-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
รีวิว Train Dreams เมื่อวานนี้ ผมพูดถึงตัวละคร 'สิทธารถะ' ในหนังสือ Siddhartha
สิทธารถะ เป็นนวนิยายแนวปรัชญา ผลงานของ เฮอร์มานน์ เฮสเส นักเขียนชาวเยอรมัน
มาถึง พ.ศ. นี้ หากคนรุ่นใหม่ไม่เคยได้ยินทั้งชื่อนวนิยายและคนเขียน ก็ไม่น่าแปลกอะไร แต่ถ้าไม่ได้อ่านงานของเขา ก็ถือว่าเสียโอกาส
ในความเห็นของผม เฮสเสเป็นสุดยอดนักเขียนคนหนึ่ง ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1945 อ่านงานของเขา ต้องทั้งย่อยและเคี้ยวเอื้อง
เรื่องที่ผมชอบอีกเรื่องก็คือ Narcissus and Goldmund เป็นนวนิยายแนวปรัชญาคล้ายกัน
มาเล่าเรื่องให้ฟังดีกว่า
...................
สิทธารถะเป็นบุตรพราหมณ์ ครอบครัวมีฐานะดี ได้รับการศึกษาสูง ฉลาด รูปงาม กระหายความรู้ ชอบสนทนากับปราชญ์น้อยใหญ่ ศึกษาพระเวทจนแตกฉาน ใคร ๆ ต่างก็รักเขา (จุดนี้คล้ายกับตัวละครเอกในเรื่อง กามนิต ) ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ เขาไม่น่าจะสนใจแสวงหาหนทางที่เขาเองก็ไม่รู้
เหตุผลง่าย ๆ คือ เขาไม่มีความสุข
เขารู้สึกว่าชีวิตน่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ น่าจะมีคำอธิบายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเรียนมา
สิทธารถะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ โควินทะ ทั้งคู่มีความคิดอ่านคล้าย ๆ กัน
วันหนึ่งมีสมณะสามรูปมาเยือน หลังจากที่สนทนาด้วย สิทธารถะขออนุญาตบิดาติดตามสมณะไปด้วย บิดาไม่อนุญาต
สิทธารถะไม่ได้ถกเถียง หากยืนอยู่ที่จุดเดิม บิดาของเขาเข้านอน แต่ข่มตาไม่หลับ ทุกครั้งที่ท่านมองลอดหน้าต่าง ก็เห็นบุตรชายยืนกอดอกอยู่ที่จุดเดิม ผ่านไปหลายชั่วยาม ท่านตื่นขึ้นมา ก็ยังเห็นสิทธารถะยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม จนถึงเช้าผู้เป็นบิดาก็ยอมแพ้ รู้ว่าจิตใจบุตรชายของตนมิได้อยู่ที่บ้านหลังนี้อีกแล้ว
สิทธารถะร่ำลาบิดามารดาเดินทางจากไป และไม่เคยหวนกลับบ้านอีกเลย
สิทธารถะกับโควินทะเดินทางไปด้วยกัน ฝึกฝนตนเองให้บรรลุความจริงโดยทางสาย อัตตกิลมถานุโยค คือทรมานตนเอง
ทั้งคู่แต่งกายแบบธรรมดา กินวันละครั้ง และเริ่มอดอาหารหลาย ๆ วัน ตามแนวทางทรมานตนเองเพื่อพ้นทุกข์ เรียนรู้การรับความเจ็บปวด ความหิว ความกระหาย
สิทธารถะยืนกลางแดดกลางฝน คลานเข้าดงหนาม จนเกิดแผล รอจนแผลพุพองและความเจ็บหายไปเอง กลั้นลมหายใจ ฯลฯ
เขาเห็นสัตว์ป่า และรับวิญญาณของสัตว์มาไว้กับตัว เพื่อเรียนรู้การปลดเปลื้องวิญญาณของตน
