• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนผมยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ด้านซ้ายคือทำงานสายเดิมต่อไป ด้านขวาคือเปลี่ยนเป็นนักเขียนอาชีพ ด้านซ้ายมีลูกค้าอยู่แล้ว ด้านขวามีผู้อ่านที่รู้จักผมเพียงหยิบมือหนึ่ง เป้าหมายด้านซ้ายคือหาเงินอย่างเดียว เป้าหมายด้านขวาคือหาเงิน (น้อยหน่อย) + ความสุขที่ได้เดินตามฝัน

    หากเปรียบสถานการณ์นี้กับหนังเรื่อง The Matrix ก็คือฉากที่ตัวละคร ‘นีโอ’ ได้รับยาสองเม็ด ยาเม็ดสีฟ้ากับยาเม็ดสีแดง หากกินยาเม็ดสีฟ้า ทุกอย่างจะเหมือนเดิม กลับไปดำเนินวิถีชีวิตปกติของเขา หากกินยาเม็ดสีแดง เขาจะเดินทางไปสู่หนทางใหม่ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เมื่อเลือกแล้วก็จะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

    ในชีวิตผม เจอสถานการณ์เลือกยาเม็ดสีฟ้ากับยาเม็ดสีแดงมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกคือการเปลี่ยนสายอาชีพจากสถาปนิกเป็นสาย กราฟิก ดีไซน์ เกิดขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากลองทางสายใหม่ เนื่องจากยังเป็นหนุ่มที่ไม่มีลูกเมีย การตัดสินใจเลือกยาเม็ดสีแดงจึงไม่ยากนัก

    การเลือกยาเม็ดสีแดงครั้งต่อ ๆ มายากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีความรับผิดชอบเรื่องครอบครัว และอายุก็เริ่มมากขึ้น

    จนมาถึงการเลือกยาเม็ดสีแดงเป็นนักเขียนอาชีพ เป็นการเลือกที่ต้องขบคิดหนัก เพราะมีความเสี่ยงสูง และจริงดังคาด ในปีแรก ๆ หลังกินยาเม็ดสีแดง เกิดอาการแพ้ยา หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ต้องทำงานเสริมเพื่อให้ความฝันหลักอยู่รอด

    แต่เมื่อไม่ถอย เดินหน้าต่อไป ยาเม็ดสีแดงก็เริ่มออกฤทธิ์เป็นวิตามิน

    การกินยาเม็ดสีแดงไม่ใช่เกิดจากการเลือกเสมอไป หลายคนถูกบังคับให้กินยาเม็ดสีแดง

    หลายปีนี้ผมเห็นตัวอย่างของคนที่ถูกไล่ออกจากงาน (ไม่ว่าจะใช้คำพูดสวย ๆ เช่น ‘เออร์ลี รีไทร์’ หรืออื่น ๆ) ถูกบังคับให้กินยาเม็ดสีแดงทั้งที่ยังไม่พร้อม

    มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินทางสายที่ไม่รู้จักไม่คุ้นเคย โดยมีภาระครอบครัววางอยู่บนสองบ่า แต่ลมหายใจไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป คนพร้อมกว่าก็ได้เปรียบ คนที่ไม่เคยมองการณ์ไกลก็เหนื่อยหน่อย

    ใช่ บางครั้งสีแดงของยาเม็ดอาจตีความหมายได้ว่า ‘หยุด’ หรือ ‘อันตราย’ แต่นั่นมิได้หมายความว่า สีฟ้าไม่มีอันตรายซ่อนอยู่เช่นกัน ความจริงคือไม่ว่าจะเลือกกินยาเม็ดสีฟ้าหรือสีแดงก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งคู่ ความคิดแบบ “อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว ไม่รู้จะเสี่ยงไปทำไม” ย่อมมีเหตุผลของมัน บางเรื่องบางสถานการณ์ก็ไม่ควรเสี่ยงจริง ๆ แต่คนฉลาดไม่ลืมตรวจสอบตัวเองเป็นระยะ ๆ ว่า ประโยคดังกล่าวยังใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ เพราะลมสามารถเปลี่ยนทิศได้เสมอ ทอร์นาโดทางธุรกิจเกิดขึ้นได้เสมอ กิจการที่ลงตัววันนี้อาจไม่ค่อยสวยในวันพรุ่งนี้ เจ้านายที่รักเราเหลือเกินในวันนี้ อาจไม่ค่อยพิสมัยเราในวันพรุ่งนี้

    อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ เราจึงควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เตรียมพร้อม เตรียมทางสายที่สองรอไว้เสมอ อย่างน้อยเมื่อถูกบังคับให้กินยาเม็ดสีแดงกะทันหันจะได้ไม่เขว

    อย่ารอให้ถูกถีบลงน้ำแล้วค่อยเรียนว่ายน้ำ!

    ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือนักเรียน ช้าหรือเร็ว ก็อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ต้องเลือกยาเม็ดสีใดสีหนึ่ง จะทำงานด้านนี้หรือด้านนั้นดี จะเรียนสายนี้หรือสายนั้นดี จะย้ายบริษัทดีไหม จะแต่งงานดีหรือไม่ จะเลิกกับคู่รักดีหรือเปล่า

    ถ้ารู้จักมองการณ์ไกล มองเห็นมันแต่ไกลก่อนที่จะมาใกล้ตัว โอกาสถูกจับยัดยาเม็ดสีแดงใส่ปากก็น้อยลง

    มองโลกในแง่ดีคือ เราโชคดีกว่านีโอใน The Matrix ตรงที่ถึงกินยาผิดเม็ด ก็ยังพอเปลี่ยนแปลงแก้ไขทิศทางใหม่ได้   โลกไม่เคยขาดคนบ้าที่เลือกยาเม็ดสีแดง แม้รู้ว่าอาจไปสู่พื้นที่เสี่ยงอย่างยิ่ง

    รอเบิร์ต ก็อดดาร์ด กินยาเม็ดสีแดงแล้วเลือกเส้นทางสาย ‘ความฝันโง่ ๆ’ คือสร้างจรวด แม้ว่าตลอดชีวิตที่ทำงานทดลอง ถูกวิพากษ์สารพัด ถูกดูถูกเหยียดหยาม จนเมื่อตายไป โลกจึงยอมรับและยกเขาเป็นบิดาแห่งจรวด

    ชาร์ลส์ กูดเยียร์ กินยาเม็ดสีแดงแล้วเลือกเส้นทางผลิตยางเพื่อนำมาใช้ทำสินค้าต่าง ๆ ล้มลุกคลุกคลานจนไม่มีกิน หนี้สินท่วมตัวจนต้องเข้าคุก และเกือบตายจากก๊าซพิษในการทดลอง แต่ก็เดินหน้า จนสำเร็จในที่สุด

    เจ. เค. โรว์ลิง กินยาเม็ดสีแดงแล้วเลือกเส้นทางนักเขียน แม้จะลำบากยากเย็นหลายปี จนประสบความสำเร็จในที่สุด

    นิกิ เลาดา กินยาเม็ดสีแดงแล้วเลือกเส้นทางนักแข่งรถ แม้ว่าครอบครัวต่อต้าน แต่เขาปฏิเสธที่จะเดินบนเส้นทางที่ปลอดภัยซึ่งครอบครัวเลือกให้ ในสายทางที่เขาเลือก เขาประสบอุบัติเหตุบนถนนแข่งจนใบหน้าเสียโฉม แต่ก็ประสบความความสำเร็จเป็นแชมป์โลก และต่อมาเป็นเจ้าของสายการบินสองสาย

    และอีกมากมายที่เลือกกินยาเม็ดสีแดง

    ลองนึกถึงโลกที่ไม่มีใครยอมกินยาเม็ดสีแดง บางทีวิทยาการของมนุษย์เวลานี้อาจยังล้าหลังอยู่สักพันสองพันปี

    ทว่าโลกก็เต็มไปด้วยคนที่เลือกยาเม็ดสีแดงแล้วไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งตายอย่างเขียด

    วินเซนต์ แวน โกะห์ กินยาเม็ดสีแดงแล้วเลือกเส้นทางศิลปิน อดอยากตลอดชีวิต แต่ก็ยังเดินหน้า วาดรูปกว่าสองพันภาพ แต่ขายได้เพียงภาพเดียว แล้วจบชีวิตตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม

    บ้านเราก็มีจิตรกร ศิลปินจำนวนไม่น้อยที่กินยาเม็ดสีแดงแล้วเกิดอาการแพ้ยา คนเหล่านี้มีฝีมือ มุ่งมั่นเดินตามฝัน ขยันอย่างยิ่ง เพียงแต่โอกาสไม่เอื้อให้

    ทว่านี่มิใช่ความผิดของยาเม็ดสีแดง มันเป็นเพียงความไม่ลงตัวของโอกาสและจังหวะซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่กับคนและองค์กรที่มั่นคงที่สุด

