-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ลูกค้าในร้านพับผ่าในสองคืนนี้คุยแต่เรื่องฆ่าๆ แกงๆ
ลูกค้าคนหนึ่งถามข้าพเจ้า "บาร์เทนเดอร์คิดว่าเป็นการจัดฉากหรือปล่า?"
ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว "คุณหมายถึงลิเกโรงไหนหรือ?"
"หมายถึงความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯน่ะ"
"อ๋อ! ได้ยินหลายคนบอกว่าเป็นลิเก"
"แล้วบาร์เทนเดอร์คิดว่าเป็นลิเกหรือเปล่า?"
ข้าพเจ้ายักไหล่
"ผมไม่รู้หรอก อาจเป็นการตั้งใจฆ่าจริงๆ ก็ได้ เราไม่มีทางรู้ แต่เชื่อยังไงก็แล้วแต่คน เพราะคนส่วนใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เหมือนไปดวงจันทร์น่ะ ถ้าเชื่อก็เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็ไม่มีทางเชื่อ"
"แล้วบาร์เทนเดอร์คิดว่าไง?"
"ก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง ภาพลักษณ์ของท่านประธานาธิบดีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คะแนนนิยมก็ร่วงต่ำ ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างฉาก แต่ก็เป็นไปได้ที่มีคนไม่พอใจที่เขาเอาเงินภาษีอเมริกันไปทำสงครามให้ชาติอื่น แทนที่จะมาช่วยประเทศตัวเอง"
"ผมว่าหลักฐานมันชัดนะ ข้อหนึ่ง คนร้ายฝ่าด่านเข้าไปได้ยังไง"
"เขาอาจเคยฝึกวิชาตัวเบา"
"ข้อสอง ทำไมพวก secret service ไม่ช่วยประธานาธิบดีก่อน แต่กลับช่วยรองประธานาธิบดี เสร็จแล้วเหมือนนึกขึ้นมาได้ว่าลืมประธานาธิบดีไป"
"รองประธานาธิบดีอยู่ใกล้กว่ามั้ง?"
"ไม่ใช่ครับ เพราะหน้าที่ของ secret service คือช่วยประธานาธิบดี คนอื่นจะตายไม่เป็นไร"
"ข้อสาม?"
"ข้อสาม ท่านประธานาธิบดีไม่ตื่นเต้นอะไรเลย"
"ก็ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้ว แล้วข้อสี่?"
"สั่งเหล้าก่อนดีกว่า"
"อยากดื่มอะไรครับ?"
"มีอะไรเข้ากับอารมณ์ผมตอนนี้บ้าง?"
ข้าพเจ้าเอ่ย "ผมว่าค็อคเทล Violet Assassin น่าจะเหมาะ"
"ใช่ Assassin แปลว่านักฆ่า"
"Violet Assassin ทำมาจาก Whitley Neill Parma Violet gin ผสมเชอร์รีไซรัป และน้ำมะนาวคั้นสด"
ลูกค้าดื่ม Violet Assassin แล้วสั่งค็อคเทลแก้วใหม่
ข้าเพเจ้าเอ่ย "แก้วต่อไปผมขอเสนอ Bullet to the Head"
"ชื่อแรงนะ คล้ายๆ ชื่อ Headshot"
"Headshot ไม่ใช่ชื่อค็อคเทล เป็นชื่อหนังของคุณเป็นเอก สร้างมาจากนวนิยายเรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า ของนักเขียนไทยคนนึง จำชื่อไม่ได้ แต่ชื่อคล้ายๆ วินมอเตอร์ไซค์"
"อ๋อ! ผมดูแล้ว หนังดีนะ ฉากเซ็กซ์ดี"
"อ้าว!"