แต่ไม่ว่าจะทรมานตนเองอย่างไร ในที่สุดเขาก็กลับคืนมาสู่ตัวตนของความทุกข์ของตนเองอีกครั้งเสมอ คนฉลาดเช่น สิทธารถะ เริ่มรู้ว่าทางสายนี้ไม่น่าเป็นทางที่ถูก
สิทธารถะมองสมณะที่เขาติดตามมานานสามปี สมณะหาทางพ้นทุกข์ด้วยการทรมานตนเอง จนถึงวัยราวหกสิบก็ยังไม่สามารถหาทางไปสู่นิพพานได้
สิทธารถะกำลังคิดว่า เขาอาจเสียเวลาสามปีไปโดยเปล่าประโยชน์
ยามนั้นชาวบ้านชาวเมืองโจษขานถึงบุรุษผู้หนึ่ง ผู้เป็นสัพพัญญู หลุดพ้นจากวัฏสงสารแล้ว นั่นคือ สมณโคดม
สิทธารถะกับโควินทะลาจากพวกสมณะ ผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง 'ละทิ้งความลำบาก' ของพระพุทธเจ้า
สิทธารถะกับโควินทะเข้าเฝ้าพระตถาคตในสวน พระองค์ทรงนุ่งห่มจีวรเหลืองเหมือนกับพระรูปอื่น ๆ พระพักตร์เอิบอิ่มมีเมตตา ไม่ดีใจ ไม่เศร้า เป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกอย่างแท้จริง
พระพุทธองค์ทรงเทศนาหลักอริยสัจ 4 โควินทะปลงใจที่จะบวช ส่วนสิทธารถะยังลังเล
วันต่อมาสิทธารถะมีโอกาสสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้า สิทธารถะพบพระพุทธองค์ แม้เห็นว่าคำสอนของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ยังไม่ปลงใจ
สิทธารถะบอกพระพุทธองค์ว่า เขาไม่เคยสงสัยว่าพระองค์บรรลุธรรมจริง แต่ทางของพระองค์ก็เป็นทางของพระองค์ เขาเองก็มีทางของเขา
การพบพานพระพุทธเจ้าทำให้โควินทะกลายเป็นนักบวชในระบบ ส่วนสิทธารถะก็เลือกที่จะเดินทางหาความจริงในวิถีของเขาเอง
เพื่อนรักแยกทางกัน ราวกับเป็นนัยว่า คนเราทุกคนล้วนต้องเดินทางคนเดียวเสมอ
อาจเป็นเจตนาของนักเขียน - เฮอร์มานน์ เฮสเส ก็ได้ ที่ทำให้สิทธารถะนั้นมีวิถีชีวิตที่คล้ายกับพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต
ทั้งสองต่างเกิดในตระกูลดี ร่ำรวย และสลัดความสุขออกเดินทางแสวงหาความหมายของชีวิตเช่นกัน
บางทีสิ่งที่สิทธารถะคิดในขณะนั้นคือ การตรัสรู้ (ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไร) เป็นประสบการณ์ ไม่ใช่คำสอน
คนเราไม่สามารถรู้ว่าตนเองอิ่มท้องจากการอธิบายของคนอื่น ทางเดียวที่จะรู้คือกิน และประสบอาการของความอิ่มท้องนั้นเอง
วันหนึ่งสิทธารถะเดินทางมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง เขาหยุดมองดูสายน้ำที่ไหลเอื่อยเช่นที่เคยไหลมาอย่างนี้ชั่วนาตาปี
เขาพบคนแจวเรือข้ามฟาก เขาบอกคนแจวเรือว่า แม่น้ำสวยมาก
คนแจวเรือชื่อ วาสุเทพ ว่า "ใช่ ฉันรักมันเหนือทุกสิ่ง ฉันมักฟังมัน มองมัน และเรียนรู้บางอย่างจากมัน เราสามารถเรียนรู้มากมายจากแม่น้ำสายหนึ่ง"
สิทธารถะเดินทางเข้าเมือง เขาพบสตรีงามนางหนึ่งชื่อ กมลา เขาโกนหนวดเครา ตัดผม อาบน้ำในแม่น้ำ