    สำหรับคนที่มีต้นทุนในชีวิตไม่สูงมาก การเดินตามฝันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ชีวิตที่ไม่ลองเดินตามฝันเหมือนดูหนังไม่จบเรื่อง

    ดังนั้นไม่ว่าจะกินยาเม็ดสีแดงด้วยเหตุผลใด ก็กัดฟันลองสู้สักตั้ง ถึงจะไม่สำเร็จ เราก็จะไม่โทษตัวเองจนวันตายว่าไม่ได้ลองเดินตามฝัน

    วินทร์ เลียววาริณ
    1-7-26

    จากหนังสือ ยาเม็ดสีแดง
    190 บาท 34 บทความ บทความละ 5.5 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/116/ยาเม็ดสีแดง 

    1
    • 0 แชร์
    • 4
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในวัยเด็กผมเคยเห็นรูปจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (สมัยนั้นไม่มีการันต์เหนืออักษร ณ) ในโปสการ์ด ดูโอ่อ่าน่าเกรงขาม และมันเกินเอื้อม

    ผมไม่เคยนึกฝันว่าวันหนึ่งตัวเองจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปสการ์ด ภายในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ

    แม้จะเข้ากรุงมาแล้วสองปี แต่ผมยังเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงเพราะผมไม่เคยไปไหน นอกจากบ้านกับโรงเรียน ทุกอย่างรอบตัวผมยังเป็นของใหม่

    ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยเงียบ ๆ ผมเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวมากกว่าจะเข้าไปร่วม ผมชอบไปนั่งเงียบ ๆ ในห้องสมุดมากกว่าร่วมกิจกรรมกับใคร

    ห้องสมุดคณะสถาปัตย์ฯย่อมมีแต่หนังสือออกแบบตึก ไม่มีนิยายเริมรมย์ ดังนั้นสิ่งแรกที่มนุษย์ introvert คนนี้ทำคือไปที่หอสมุดกลาง ควานหานิยายมาอ่าน

    แม้ออกสู่โลกภายนอกแล้ว ผมยังชอบกลับคืนสู่โลกภายใน

    คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ เป็นจุดชุมนุมคนเก่ง คนกล้าคิดแหวกแนว เหตุผลหนึ่งเพราะการเอาตัวรอดในคณะวิชานี้ทำให้ต้องคิดต่าง ไม่เช่นนั้นยากจะได้คะแนนดี

    ในเทอมแรก หลังจากอ่านนิยายมากไปหน่อย ผมก็สอบตกเป็นครั้งแรกในวิชาแคลคูลัส

    แคลลูลัสเป็นวิชาปราบนักเรียนสายศิลป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัดเกรดกับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ ผลก็คือสอบตกไปเกือบหนึ่งในสามของชั้น

    สำหรับผม การได้ F ในประวัติการเรียนก็เหมือนการถูกพิมพ์ลายนิ้วมือในสถานีตำรวจ ผมพลันได้สติ ผมจะเรียนแบบ “เห็นจะเล่นสนุกมากกว่าเรียน” อย่างที่ผมพลาดเมื่อชั้น ป. 7 ไม่ได้อีก

    F ตัวนี้ดึงสติผมกลับมา ผมมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่น่าจะโง่งมพลาดเพราะความประมาท คิดว่าเรียนคณะนี้อย่างไรก็ได้

    ตั้งแต่นั้นมาผมเรียนหนักขึ้น จริงจังขึ้น และเก็บคะแนน A มากขึ้น แต่ผมพบว่า ได้รับ F เพียงตัวเดียว ก็ฉุดคะแนนรวมให้ขึ้นมายากเย็นแสนเข็ญ ก็มีทางเดียวคือ เพิ่ม A ให้มากที่สุด

    แต่การเพิ่ม A ให้มากที่สุดคือต้องโน้มน้าวใจอาจารย์ให้เชื่อ

    เหตุที่ใช้วลี ‘โน้มน้าวใจ’ เพราะหลายวิชาเป็นการออกแบบ และการออกแบบเป็นเรื่องมุมมอง คนหนึ่งเห็นว่าสวย อีกคนเห็นว่าธรรมดา

    หน้าที่เราคือทำให้อาจารย์ผู้ให้คะแนนเห็นด้วยก็พอ

    แต่อาจารย์ในคณะนี้ล้วนมีประสบการณ์ช่ำชอง จะโน้มน้าวใจอาจารย์ได้ ก็ต้องเสนอแบบที่น่าสนใจ และพรีเซนเตชั่นที่เฉียบขาด

