-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเห็นข่าวแบบนี้
คือข่าว OpenAI มีความสามารถแฮ็กฐานข้อมูลที่เข้ายาก
ข่าววันนี้คือ นายกฯออสเตรเลียบอกว่า OpenAI เจาะฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติของออสเตรเลีย
นายกฯออสเตรเลียบอกว่า มันเจาะเข้าต่างๆ ได้หมด
ว่าแล้วก็ต่อสายคุยกับซีอีโอของ Open AI คือ Sam Altman
"เกิดอัลไล เอ๊ย! เกิดอะไรขึ้น?"
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Open AI เจอสถานการณ์ที่เรียกว่า "AI agents going rogue" คือ AI แหกคอก เจาะของมันเอง
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุแบบนี้ เมื่อ AI ของ OpenAI แหกคอกเจาะระบบของบริษัท Hugging Face ซึ่งเป็น digital library
ซีอีโอ Open AI บอกว่า "ไอไม่รู้ มันทำของมันเอง"
ซีอีโอของ Open AI และซีอีโอของ Anthropic คือ Dario Amodei จึงออกมาพูดไม่นานมานี้ว่า เราต้องมีองค์กรอิสระตรวจสอบ และควบคุม
นี่ก็คือฉากทัศน์ของหนัง The Terminator เมื่อ AI สกายเน็ตยึดโลก
ดังนั้นพวกท่านๆ ได้โปรดรีบจัดการคุม AI ก่อนที่มันจะมาเจาะฐานข้อมูลของผม เพราะมีรูปโป๊อยู่เต็ม
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
24-9-261- แชร์
- 3
-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ดรามาเรื่อง Ed Sheeran อาจแผ่วลงไปแล้ว แต่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งเมื่อ 62 ปีก่อน เพราะเป็นเรื่องคล้ายกัน
ในวันที่ 11 กันยายน ปี 1964 วง The Beatles ไปเล่นที่ Jacksonville สหรัฐฯ ฝูงชนหลั่งไหลไปชมวงดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบ
เวลานั้นสหรัฐฯยังแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง สถานที่จัดแสดงดนตรีแยกส่วนของคนผิวขาวกับผิวสีออกจากกัน (เรียกว่า segregated)
นักดนตรีทั้งสี่คนแห่ง The Beatles บอกผู้จัดคอนเสิร์ตว่า ถ้าแยกคนออกตามสีผิว จะไม่เล่น
จุดยืนของวง The Beatles คือ เล่นดนตรีให้ทุกคน ไม่แบ่งแยกสีผิว เพราะดนตรีไม่มีสีผิว
พอล แม็คคาร์ทนีย์ ให้สัมภาษณ์หลายปีให้หลังว่า การตัดสินใจใดๆ ในวง ต้องใช้สี่เสียงเสมอ และทุกคนในวงเห็นด้วยว่า หากแบ่งสีผิว จะไม่เล่น
ผู้จัดงานไม่มีทางเลือก ปลดป้ายแบ่งสีผิวออก
คอนเสิร์ต Jacksonville จึงเป็นครั้งแรกๆ ในสหรัฐฯที่คนผิวดำกับผิวขาวนั่งเคียงกันดูดนตรี และต่อมาก็กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
นอกจากนี้ The Beatles ยังปฏิเสธพักในโรงแรม Hotel George Washington เพราะเป็นโรงแรมที่แบ่งสีผิว
เชื่อว่าด้วยโลกทัศน์แบบนี้ หากวง The Beatles เล่นที่สหรัฐฯในวันนี้อย่างคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran และมีใครในวงเอ่ย "Free Palestine." และถูกเจ้าของสเตเดียมบีบให้ขับสมาชิกคนนั้นออก ก็คงออกทั้งวง
The Beatles ไม่ใช่วงดนตรีแรกที่ปฏิเสธเล่นดนตรีที่มีการแบ่งแยกสีผิว นักร้องอังกฤษ Dusty Springfield ก็เคยทำมาก่อน และ The Beatles เห็นด้วย และเจริญรอยตาม
Dusty Springfield ปฏิเสธการเล่นแบบแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ในปี 1964 ผลคือเธอถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และขับออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง
ก่อนหน้านั้น นักร้องนักแสดงชาวอังกฤษ George Formby ก็เคยทำมาก่อนในยุค 40s
ต้องเป็นคนที่มีขนาดของหัวใจใหญ่พอ จึงกล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง
วินทร์ เลียววาริณ
24-9-262- แชร์
- 10
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เช้านี้คุยเรื่องข้าวเหนียวหน้ากระฉีกแล้ว พบว่าผู้อ่านหลายคนมีรสนิยมตรงกับผม คือเป็นมนุษย์ข้าวเหนียว
ชมชอบอาหารและขนมแทบทุกอย่างที่มีข้าวเหนียว
ผมไม่ใช่ลูกอีสาน แต่ชอบกินลาบ ส้มตำคู๋กับข้าวเหนียว อาหารสองจานนี้ถือว่าเป็นสุดยอดการออกแบบ คิดได้ไง
ส่วนขนมที่ใช้ข้าวเหนียวในบ้านเรามีมากมายนับไม่ถ้วน เกิดเมืองไทยก็ดีอย่างนี้ ขนมเยอะมาก
เริ่มที่ข้าวเหนียวมะม่วง นี่ก็เป็นสุดยอดการออกแบบ ปัญหาคือชาวต่างชาติชอบ ทำให้เราเดือดร้อน เพราะราคาสูงขึ้น
ข้าวเหนียวปิ้งนี่ก็เป็นของโปรด ปรากฏตัวต่อหน้าเมื่อไหร่ ก็ฟาดเรียบ
ข้าวเหนียวหน้าสังขยา หน้าปลาแห้ง หน้ากระฉีก เราไม่มีวันถอย ใช่ไหม?
