" เท่านั้น แลหากมิใช่เพราะมันมิได้จบปริญญาตามกำหนดของรัฐธรรมนูญ หลายพรรคการเมืองก็ตั้งใจจะส่งมันลงสมัครส.ส.และหัวหน้าพรรคตามลำดับ
หลังจากเผาซากหมูที่ป่วยตายด้วยโรคระบาดจนหมดสิ้นแล้ว โลกก็ว่างเปล่าจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับหมู
คอกหมูว่างเปล่า โรงฆ่าหมูว่างเปล่า ตลาดขายหมูว่างเปล่า ร้านค้าหมูว่างเปล่า ร้านขายหมูแผ่นว่างเปล่า ร้านข้าวหมูแดงว่างเปล่า ร้านตือฮวนว่างเปล่า แลกระเป๋าเงินพ่อค้าหมูว่างเปล่า
หัวหน้าหมู่บ้านต่าง ๆ ก็มาประชุมกันเรื่องหมูตัวสุดท้าย
หัวหน้าหมู่บ้านบะเบิ้ม อันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ไกลออกไปสามไก่ขันแลสองหมาหอน ถามแต่เพียงว่า "สุกรตัวนั้นอยู่หนใด?"
หัวหน้าหมู่บ้านกระจิ๋ว อันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตอบว่า "อยู่ในหมู่บ้านของข้าพเจ้าเอง มันกลับมาพักผ่อนหลังจากถ่าย มิวสิก วิดีโอ สี่สิบแปดชั่วโมงรวด"
หัวหน้าหมู่บ้านบะเบิ้มกล่าวว่า "หมูตัวนี้ทำงานหนักปานนี้ เสี่ยงต่อการสูญสลายยิ่ง..."
"ไม่ต้องห่วง พวกเราดูแลมันดียิ่ง"
"ต้องห่วง หมูตัวนี้เป็นพวกต้องห้าม พวกเอนเดนเจอร์ด สปีชีส์ ตามสัตยาบันแห่งสหหมู่บ้าน เราต้องรักษาชีวิตมันไว้เต็มความสามารถ"
"หมู่บ้านข้าพเจ้าก็รักษามัน..."
หัวหน้าหมู่บ้านบะเบิ้มกล่าวว่า "หมู่บ้านท่านเล็กเกินกว่าที่จะดูแลภารกิจใหญ่หลวงเช่นนี้ได้ ข้าพเจ้าเห็นว่า เพื่อความสงบสุขของทุกหมู่บ้าน บ้านบะเบิ้มจะขอรับหน้าที่หนักหน่วงนี้บนบ่าทั้งสองเอง"
"ท่านหมายความว่า..."
"ข้าพเจ้าจำต้องเสียสละตนเก็บรักษามันไว้สืบไป"
"หมายความว่าท่านจะยึดมัน..."
"ท่านตกไม้เอกไปตัวหนึ่ง ไม่ใช่ ยึดมัน หากคือ ยึดมั่น ในหลักการ ใช่แล้ว เรายินดีเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์สุขของพวกท่าน..."
หัวหน้าทุกหมู่บ้านมองตากัน พูดไม่ออก
"แลในฐานะที่หมู่บ้านของข้าพเจ้าใหญ่ที่สุด พร้อมที่สุดในด้านวิทยาการต่าง ๆ เราจึงสมควรเสียสละตนเองเก็บรักษาหมูตัวสุดท้ายนี้ไว้"
"ไม่ได้" หัวหน้าหมู่บ้านกระจิ๋วแย้งขึ้นเบา ๆ "หมูตัวนี้ถือสัญชาติกระจิ๋ว เกิดที่กระจิ๋ว แลจักตายที่กระจิ๋ว"
หัวหน้าบ้านบะเบิ้มหัวเราะ "หมูก็คือหมู ไม่มีสัญชาติ พวกท่านมอบบัตรประชาชนให้กับหมูด้วยรึ?"