    เวลานั้นคะแนนหลักของนิสิตสถาปัตย์ฯมาจากวิชา Architectural Design เริ่มมาตั้งแต่เทอม 2 คะแนน 4 หน่วยกิต หลังจากนั้นก็มีทุกเทอม เทอมละ 5 หน่วยกิต จนถึงเทอมสุดท้าย มันอยู่ในรูปวิทยานิพนธ์ จำนวน 16 หน่วยกิต ถ้าได้ A วิชานี้ทุกเทอม จะช่วยให้โลกสดสว่างมลังเมลืองขึ้นมาก

    Architectural Design บางทีเรียกสั้น ๆ ว่า ‘โปรเจกต์’ เพราะมันก็คือการทำโปรเจกต์ออกแบบ มีทั้งงานจริงและงานสมมุติ ราวเดือนละโปรเจกต์

    วันแรกอาจารย์จะบรี๊ฟโจทย์ว่าต้องการสร้างตึกอะไร หน้าที่ใช้สอย ขนาดที่ดิน ทิศแดด ทิศลม ฯลฯ นิสิตก็เริ่มไปรีเสิร์ชชนิดอาคารนั้น ตัวอย่างงานจริงในโลก แล้วคิดคอนเส็ปต์ ออกแบบเป็นแบบร่างไปเสนออาจารย์ประจำกลุ่ม ทุกอาทิตย์มีการนั่งล้อมวงอาจารย์ เพื่อให้อาจารย์คอมเมนต์แบบร่างของทุกคน

    ช่วงเวลาของการเสนอแบบร่างเป็นการเรียนรู้ทั้งเรื่องการออกแบบและการนำเสนอ นิสิตเรียนรู้จุดอ่อนของแบบร่าง ทั้งของตนเองและเพื่อนในกลุ่ม ต้องขายให้เป็นเพื่อให้อาจารย์ซื้องานของเรา มันเป็นการเรียนรู้สัจธรรมของโลกแห่งความจริงคือ ต่อให้งานดี ถ้าขายไม่เป็น ก็ขายไม่ออก

    หลังจากเสนอแบบร่างไปหลายครั้ง นิสิตก็นำไปเขียนแบบจริง เรียกว่า draft แบบจริงขั้นสุดท้ายที่ต้องส่งอาจารย์คือ แผนผัง รูปด้าน รูปตัด และภาพวาดสามมิติที่เรียกว่า perspective หรือเรียกสั้น ๆ ว่าตีฟ

    ตีฟอาจเป็นจุดตัดสินคะแนนได้ เพราะมันเป็นภาพที่เข้าใจง่าย ใครที่มีฝีมือวาดรูปดีกว่า ก็สามารถวาดรูปตีฟที่มีชีวิตชีวา มีรูปคน ต้นไม้ ท้องฟ้า ฯลฯ ยิ่งสวยเท่าไร ก็โน้มน้าวใจคนได้ง่ายขึ้น

    ฝีมือการวาดภาพให้มีชีวิตนี้ไม่ได้สอน ต้องเรียนรู้เอง ส่วนใหญ่ก็เรียนจากงานของรุ่นพี่

    ในชั้นปี 3 ผมวาดรูปด้านและรูปตีฟอย่างมีสีสันสวยงาม อาจารย์ให้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม เหตุผลง่ายนิดเดียว แบบอาคารของแต่ละคนดีพอกัน คะแนนที่จะได้เพิ่มก็ต้องมาจากการนำเสนอ

    Presentation is half the game.

    หลังจากจับทางได้ ผมก็มักได้ A ในวิชาออกแบบ

    แม้เริ่มต้นขลุกขลักเพราะสะดุด F เมื่อเรียนจบห้าปี ผมก็สอบได้เป็นอันดับที่ 10 ของชั้น

    บางครั้งชีวิตก็ออกแบบได้

    การเรียนคณะวิชานี้ราคาไม่ถูก ทุกอาทิตย์ต้องซื้ออุปกรณ์การเขียนแบบ เช่น กระดาษ ปากกา หมึก สี ฯลฯ ล้วนเป็นสินค้าราคาไม่ถูก จึงต้องใช้อย่างประหยัด

    เวลานั้นค่าวิชาคือหน่วยกิตละ 25 บาท เทอมหนึ่งประมาณ 20 หน่วยกิต เท่ากับ 500 บาท แต่สำหรับผมเงินที่ใช้อยู่แต่ละเดือนมีจำกัดด้วยเงินที่พี่สาวหลายคนช่วยส่งเสีย 500 บาทก็ถือว่าหามาไม่ง่าย