"Bullet to the Head ชื่อแรง เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้"
"รสก็แรงด้วย ทำด้วยเตกิลา ผสม Lager beer น้ำมะเขือเทศ Jalapeno และซอสรสแรง tabasco ผสมพริกไทยดำ"
"น่าจะแรงจริงด้วย"
เขาดื่ม Bullet to the Head แล้วว่า "เราคุยค้างที่ข้อสี่ ข้อสี่คือทำไมท่านประธานาธิบดีถูกยิงที่ใบหูคราวก่อน จึงไม่มีรอยแผลเป็นเลย"
"น่าจะใช้ว่านหางจระเข้นะ ช่วยลบรอยแผลเป็น เพราะว่านหางจระเข้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่"
"ข้อห้า ทำไมคนร้ายถูกจับ ไม่ถูกยิง"
ข้าพเจ้าเลิกคิ้ว "อ้าว! ทำไมต้องถูกยิง?"
"หน้าที่ของหน่วย secret service คือเมื่อเห็นคนร้ายถือปืนเข้าใกล้ประธานาธิบดี จะไม่สั่งให้คนร้ายหยุดหรือคุยกับคนร้าย ยิงอย่างเดียว และต้องยิงทันที ไม่มีทางจับเป็นอย่างนี้"
"จริงหรือ?"
"จริงครับ ตั้งแต่ประธานาธิบดีเจเอฟเคถูกยิง หน่วย secret service ก็เพิ่มมาตรการต่างๆ เยอะ พอประธานาธิบดีเรแกนถูกยิงอีกรอบ คราวนี้ออกกฎมากมายเพื่อป้องกันภัยผู้นำ แต่หนนี้การรักษาความปลอดภัยหละหลวมผิดปกติ"
"มัวแต่ไปรบกับอิหร่านจนเงินหมด ไม่ได้จ่ายเงินเดือน secret service หรือเปล่า"
"มีเหล้าอะไรอีกไหม?"
"ค็อคเทล Silver Bullet ดีไหมครับ?"
"ทำด้วยอะไร?"
"Silver Bullet ทำด้วยเหล้าจิน ผสมสก็อตช์วิสกี้ lemon twist บางทีก็ใช้ว็อดกา"
"ชื่อ silver bullet นี่คุ้นๆ นะ"
"ปกติ silver bullet หมายถึงวิธีการแก้ปัญหายากๆ ที่ได้ผล"
ลูกค้าสบตาข้าพเจ้ายิ้มๆ
"บาร์เทนเดอร์หมายถึงการลอบสังหารเป็น silver bullet ที่แก้ปัญหาของอเมริกา? เปลี่ยนผู้นำแล้วทุกอย่างดีขึ้น?"
"เปล่า ผมไม่โหดร้ายขนาดนั้น ผมใช้ silver bullet ขำๆ มากกว่า"
"ขำยังไงครับ?"
"ในหนังเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่า กระสุนเงินเป็นสิ่งเดียวที่หยุดมนุษย์หมาป่าได้"
"แล้วมันขำตรงไหน?"
ข้าพเจ้าเอ่ยยิ้มๆ "คราวนี้เป้าหมายไม่ใช่มนุษย์หมาป่า แต่เป็นมนุษย์หมาบ้า silver bullet ใช้ไม่ได้ผล"
"จริง ผมเข้าใจบาร์เทนเดอร์แล้ว 'silver bullet' ก็คือระเบียบโลกซึ่งตอนนี้โลกเราไม่มี แต่นี่มันไม่ขำ"
เขาดื่มค็อคเทลกระสุนเงินจนหมดแก้ว จ่ายเงิน แล้วออกจากร้านไป
ใช่ โลกที่เราอยู่ในตอนนี้ไม่มีอะไรน่าขำ
วินทร์ เลียววาริณ
28-4-26พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
1- แชร์
- 9
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
นานมาแล้วการ์ตูนตลกชิ้นหนึ่งวาดรูปผู้ประกาศข่าวในจอโทรทัศน์แต่งกายชุดสูท ผูกเนกไท สิ่งที่อยู่นอกจอคือเขาไม่สวมกางเกง เพราะกล้องไม่ได้จับท่อนล่าง
นี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่เกินความจริงแต่อย่างไร ในชีวิตจริงเรามีสถานการณ์อย่างนี้เสมอ
สมัยผมกับเพื่อนใช้ชีวิตในเมืองนอกนั้น พวกเราจะรีดผ้าเฉพาะส่วนที่มองเห็นภายนอกเท่านั้น เช่น ถ้าสวมเสื้อเชิ้ตสอดในกางเกง ก็ไม่ต้องรีดชายเสื้อ ถ้าสวมเสื้อแขนยาวแล้วพับปลายแขน ก็ไม่ต้องรีดปลายแขนเสื้อ
ประหยัดทั้งเวลาและค่าไฟฟ้า!