เขาพบกมลาและขอให้เธอเป็นครูสอนเขาเกี่ยวกับความรัก ศาสตร์ที่เขาไม่รู้อะไรเลย
หล่อนหัวเราะ บอกให้เขากลับมาพร้อมเสื้อผ้าชั้นดี รองเท้าและเงินทอง แล้วหล่อนถึงจะรับพิจารณาข้อเสนอ
สิทธารถะไปพบพ่อค้าใหญ่คนหนึ่ง ไม่นานต่อมาสิทธารถะก็กลายเป็นพ่อค้าชั้นเลิศ เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน เขาผูกมิตรกับทุกคน ใคร ๆ ก็อยากทำธุรกิจกับเขามากกว่าพ่อค้าอื่น ๆกมลาสอนเขาเรื่องรัก
ยี่สิบปีผ่านไป ฤดูกาลผันผ่านเลยจนสิทธารถะอายุกว่าสี่สิบ เขากลายเป็นพ่อค้า สร้างฐานะร่ำรวย สิทธารถะมีทุกอย่างที่ชาวโลกย์ต้องการ ใช้ชีวิตอีกขั้วหนึ่ง เป็นนักเลงสกา จมในปลักโลกีย์ ดื่มกินเต็มที่
คืนหนึ่งเขานั่งในสวน คิดถึงบิดา โควินทะ พระพุทธเจ้า มองดูกายภาพของตนเอง กลายเป็นชายวัยกลางคน เส้นผมแซมเทา หมดไฟ
พลันสิทธารถะก็รู้สึกว่าบางส่วนของเขาตายไปแล้ว เขาสัมผัสความไร้สาระของชีวิตที่เขาเป็นเจ้าของ
พลันเขาก็ตัดสินใจเดินทางอีกครั้ง ละทิ้งทุกอย่างที่ตนเป็นเจ้าของ ไปแสวงหาเป้าหมายที่เขาไม่เคยพบต่อไป
สิทธารถะพบตัวเองที่ริมแม่น้ำสายเดิมอีกหน มองเงาของตนเองในน้ำ เขาอยากตาย
ที่ริมแม่น้ำเขาพบโควินทะอีกครั้ง
โควินทะจำสิทธารถะในคราบของเสื้อผ้าคนร่ำรวยไม่ได้ เมื่อสิทธารถะบอกว่าตนเองกำลังจาริก โควินทะงุนงง และกล่าวว่า "...คุณไม่เหมือนนักแสวงบุญเลย คุณสวมเสื้อผ้าของคนรวย คุณสวมรองเท้านำสมัย เส้นผมหอมกรุ่นของคุณก็ไม่ใช่เส้นผมของผู้จาริก ไม่ใช่เส้นผมของสมณะ"
สิทธารถะบอกว่า "ผมไม่ได้บอกคุณว่าผมเป็นสมณะ ผมบอกเพียงแต่ว่า ผมกำลังจาริก"
"คุณกำลังจาริก? แต่น้อยคนนะจะเดินทางจาริกด้วยเสื้อผ้า รองเท้า และผมอย่างนี้ ผมเดินทางมาแล้วหลายปี ยังไม่เคยเห็นผู้จาริกเช่นคุณ" (สำนวนแปลของ สดใส)
บทสนทนาท่อนนี้แม้จะเรียบง่าย แต่เป็นจุดเด่นตอนหนึ่งของเรื่อง อธิบายคำว่า 'เปลือก' ได้อย่างขันขื่น เพราะบางครั้งคนที่พยายามละวางเปลือก ก็ยังอาจยึดติดบางอย่างกับเปลือก
แล้วโควินทะก็เดินทางต่อไป
สิทธารถะตัดสินใจอาศัยที่ริมน้ำนั้น เขาได้ยินแม่น้ำเอ่ยกับเขา สายน้ำไหลเรื่อยเอื่อย
สิทธารถะเรียนรู้จากแม่น้ำ พวกเขาส่งคนข้ามฟากเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า
เขาเรียนรู้ว่า แม่น้ำนั้น 'พูด' ตลอดเวลา บางครั้งเป็นกษัตริย์ บางคราเป็นหญิงตั้งครรภ์ บางทีเช่นนก
หลายปีผ่านไป วันหนึ่งวาสุเทพก็เดินทางจากไป ทิ้งให้สิทธารถะอยู่ที่ริมแม่น้ำคนเดียว
......................
เฮสเสอาจตั้งคำถามว่า การไปสู่จุดหมาย (ทางสว่างหรือตรัสรู้?) แห่งชีวิตนั้นมีหนทางเดียวหรือ? จำเป็นต้องเป็นทางสายที่นักบุญผู้ที่ตรัสรู้แล้วเดินหรือไม่?