    ผ่านไปราวหนึ่งปี ผมพบว่านิสิตบางคนในคณะฯขอทุนเรียน ทั้งที่ครอบครัวเขามีอันจะกิน ผมจึงสมัครขอทุนบ้าง แน่นอน ผมได้รับทุนทันที เพราะเข้าข่ายกว่าคนอื่น ๆ หลายคน

    เงินทุนแม้ไม่มาก แต่ก็ช่วยต่อลมหายใจของนิสิตต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ไม่เคยขอเงินพ่อแม่

    ในกาลต่อมา เมื่อเรียนจบ ผมก็คืนกำไรให้สังคม ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในทางที่ผมถนัด คือทำหนังสือส่งเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ

    ตลอดห้าปีที่เรียนหนังสือ ผมแทบไม่เคยไปสังสรรค์กินข้าวกับใครที่ร้านไหนเพราะต้องประหยัด และความคิดจะมีแฟนไม่เคยอยู่ในหัว ผมไม่สามารถเลี้ยงอาหารใครได้ รายจ่ายเดียวที่เข้าข่าย ‘ฟุ่มเฟือย’ คือค่าดูหนัง แต่ผมก็เลือกดูหนังในโรงหนังชั้นสอง ราคาเรื่องละ 5 บาท รวมกับการหารายได้เสริม เช่น วาดการ์ตูนเล่มละบาทขาย ก็เอา ตัวรอดมาได้

    มีสองสิ่งที่ผมเรียนรู้จากชีวิตในมหาวิทยาลัยคือ การจัดการเวลา กับการจัดการเงิน

    บางครั้งชีวิตก็ออกแบบได้

    (ยังมีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    30-6-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 
    ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    หนังไทยสมัยก่อนโน้น ในฉากพระเอกยิงกับพวกคนร้าย จะผลัดกันยิงฝ่ายละนัดสองนัด อาจเพราะให้คนดูรู้ว่ากำลังยิงสวนกัน

    หนังเรื่อง สงครามอิหร่าน ที่กำลังฉายถึงตอนนี้ ก็แลกหมัดกัน ยิงคนละนัดสลับกัน แล้วประกาศหยุดยิง แล้ววันรุ่งขึ้นก็ยิงกันต่อ

    หากเป็นนวนิยาย สงครามอิหร่านมาถึงบทที่มีชื่อว่า "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก"

    ทั้งสองฝ่ายต่างบอกว่าตนเองชนะ

    สมรรถนะและสรรพาวุธของสหรัฐฯนั้นเหนือกว่าอิหร่านหลายขุม ตั้งแต่เริ่มสงคราม ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า ส่วนสหรัฐฯจะชนะต่อเมื่อคุมเกมเบ็ดเสร็จ แต่อิหร่านชนะก็ต่อเมื่อสามารถทนผ่านแรงบีบและระเบิดโดยไม่ล้ม

    แค่ไม่ล้มก็คือชนะ

    ผ่านไป 120 วัน สหรัฐฯยังไม่สามารถล้มอิหร่านโดยสิ้นเชิง ก็ถือว่าโดยหลักการสหรัฐฯแพ้แล้ว

    แต่สหรัฐฯไม่มีทางยอมรับว่าพ่ายแพ้

    สถานการณ์ตอนนี้คือ Swallow no in, spit no out (กลืนไม่เข้า คายไม่ออก)

    ไม่อยากรบต่อ แต่ก็เลิกไม่ได้ ว่ากันว่าเพราะบอสของบอสชื่อ นทยฮ ไม่ยอมเลิก

    ตอนนี้วันหนึ่งก็มีประกาศว่ากำลังเซ็นสัญญา อีกวันก็ถล่มกันต่อ ตามมาด้วยข่าวกำลังจะเซ็นแล้วนะ แต่ก็ถล่มต่อ เช้าวันนี้ก็บอกขอหยุดอีกที

    ชาวโลกก็กุมขมับ บอกว่า "อิหยังวะ"

    นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนบอกว่า ความจริงหากสหรัฐฯจริงใจ อยากให้เกิดสันติภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องเจรจาหรือเซ็นสัญญาอะไร แค่ยกทัพกลับ ก็จบเงียบๆ แค่นั้น

    ถามว่าสงครามนี้จะจบยังไง และจบเมื่อไร ไม่มีใครตอบได้

    ไม่รู้ว่าซีรีส์นี้จะลากยาวกี่ซีซั่น ทั้งที่เรื่องนี้ยืดพอแล้ว เริ่มน่าเบื่อแล้ว ตัวละครเล่นฉากซ้ำๆ