สมัยที่ใช้ชีวิตในเมืองหนาว ต้องสวมเสื้อหลายชั้นไปทำงาน ก็ไม่เคยรีดเสื้อตัวใน เพราะไม่มีใครเห็น
เราเรียกมันว่า ‘practical’ แต่คนที่แต่งตัวแบบประณีตทุกตารางนิ้วคงรับนิสัย ‘ผักชีโรยหน้า’ แบบนี้ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การสวมเสื้อรีดบางส่วนอาจไม่เสี่ยงเท่าสวมกางเกงในขาด ๆ หลายคนไม่ยอมทิ้งกางเกงในที่เปื่อยขาดด้วยเหตุผลความประหยัด และ “ไม่เป็นไร ไม่มีใครเห็น”
แต่ผู้ใหญ่สอนมานานแล้วว่า จงสวมกางเกงในที่ใหม่สะอาดเสมอ อย่าสวมตัวที่เก่าขาดเพราะคิดว่าไม่มีใครมองเห็น คุณไม่มีทางรู้ว่าวันไหนออกจากบ้านแล้วจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ชาวโลกเห็นด้านในของคุณหรือเปล่า อาจถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกางเกงขาด หรือลมแรงพัดกระโปรงขึ้นเห็นถึงข้างใน เมื่อนั้นอาจขายหน้าชาวประชาอย่างยิ่ง!
เคยสังเกตบานตู้เครื่องเรือนไหม ช่างจะไม่ลงสีด้านหลังตู้ ขอบบานส่วนที่อยู่บนสุดและล่างสุดซึ่งตามองไม่เห็น เพราะถือว่าไม่เห็นตลอดอายุการใช้งานของมัน
หลายคนใช้ชีวิตแบบ ‘รีดผ้าเฉพาะส่วนที่เห็น’ ทำความสะอาดบ้านเฉพาะส่วนที่เห็น กินอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอก หากมีแขกมาเยี่ยมบ้าน ก็เอาข้าวถุงข้าวห่อใส่ถ้วยจานชามสวยงาม แต่หากอยู่คนเดียว ก็จะกินจากห่อหรือกล่องที่ใส่มา
ผักชีโรยหน้าทางกายภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ผักชีโรยหน้าทางใจต่างหากที่น่าเป็นห่วง หลายคนทำดีพูดดีเพราะมีกล้องโทรทัศน์จ่อหน้าอยู่ ทำดีเฉพาะเวลาที่มีคนเห็น หากมีคนมอบซองกฐินต่อหน้าคนมาก ๆ ก็ใส่เงินให้ทั้งที่ใจไม่อยากเลย
เวลาเจ้านายอยู่ ทำตัวขยันผิดปกติ พูดสุภาพกับคนอื่น ๆ ได้ทุกคน แต่พูดจาไม่มีหางเสียงกับลูกเมีย
เมื่อติดนิสัยผักชีโรยหน้า มันจะกำหนดพฤติกรรมของเรา แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ก็ลามไปกำหนดระบบสังคมและประเทศ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือเมื่อมีแขกเมืองมาเยี่ยม รัฐบาลมักสั่งทำรั้วกั้นพื้นที่สลัม ทาสีสวย ๆ เอากระถางต้นไม้มาเรียง เมื่อแขกเมืองกลับก็รื้อป้าย ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม
นิยายหลายเรื่องมีตัวละครประเภท ‘วีรบุรุษจอมปลอม’ หมายถึงตัวละครผู้ดีหรือคนมีคุณธรรมเพราะสร้างภาพอย่างนั้นกับสังคม ทำให้ต้องรักษาภาพดี ๆ นั้น เจอหน้าใครก็ต้องยิ้มเสมอ พูดจาอะไรก็ต้อง “เพื่อสังคม” ไว้ก่อน นี่เป็นชีวิตที่เราสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการตัวเอง
นี่ไม่ได้ชี้ว่าถูกหรือผิด แต่ชีวิตที่งดงามน่าจะเป็นชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเปลือกภาพลักษณ์จนไม่มีความสุข
ชีวิตคงเหนื่อยเอาการถ้าต้องสวมหน้ากากทุกวัน
คนดีทำดีประพฤติดีแม้ไม่มีใครเห็นสิ่งที่ทำ
เราเองรู้ดีว่าเสื้อที่สวมรีดทั้งตัวหรือไม่
ลองสร้างนิสัยเรียบร้อยทั้งภายนอกและภายใน เสมอต้นเสมอปลาย จะพบความแตกต่าง เพราะเมื่อประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย เปลือกนอกเหมือนแก่นใน นิสัยภายในเหมือนภาพลักษณ์ภายนอก ก็ไม่ต้องวิตกและเหนื่อยกับการสร้างภาพ เพราะไม่ว่าเปลือกนอกหรือแก่นในล้วนเป็นภาพจริง ตัวตนจริง
สบายกว่ากันเยอะเลย
วินทร์ เลียววาริณ
28 เมษายน 2569........................
จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราวโปรโมชั่นพิเศษชุด
https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%2041- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ7 วันที่ผ่านมา
แซงชั่น (sanction) เป็นมาตรการทางการเมืองโลก เป็นบทลงโทษอย่างหนึ่ง
แซงชั่นที่แรงที่สุดคือแซงชั่นยี่ห้อสะหะรัดอเมริ-crow
การถูกอเมริ-crow มหาอำนาจโลกแซงชั่น แปลว่าไม่มีใครทำธุรกรรมด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริ-crow เพราะอเมริ-crow จะกดดันให้ชาติอื่นๆ ร่วมแซงชั่นด้วย
แซงชั่นแปลว่าไม่มีสินค้าเข้าออก ไม่มีการค้าขายตามปกติ ไม่มีข้าวของที่ตนเองผลิตไม่ได้เข้าประเทศ เศรษฐกิจถดถอย
มันจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง
ชาติที่ถูกแซงชั่นนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็คืออิหร่าน นานถึง 47 ปี
คำถามอิหร่านอยู่มาได้อย่างไรในการแซงชั่นนานขนาดนี้
คำตอบคือความอดทนกับการดิ้นรน
แม้ถูกกดดันจนหายใจลำบาก แต่อิหร่านยังสามารถทำการค้ากับ 170 ประเทศทั่วโลก อาจไม่ได้ทำการค้าโดยตรง แต่อยู่ในรูปการแลกสินค้า (barter) บ้าง ผ่านมือที่สามบ้าง ฯลฯ
ในบรรดาประเทศต่างๆ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ค้าขายกับอิหร่านตามปกติ
จีนลงทุนมหาศาลในอิหร่านเพื่อแลกกับน้ำมัน จีนซื้อน้ำมัน 90 เปอร์เซ็นต์ที่อิหร่านผลิตได้ และนำเข้าหนึ่งในสี่ของสินค้าทั้งหมดของอิหร่าน ทั้งหมดไม่ผ่านธนาคารอเมริ-crow
ตุรกี คูเวต บัลแกเรีย บราซิล อินเดีย ฯลฯ ก็ค้าขายกับอิหร่าน
แต่ที่สำคัญที่สุดของการที่อิหร่านอยู่รอดมายาวขนาดนี้คือ การเปลี่ยนนโยบายเป็นพึ่งพาตัวเอง ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
