-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเป็นแนวหักมุมจบ (twist ending) เพราะชมชอบงานแนวนี้เป็นพิเศษ
ในอดีต นักเขียนชั้นครูทั้งหลาย ไม่ว่าไทยหรือเทศ ล้วนเขียนเรื่องสั้น ทวิสต์ เอนดิ้ง ทั้งนั้น
ในยุคผมเป็นเด็ก นักเขียนไทยสาย ทวิสต์ เอนดิ้ง มีหลายคน แต่ที่เขียนแนวหักมุมจบอย่างเดียวน่าจะเป็น ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว (อาชีพหลักคือตำรวจยศ พ.ต.ต.) เรื่องส่วนใหญ่เป็นชีวิตของตำรวจกับโจร ตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำแห่งยุคคือ ชาวกรุง กับ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ มีผลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบจำนวนมาก รวมเป็นชุดพ็อคเก็ตบุคทั้งเล่มบางและเล่มหนา (มาก) หลายเล่ม เช่น ภูเขียว, หมู่เคน, คมคน, คาวคน ฯลฯ
เห็นชัดว่าเรื่องแนวตำรวจ-โจรที่ผมเขียนหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ถือเป็นครูคนหนึ่ง โดยหลักการ การเขียนเรื่องแนว ทวิสต์ เอนดิ้ง ไม่ยาก นั่นคือปูเรื่อง แล้วหักมุมจบ แค่นี้เอง
แต่ที่ยากคือทำอย่างไรให้หักมุมจบแล้วสะใจ
และยากขึ้นไปอีกคือ สะใจ + กินใจ
มองไปรอบตัว ตั้งแต่รอบ 100 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้ นักเขียน twist ending มีไม่น้อย แต่คนที่สามารถหักมุมจบได้ดี (สะใจ) อย่างต่อเนื่องหายาก
และนักเขียนที่จบแบบ 'กินใจ' มีน้อยกว่าน้อย
หนึ่งในนั้นคือ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) นักเขียนชาวอเมริกันยุคร้อยปีก่อน งานหลายชิ้นของ โอ. เฮ็นรี นอกจากทำให้เอวเคล็ดแล้ว ยังได้ทั้งสาระความลุ่มลึก
โชคดีของบ้านเราในยุค 50-60 ปีก่อนที่มีนักแปลที่ทุมเทแปลงานของ โอ. เฮ็นรี ไว้เกือบครบ ก็คือ อาษา ขอจิตต์เมตต์ (พ.ศ. 2451-2519) เขาแปลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ กีย์ เดอ โมปาส์ซังต์ (Guy de Maupassant) และ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) ไว้หลายร้อยเรื่อง
งานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ โอ. เฮ็นรี เช่น ชุด ไปอยู่กับฉันเถิด วิเวียน, นิยายรักของนายหน้างานยุ่ง, ยาเสน่ห์ของไอกีย์ โชนสไตน์ ฯลฯ
โอ. เฮ็นรี ส่งอิทธิพลต่อการเขียนเรื่องสั้นของผมมาก เป็นที่มาของงานชุด twist ending คือ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ร้อยคม แมงโกง ฮานอย ฮิลตัน และล่าสุด รุกฆาต
งานของ โอ. เฮ็นรี ที่ อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปลหายไปจากตลาดมาหลายสิบปีแล้ว จนผมเคยคิดแปลงานของ โอ. เฮ็นรี แต่แปลไปได้ครึ่งเรื่อง ก็ต้องยอมถอย เพราะ โอ. เฮ็นรี ใช้ภาษาเก่า อ่านเข้าใจยากมาก
มาวันนี้มีข่าวดีคือมีคนไทยแปลงานของ โอ. เฮ็นรี เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ชื่อเล่ม ใบไม้สุดท้าย ชื่อเรื่องมาจากเรื่องสั้นเรื่อง The Last Leaf
หลายเรื่องในเล่มเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก เช่น A Retrieved Reformation, The Gift of Magi, The Last Leaf ฯลฯ