"หามิได้"
"เห็นไหม ในฐานะที่หมู่บ้านของข้าพเจ้ารักษาสิทธิหมู-ษยชนมากที่สุด เราจึงมีความชอบธรรมในการเก็บรักษาหมูตัวสุดท้ายนี้ไว้"
"บ่ได้" หัวหน้าของหมู่บ้านกระจุ๋มแย้ง
"ไฉนบ่ได้?"
"แต่ไหนแต่ไรมา พวกท่านกินหมูแบบไม่สร้างสรรค์ ทำแค่แฮมกับเบคอนไม่กี่อย่าง เครื่องนงเครื่องในทิ้งหมด ไม่กินทุกส่วนเหมือนพวกเรา เอาไปก็เสียดายของเปล่า ๆ"
"ใครบอกว่าเราเอาหมูตัวสุดท้ายไปกิน เราจักเอาไปศึกษาแลทำโคลนนิ่งหมูแฝดออกมาอีกสักล้านตัว ในฐานะที่หมู่บ้านของข้าพเจ้าพร้อมที่สุดในวิทยาการหมูแฝด เราจึ่งมีความชอบธรรมในการเก็บรักษาหมูตัวสุดท้ายนี้ไว้"
"ไม่ได้" หัวหน้าบ้านกระจิ๋มแย้ง
"ไฉนไม่ได้วะ?" หัวหน้าบ้านบะเบิ้มเริ่มรำคาญ
"เพราะหมูเป็นสมบัติของโลก ไม่ใช่ของหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง"
"ใช่แล้ว" หัวหน้าบ้านกระจิดสนับสนุน
"ถูกต้อง" หัวหน้าบ้านกระจิ๋มคล้อยตาม
หัวหน้าบ้านบะเบิ้มทุบโต๊ะดังปัง
"พวกท่านพูดเช่น ผู้ไม่หวังดีต่อโลก มิมีผิด ในฐานะที่หมู่บ้านของข้าพเจ้าต่อต้านการไม่หวังดีต่อโลก เราจึ่งมีความชอบธรรมในการยึดหมูตัวสุดท้ายนี้ไว้ หากพวกท่านมิส่งมอบหมูมาให้ภายในสามวัน ข้าพเจ้าจำต้องส่งทหารบะเบิ้มไปยึดหมูตัวนี้มาอย่างชอบธรรม เพราะนี่คือ... เอ้อ!... ปฏิบัติการล่าหมู ไม่ใช่... เดี๋ยว... เดี๋ยว... เอ้อ!... เพราะนี่คือ... ปฏิบัติการกู้อิสรภาพสุกร และเรามีความชอบธรรมในการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการกู้อิสรภาพสุกร*"
..................
แลในเช้าวันที่สาม กองทัพบะเบิ้มก็ยาตราเข้าล้อมหมู่บ้านกระจิ๋วเพื่อกู้อิสรภาพมวลหมู พร้อมยุทโธปกรณ์แลกล้องโทรทัศน์แลผู้ทำข่าว
อันว่าชาวบ้านกระจิ๋วล้วนแต่เป็นคนรักชาติ จึ่งพากันจับอาวุธต่อสู้ผู้รุกรานเพื่อรักษาเอกราชของตนแลพิทักษ์ชีวิตหมูสัญชาติกระจิ๋ว เมื่อแรกก็ฮึกเหิมยิ่งนัก มีการปลุกระดมความรักชาติทุกวัน ทว่าสู้รบได้ไม่กี่เพลา ก็กินเสบียงที่ตุนไว้จนหมดสิ้น หมดแรงปลุกระดมแลรบต่อไป
ในที่สุดชาวบ้านก็หันมามองดูตากัน สายตาทุกคู่หันไปจับที่หมูตัวสุดท้ายของโลกด้วยความหิวโหย
"จะยกมันให้พวกบะเบิ้มหรือใช้มันเป็นเสบียงสู้พวกบะเบิ้ม"
"พวกบะเบิ้มจักเอาหมูเหม็น ๆ ตัวนี้ไปทำอันใด?"
"เอาไปทำหมูโคลน"
"ตัวมันก็เต็มไปด้วยโคลนอยู่แล้ว"
"โคลนนิ่งคือหมูแฝด จักได้หมูแบบนี้อีกสักล้านตัว"
"ทุกตัวอร่อยเหมือนกันไหม?"