การเมืองโลกในรอบหลายปีนี้เปลี่ยนไปมาก กรณีศึกษาที่ดีที่สุดในเรื่องพึ่งพาตัวเองคือจีน
เมื่อจีนเติบโตหายใจรดต้นคอสะหะรัด อเมริ-crow ก็กดดันจีนด้วยมาตรการห้ามส่งสินค้าบางประเภท เช่น ไมโครชิพ
จีนซึ่งพึ่งพาชิพจากตะวันตกมาตลอด ก็บรรลุซาโตริว่า เล่าฮูยืมจมูกชาติอื่นหายใจไม่ได้แล้ว เคี้ยกเคี้ยก
ว่าแล้วก็รีบพัฒนาเทคโนโลยีชิพของตนทันที ตอนนี้กระบวนท่าชิพ(ไม่หาย)ยังตามหลังตะวันตกอยู่หลายกระบวนท่า แต่ช้าหรือเร็วจะทันแน่ เพราะจีนผลิตวิศวกรปีละ 1.5 ล้านคน
อุดรูรั่วทุกจุดที่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก
จีนสอนทุกชาติทางอ้อมว่า นโยบายพึ่งพาตัวเองนั้นสำคัญมาก
ประเทศไทยก็ต้องระวัง เราอาจไม่ใช่คู่กรณีของสะหะรัดโดยตรง แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติระหว่างชาติอื่น เราโดนหางเลขเสมอ ล่าสุดก็คือน้ำมัน แล้วกระทบไปที่การท่องเที่ยว
เดี๋ยวก็กระทบไปที่จุดอื่นๆ เพราะเราผูกตัวเองไว้กับการท่องเที่ยว
ราวสิบปีก่อนผมเขียนบทความเตือนเรื่องนี้แล้วว่า ระวังอย่าพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก เพราะหากเกิดเหตุพลิกผันจากต่างประเทศ เราจะเดือดร้อนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่
โควิดก็ทีหนึ่ง คราวนี้ก็อีกที
หากเราคิดเป็นแค่ขายของเก่ากิน ขายธรรมชาติ ขายบริการ นวดเท้านักท่องเที่ยว ตีหัวนักท่องเที่ยว และยังคิดจะสร้างกาศิโน ระวังว่าวันหนึ่งจะพบว่าเราไม่มีไพ่ตายในมือให้อยู่รอด การผลิตหมอนวดปีละ 2 หมื่นคนบริการนักท่องเที่ยว และเน้นต้มยำกุ้งกับผัดไทอาจไม่พอ
วางแผนให้ดี กระจายความเสี่ยง พัฒนาคนทุกด้าน ระวังอย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
เพราะแซงชั่นจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาตัวเอง
วินทร์ เลียววาริณ
21-4-261- แชร์
- 75
-
วินทร์ เลียววาริณ8 วันที่ผ่านมา
แจ้งข่าวหนังสือครับ
เดือนเมษายนนี้ ผมและสปอนเซอร์โครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด ได้ส่งมอบหนังสือเข้าห้องสมุดทั่วประเทศรอบใหม่ โดยผ่านสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว
รอบนี้มีหนังสือใหม่สองปกคือ ฮานอย ฮิลตันจำนวน 2,000 เล่ม มูลค่าหนังสือ 630,000.- บาท
และ Mini Wabi-sabi จำนวน 1,500 เล่ม มูลค่าหนังสือ 435,000.- บาท
ขอขอบคุณสปอนเซอร์ทั้งหลาย ทั้งขาประจำและขาจร ได้แก่
บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด
ครอบครัวคันธารวงสกุล
ม.ล. ปรางทิพย์ เทวกุล
