• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    สงครามอิหร่านดำเนินมา 40 วันแล้ว คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ ใครชนะ?

    หากตอบตามหลักมนุษยธรรม ไม่มีใครชนะ เพราะสูญเสียชีวิตคนทั้งสองฝ่าย

    หากตอบตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่มีใครชนะเช่นกัน เพราะมันทำให้เศรษฐกิจโลกทรุด

    แต่หากมองในมุมของยุทธศาสตร์สงคราม อาจตอบได้ว่าสหรัฐฯแพ้เรียบร้อยแล้ว

    ประการหนึ่งเพราะมันไม่ใช่สงครามที่เกิดขึ้นด้วยเหตุว่าสหรัฐฯตกอยู่ในอันตราย

    ประการหนึ่งเพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯติดลบ ความไว้วางใจที่ชาวโลกเคยมีให้หายไปสิ้น

    ประการหนึ่งเพราะมันสวนทางกับความต้องการของประชาชน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ต้องการสงครามครั้งนี้

    แตกต่างจากสงครามเวียดนาม ชาวอเมริกันรับรู้ว่าเป็นสงครามที่จำเป็น เพราะจะปราบพวกคอมมิวนิสต์ที่ดูเหมือนมีเป้าหมายครองโลก แต่กระนั้นเมื่อโลงศพห่มธงชาติของทหารอเมริกัน 58,000 คนกลับถึงบ้าน ชาวอเมริกันก็ไม่สนับสนุนสงครามเวียดนามอีกต่อไป

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่ตั้งแต่วันแรกของสงคราม ทหารอเมริกันมักตายใน 'อุบัติเหตุ' มีแค่ไม่กี่คนถูกศัตรูฆ่า

    .............................

    การก่อสงครามอิหร่านน่าจะผิดหลักตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ หรือซุนอู่ (孫武 บางทีก็เรียกซุนจื่อ 孫子) และ On War ของ คาร์ล ฟอน เคลาซ์วิทซ์ (Carl von Clausewitz)

    เราคงได้ยินนามซุนหวู่ หรือซุนอู่ มาก่อน เขาคือใครกันแน่?

    นักประวัติศาสตร์คาดว่าซุนอู่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เขาไปเกี่ยวข้องกับสงครามเพราะเขาเป็นเพื่อนกับอู๋จื่อซี ข้าราชการรัฐอู๋

    อู๋จื่อซีชวนซุนอู่ไปช่วยอู๋อ๋องเหอหลีวางแผน ซุนอู่จึงเสนอแผนพิชัยสงคราม 13 บรรพ ช่วยให้รัฐอู๋ตีแคว้นฉู่ที่ใหญ่กว่าเข้มแข็งกว่าสำเร็จ

    หลังจากอู๋อ๋องเหอหลีตาย อู๋อ๋องฟูซาขึ้นครองแคว้นสืบต่อ แต่อ๋องคนใหม่มัวเมาในกามคุณ โดยเฉพาะเมื่อเจอนางไซซีที่แคว้นเยว่ส่งไปบ่อนทำลายจากภายใน

    รายละเอียดส่วนนี้มีในหนังสือ ยุทธจักรวาลกิมย้ง ผมเขียนว่า

    "ขณะที่แคว้นเยว่พัฒนาบ้านเมือง สร้างสมกองทัพและอาวุธ พัฒนาการเกษตร ก็มีแผนการพิเศษคืออุบายนางงาม ส่งสาวงามเป็นราชบรรณาการให้อู๋อ๋อง เพื่อทำให้ลุ่มหลง เสียการเสียงาน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นไส้ศึก ช่วงสิบปีนั้นแคว้นอู๋ค่อย ๆ อ่อนแอลง

    อู่จื่อชี ข้าราชการอู๋ผู้ซื่อสัตย์ ทำงานมาตั้งแต่ครั้งพระบิดาของฟูซ่า แต่ฟูซ่าไม่เห็นความดี อู่จื่อชีมองเห็นอันตรายจากเยว่ แนะนำให้ยึดเยว่เสีย แต่อ๋องฟูช่าไม่สนพระทัย ฟังที่ปรึกษาคนอื่นคือ ผอผี่ ซึ่งรับสินบนจากเยว่