"อ้วนเท่ากัน ชอบผายลมเช่นกัน แลน่าจักอร่อยเหมือนกัน"
"งั้นก็ยกให้พวกมันเสีย มันได้หมูไปทำหมูแฝด เราก็คงได้กินหมูในวันหลัง ไม่เสียหน้าทั้งสองฝ่าย เป็น วิน-วิน ซิทจูเอชั่น ลงตัวที่สุด"
"แล้วเราจักได้อะไร?"
"หัวหน้าบ้านบะเบิ้มบอกว่า หากเราเลิกรบเมื่อใด พวกเขาจักส่งหน่วยปลดเปลื้องทุกขภัย ส่งอาหาร น้ำ แลยารักษาโรคมารักษาคนบาดเจ็บของเรา อีกทั้งจักช่วยซ่อมสะพานที่พังไประหว่างการรบด้วย"
"ประเสริฐยิ่ง ข้าพเจ้ารบกับหลายชาติหลายเผ่ามาแล้ว มิเคยมีครั้งใดที่รบกับสหายที่เมตตาแลมีมนุษยธรรมเช่นนี้เลย"
.........................
แลสองสามวสันต์ถัดมา รถขายหมูคันแรกก็วิ่งเข้าไปที่หมู่บ้าน กระจิ๋ว
แลในที่สุดชาวโลกก็มีหมูกินแล้ว อันเป็นผลผลิตจากวิทยาการหมูโคลนของบ้านบะเบิ้ม
หัวหน้าบ้านกระจิ๋วมองดูลูกบ้านที่เฮโลไปล้อมรถขายหมู หมูทุกชิ้นติดป้าย 'เมด อิน บะเบิ้ม' ตัวใหญ่ข้างยี่ห้อแฟรนไชส์แลตราบาร์โค้ด
เขาได้ยินลูกบ้านบางคนว่า จักไปทำข้าวหมูแดง อีกคนว่าจักทำเกาเหลาเอ็นหมูแลพะแนงหมู บ้างว่า จักทำทุกอย่างตั้งแต่หมูแดดเดียว หมูรมควัน หมูตุ๋นยาจีน เกี่ยมฉ่ายกระเพาะหมู หมูแผ่น หมูหยอง ตั้งใจกินให้กระเพาะเหนื่อยคราวนี้
ด้วยอาการน้ำลายสอปาก หัวหน้าบ้านกระจิ๋วถามราคาจากคนขาย แลด้วยความมิเชื่อหู เขาถามอีกครั้ง ก็ได้คำตอบเช่นเดิม
"ทำไมราคาหมูถึงแพงขึ้นกว่าเดิมสามเท่าตัว?"
"ท่านพูดผิด ราคาสูง แต่ไม่แพง"
"แล้วทำไมราคาสูง?"
"เพราะเราผลิตด้วยกรรมวิธีใหม่ที่ทันสมัย นี่เป็นหมูที่เลี้ยงจากห้องแล็บ ไม่ใช่คอกสกปรกทั่วไป แลอีกประการหนึ่งเราใส่สารโปลีเชิงเดี่ยว (monopoly) ลงไปในหมูด้วย ทำให้มีคุณค่ามากขึ้น"
หัวหน้าบ้านกระจิ๋วกลืนน้ำลายอีกครั้ง ควักเหรียญเงินทั้งหมดในกระเป๋าออกมายื่นให้คนขายหมู เอ่ยเสียงแผ่วโหยกับคนขายว่า "ทั้งหมดนี้ซื้อหมูบะเบิ้มได้เท่าใด... ก็เท่านั้น... เอย"
วินทร์ เลียววาริณ
7-1-26* ศูนย์ปฏิบัติการกู้อิสรภาพสุกร หรือ Pig Operation LIberation CEntre (POLICE) : เป็นแนวคิดแบบ 'ตำรวจโลก' ที่มีเป้าประสงค์ปกป้องประเทศที่อ่อนแอจากระบอบเผด็จการ แม้ว่านาน ๆ ทีถูกนำไปใช้โดยบิดเบือนเจตนารมณ์บ้าง แต่โดยรวมยังจัดว่าเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด (เช่นเดียวกับระบอบประชาธิปไตยที่ทำคลอดโดยคนกลุ่มเดียวกัน) แลต้องอาศัยความเสียสละอันน่าสรรเสริญของประเทศที่จัดการให้ความคิดนี้บรรลุจุดประสงค์
จากนวนิยายกวน teen เรื่อง ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85
https://www.winbookclub.com/store/detail/111/ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ%20พิมพ์ครั้งที่%2085%20%28ฉบับปรับปรุง%291- แชร์
- 10
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คุยเรื่องของคนแก่ต่อ...