    คนเล่นไม่อยากเล่น คนดูก็ไม่อยากดู

    เด็กตีกันอย่างนี้ เดี๋ยวก็ส่งครูโหดไป Teach You a Lesson หรอก เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    29-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    วิไลซื้อกระเป๋าถือใบหนึ่งจากห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งในรายการลด 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดินผ่านอีกห้างหนึ่ง เห็นกระเป๋าอย่างเดียวกันวางขายอยู่ ก็ลองเปรียบเทียบราคาดู แล้วพบว่าห้างแห่งที่สองขายกระเป๋าแบบเดียวกันถูกกว่าห้างแรก 250 บาท ทั้งนี้เพราะห้างแรกใช้ลูกเล่นตั้งราคาสูงกว่าปกติแล้วลดราคาลงมาเท่าเดิม เธอโกรธตัวเอง ด่าตัวเองว่าโง่เง่าจนถูกเขาหลอก ทำไมเลินเล่ออย่างนี้ ทำไมไม่ตรวจสอบราคาหลาย ๆ ห้างก่อน ทำไมไม่ถามเพื่อน ฯลฯ ขณะกลับบ้านก็โมโหไปตลอดทาง  ถึงบ้านแล้วก็ยังกลุ้มใจ ลูกมาหาก็ไม่อยากคุยด้วย ครั้นเวลาอาหารเย็นก็กินไม่อร่อย คิดถึงแต่เรื่องนี้ เวลานอนก็ไม่หลับเพราะยังโมโหตัวเองไม่หาย กลุ้มใจไปหลายวัน

    นี่เรียกว่า เสียสองเด้ง

    เด้งแรกคือเสียทางวัตถุ เด้งที่สองคือเสียทางจิตใจ

    วิไลเลิกซื้อสินค้าจากห้างแห่งนั้น ผ่านไปหนึ่งปี สองปี วิไลก็ยังโกรธตัวเองและห้างไม่หายในเหตุการณ์นั้น ทุกครั้งที่โกรธ เธอก็มีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ

    มันเพิ่มจากเสียสองเด้งเป็นเสียสามเด้ง สี่เด้ง

    ผ่านไปสิบปี เธอยังโกรธเรื่องนี้อยู่ คราวนี้จาก 3-4 เด้ง กลายเป็น 10-20 เด้ง กลายเป็นทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้ำไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ได้

    รวมพลังงานที่เสียไป, เวลาที่หายไปกับการครุ่นคิดเรื่องนี้, สารพิษที่ร่างกายหลั่งออกมาตอนกลัดกลุ้ม, ความเสื่อมของหัวใจที่เกิดจากความโกรธ คำนวณออกมาแล้วจะพบว่าค่าเสียหายของงานนี้มากกว่า 250 บาท

    สุดาทะเลาะกับสามี สามีด่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรง วันรุ่งขึ้นสามีขอโทษเธอ บอกว่าเมื่อคืนนี้ใช้คำพูดหยาบคายเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เธอยกโทษให้เขา แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ในใจเธอยังรู้สึกน้อยใจและโกรธ และงอนเขาไปหลายวันโดยที่เขาไม่รู้

    ผ่านไปสิบปีความน้อยใจยังไม่จางหาย ผ่านไปยี่สิบปี ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นี้ เธอก็สัมผัสความโกรธและน้อยใจที่ปะทุวูบขึ้นมา

    นี่ก็คือทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้อนไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางตะกอนในใจได้

    สมยศกับเพื่อนลงทุนในธุรกิจหนึ่ง กิจการของทั้งสองไม่เคยได้รับกำไร ผ่านไปสองปีสมยศเพิ่งพบว่าเพื่อนโกงเงินกำไรทั้งหมด ทั้งสองเลิกกิจการที่ทำด้วยกัน แต่สมยศไม่เคยลืมความเจ็บช้ำครั้งนี้ ผ่านไปสิบปี เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจของเขาเองแล้ว ความโกรธแค้นนั้นยังคงอยู่ มันทำให้เขาไม่มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงมัน

    ทุกข์ทบต้น!

    .........................