    อ๋องฟูช่ายื่นกระบี่ให้อู่จื่อชีฆ่าตัวตาย ก่อนฆ่าตัวตาย อู่จื่อชีขอให้อ๋องควักนัยน์ตาของเขาออกมาหลังตายไปแล้ว วางไว้บนกำแพงเมือง เพื่อจะได้มองเห็นกองทัพเยว่ยึดเมืองอู๋

    เมื่ออู่จื่อชีเพื่อนรักตาย ซุนอู่ก็รู้ว่าแคว้นอู๋ต้องล่มสลายแน่ จึงลาออกจากราชการ

    ผ่านไปสิบปี เยว่ที่แข็งแกร่งโจมตีแคว้นอู๋ ทัพเยว่ล้อมเมืองหลวงแคว้นอู๋สามปี ฟูช่าส่งสาส์นขอยอมจำนน แต่โกวเจี้ยนปฏิเสธ ฟูช่ากระทำอัตวินิบาตกรรม เยว่กลืนอู๋

    อ๋องฟูช่าฆ่าตัวตาย เสียพระทัยที่ไม่เชื่ออู่จื่อชี สั่งให้ปิดหน้าพระองค์ เพราะไม่มีหน้าไปดูอู่จื่อชีได้ในโลกหลังความตาย

    เพราะไม่รู้เรื่องการศึกเลย บ้านเมืองจึงย่อยยับ

    การศึกไม่ได้มีแค่การรบในสมรภูมิ มันรวมการทูต เศรษฐกิจ สังคม การเมืองภายในและการเมืองระหว่างรัฐ

    ทั้งซุนอู่และเคลาซ์วิทซ์เห็นเหมือนกันว่า สงครามที่ดีคือสงครามที่ชนะโดยไม่ต้องรบกัน

    แต่หากต้องรบ ตำราพิชัยสงครามของซุนอู่พูดถึงปัจจัยห้าประการแห่งชัยชนะคือ

    1 รู้ว่าเมื่อใดควรรบ เมื่อใดไม่ควรรบ

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้นำไม่รู้ เหตุผลที่ก่อสงครามนั้นเปลี่ยนทุกวัน วันหนึ่งบอกว่าบุกเพราะอิหร่านกำลังทำอาวุธนิวเคลียร์ อีกวันบอกว่าเพราะช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อีกวันก็บอกว่าจะเอาน้ำมัน

    รัฐมนตรีการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ บอกสื่อว่าต้องบุกอิหร่านก่อน ไม่งั้นอิษราเอรจะบุกก่อน อีกวันก็บอกว่า ถ้าอิหร่านบุก อิษราเอรจะมีอันตราย จึงชิงบุกก่อน

    เคลาซ์วิทซ์เขียนว่า "ไม่มีใครเริ่มสงคราม หรือไม่มีใครที่มีสำนึก ก่อสงครามโดยปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน และวิธีการที่ตั้งใจใช้ทำสงคราม"

    2 รู้จักออมกำลัง

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือใช้อาวุธจนแทบหมดคลัง ต้องดึงอาวุธจากสมรภูมิอื่นมาใช้

    3 เจ้านายและพลทหารเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือทหารหลายคนไม่เห็นด้วยกับฝ่ายบริหาร คนระดับสูงลาออกเพราะเห็นว่าอิหร่านไม่ใช่ภัย มันเป็นสงครามที่ได้รับใบสั่งมา

    นอกจากนี้ทางการกำลังสืบเหตุเพลิงไหม้เรือรบ USS Gerald R. Ford ว่าเกิดจากลูกเรือก่อวินาศกรรมหรือไม่ เพราะไม่อยากรบใน 'สงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์' (Donald Trump‘s war)