ขณะที่เราแน่ใจกับวิถีและวิธีการเดินทางของเรา โดยเลือกทางสายสั้นสบายที่สุด เราอาจจะหลงทางทีละน้อย เหมือนชายถือไม้ไผ่คนนั้นมองไม่เห็นทางนำไม้ไผ่ข้ามเข้าเมืองอย่างไรโดยที่ไม่ต้องตัดทำลายมัน
การเดินทางของสิทธารถะเป็นอีกทิศหนึ่ง อีกรูปหนึ่ง ระวังอย่าไปเปรียบกับพุทธ เพราะสิทธารถะไม่ใช่วรรณกรรมพุทธประวัติ นอกจากจะไม่ใช่งานพุทธประวัติแล้ว ยังไม่ใช่เรื่องทางพุทธด้วย แต่เป็นนิยายที่บังเอิญมีพระพุทธเจ้าเป็นตัวละครคนหนึ่ง
จุดหนึ่งที่หลายคนรับไม่ได้คือ สิทธารถะที่ใช้ชีวิตเหลวแหลกคล้ายๆ อิกกิวซัง สามารถ 'บรรลุธรรม' (มีเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว) แต่โควินทะที่อยู่กับพระพุทธเจ้ากลับไม่สามารถบรรลุธรรม นี่ก็ไม่ได้แปลว่าหนทางของใครดีกว่าของใคร มันเปรียบกันไม่ได้ มันแค่บอกว่าโควินทะไม่ได้บรรลุธรรม
นวนิยายเรื่องนี้ชี้เป็นนัยว่า บางทีหนทางสู่จุดหมายอาจมีมากกว่าหนึ่งทาง (เช่นกัน ระวังด้วยว่าอาจไม่ใช่จุดหมายเดียวกันอย่างที่เราสรุปเองว่าจุดหมายต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้)
จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่สิทธารถะเชื่อมตนเองกับแม่น้ำ มีความเป็นเซนสูงมาก ประวัติอาจารย์เซนหลายคนก็เกี่ยวกับการบรรลุธรรม (ซาโตริ) โดยอิงกับธรรมชาติ เช่น ไป่จ้างหวยไห่บรรลุธรรมเมื่อเห็นฝูงห่านป่า เซียงเอี๋ยนจือเสียนบรรลุธรรมเมื่อได้ยินเสียงไผ่ ต้งซานเหลียงเจี๋ยเห็นเงาตัวเองในน้ำ ก็บรรลุธรรม
นี่ทำให้เราต้องคิดต่อด้วยว่า สิทธารถะบรรลุธรรมอะไร แบบพุทธ? แบบเซน? แบบจอนาธาน?
หากเทียบกับ Train Dreams การเดินทางของตัวละคร รอเบิร์ต เกรนเนียร์ ก็คล้ายวาสุเทพ คนหนึ่งแจวเรือ คนหนึ่งตัดไม้
และใครจะบอกได้ว่า จำเป็นต้องเป็นสมณะจึงจะบรรลุธรรมได้
"ผมไม่ได้บอกคุณว่าผมเป็นสมณะ ผมบอกเพียงแต่ว่า ผมกำลังจาริก"
วินทร์ เลียววาริณ
30-11-251- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ในรีวิวหนัง Train Dreams พูดถึงประโยคที่ตัวละครคนหนึ่งพูด "ต้นไม้ที่ตายกับต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ก็สำคัญเท่ากัน"
ประโยคนี้ออกไปทางเซน
เหยียนจือ (769-835) และถานเฉิง (780-841) เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน จัดเป็นรุ่นที่สิบของทำเนียบเซนจีน อาจารย์ของทั้งสองคือเย่าซานเหวยเหยี่ยนสืบสายธรรมมาจากอาจารย์สือโถวซีเชียน
ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน เหยียนจือมีอายุมากกว่าถานเฉิงสิบเอ็ดปี บางตำราว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน แยกจากกันนานปี จนมาพบกันอีกครั้งในร่มเงาเซน
วันหนึ่งเหยียนจือกับถานเฉิงยืนอยู่กับอาจารย์เย่าซานเหวยเอี่ยน พลันอาจารย์ชี้ไปที่ต้นไม้สองต้นไม่ไกลจากจุดนั้น ต้นหนึ่งบานสะพรั่ง ต้นหนึ่งเหี่ยวเฉา
อาจารย์ถามเหยียนจือ "บานสะพรั่งดีหรือเหี่ยวเฉาดี?"
เหยียนจือตอบว่า "บานสะพรั่งดีกว่า"
อาจารย์พยักหน้า "บานสะพรั่งทุกแห่งหน สดใส และยิ่งใหญ่"
ว่าแล้วหันไปถามถานเฉิง "บานสะพรั่งดีหรือเหี่ยวเฉาดี?"