หลายเรื่องเป็น best of O. Henry ขอแนะนำ
(ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ read it https://www.facebook.com/readitth )
วินทร์ เลียววาริณ
17-9-261- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นพระสำคัญมากรูปหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ เป็นศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มีวัตรปฏิบัติน่าเคารพ ใช้ชีวิตแบบธรรมดา ไม่เคยกระทำตนเป็นผู้วิเศษ
เมื่อใครมาถามเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจอภินิหารทั้งหลาย ท่านจะพูดตัดบท เป็นสัญญาณว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรสนใจ
บางครั้งชาวบ้านชาวเมืองมาขอให้ท่านเลือกวันดี ฤกษ์ยามที่เหมาะสำหรับทำกิจต่าง ๆ ท่านจะบอกว่า “วันไหนก็ได้ วันไหนก็ดี”
วันดีก็คือทุกวัน
ทุกวันก็เป็นวันดีได้ ไม่ต้องรอเทพองค์ไหนมาเสกสร้าง
วันพิเศษของคนทั่วไปคือวันคล้ายวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน
เมื่อถึงวันนั้น ก็ไปฉลอง ดื่มไวน์ กินเค้ก ไปร้านอาหารดี ๆ
น้อยคนจะฉลองในวันธรรมดา เพราะมันเป็นวันธรรมดา จึงไม่ต้องฉลอง เราแบ่งแยกวันพิเศษกับวันธรรมดาออกจากกัน แต่เนื่องจากวันพิเศษแบบนี้มีน้อย ดังนั้นเราจึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในวันที่เราไม่เห็นความพิเศษ
หากการกินอาหารอร่อยทำให้เรามีความสุข วันที่กินอาหารจานนั้นก็คือวันดี ดังนั้นทุกวันก็สามารถเป็นวันพิเศษได้
เราทำให้วันของคนอื่นเป็นวันพิศษได้เช่นกัน หากเราเอ่ยกับคนรักตอนเช้าว่า “รัก” วันนั้นก็กลายเป็นวันพิเศษสำหรับเขาและเธอ
จริงอย่างที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า “วันไหนก็ได้ วันไหนก็ดี”
วินทร์ เลียววาริณ
17-9-26จาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ค่าดูหนังเรื่องแรกของผมราคาใบละ 5 บาท ที่นั่งเป็นเก้าอี้ไม้ยาวแข็งกระด้าง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีข้าวโพดคั่ว ตั๋วทุกใบแถมยุงอีกหนึ่งฝูง บางครั้งมีเรือดร่วมดูหนังด้วย
ต่อให้โชคร้ายได้นั่งเก้าอี้ไม้ตัวมุม แถวแรกสุด ตำแหน่งที่แย่ที่สุดในโรงหนัง มองจอภาพยนตร์ที่องศาเฉเฉียงพิกลจนคอเคล็ด ก็หาได้ทำให้ย่อท้อไม่
ครั้งนั้น การดูหนังสักเรื่องหนึ่งของเด็กต่างจังหวัดอย่างผมเหมือนประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เริ่มต้นต้องดูว่าพ่อแม่อารมณ์ดีหรือไม่ เพื่อจะเข้าไปขออนุญาตไปดูหนัง (เพราะเป็นคนจ่ายค่าตั๋ว) กินข้าวอิ่ม อาบน้ำแต่งตัว และพาเหรดไปที่โรงหนัง
ครั้นโตขึ้นได้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ สามารถดูหนังโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร (เพราะพ่อแม่ไม่อยู่ด้วย) อีกทั้งจำนวนโรงภาพยนตร์มีมากกว่าหลายเท่า ก็เริงร่าลอยลม
ช่วงนั้นทุกวันเสาร์อาทิตย์ เวลาสิบนาฬิกาตรง ผมมักหลบมุมที่โรงหนังชั้นสองโรงใดโรงหนึ่ง โรงหนังที่ไปเยือนบ่อยมากในช่วงนั้นคือ พระโขนงเธียเตอร์ เป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างสะอาด ราคาตั๋วสิบบาท เรื่องละห้าบาท แถมควันบุหรี่ฟรี