    4 วางแผนและเตรียมการดี

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯรบโดยไม่มีแผน คิดแค่ว่าจะจบสงครามในหนึ่งหรือสองวันอย่างที่ทำกับเวเนซุเอลา ประเมินผิดว่าอิหร่านพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ และประเมินพลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่ำไป จนต้องขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศให้ส่งเรือรบไปช่วยเปิดช่องแคบ ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนมาก่อน

    5 ไม่แทรกแซงขุนพลผู้ที่สามารถ

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือแค่ในเดือนเดียว ผู้นำปลดนายพลไปหลายคน

    ผิดหลักการของตำราพิชัยสงครามของซุนอู่ทั้งห้าข้อ

    ความจริงแสนยานุภาพของสหรัฐฯเหนือกว่า และไม่จัดว่าแพ้ด้านเชิงยุทธในสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน อิรัก แต่มันคือ Winning the battle but losing the war

    สงครามอิหร่านก็คงจบตามคำโปรยโปสเตอร์หนังเรื่อง Alien vs. Predator

    "Whoever wins, we lose."

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ในงานหนังสือที่ผ่านมา นักอ่านคนหนึ่งมาคุยกับผมเรื่องหนังสืออยู่พักหนึ่ง ผมจึงรู้ว่าเขาชอบอ่านหนังสือมากกว่าบริหารนิ้วมือบนจอมือถือ

    นึกในใจ คงแก่เรียนอย่างนี้ อาจจะเป็นนักศึกษา

    แต่เขาบอกว่าเขาเป็นไรเดอร์ส่งของ

    ระหว่างที่รอสินค้าหรือลูกค้า ก็อ่านหนังสือ เขาพกหนังสือติดพาหนะ

    นี่เป็นไรเดอร์ผู้ชอบอ่านหนังสือคนแรกที่ผมรู้จัก

    ผมรู้สึกประทับใจเขามาก เพราะเขาพิสูจน์พลังของหนังสือ คนจำนวนมากบอกว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หนังสือยาวไปบ้าง หนาไปบ้าง สารพัดเหตุผล

    ไรเดอร์คนนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า เราทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเลือกอ่านหรือไม่อ่าน

    มาร์ก ทเวน กล่าวว่า “The man who does not read has no advantage over the man who cannot read.”

    คนไม่อ่านหนังสือไม่มีข้อได้เปรียบกว่าคนอ่านไม่ออก

    ผมบอกคนหลายคนที่ชอบอ้างว่าไม่มีเวลาอ่าน ให้ลองเจียดเวลาสักสิบนาทีทุกคืนก่อนนอน อ่านหนังสือ ทำให้เป็นนิสัย

    มันจะเป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กับความคิดของเรา ไม่วอกแวก เหมือนการทำสมาธิจิตอย่างหนึ่ง

    ในอดีตผมมีหนังสือที่หัวเตียง และอ่านก่อนนอนเสมอ ตอนนี้สายตาแย่ลง เหนื่อยง่ายขึ้น อ่านได้ไม่มากเหมือนก่อน

    แต่มันดีกว่าบริหารนิ้วบนจอมือถือก่อนนอน

    ชีวิตอาจเปลี่ยน ถ้าเราให้การอ่านหนังสือกลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เป็นกำหนดที่ทรัมป์จะทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน ให้กลายเป็นยุคหิน

    แต่นาทีสุดท้ายทรัมป์ก็ยืดเวลาออกไปอีก

    แล้วประกาศชัยชนะ

    ถึงนาทีนี้ชาวโลกไม่แคร์ว่าทรัมป์จะโกหกหรือ TACO แต่การไม่ทำตามคำขู่ทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น อย่างน้อยก็ชั่วคราว

    หลายคนเชื่อว่าทรัมป์มีอาการโรคประสาทแน่นอน เพราะพูดแต่ละชั่วโมงไม่ตรงกัน

    นี่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูที่นิวยอร์กเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ชื่อ Being There

    หนังปี 1979 แสดงโดย ปีเตอร์ เซลเลอร์ส แสดงเป็นตัวละคร แชนซ์ (Chance)

    เรื่องนี้ดีมาก บทภาพยนตร์กวาดหลายรางวัล

    .......................