ถานเฉิงตอบว่า "เหี่ยวเฉาดีกว่า"
อาจารย์พยักหน้า กล่าวว่า "บานสะพรั่งทุกแห่งหน ปล่อยให้มันเหี่ยวแห้งและจากไป"
ศิษย์อีกคนหนึ่งนาม เกา เดินผ่านมาพอดี อาจารย์ก็ถามเขาอย่างเดียวกัน
เกาตอบว่า "ปล่อยให้ต้นเหี่ยวเฉาเหี่ยวเฉาไป ปล่อยให้ต้นบานสะพรั่งบานสะพรั่งไป"
อาจารย์พยักหน้าหงึก ๆ หันไปมองหน้าเหยียนจือกับถานเฉิง กล่าวว่า "พวกเจ้าผิดทั้งคู่!"
สัจธรรมของความเป็นอยู่และความไม่เป็นอยู่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
โลกไม่มีการเกิดและความตาย เพราะบานสะพรั่งและเหี่ยวเฉาเป็นคนละสภาวะของสิ่งเดียวกัน
............................
วินทร์ เลียววาริณ
30-11-25จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุด-Mini-Zen-และ-Mini-Tao-ราคาปก-430.-พิเศษ-350.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-
1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
รอเบิร์ต เกรนเนียร์ เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือที่ถูกคือเขาเลิกเรียนหนังสือ เมื่อโตขึ้นเขาใช้ชีวิตแบบไร้หางเสือ จนในที่สุดก็ประกอบอาชีพคนตัดไม้ ชีวิตเขาเปลี่ยนไปบ้างเมื่อพบรัก และสร้างครอบครัว เริ่มมองเห็นจุดหมายของชีวิต
มันเป็นช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 19 กับ 20 โลกกำลังเปลี่ยน อเมริกากำลังเปลี่ยน พวกเขาสร้างทางรถไฟข้ามทวีป มีคนจีนจำนวนมากเข้าไปทำงานสร้างทางรถไฟที่นั่น แต่พวกเขาก็เหมือนคนผิวสี เป็นพลเมืองชั้นสอง บางครั้งถูกขับออกไป บางครั้งถูกฆ่า
บนเส้นทางชีวิตของคนตัดไม้ รอเบิร์ต เกรนเนียร์ พบหลายชีวิตจากที่ต่างๆ ต่างคนต่างทำงานหนักหาเงิน พรากจากครอบครัวไปทำงานไกลบ้าน แล้วกลับไปหาครอบครัว แล้วออกมาหางานทำอีก
รางรถไฟทำให้สองโลกใกล้ชิดกันขึ้น แต่ก็ทำให้คนแยกห่างกันกว้างขึ้น
รอเบิร์ต เกรนเนียร์ เป็นคนเงียบ ชอบสังเกตและฟังมากกว่าพูด เขาเป็นฤาษีในคราบคนตัดไม้ เขาทำงานอย่างอดทน เขาแลเห็นความตายเกิดขึ้นเสมอ บางคนตายง่ายๆ เช่น กิ่งไม้หล่นใส่หัว บางคนถูกฆ่าตาย
ขณะที่โลกภายนอกกำลังขยายตัวออกไป โลกภายในของเขากลับหดเข้ามา เขาเริ่มสงสัยความหมายของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อแลเห็นความตายที่ใกล้ตัวเขา
นี่คือ Train Dreams หนังที่เล่าชีวิตของตัวละครชื่อ รอเบิร์ต เกรนเนียร์
นานๆ ทีจะเห็นหนังหนังดรามาผสมปรัชญา เล่าเรื่องในโทนนี้ อารมณ์เรื่อง Train Dreams มีส่วนคล้าย The Thin Red Line (1998) ของ Terrence Malick มีความเป็นบทกวี
ขณะที่ The Thin Red Line จำลองสงครามแบบปรัชญา Train Dreams จำลองชีวิตแรงงานอเมริกันในต้นศตวรรษที่ 20 แบบปรัชญา
หนังเล่าเรื่องโดยใช้วิธีเล่าโดยการบรรยาย (narration) ซึ่งทำให้ดียาก
ผมเคยใช้เทคนิคนี้ในเรื่องสั้น สะพาน (ชุด เส้นสมมุติ) เล่าเรื่องชีวิตของจิตรกรญี่ปุ่น อุตะกาวะ ฮิโรชิเกะ ผู้จมชีวิตอยู่ในความจริงผสมความฝัน
Train Dreams ก็เป็นเรื่องของผู้จมชีวิตอยู่ในความจริงผสมความฝัน
รอเบิร์ต เกรนเนียร์ ใช้ชีวิตจนชรา แลเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง จากเลื่อยมือเป็นเลื่อยไฟฟ้า รางรถไฟแผ่ขยายไปทุกทิศ เขาเห็นการมาถึงของเครื่องบิน ไปจนถึงการขึ้นสู่อวกาศของ จอห์น เกลนน์