มีอยู่ปีหนึ่งพ่อไปทำธุระที่กรุงเทพฯ กลับมาพร้อมกับของเล่นสองชิ้น เป็นรถไฟกับรถยนต์สังกะสี มอบให้ผมกับน้องชาย เป็นของขวัญชิ้นเดียวที่เคยได้รับในวัยเด็ก
แม้วัยเด็กของผมจะไม่มีของเด็กเล่นสำเร็จรูป แต่กลับไม่เคยขาดแคลนของเด็กเล่น
ผมทำเองเล่นเอง โดยประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุที่มีอยู่ในบ้าน
ที่บ้านผมเป็นร้านทำรองเท้า จึงมีกล่องรองเท้ามากมาย ผมชอบตัดฝากล่องเป็นช่องและพับมันให้ดูเหมือนกระจกหน้ารถ เจาะรู ใช้ไม้เสียบด้านล่าง ร้อยแกนหลอดด้ายที่ไม่ใช้แล้วเป็นล้อ ก็ได้รถยนต์หนึ่งคันมาเล่น เมื่อใช้กล่องรองเท้าลายต่าง ๆ มาทำ ก็ได้รถยนต์แบบต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน บางครั้งทำเรือ เครื่องบิน ร่มชูชีพ ฯลฯ
วัยเด็กของผมผ่านไปกับเกมยุคเก่า นั่นคือเมืองไทยหลายสิบปีก่อนถึงยุคคอมพิวเตอร์เกม
เกมที่เด็กแถวบ้านผมเล่นมีมากมาย เช่น เกมกระโดดเชือก ไม่ใช่เชือกจริง แต่เอาหนังยางรัดมาร้อยเป็นเชือก เด็กสองคนจับสองปลาย ให้เด็กที่เหลือกระโดดข้าม
เกมลูกข่างก็เป็นที่นิยมของบรรดาเด็กชาย เราเล่นจนชำนาญ สามารถตวัดลูกข่างที่กำลังหมุนบนพื้นขึ้นมาหมุนต่อบนฝ่ามือได้
อีกการเล่นหนึ่งคือเกมลูกแก้ว ขุดหลุมเล็ก ๆ แล้วขีดเส้นขวาง เล่นโดยทอยลูกแก้วข้ามเส้นไปเข้าใกล้หลุมมากที่สุด ลูกแก้วใครตกในหลุมคือแพ้ เมื่อทอยลูกแก้วมากจนบริเวณปากหลุมแออัดด้วยลูกแก้ว คนที่เหลือก็ดีดลูกแก้วของเพื่อนออก
เกมง่าย ๆ เกมหนึ่งคือหมากเก็บ เล่นได้ทั้งคนเดียวและหลายคน ใช้กรวดก้อนกลม ๆ ห้าก้อนกับมือนี่แหละ มีการโยนกรวดขึ้นแล้วรับด้วยฝ่ามือคว่ำกับหงาย มีการโยนกรวดขึ้น แล้วใช้มือรวบกรวดทั้งหมดที่เหลือบนพื้นให้ได้ก่อนกรวดก้อนที่โยนขึ้นไปจะตกลงมา
อีกเกมหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในภาคใต้ ใช้อุปกรณ์เป็นเรือไม้ที่มีหลุมจำนวนหนึ่ง ใช้ลูกแก้วเป็นหมาก เรียกว่าหมากขุม
อีกการละเล่นหนึ่งที่นิยมเล่นกันคือกระโดดบนตาราง เริ่มโดยใช้ชอล์กตีตารางบนพื้น หรือหากเป็นพื้นทรายใช้ไม้ขีดเป็นรอย เป็นจำนวนหกช่อง ช่อง 1, 2 และ 4, 5 กระโดดด้วยเท้าข้างเดียว ช่องที่ 3, 6 ใช้สองเท้าได้
บางช่วงเราเกลี่ยพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามฟุตบอลเรียบ เพื่อทำสนามแบตมินตันไว้เล่นกัน บางครั้งก็เล่นตะกร้อ ทั้งตะกร้อวงและตะกร้อข้ามตาข่าย ผมชอบดูลีลาการเตะของแต่ละคน แต่เตะเองไม่ค่อยได้เรื่อง