แป้ง รูปขจร
ป๋อมแป๋ม
นายใจเทียน-นางเง็กลั้ง ไพบูลย์และครอบครัว
ครอบครัวชเต๊ก
อาจารย์นฎา กล้วยไม้
ลัคนา คุ้มกัน และครอบครัว
วนาวัลย์ - ทอมัส ดาตี้
อรุณรัตน์ ตั้งกิจงามวงศ์
อาจารย์นงนภัส ตาปสนันทน์
รินทร์หทัย สิริศิรวิชญ์
สุระเมษฐ์ สิริศิรวิชญ์
เพลินพบ-เพลินพิพัฒน์ รัตนธนาวันต์
มณีรัตน์ ศรีเสาวชาติ
พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ และครอบครัว
โสมสุดา จันทรา
ครอบครัวจิรรุ่งโรจน์กุล
พงษกร พงษ์วัฒนาสุข
ครอบครัวสุทธิวรรณ
รังสรรค์ สกุลยง
วิชาญ ชูทิพย์
ครอบครัวเสนีย์สถาพร
ครอบครัวพุ่มพันธ์
ครอบครัวสุดเสนาะ
OMG Books
บริษัท เทพบิซ จำกัด ในนามคุณธนเทพ
วารินทร์ ภัทรกิจธรรม และครอบครัว
ปฐมพงศ์ ฉิมนาม
ทวีเกียรติ ฉัตรเฉลิมวิทย์
Jean Paul
ภิญญาพัชญ์
สำนักพิมพ์ 113
และผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีกหลายท่านทุกท่านจะได้รับจดหมายยืนยันจากกระทรวงฯในภายหลัง เพื่อความโปร่งใส
จนถึงวันนี้ โครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดได้บริจาคหนังสือไปแล้วรวม 265,940 เล่ม เป็นมูลค่าหนังสือ 59,544,900.- บาท
เป็นปีที่ 22 ของโครงการ
ดังที่บอกมาหลายครั้งแล้ว ถือโอกาสบอกอีกทีก็แล้วกัน
ผมทำหนังสือมาทั้งขายและแจก ทุกครั้งที่ผลิตหนังสือใหม่ ผมจะส่งหนังสือใหม่นั้นเข้าห้องสมุดทั่วประเทศด้วย โดยแรงช่วยเหลือของสปอนเซอร์ที่ถือปรัชญา 'คืนกำไรให้สังคม' เหมือนกัน
ใครไม่สะดวกซื้อ ก็อ่านฟรีได้จากห้องสมุดและเพจนี้ แต่หากใครมีปัญญาซื้อหนังสือได้ ก็ช่วยซื้อหน่อย เพื่อให้นักเขียนสามารถผลิตงานและทำโครงการห้องสมุดต่อไปได้
เพราะโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดจะยืนหยัดเพื่อสังคมได้ นักเขียนต้องอยู่ได้ด้วย
วินทร์ เลียววาริณ
21 เมษายน 2569......................
ป.ล. ท่านที่สนใจร่วมโครงการ โครงการรอบต่อไปคือเดือนตุลาคม 2569 หากสนใจร่วม ก็ช่วยให้ชื่อ อีเมล โทรศัพท์ติดต่อ ส่งไปที่อีเมล namol113@gmail.com หรือแจ้งทาง inbox ก็ได้ครับ แต่ยังไม่ต้องส่งเงินมา ย้ำ ยังไม่ต้องส่งเงินมาตอนนี้
ราวเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เราจะติดต่อไปสอบถามว่า ยังสนใจหรือไม่ ถ้าสนใจค่อยบริจาคในตอนนั้น
ทุกขั้นตอนโปร่งใส ผู้บริจาคทุกท่านจะได้รับใบตอบรับจากกระทรวงศึกษา หากให้ชื่อในนามบริษัท ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่หากเป็นชื่อบุคคลทั่วไป ก็ลดหย่อนภาษีไม่ได้
1- แชร์
- 39
-
วินทร์ เลียววาริณ8 วันที่ผ่านมา
1- แชร์
- 22