สิบบาทในยุคนั้นซื้อก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชาม หากเข้าโรงหนังชั้นหนึ่ง จะได้นั่งที่สองแถวหน้าสุดเท่านั้น สำหรับคนเงินน้อย แต่อยากดูหนัง โรงหนังชั้นสองจึงเป็นเมตตาจากสวรรค์
โดยทั่วไปหนังสองเรื่องควบมักเริ่มเรื่องแรกตอนสิบโมงเช้า จบเรื่องที่สองไม่เกินบ่ายสองโมง หากมีโปรแกรมน่าสนใจ ก็ไปต่ออีกเรื่องอีกโรงในรอบบ่ายสองโมงได้ทัน
ผมผ่านวันเวลานั้นด้วยการดูหนังอย่างน้อยอาทิตย์ละสามเรื่อง แม้จะเพิ่งมาจากต่างจังหวัด ผมก็รู้จักที่ตั้งของโรงหนังชั้นสองเกือบทั้งหมด ละลายชีวิตตามโรงหนังทั่วเมือง เช่น พระโขนงเธียเตอร์ ฮอลิเดย์ (ยุคนั้นเป็นโรงหนังใหญ่ที่สุดในเอเชีย) พระโขนงรามา ศรีย่านเธียเตอร์ สุริยาเธียเตอร์ เฉลิมสิน พหลโยธินรามา มงคลรามา ฯลฯ
เมื่อชีวิตผกผันให้ไปที่สิงคโปร์ยุค ‘80s ยิ่งมีเวลาว่างมากตามประสาชายโสด ดังนั้นแทบทุกเย็นผมกับเพื่อนจะหลบมุมในโรงหนัง ซึ่งกลายเป็นบ้านที่สองไปแล้ว
เมื่อดัดจริต 'ไปนอก' กับเขาบ้าง ก็พบว่านิวยอร์กเป็นสวรรค์ของนักดูหนัง ตอนนั้นค่าดูหนังในโรงชั้นหนึ่งประมาณห้าเหรียญ ชั้นสองฉายสองเรื่องควบราคา 3-4 เหรียญ ไม่ต้องเสียเวลาคำนวณนาน ไปดูหนังในโรงชั้นสองทันที
นิวยอร์กอุดมด้วยโรงหนังชั้นสอง ฉายหนังเก่าทุกแบบ คอหนังสามารถอ่านโปรแกรมล่วงหน้าได้นาน ๆ หนังคลาสสิกของ กุโรซาวา และปรมาจารย์ท่านอื่น ๆ ฉายเวียนเรื่อย ๆ มิพักเอ่ยถึงหนังอินดี้ หนังอาร์ต ดูกันจนตาแฉะ
บางคราวก็เข้าคิวดูหนังเมนสตรีม บางทีก็แวบไปดูหนังแถวถนน 42 (แน่นอน เป็นหนังโป๊ระดับหลายเอ็กซ์) บางคราวก็ไปดูหนังทดลองที่พิพิธภัณฑ์ MoMA
นั่นคือยุคที่ชอบดูหนังแปลก ดูทุกอย่างที่ 'ขวางตา'
มาถึง พ.ศ.นี้ หาโอกาสดูหนังแปลก ๆ โดยไม่ต้องดิ้นรนยากขึ้น โรงหนังในเมืองไทยส่วนใหญ่ฉายหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ หนังที่ดูท่าไม่ทำเงินแทบไม่มีโอกาสฉายตามโรงภาพยนตร์ สตรีมมิงครองโลก ดูหนังเมื่อไรก็ได้ วันละกี่เรื่องก็ได้
แต่กระนั้นความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับโรงหนังก็มันเป็นประสบการณ์ในอดีต
วินทร์ เลียววาริณ
16-9-261- แชร์
- 22
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าเดินสวนทางกับคุณบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าทักทายเขา "เป็นไงวะ ไอ้สุทธิ์"
"สบายดี กูกำลังจะแต่งงาน"
"จริงหรือ?" ข้าพเจ้าถาม "มีผู้หญิงชอบผู้ชายเจ้าชู้อย่างมึงหรือ?"
"ไม่มีปัญหา"
"อย่าโม้ ไม่มีพ่อคนไหนยอมยกลูกสาวให้ชายเจ้าชู้หรอก"
"ไม่มีปัญหา กูสอบผ่านมาเรียบร้อย"
"สอบผ่านยังไง?"
คุณบริสุทธิ์จึงเล่าให้ฟัง "กูคบกับแฟนคนนี้ ก็เข้าตามตรอกออกทางประตู กูกับแฟนคบกันมาได้ปีกว่า เราก็ตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน เธอพากูไปพบพ่อแม่กับน้องสาวของเธอ น้องสาวเธอสวยมาก เซ็กซี่ และชอบเล่นหูเล่นตากับกู ทำให้ใจคอกูไม่ดีเลย..."
"แล้วไง?"