    (มีสปอยเลอร์ จำเป็นต้องเล่า ไม่งั้นก็ไปต่อไม่ได้ ใครอยากจะดู ก็หาดูเอาเองก่อนอ่าน ใน YouTube ก็มี)

    .......................

    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชื่อ แชนซ์ เป็นคนสวนในบ้านหลังหนึ่ง เขาผ่านทั้งชีวิตในบ้านหลังนี้ แชนซ์รู้เรื่องเดียวคือทำสวน และมีกิจกรรมยามว่างอย่างเดียวคือดูโทรทัศน์ เมื่อเจ้านายของเขาถึงแก่กรรม ทนายความก็สั่งให้เขาออกจากบ้าน

    แชนซ์เดินทางไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ออกไปในโลกภายนอก แชนซ์เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เขาเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น แต่เขาจดจำการสื่อสารจากหนังต่างๆ ในโทรทัศน์

    เดินทางไประยะหนึ่ง เขาบังเอิญพบกับหญิงคนหนึ่ง ชื่อ อีฟ แรนด์ ภรรยาของเศรษฐีคนหนึ่ง เธอถามชื่อเขา เขาตอบว่า "Chance, the gardener" เธอได้ยินเป็น "Chauncey Gardiner"

    อีฟพาแชนซ์ไปที่คฤหาสน์ เบนสามีเธอกำลังป่วยระยะสุดท้าย เบนสังเกตเห็นการแต่งตัวของแชนซ์ประณีต แต่เป็นแบบโบราณ เพราะแชนซ์สวมชุดของเจ้านายเก่าของเขา เบนเข้าใจว่าแชนซ์เป็นผู้ดีเก่าตกยาก

    ทั้งสองสนทนากัน เบนเห็นว่าแชนซ์ฉลาด หลักแหลม ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษากำกวม หรือคนละเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เพราะแชนซ์ฉลาด

    เบนเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี จึงพาแชนซ์ไปพบประธานาธิบดี ในช่วงหนึ่งพวกเขาพูดเรื่องเศรษฐกิจ แชนซ์เปรียบเทียบความเจริญของเศรษฐกิจกับการปลูกต้นไม้ในสวน ประธานาธิบดีเข้าใจว่าแชนซ์พูดเปรียบเทียบ นึกชมว่าาแชนซ์ฉลาด

    เมื่อประธานาธิบดีพูดกับประชาชน ก็เอ่ยชื่อ Chauncey Gardiner ทำให้ทันใดนั้นแชนซ์กลายเป็นดาวเด่นในวอชิงตัน ออกรายการสัมภาษณ์มากมาย

    แชนซ์ออกรายการต่างๆ พูดจาโดยไม่เข้าใจบริบท แต่มักโยงเข้ากับการทำสวน และยกคำพูดที่เขาได้ยินจากทีวี ผู้คนก็เชื่อว่าเขาฉลาดหลักแหลม บวกกับบุคลิกอ่อนโยนของเขา ใครๆ ก็ชอบเขา

    หน่วยสืบราชการลับของหลายประเทศเริ่มสืบประวัติของแชนซ์ แต่ไม่พบอะไรเลย

    เบนผู้กำลังจะตายเสนอให้อีฟภรรยาใกล้ชิดกับแชนซ์ อีฟเข้าหาแชนซ์ แต่เขาไม่สนใจเรื่องเซ็กซ์ ก็จูบอีฟตามที่เขาเห็นในหนังทีวี แล้วหยุดกะทันหัน อีฟถามแชนซ์ว่า เขาชอบแบบไหน (หมายถึงเซ็กซ์) แชนซ์ตอบว่า "I like to watch." (ผมชอบดู - หมายถึงชอบดูโทรทัศน์) อีฟจึง... (ท่อนนี้ขออนุญาตเซ็นเซอร์)