    ความทรงจำของมนุษย์มีความแปลกอย่างหนึ่งคือ มันจดจำเรื่องไม่ดีได้ลึกกว่านานกว่าเรื่องดี ๆ เรามักจดจำเรื่องที่คนอื่นทำแย่ ๆ ต่อเราได้ ไม่ว่าผ่านมากี่สิบปีแล้ว เราจำเรื่องที่เราพูดหน้าชั้นเรียนแล้วถูกเพื่อนหัวเราะเยาะได้ เราจำเรื่องที่ใครบางคนนินทาเราลับหลังและเราบังเอิญได้ยินได้

    คนแก่บางคนเริ่มมีอาการขี้ลืม แต่กลับจำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ดีต่อเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน แล้วความโกรธก็ปะทุขึ้นมาเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก และคืนนั้นก็นอนไม่หลับ

    เป็นดอกเบี้ยทบต้นที่แพงเหลือเกิน

    ทุกข์ทบต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นกับแทบทุกคน แต่คนฉลาดเลือกจบมันตั้งแต่เกิดความเสียหายแรก คนเขลาต่อเติมความเสียหายแรกเป็นความเสียหายใหม่ที่มักใหญ่กว่าเดิม

    การจบมันก่อนคือการยอมปล่อยมันลง ไม่แบกมันไว้

    PUT IT DOWN!

    วางมันลง

    นี่ก็คือเรื่องการยึดมั่นถือมั่นที่พระเทศน์ มันเข้าใจไม่ยากอย่างที่คิด

    ลองใช้หลักบัญชีง่าย ๆ แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสองช่อง ช่องซ้ายคือกำไร ช่องขวาคือขาดทุน

    กำไรคือความสุข ความสบายใจ การได้เงินเพิ่ม

    ขาดทุนคือความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ค่าเสียเวลาไปหาหมอ ค่าบิลโรงพยาบาล ค่าเสียโอกาสในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่น ๆ ค่าเสียโอกาสในการเล่นกับลูก ไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้ยิ้ม ฯลฯ แล้วคูณจำนวนวันเดือนปีที่อารมณ์บูดเข้าไป

    เด็กประถมก็รู้ว่าควรเลือกทางไหน

    แต่คนไม่ยอมใคร เลือกที่จะไม่รู้!

    กูไม่ยอมโว้ย!

    เสียรู้ห้างไป 250 บาท ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพื่อนโกงเงินไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าแบกมันไว้นานเป็นปี ๆ เพราะค่าแบกแพงกว่าค่าเสียหายในตัวเงิน ทะเลาะกับสามีเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีใครบ้างที่ไม่ทะเลาะกับสามี?

    เสียเงินไปแล้ว ไยต้องเสียอารมณ์เพิ่ม? ทุกข์เรื่องหนึ่งแล้ว ทำไมต้องทุกข์เพิ่มอีกเรื่อง?

    ค่าใช้จ่ายในการไม่ยอมคนอื่นนี้มักแพงกว่าการยอม ๆ เขาบ้าง แล้วยุติความเสียหายแรกเพียงแค่นั้น อย่าให้มันลามมาถึงใจจนกลายเป็นมะเร็งที่เกาะกินทั้งชีวิต

    คำโบราณที่ว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ ก็ตรงกับเรื่องนี้

    ยอมให้เขาไป ได้ความสงบทางจิตคืนมา

    .........................

    คราวนี้ลองใช้หลักการ ‘หลายเด้ง’ ในอีกด้านหนึ่งของตาชั่งอารมณ์ อาจได้ผลต่างกัน

    ซื้อขนมมากิน รสชาติอร่อยเหลือเกิน ก็แบ่งให้เพื่อนชิม จากสุขคนเดียวก็กลายเป็นสุขสองคน หรือสุขสองเด้ง

    อ่านขำขันแล้วขำมาก เล่าให้เพื่อนสองคนฟัง ก็กลายเป็นสุขสามเด้ง ได้ยินธรรมที่ดีมาก เล่าให้เพื่อนสามคนฟังแล้วนำไปปฏิบัติ กลายเป็นสุขสี่เด้ง

    ลองคิดดูว่าหากเราสามารถทำเรื่องดี ๆ ให้คนนับพัน นับหมื่นนับล้านคน มันก็กลายเป็นสุขพันเด้ง สุขหมื่นเด้ง สุขล้านเด้ง

    และหากเราระลึกถึงความสุขชนิดนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังนี้ หัวใจเราจะอาบซ่านด้วยความปีติ มันก็กลายเป็นสุขทบต้น

    แล้วมีอะไรในโลกที่ดีไปกว่าสุขทบต้น?

    วินทร์ เลียววาริณ

    29-6-26
    .........................