“วันหนึ่งน้องสาวแฟนโทร.เรียกกูไปหาที่บ้าน บอกว่าช่วยซ่อมกลอนประตูห้องนอนของเธอหน่อย กูไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ขับรถไปหา เมื่อไปถึงพบว่าทั้งบ้านไม่มีใครอยู่เลย น้องสาวแฟนบอกว่า เธอชอบกู เธอรู้ว่ากูจะแต่งงานกับพี่สาวเธอ แต่เธออยากมีความสัมพันธ์กับกูแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากกูแต่งงานกับพี่สาวเธอ เธอสาบานจะไม่ยุ่งกับกูอีก ว่าแล้วเธอก็ถอดกระโปรงกับกางเกงในโยนลงพื้น แล้วเดินไปรอกูในห้องนอน...
“กูตัดสินใจไม่นานก็ก้าวออกจากบ้าน ตรงไปที่รถ ปรากฏว่าเจอว่าที่พ่อตากับแม่ยายกูยืนอยู่ที่นั่น นัยน์ตารื้นน้ำตา ว่าที่พ่อตากูพูดว่า ‘เราดีใจมากที่เธอเป็นคนดี เธอผ่านการทดสอบครั้งนี้มาได้ ไม่มีใครเหมาะสมกับลูกสาวเรามากไปกว่าสุภาพบุรุษรักเดียวใจเดียวอย่างเธออีกแล้ว ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของเรา’...
“กูขับรถออกจากที่นั่น ถอนหายใจอย่างโล่งอก เฮ้อ! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ โชคดีเหลือเกินที่กูเก็บถุงยางอนามัยไว้ในรถ”
สวัสดีวันพุธ ขอให้ทุกท่านมีความสุข
วินทร์ เลียววาริณ
16-9-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วโปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ผมเปลี่ยนอาชีพแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาหลายรอบ ทุกครั้งที่เปลี่ยน ก็กล้า ๆ กลัว ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานตอนอายุมาก และมีภาระครอบครัว น่ากลัวที่สุด!
การเปลี่ยนงานครั้งแรกคือลาจากอาชีพสถาปนิกไปเป็นนักออกแบบโฆษณา ตอนนั้นชีวิตงานสถาปนิกของผมก็ราบรื่นดี มีผลงานเข้าตาเจ้านายและลูกค้า ถ้าทำงานต่อไป ก็คงจะไปรอด
แต่วันหนึ่งนึกอย่างไรไม่รู้ คิดจะไปเรียนสายกราฟิกดีไซน์ เป็นการตัดสินใจในนาทีเดียว แล้วก็หิ้วกระเป๋าเดินทางไปอเมริกา ง่าย ๆ อย่างนั้น เรียนแล้วก็นึกอยากลองไปทำงานในวงการใหม่ ก็คือวงการโฆษณา
การเดินออกจากอาชีพหนึ่งในลักษณะนี้หมายถึงปิดโอกาสของการพัฒนาตัวเองในสายเดิมโดยปริยาย ขณะที่ยังไม่มีประสบการณ์ในทางสายใหม่เลยสักนิด
ตอนนั้นก็แค่คิดว่า “อย่างมากก็กลับมาทำอย่างเดิม” ไม่มีอะไรเสียหาย
วัยหนุ่มก็ดีอย่างนี้ ตัดสินใจได้ง่าย
แต่การเปลี่ยนงานข้ามสายครั้งแรกห่างไกลจากคำว่าง่ายหลายโยชน์ เพราะไม่มีปริญญาบัตรด้านนี้ ไม่มีประสบการณ์ มีแต่ไฟ
ไปสมัครงานหลายที่ ล้วนต้องการดูใบปริญญาทั้งนั้น
บรัษัทเกือบทุกแห่งต้องการกระดาษ ไม่ใช่ไฟ
ในที่สุดก็เล็ดลอดไปทำงานในสายโฆษณาจนได้ และไต่เต้าขึ้นไป ได้รับรางวัล และเช่นกัน มีผลงานเข้าตาเจ้านายและลูกค้า ถ้าทำงานต่อไป ก็คงจะไปรอด
แต่วันหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อุตริอยากเปลี่ยนเป็นนักเขียนอาชีพ
ตอนนั้นอายุราว ๆ 45 มีครอบครัวและภาระต้องรับผิดชอบ ขณะที่อาชีพนักเขียนนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ก็เดินเข้าไป จนมาถึงจุดนี้
มานึกในวัยนี้ ก็ยังเสียวไส้อยู่
การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่บางครั้งเราก็ต้องทำ เพื่อสานความฝันของเรา
สัตว์ตระกูลผีเสื้อมีการเติบโตสี่ระยะ เริ่มที่ระยะไข่ ตามด้วยระยะหนอนเมื่อตัวหนอนฟักออกจากไข่ มันจะกินเปลือกไข่ของตัวเองเป็นอาหาร แล้วจึงเริ่มกินใบพืช เมื่อโตขึ้นก็จะลอกคราบราว 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งทำให้ตัวขยายขึ้น สีเปลี่ยนไป หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระยะดักแด้ หนอนที่โตเต็มที่สร้างเส้นใยห่อหุ้มตนเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองภายในนั้น แล้วออกจากดักแด้ เป็นผีเสื้อ
มนุษย์ก็ไม่ต่างจากผีเสื้อ มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ
เราควรถามตัวเองเป็นระยะ ๆ ว่า เรากำลังเป็นอะไรอยู่ หนอน? ดักแด้? หรือผีเสื้อ?