    คะแนนนิยมของประธานาธิบดีตกต่ำ คนรอบตัวจึงเสนอให้แชนซ์เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

    ในตอนจบ แชนซ์เดินข้ามทะเลสาบโดยไม่จมน้ำ

    Being There เป็นหนังที่ต้องตีความ ออกแนวเสียดสีสังคม มันสะท้อนสังคมที่เลือกผู้นำตามภาพที่เห็นบนจอทีวี และตีความคำพูดของคนผู้นั้นตามที่สมองของตนอยากเชื่อ ไม่ว่าพูดเหลวไหลเลอะเทอะอะไร คนที่เชื่อก็ตีความว่าเป็นความฉลาด เป็นอัจฉริยะ ทำให้สามารถเลือกใครสักคนเป็นผู้นำ ทั้งที่คนผู้นั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน

    นี่ก็คือคำตอบว่าทำไมชาวเยอรมันค่อนประเทศสามารถเดินตามฮิตเลอร์ไปสู่ความพินาศ และในยุคที่เต็มไปด้วยเด็กในร่างผู้ใหญ่ สามารถเชื่อคนที่ให้คำสัญญาว่างเปล่าบนหน้าจอโทรทัศน์

    เพราะเมื่อเลือกเชื่อภาพลวงตา ก็สามารถสั่งสมองให้เชื่อว่าตนเดินบนน้ำได้

    ท้ายที่สุดก็จมน้ำตายทั้งประเทศ

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    รถบรรทุกสินค้าคันหนึ่งแล่นเข้าใต้สะพานแห่งหนึ่ง แต่ลอดผ่านไปไม่ได้ เนื่องจากรถบรรทุกสูงกว่าท้องสะพานเล็กน้อย แม้ความต่างจะมีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงนิ้ว แต่คนขับก็จำต้องหยุดรถและเตรียมถอยกลับไปหาเส้นทางอื่น

    แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น ใครคนหนึ่งก็เสนอความคิดว่า ไม่จำเป็นต้องถอยกลับ เขายังสามารถขับรถลอดสะพานได้ เพียงแค่ปล่อยลมยางออกไปส่วนหนึ่ง ล้อรถจะแบนลงกว่าเดิมสักนิ้ว รถก็ต่ำพอลอดใต้สะพานนั้นไปได้

    บางปัญหาเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา มีทางแก้อยู่ตำตานี่เอง มองด้วยมุมเดิมมักไม่เห็น ขอเพียงเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อยเท่านั้นก็แก้ปัญหาที่ดูเหมือนสวนทางกับตรรกะได้ลุล่วงอย่างไม่น่าเชื่อ

    ในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เราควรแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ ‘รถ’ หรืออยู่ที่ ‘สะพาน’ แล้วแก้ตรงจุดนั้น

    สะพานปรับไม่ได้ แต่รถปรับระดับได้ ดังนั้นหากมองแต่ ‘สะพาน’ ก็อาจไม่เห็นทางออก

    คนส่วนมากมักมองว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บางครั้งไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะมองสถานการณ์แค่ที่จุดจุดเดียว

    ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ยังสอนเราว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ ‘ยอมเขาก่อน’ อาจช่วยแก้ไขหลายปัญหาได้

    หากไม่ยอมปล่อยลมยางออกไปบ้าง แข็งขืนดื้อดึงดันทุรังอย่างเดียว ปัญหาก็อาจยังคงเป็นปัญหา

    ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ก็คือหลักทางสายกลางของพุทธนั่นเอง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป เป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่สร้างปัญหาน้อยที่สุด

    บางครั้งเราก็ควรทำตัวเป็น ‘สะพาน’ บางครั้งเป็น ‘ยางรถ’

    บางเรื่องในชีวิตเราต้องเป็นสะพาน แข็งแกร่ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครหรืออะไร เช่นยืนหยัดหลักการความถูกต้อง ความยุติธรรม แต่ในบางเรื่องเราอาจต้องยอมเป็นยางรถยนต์ ยอมลดความแข็งลง ยอมเขาก่อน แล้วสถานการณ์ก็อาจดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