ข้าวหลามหรือ? โอ๊ย! ชอบมาก กินมาแต่เด็ก ปัญหาคือตอนนี้เห็นแต่ข้าวหลามปลอม คือยัดข้าวเหนียวที่ปรุงสำเร็จแล้วเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ลนไฟหลอกๆ ไม่หอมเหมือนเผากระบอกจริงๆ
ข้าวหลามต้นฉบับใช้กระบอกไม้ไผ่สำหรับข้าวหลามโดยเฉพาะ คือไผ่ข้าวหลาม ต่างจากพันธุ์อื่นๆ ไผ่ข้าวหลามทนไฟกว่า สามารถเผาโดยกระบอกไม่แตก
เมนูถัดไปคือข้าวเหนียวเปียก ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวถั่วดำ สุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่เอาน่า! กินพอรู้รส อย่ากินมากเกินไปก็ไม่เป็นไร (มั้ง)
ก็มาถึงไอติมกะทิใส่ข้าวเหนียว รสสัมผัสแทรกซึมเข้าไปถึงหัวใจ
จบแค่นี้นะ จะไปหาข้าวเที่ยงกินก่อน เอ๊ะ! นี่มันแค่สิบโมงกว่า ไม่เป็นไร ไอน์สไตน์บอกว่าเวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ความอร่อยต้องมาก่อน
ว่าจะเริ่มที่ลาบ ส้มตำคู่กับข้าวเหนียว ต่อด้วยข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวถั่วดำ ตามด้วยข้าวหลามสักกระบอก ตบท้ายด้วยไอติมกะทิใส่ข้าวเหนียวสักถ้วย เอ้า! ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วสองถ้วยก็แล้วกัน
แล้วค่อยไปหาหมอ
วินทร์ เลียววาริณ
23-9-262- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ผมชอบกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกมาแต่เด็ก จำได้แม่นว่าแม่เคยซื้อจากตลาดตอนเช้าให้กิน ห่อละราว 50 สตางค์
อร่อยมาจนทุกวันนี้
บางครั้งความอร่อยก็มาจากความทรงจำที่งดงาม
เมื่อวานนี้เห็นร้านขายข้าวเหนียวกลางเมือง แวะเข้าไปดู พบว่ามีข้าวเหนียวทุกหน้า ยกเว้นหน้ากระฉีก
ถามคนขายว่าทำไมจึงไม่มีข้าวเหนียวหน้ากระฉีก
"ไม่มีคนซื้อค่ะ"
"อ้าว! ทำไมไม่มีคนซื้อ เป็นขนมมาตรฐานของคนไทยนะเนี่ย"
"เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักค่ะ บางวันขายได้แค่ห่อเดียว จึงต้องเลิกขายข้าวเหนียวหน้ากระฉีก มีแต่คนแก่ที่ซื้อ"
เฮ้อ! ขออนุญาตเจ็บหัวใจแพล็บ
สำหรับคนที่ไม่รู้จักกระฉีก พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจารึกว่า
กระฉีก : ของหวานทำด้วยมะพร้าวทึนทึกขูด กวนกับน้ำตาลปึกให้เข้ากันจนเหนียว อบด้วยควันเทียนอบให้หอม ใช้เป็นไส้หรือหน้าขนม เรียกว่าหน้ากระฉีก เช่น ขนมใส่ไส้มีไส้เป็นหน้ากระฉีก ข้าวเหนียวหน้ากระฉีก
มาถึงบรรทัดนี้คนรุ่นใหม่บางคนอาจถาม แล้วอะไรคือมะพร้าวทึนทึก
มะพร้าวก็คือมะพร้าว หรือ coconut ส่วนทึนทึกแปลว่าจวนแก่
ภาษาอังกฤษน่าจะแปลว่า almost old
มะพร้าวทึนทึกจึงแปลว่ามะพร้าวจวนแก่
บางครั้งคำนี้ก็ใช้กับผู้หญิง เช่น สาวทึนทึก แปลว่าสาวที่ยังไม่แต่งงาน (ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงจวนแก่)
ส่วนผู้ชายสูงวัยที่ชอบกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกที่ทำมาจากมะพร้าวจวนแก่ ถ้าใครเรียกว่าแก่ ก็ช่างศีรษะมัน เพราะกูจะกิน