บางคนอาจเป็นผีเสื้อได้เร็ว บางคนก็ช้า บางคนก็เลือกเป็นหนอนหรือดักแด้ไปตลอดชีวิต
ไม่มีผิดหรือถูก มีแค่พอใจหรือไม่พอใจ
ถ้าไม่พอใจ หรือยังไม่บรรลุเป้า ก็ลอกคราบ แล้วเปลี่ยนตัวเองเสีย
แต่การลอกคราบไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สำเร็จทุกครั้ง
คนส่วนมากไม่ชอบหรือไม่กล้าออกไปหาสิ่งใหม่ ไม่กล้าลองคิดใหม่ ไม่กล้าทดลองสิ่งที่ตนเองหรือองค์กรไม่กล้า บางคนไม่กล้าหางานใหม่ ไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่างจากความเคยชิน ไม่แม้แต่ชิมอาหารจานใหม่ นี่อาจทำให้เสียโอกาส
คำถามคือเราจำเป็นต้องออกจาก comfort zone หรือ คำตอบคือไม่จำเป็น แต่มันช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนที่ไม่ยอมออกมาเลย
จำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่เราก้าวออกจาก comfort zone คือเมื่อไร? ทำอะไร? รู้สึกอย่างไร?
การก้าวออกจาก comfort zone คือการเปิดโลก บางครั้งคือความล้มเหลว แต่เราไม่อาจใช้ความล้มเหลวหนึ่งหรือสองครั้งสรุปเหมารวมว่ามันไม่ถูกต้อง
เราจะออกจาก comfort zone อย่างไร
ทางหนึ่งก็คือลงมือทำ กลัวอะไร ให้ทำสิ่งนั้น จะปรับตัวเองให้ชินกับการเผชิญหน้าสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อาจเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายซึ่งอาจไม่อยากทำ ให้ลองทำเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่เคยทำก่อน
ทำความเข้าใจกับความกลัวของตัวเอง เช่น กลัวล้มเหลว มองในด้านที่ดีบ้าง ถ้ากลัว ก็วางแผนให้รอบคอบหน่อย
ทางหนึ่งก็คือหาแรงบันดาลใจจากคนที่ก้าวออกจาก comfort zone แล้วประสบความสำเร็จ
มองโลกในมุมต่างบ้าง ในมุมอื่น จะเห็นตัวเองในสภาพแวดล้อมใหม่ ชีวิตใหม่ หัดมองโลกในแง่ดี มองด้านสว่างบ้าง
หลายคนอยู่ในสถานการณ์ลังเล สองจิตสองใจว่าจะเปลี่ยนสายงานดีหรือไม่
ถามตัวเองว่าต้องการอะไร มีความฝันไหม ถามตัวเองว่า ถ้าไม่ทำสิ่งที่เราฝันถึง ไม่กล้าลงมือ ตอนแก่ตัวจะเสียใจหรือไม่ ถ้าคำตอบคือน่าจะใช่ ก็หาโอกาสทำเสียก่อนที่จะแก่และไม่มีแรงทำ
เตรียมพร้อม แล้วก็ลุย
อย่าลืมว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดในโลกเกิดขึ้นโดยไร้ความเสี่ยงเลย อยู่ที่เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย และเราคุมความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
การทำงานทุกสายอาชีพล้มเหลวได้ทั้งนั้น วางแผนให้รอบคอบรัดกุม แล้วลงมือทำให้เต็มที่ไปเลย
ถ้าล้มเหลวก็ล้มเหลว ไม่ถึงตายหรอก และบางครั้งล้มเหลวก็ยังดีกว่าคาใจไปตลอดชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
15-9-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าShopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm
3- แชร์
- 49