ผมชอบเตะลูกขนไก่มากกว่า เราทำลูกขนไก่เอง โดยใช้ขนเป็ดขนห่านที่เลี้ยงไว้ นำมามัดรวมกัน ใช้เศษยางที่ทำพื้นรองเท้ามาตัดเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าเหรียญบาทสมัยก่อนหน่อย ใช้ตะปูเสียบทะลุแผ่นยางเข้าไปในแกนขนเป็ด ก็จะได้ลูกขนไก่มาเตะเล่นกันอย่างสนุกสนาน ใครเตะประคองลูกขนไก่ได้นานที่สุดโดยที่มันไม่ตกพื้นคือผู้ชนะ
คงจะแก่แล้วจริงๆ คิดแต่เรื่องวัยเด็ก
วินทร์ เลียววาริณ
7-1-26......................
จาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น 3 เล่ม (ชีวิตที่ดี + หิน 15 ก้อน) https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
1- แชร์
- 20
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsสมัยเด็ก ๆ แถวบ้านผมที่เมืองเพชรเล่นกระเถกจับกันสนุกสนาน (คนกรุงเทพเรียกกระต่ายขาเดียว)😍 -
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ราตรีเดือนแรม บุรุษชุดดำยี่สิบคนไต่ขึ้นหลังคาสำนักวั่นหยิวที่จมในความมืด กลิ่นน้ำมันหมูที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จอบอวลในอากาศ
สำนักวั่นหยิวเดิมเป็นโรงผลิตน้ำมันหมู เจ้าของร้านฝึกการหั่นมันหมูทุกวัน จนกลายเป็นวิทยายุทธ์เฉพาะตัว เรียกว่าฝ่ามือน้ำมัน
ต่อมาเมื่อกิจการใหญ่โต มีเงินทองมากมาย เจ้าของร้านก็ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักวิทยายุทธ์ มีศิษย์มากมาย แต่ยังคงเปิดร้านผลิตน้ำมันหมู
คนทั้งยี่สิบกระจายตัวไปตามจุดต่างๆ ของสำนัก ขว้างอาวุธลับอาบยาสลบออกไป ศิษย์สำนักวั่นหยิวล้มลงสิ้นสติ บุรุษห้าคนไต่ไปที่ห้องนอนของเจ้าสำนัก จุดธูปสะกดวิญญาณ ปล่อยควันเข้าไปในห้อง มินานก็บุกเข้าไปพาร่างไร้สติสองคนออกมา ขึ้นรถม้า หายลับไปในรัตติกาล
เหล่าบุรุษชุดดำเป็นศิษย์สำนักอินทรี หรือชาวตงง้วนเรียกสำนักอั้งม้อ ได้รับคำสั่งเจ้าสำนัก จอมยุทธถำ ให้ไปชิงตัวเจ้าสำนักวั่นหยิวพร้อมฮูหยิน
ศิษย์ถาม "ไยมิฆ่าเลย จับตัวมาทำไมให้เมื่อยเล่า?"
จอมยุทธถำหัวร่อเคี้ยกเคี้ยก กล่าว "เราเป็นคนมีเมตตา ไม่อยากฆ่าแกง เราแค่ต้องการยึดสำนักวั่นหยิว"
"อาจารย์มีเมตตาสูง ศิษย์ขอคารวะสามจอก"
"พอๆ มึงนี่หาเรื่องแดกเหล้าอยู่เรื่อย"
"อาจารย์ต้องการยึดสำนักวั่นหยิวไปทำไร?"