    ชีวิตมีทั้งการใช้ไม้แข็งและไม้อ่อน ไม่แข็งเสมอไป ไม่อ่อนตลอดเวลา

    สถานการณ์การเมืองหลายเรื่องของเราเป็นการเผชิญหน้าที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ผลก็คือการปะทะชนกัน ต่อให้ชนะก็เสียหายเช่นกัน โดยมากเป็นความเสียหายต่อส่วนรวม ดังที่คนโบราณเปรียบว่า เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

    ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าคนเป็นเจ้านายหรือลูกน้องก็ต้องรู้จักเป็น ‘สะพาน’ และ ‘ยางรถ’ ในโอกาสและสถานการณ์ที่พอเหมาะ

    เจ้านายที่แข็งตลอดเวลายากที่จะรักษาลูกน้องดี ๆ ไว้ แต่ถ้าอ่อนปวกเปียก องค์กรก็ล้มได้

    ทางสายกลาง!

    ปรัชญา ‘สะพาน-ยางรถ’ สามารถใช้ได้ดีในเรื่องความรักเช่นกัน

    หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็น ‘สะพาน’ อย่างเดียว ไม่ยอมเป็น ‘ยางรถ’ บ้าง ชีวิตคู่ก็ล่มได้

    ธอมัส เมอร์ตัน นักคิด-นักเขียน-นักปราชญ์ชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง มนุษย์ที่แท้ เขียนว่า “การเริ่มต้นของความรักคือการยอมให้คนที่เรารักเป็นตัวของพวกเขาเองโดยสมบูรณ์ ไม่ปรับแปลงพวกเขาให้เข้ากับภาพของเรา มิฉะนั้นเราก็รักเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่เราพบในพวกเขา”

    อย่าพยายามเปลี่ยนคนที่เรารักให้เหมือนเรา (ด้วยข้ออ้างว่าเพราะเรารักเขานี่นา) แต่หาทางอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เปรียบเหมือนสายน้ำที่เมื่อไหลเจอภูผา ก็รู้จักอ่อนตัวลง เมื่อเจอเศษดินเศษทราย ก็ไหลเชี่ยวกรากเพื่อชะล้างเศษซากออกไป

    เพราะชีวิตสั้นนิดเดียว อย่าผ่านไปอย่างสุดโต่ง ไม่สนุกหรอก

    และเพราะชีวิตก็เหมือนการขับรถ ช้าหรือเร็วก็ต้อง ‘ลอดใต้สะพาน’ ที่เตี้ยกว่ารถของเรา

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26
    จาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
    36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ถ้าไม่มีสงครามอิหร่าน ข่าวนี้จะดัง

    คือข่าวยานอวกาศ Artemis II เดินทางไปดวงจันทร์

    นี่เป็นโครงการไปดวงจันทร์อีกรอบของสหรัฐฯ หลังจากว่างเว้นไปห้าสิบปี

    สหรัฐฯไปดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 1969 ไม่ใช่เพราะรักการผจญภัย หรือต้องการค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องการเมืองโลกล้วนๆ

    ยังไง?

    หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ก็เป็นปฐมบทของสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีนิยมตะวันตกกับโลกคอมมิวนิสต์

    ในเดือนตุลาคม ปี 1957 สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกหนัก 184 ปอนด์ ชื่อ สปุตนิก 1 โคจรรอบโลกครบหนึ่งรอบในเวลาเก้าสิบนาที

    ผู้นำสหรัฐฯช็อกอย่างแรง รู้ว่าใครก็ตามที่ครองอวกาศจะครองโลก

    การส่งดาวเทียมดวงแรกของโซเวียตเป็นการแสดงให้สหรัฐฯเห็นว่า เทคโนโลยีของโซเวียตเหนือกว่า