    จากหนังสือ ยาเม็ดสีแดง
    190 บาท 34 บทความ บทความละ 5.5 บาท
    https://www.winbookclub.com/store/detail/116/ยาเม็ดสีแดง 

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ทุกวันอาทิตย์ผมมักลงข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนา ลงเรื่องเซนมาหลายปี สลับกับงานเขียนของพระไพศาล วิสาโล ก็อีกหลายปี

    วันอาทิตย์นี้เบรกด้วยงานชุด วินทร์-วินทร์ Situation

    บางคนอ่านท่อนเปิดเรื่องแล้วเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นเรื่องของคนไม่มีศาสนา ไม่ใช่ครับ ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง วินทร์-วินทร์ Situation เป็นงานศาสนาล้วนๆ เล่าเรื่องศาสนาต่างๆ ในโลก เพื่อให้ผู้อ่านรู้ที่มาที่ไป แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจในวิถีทางชีวิตของตนได้

    งานแบบนี้เรียกว่าศาสนาเปรียบเทียบ (Comparative religion) เป็นวิชาที่บางคณะสอน ในเมืองไทยก็มีคนเขียนหลายคนหลายเล่ม แต่ออกไปทางวิชาการ

    ผมจะใช้วิธีเล่าเรื่อง มีบทสนทนาคล้ายนิยาย เพื่อไม่ให้หลับ ไม่งั้นเสียชื่อคนเขียนหมด

    ที่มาของ วินทร์-วินทร์ Situation คือ ผมอยากให้ความรู้เรื่องศาสนา แต่ก็ต้องการให้มุมมองทุกด้าน นั่นคือใส่คำถาม คำแย้งที่เคยได้ยินมาลงไปในหนังสือ

    ผมใช้คอนเส็ปต์ของจักรวาลคู่ขนานมาเล่า นั่นคือสมมุติว่าในแต่ละจักรวาล มีคนชื่อ 'วินทร์ เลียววาริณ' ทว่า 'วินทร์' แต่ละคนแตกต่างกันในเรื่องความเชื่อ วินทร์ในโลกหนึ่งนับถือพุทธ วินทร์ในอีกโลกหนึ่งนับถือคริสต์ อิสลาม เต๋า เซน ฯลฯ บางคนก็ไม่มีศาสนา

    แล้วก็จับ 'วินทร์' ทั้งหมดมานั่งคุยกันเรื่องศาสนา (เป็นที่มาของชื่อ วินทร์-วินทร์ Situation) เถียงหัวดำหัวแดงไปเลย 'วินทร์' คนไหนเห็นแย้ง ก็ให้เหตุผลมา

    คนอ่านก็จะได้มองมุมมองแต่ละมุม และอาจช่วยเปิดโลกทัศน์ในเรื่องศาสนา

    การยกให้ 'วินทร์' ในจักรวาลต่างๆ คุยกัน ก็เท่ากับบอกผู้อ่าน นี่ไม่ใช่ความเห็นของผม (คนเขียน) ผมแค่ยกความเห็นต่างๆ มาให้อ่านและขบคิด

    ก็เป็นการเรียนศาสนาวิธีหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าศาสนาใดดีกว่า หรือโปรโมทศาสนาใดเป็นพิเศษ คนอ่านไปคิดเอาเอง

    หน้าปกของเล่มนี้เป็นรูปหลอดไฟสีต่างๆ หลอดไฟคือสัญลักษณ์ของความสว่างของศาสนา สีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของยี่ห้อศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร แต่อาจมีสักหลอดหนึ่งที่เหมาะกับเรา

    ถามว่าทำไมเราควรอ่านศาสนาเปรียบเทียบ? คำตอบของผมคือไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แต่ในเมื่อเรามีเพียงชีวิตเดียว ทำไมไม่ใช้มันให้ดีที่สุด ทำไมไม่เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ชีวิตด้วยมุมมองที่กระจ่างแจ้ง รู้ว่าจะเดินไปทางไหน

    เพราะการเปิดสมองก็คือเปิดชีวิต

    วินทร์ เลียววาริณ
    28-6-26

    หมายเหตุ หนังสือเล่มนี้ทั้งลงให้อ่านฟรี ทั้งส่งเข้าห้องสมุด และจำหน่าย ท่านที่อยากได้เป็นเล่ม ก็สั่งซื้อได้ที่เว็บตามลิงก์นี้ ราคาไม่แพง ช่วยต่ออายุสำนักพิมพ์ให้อยู่ได้อีกเฮือก หมดแล้วก็จะไม่พิมพ์อีกให้เจ็บตัว

    นี่เป็นงานที่เขียนด้วยความเหนื่อย และขายยาก ถ้าไม่รักความเจ็บปวด คงไม่ทำ

    https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    1
    • 0 แชร์
    • 42