"เราเป็นโรคพิสดาร ไข่ฝ่อ แพทย์บอกว่ารักษาโดยการแช่น้ำมันหมู"
"แช่ทั้งตัวหรือแช่แค่ไข่?"
"แช่เฉพาะไข่จะเมื่อย แพทย์จึงอนุญาตให้แช่ทั้งตัว"
"แพทย์สำนักใด?"
"สำนักสามสิบอีแปะรักษาทุกโรค"
"ระดับท่านอาจารย์ถำควรไปรักษาที่ดีกว่านั้น เช่น โป๋หลีคลินิก"
จอมยุทธ์ถำถอนใจ
"ตอนนี้สำนักเราไม่มีเงินในคลัง จ่ายได้แค่สามสิบอีแปะ ค่าน้ำมันก็แพง"
ศิษย์อุทานอา "ที่แท้นี่คือเหตุผลที่เราต้องยึดสำนักวั่นสยิว"
"วั่นหยิว ไม่ใช่วั่นสยิว วั่นแปลว่าหมื่น หยิวแปลว่าน้ำมัน วั่นหยิวคือมีน้ำมันมาก"
"ศิษย์ขออภัย ขอชดเชยด้วยการดื่มสามจอก"
"พอๆ มึงนี่หาเรื่องแดกเหล้าอยู่เรื่อย"
"ตกลงซือแป๋สั่งให้ศิษย์ไปจับตัวเจ้าสำนักวั่นสยิว เอ๊ย! วั่นหยิวมาเพื่อการใดเอย?"
"ก็เพื่อให้มันส่งมอบกิจการน้ำมันให้เรา เราจะได้มีน้ำมันมาแช่ไข่ เพื่อรักษาไข่ฝ่อ และขายน้ำมันด้วย"
"ขายน้ำมันหลังแช่ไข่แล้ว?"
"ทะลึ่ง! ขายน้ำมันบริสุทธิ์"
"ท่านอาจารย์มีจรรยาบรรณสูงส่งน่าเลื่อมใส ขอเรียนถาม ไยไข่อาจารย์ฝ่อ มิได้ใช้งานนานหรือไร?"
"ซับพล็อตเรื่องนี้ยาว เจ้าอยากฟังหรือ?"
"อยากฟัง ก็ไม่ใช่คนแต่งนี่"
จอมยุทธ์ถำลูบเคราขาว "อันสำนักอินทรีของเราเดิมมีสองสาขา อีกสาขาหนึ่งนางเฒ่าเป่ยหลูซี่เป็นใหญ่ นางมีฉายาแม่เฒ่าสารพัดพิษ นางชมชอบบีบไข่คู่ต่อสู้ด้วยวิชากรงเล็บพิสดาร เรากับนางประลองกันสามวันสามคืน ในที่สุดเราเสียท่าถูกนางตะปบไข่ซ้าย ไข่ของเราช้ำชอก แพทย์สามสิบอีแปะจึงบอกให้เราฝึกวิชาไข่ทองแดง โดยแช่ไข่ในทรายร้อนๆ"
"แบบหวังหยู่ในเรื่องฝ่ามือทรายเหล็ก?"
"มิผิด แช่ไข่ในทรายร้อนๆ แล้วแช่ไข่ในน้ำมันหมู ร้อนกับเย็น หยางกับหยิน"
"แล้วอาการดีขึ้น?"
"ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องเพราะน้ำมันหมูสำนักวั่นหยิวนั้นเป็นที่หนึ่งในแผ่นดินจริงๆ แต่ตอนหลังสำนักเราไม่มีเงินซื้อน้ำมัน"
"เราจึงต้องปล้น"
"ซี้ซั้วต่า! เราเป็นสำนักใหญ่ในยุทธภพ เรามิปล้น"
"แล้วที่อาจารย์สั่งศิษย์ไปจับตัวเจ้าสำนักวั่นหยิวมานี่เรียกว่าอะไร"
"เปลี่ยนถ่ายความร่ำรวย เป็นเคล็ดวิชาสำคัญในยุทธภพ"
"ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง มิคาดว่าการปล้น เอ๊ย! การเปลี่ยนถ่ายความร่ำรวยนี่ชอบธรรมยิ่ง ว่าแต่ว่าหลังจากยึดสำนักน้ำมันแล้ว ท่านอาจารย์จะยึดที่ใดอีก?"