    โซเวียตกระหน่ำดอกที่สอง ส่งสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไป และดอกที่สามส่งมนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกสำเร็จ ชื่อมิสเตอร์ ยูริ กาการิน

    สหรัฐฯเปิดประชุมฉุกเฉิน ต้องตามโซเวียตในด้านอวกาศให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกโซเวียตจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธติดดาวเทียม

    สงครามเย็นย้ายสมรภูมิจากบนพื้นโลกไปที่เหนือชั้นบรรยากาศโลก 
    สหรัฐฯระดมหัวกะทิมาสร้างจรวด ในระดับเดียวกับการทำระเบิดปรมาณูในโครงการแมนฮัตตัน

    ก้าวแรกๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า และผิดพลาด เช่น นักบินสามคนในอพอลโล 1 ถูกไฟคลอกตาย

    ขณะที่ดูเหมือนว่าอเมริกาจะแพ้ในเกมนี้ ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี กลับกำหนดนโยบายไกลกว่าแค่ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลก

    เคนเนดีกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาสูงในวันที่ 25 พฤษภาคม 1961 ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้สมควรรับภาระที่จะบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย ไม่มีโครงการอวกาศใดในช่วงเวลานี้ที่น่าทึ่งสำหรับมนุษยชาติและสำคัญต่อการสำรวจอวกาศในระยะยาว และไม่มีโครงการใดที่ยากเย็นและแพงในการบรรลุเป้านี้..."

    ทุกคนตะลึง ตั้งเป้าสูงมาก

    แต่เมื่อนโยบายชัดเจน ระดมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นเยี่ยมของประเทศมาทำงาน โครงการอพอลโลก็สำเร็จ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 หนึ่งปีก่อนเส้นตายของเคนเนดี  หลังจากอพอลโล 11 ลงดวงจันทร์ โซเวียตก็เลิกคิดไปเหยียบดวงจันทร์ เพราะเป็นหมายเลข 2 ไม่มีคุณค่าอะไร

    อเมริกันชนะในเกมนี้

    เมื่อชนะก็ไม่คิดจะสานต่อโครงการนี้อีก เปลืองเงินเปล่าๆ

    แล้วทำไมตอนนี้จึงคิดไปดวงจันทร์อีกรอบ?

    ก็เพราะผ่านไปหลายสิบปี ทั้งอินเดียและจีนส่งยานไปดวงจันทร์ โดยเฉพาะจีนที่หายใจรดต้นคอ ใครจะรู้ว่าจีนจะไม่ไปตั้งฐานหรืออาณานิคมที่ดวงจันทร์ สหรัฐฯสัมผัสแรงสั่นสะเทือนนี้ จำต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อสกัดกั้นจีน

    นี่คือเหตุผลเดียวที่สหรัฐฯหวนกลับไปดวงจันทร์ หลังจากนั้นก็คงไปดาวอังคาร

    ในเมื่อเป็นโครงการใหม่ที่สานต่อจากโครงการอพอลโล (Apollo) ก็ต้องตั้งชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อน

    ปรากฏว่าตั้งชื่อ Artemis ได้เหมาะสมยิ่ง

    ยังไง?

    ตามตำนานกรีก Artemis กับ Apollo เป็นพี่น้องฝาแฝด คนแรกเป็นเทพธิดาแห่งการล่าคนหลังเทพธิดาแห่งตะวัน

    ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม โลกเราพัฒนาเทคโนโลยีเร็วที่สุด มากที่สุดในช่วงสงครามและเกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองโลก

    เมื่อจีนคุม rare earth ชาติอื่นๆ ก็ต้องรีบพัฒนา เมื่อสหรัฐฯสกัดกั้นชิพเข้าจีน จีนก็รีบพัฒนาชิพของตัวเองโดยด่วน

    สงครามเย็นไม่เคยยุติ เพราะเราแบ่งเขาแบ่งเราตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

    อยู่ด้วยกันดีๆ ไม่เป็น

    วินทร์ เลียววาริณ
    8 เมษายน 2026

    1
    • 0 แชร์
    • 30