เฮ้อ! ขออนุญาตเจ็บหัวใจแพล็บ
วินทร์ เลียววาริณ
23-9-262- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ผมเล่าเรื่องที่ว่าผมชอบหนังเรื่องแรกของผู้กำกับสองคน คือ sex, lies, and videotape ของ สตีเวน โซโดเบิร์ก และ Memento ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน และฟันธงว่าผู้กำกับสองคนนี้จะไปได้ไกล
ความจริงผู้กำกับสองคนนี้เริ่มต้นคล้ายกัน แต่มีวิถีทางต่างกัน และมีความสัมพันธ์ลึกกว่าที่คนนอกรู้
เริ่มที่อาชีพของ คริสโตเฟอร์ โนแลน
โนแลนเป็นที่รู้จักกันในหนังเล็กๆ เรื่อง Memento และลำบากยากเย็นที่จะหาตัวแทนจำหน่ายหนังเรื่องนี้
เอเยนต์ของโนแลนจึงส่งหนัง Memento ไปให้โซโดเบิร์กดู โซโดเบิร์กดูแล้วชอบมาก และเขียนชม
ไม่นานต่อมาค่าย Warner Bros กำลังหาผู้กำกับสักคนมาทำหนังรีเมกเรื่อง Insomnia โนแลนเสนอตัว แต่ผู้บริหาร Warner Bros ไม่ยอมให้พบเพราะเกลียดหนังเรื่อง Memento
โซโดเบิร์กรู้เข้า ก็โทร.หาผู้บริหารค่ายนั้น บอกว่าพวกคุณนี่บื้อจริงๆ นี่คือเซียนนะโว้ย แลัวบังคับให้ผู้บริหาร Warner Bros พบโนแลน
ที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ โนแลนทำเงินให้ค่าย Warner Bros มหาศาล แต่เลิกรากันเมื่อโดน Warner Bros 'หักหลัง' กรณี Tenet โนแลนย้ายค่ายไปที่ Universal ที่อ้าแขนรับเต็มที่
พิสูจน์ว่า Warner Bros ก็ยังบื้อ เพราะหนังสองเรื่องใหม่ของโนแลนคือ Oppenheimer กับ The Odyssey ทำเงินรวมกันไปกว่า 2.5 พันล้าน
กลับมาที่เรื่อง สตีเวน โซโดเบิร์ก กับ คริสโตเฟอร์ โนแลน
สองคนนี้เป็นมือดีทั้งคู่ แต่วิธีการทำงาน โลกทัศน์ต่างกัน
โซโดเบิร์กสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เขาโอบรับการใช้กล้องดิจิตัล และน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่สร้างหนังทั้งเรื่องด้วยกล้องจากไอโฟน (อีกคนหนึ่งชอบใช้กล้องไอโฟนถ่ายหนังคือ Park Chan-wook)
ขณะที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน ยืนยันว่าชาตินี้ไม่มีวันใช้กล้องดิจิตัล หัวเด็ดตีนขาดไม่ฉายหนังด้วยระบบใหม่ ยังติดอยู่กับระบบฟิล์ม ผู้กำกับหลายคนอยู่ในค่ายนี้ เช่น เควนติน ทาแรนติโน สตีเวน สปิลเบิร์ก พอล ธอมัส แอนเดอร์สัน เป็นต้น
ส่วนค่ายที่สนับสนุนการทำหนังดิจิตัล เช่น สตีเวน โซโดเบิร์ก จอร์จ ลูคัส เจมส์ คาเมรอน เดวิด ฟินเชอร์ เป็นต้น
สองค่ายนี้ถกกันมานานหลายปีแล้ว ยังไม่มีข้อสรุป
ผู้กำกับภาพที่เป็นเซียนคนหนึ่งคือ Roger Deakins บอกว่า อั๊วถนัดทั้งฟิล์มและดิจิตัล แต่ชอบดิจิตัลมากกว่า เพราะเห็นผลทันที ลดความเครียดระหว่างรอล้างฟิล์ม
Deakins มองไม่เห็นว่าฟิล์มดีกว่าดิจิตัลแบบเด็ดขาด
ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นว่าเครื่องมืออะไรก็ได้ เพราะที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือเนื้อเรื่อง
วินทร์ เลียววาริณ
22-9-262- แชร์
- 41