"ได้ยินว่าแผ่นตงง้วนมีดินแดนหนึ่งอยู่นอกกำแพงใหญ่เรียกว่า ชิงถู่"
"ชิงถู่? ชิงที่แปลว่าแย่งหรือ?"
"เหลวไหล ชิงแปลว่าเขียว ถู่คือแผ่นดิน เราจะไปยึดแผ่นดินเขียวนั้น"
"นามชิงถู่แสดงว่าที่นั่นเป็นท้องทุ่งเขียวขจี"
"หามิได้ มันเป็นแผ่นดินน้ำแข็ง"
"ไยท่านอาจารย์จะบ่อสื่อจ่อไปชิงชิงถู่ อย่าลืมว่าเมื่ออาจารย์ไปแผ่นดินน้ำแข็ง น้ำมันหมูที่อาจารย์แช่ไข่จะแข็งตัว ตามหลักฟิสิกส์ น้ำมันเย็นจะหดตัว รัดไข่ ทำให้ไข่เป็นอันตรายได้"
"เจ้าพูดถูก ถ้าเช่นนั้นเราควรไปยึดแผ่นดินใดดี?"
"น่าจะเป็นแผ่นดินที่อากาศอบอุ่นกว่าชิงถู่"
"เป็นความคิดที่ดี"
"ศิษย์ขอเสนอแผ่นดินเขมร ที่นั่นอากาศอุ่น ผู้คนต้อนรับแขกที่ไปเยือนอย่างอบอุ่น ชอบจุดระเบิดฉลอง"
"แผ่นดินที่เจ้าสำนักอั้งเคิลเป็นใหญ่หรือ?"
"มิผิด"
"เจ้าสำนักอั้งเคิลที่เสนอชื่อเรารับรางวัลอู๋เบล?"
"อะไรคืออู๋เบล?"
"อู๋แปลว่าไม่ หรือ No เบลก็คือเบล อู๋เบลก็คือโนเบล"
"อา! ลึกซึ้งยิ่ง ใช่ เป็นมันผู้นี้เองที่เสนอชื่ออาจารย์รับอู๋เบล"
จอมยุทธ์ถำถอนหายใจยาว
"ในบรรดาจอมยุทธ์ทั่วหล้า เรากลัวเจ้าสำนักอั้งเคิลที่สุด เนื่องเพราะมันชอบนำความลับที่คุยกันในที่ลับไปเผยต่อธารกำนัล มันเคยทำให้เจ้าสำนักเซี่ยมล้อหลุดจากตำแหน่งมาแล้ว เราไม่ควรไปยุ่งกับมัน แต่เผือกนั้นกินได้"
"ถ้าเช่นนั้นเราไปยึดสำนักเซี่ยมล้อดีหรือไม่?"
"มิดี มิดีอย่างยิ่ง เพราะเซี่ยมล้อประกอบด้วยค่ายย่อยมากมายหลายสิบค่าย ลำพังค่ายขายส้ม ก็ตึงมือยากจัดการ เพราะชอบตั้งคำถามยากๆ เช่น จอมยุทธ์มีไว้ทำไม ส่วนค่ายมุสิกก็กินยาก เพราะเจ้าสำนักมุสิกชอบบอกว่า You know me litlle go."
"แล้วเราจะทำอย่างไร?"
"เราก็ไปยึดชิงถู่ตามแผนเดิม"
วินทร์ เลียววาริณ
6-1-261- แชร์
- 31
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsเพิ่งเห็นใน ดาวซานถี่ : The Dark Forest ว่ามีเหตุการณ์อเมริการุกรานเวเนซุเอล่าอยู่ในนั้นด้วย