ในเรื่องนี้ตัวเอกตั้งคำถามเรื่องชีวิต การสูญเสีย การมีชีวิตอยู่ ความฝัน ความจริง คล้ายการเดินทางของสิทธารถะ (Siddhartha) นาร์ซิสซัส (Narcissus and Goldmund) และนกนางนวล จอนาธาน ลิฟวิงสตัน (Jonathan Livingston Seagull)
หนังให้อารมณ์คล้ายบทกวี เหมือนเรากำลังดูจิตรกรวาดภาพ แต้มสีทีละจุด ทีละแถบอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเขาจะแต้มสีอะไรต่อไป และไม่รู้ว่าภาพตอนเสร็จเป็นภาพอะไร
งานประณีตทุกจุด ละเมียดละไม สวยงามทั้งภาพและเรื่อง
ดู Joel Edgerton แสดงหนังมาหลายเรื่องแล้ว เรื่องนี้มีสิทธิ์สูงที่จะพาเขาสู่เวทีออสการ์สาขานักแสดงนำ และเรื่องนี้ก็มีสิทธิ์ชิงบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้คิดถึงหนังญี่ปุ่นสองเรื่องที่ทำให้รู้สึกเศร้าแต่ดี คือ Every Day A Good Day (日日是好日 2018) และ Perfect Days (2023)
มันตั้งคำถามว่าชีวิตคืออะไร ความทุกข์กำหนดพฤติกรรมของเราอย่างไร
มันทำให้คิดถึงปรัชญาญี่ปุ่นที่ว่า เมื่อฝนตก จงฟังเสียงฝน เมื่อหิมะตก จงดูหิมะ เมื่อร้อนสัมผัสความร้อน เมื่อหนาวสัมผัสความหนาว
ปรัชญา Stoic บอกว่าปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้ ดังนั้นเราควรยอมรับมัน รับมือกับมันอย่างมีสติ
ชาวสโตอิกมองว่าความทุกข์ยากลำบากไม่ใช่เรื่องร้ายหรือไม่ร้าย แต่อยู่ที่มุมมอง
เราเปลี่ยนสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ได้เท่าไรนัก แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้
เพราะชีวิตก็คือการใช้ชีวิต ไม่ว่ามันประกอบด้วยการเกิด การตาย การพบกัน การจากกัน
เพราะ... เช่นที่ตัวละครคนหนึ่งพูด... ต้นไม้ที่ตายกับต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ก็สำคัญเท่ากัน
10/10
Netflixวินทร์ เลียววาริณ
29-11-25วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 22
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ไอน์สไตน์ชอบคิดแก้ปัญหายากๆ ขณะนอนแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ขบคิดปัญหาและเรื่องแปลกๆ เช่น มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเราวิ่งไล่ตามลำแสง จะไล่ตามแสงทันหรือไม่ เขายังจินตนาการเรื่องรถไฟและสายฟ้าแลบ เชื่อมกับเรื่องสัมพัทธภาพ ฯลฯ
จากจินตนาการกลายเป็นความรู้ว่า แสงมีความเร็วคงที่ เวลากับ space ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ นี่ทำให้เขาคิดต่อไปได้ว่า เวลากับ space สัมพัทธ์กัน และทำให้เขาคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษสำเร็จ
ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่มีความเป็นศิลปินในตัวเองสูง ไม่ใช่เพราะเขาชอบเล่นไวโอลิน แต่วิธีคิดของเขาคล้ายพวกศิลปินมาก คือเริ่มด้วยความฝัน
บทความใหม่วันเสาร์ คลิกลิงก์อ่านได้เลย https://www.blockdit.com/posts/689d6a98a2fec0801bf138a8
1- แชร์
- 17
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsจินตนาการคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ -
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
heist film หรือ caper film เป็นหนังตระกูลหนึ่ง แนวเรื่องคือการวางแผนปล้น ขโมย หรือก่อการอะไรบางอย่าง โดยคนกลุ่มหนึ่งรวมหัวกันทำ
หนังตระกูลนี้ผู้ร้ายมักเป็นพระเอก และคนดูก็จะเอาใจช่วยผู้ร้าย ความสนุกอยู่ที่แผนการปล้นว่าซับซ้อน หักมุมแค่ไหน มันจึงเป็นหนัง plot-based
ส่วนการปล้นชาติด้วยทุจริตเชิงนโยบายไม่จัดเป็น heist film แต่เป็นหนังโศกนาฏกรรม เศร้าเคล้าน้ำตา
heist film เรื่องแรกๆ ที่ผมดูในชีวิตน่าจะเป็นเรื่อง Topkapi (1964) หลังจากนั้นก็สร้างมามากมายหลายร้อยเรื่อง เช่น The Italian Job (1969) และฉบับรีเมก Ocean's Eleven (2001) และภาคต่อมากมายจนจำเลขไม่ได้แล้ว Baby Driver (2017)
แม้แต่หนังซอมบี้ก็เล่นกับเขาด้วย คือ Army of the Dead (2021)
และอีกมากมายนับไม่ถ้วน
heist film ทั่วไปเป็นหนังดูง่าย ย่อยง่าย แต่นานๆ ทีก็มีเรื่องที่ดูยากหน่อย เช่น Inception ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็น heist film + scifi
สิบกว่าปีก่อนมี heist film เรื่องหนึ่ง เป็นหนัง heist film + มายากล ชื่อ Now You See Me (2013) หนังสนุกดี และถือว่าใหม่ในตอนนั้น
หนังทำเงินถล่มทลาย ทำให้ต้องสร้างภาค 2 Now You See Me 2
และภาค 3 Now You See Me: Now You Don't ที่กำลังฉาย
แล้วดีไหม?
ก่อนจะไปถึงเรื่องคุณภาพหนัง ขอเล่าเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมก่อน
...........................
สมัยผมเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ ผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ผมเรียนรู้หลายอย่างจากสถาปนิกอาวุโสชาวสิงคโปร์ซึ่งไม่มีสอนในโรงเรียน
เรื่องหนึ่งที่เขาสอนคือ อาคารดีต้องออกแบบหัวดีท้ายดี ตรงกลางไม่ดีไม่เป็นไร
เขายกตัวอย่างดนตรี ดนตรีที่ดีต้องเริ่มต้นดี จบดี ตรงกลางแผ่วๆ หรือน่าเบื่อบ้าง ก็ไม่เป็นไร
เป็นข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ
เมื่อมาเขียนหนังสือ ผมก็พบว่าวิธีคิดแบบนี้ใช้ได้เหมือนกัน นั่นคือเรื่องที่เปิดเรื่องดีและจบดีมักรอดตัว ถ้าเป็นเรื่องยาว ก็ควรมีจุดดีเสียบอยู่เป็นระยะ ที่เหลืออ่อนบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะโครงสร้างโดยรวมใช้ได้
Now You See Me: Now You Don't ก็เข้าข่ายนี้ ซับพล็อตตอนเปิดเรื่องกับตอนจบดี คาดไม่ถึง ส่วนตรงกลางเละเอาการ เข้ารกเข้าพง ไม่มีอะไรใหม่ เซมเซมและไม่มีเหตุผล
Now You See Me 3 ก็คือหนังรีไซเคิล ไม่มีอะไรใหม่ สิ่งดีที่สุดที่ผู้สร้างทำคือพยายามสร้างซับพล็อตที่ให้ความบันเทิง ซึ่งก็ทำได้ในระดับหนึ่ง
หนังพยายามบอกว่ามันไม่ใช่ heist film ธรรมดา แต่ปล้นมาเพื่อช่วยสังคม แต่ก็เป็นแค่คำพูดสวยๆ เท่ๆ โดยพื้นฐาน มันก็คือหนังปล้นเอามัน
หนังเรื่องนี้โดยรวมสนุกดี ให้ความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่คะแนนไปได้แค่นี้เอง ซอร์รี!
5.5/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
28-11-25วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 22
