-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ Dario Amodei เจ้านายใหญ่ของ Anthropic บริษัท AI ใหญ่ของโลกเขียนบทความชี้ให้เห็นภัยของ AI
เขาเขียนว่าเราคงไม่สามารถหยุดการพัฒนา AI แต่ทุกฝ่ายควรมีมาตรการควบคุมการพัฒนาให้เป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะหากคุมไม่ได้ AI จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ
โลกควรมีองค์กรอิสระ (independent evaluators) ตรวจสอบเรื่องนี้
อีลอน มัสค์ กับเจ้านายใหญ่ของ OpenAI คือ Sam Altman เห็นด้วยกับ Dario Amodei
คนในวงการ AI จำนวนมากเชื่อว่าหากไม่ลดความเร็วของการพัฒนา AI ลง มีโอกาสที่มนุษย์จะสูญสิ้น
เรื่องนี้ เจมส์ คาเมรอน เตือนมนุษยชาติเรื่องภัยของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มานานแล้วในหนังชุด Terminator เมื่อ AI ชื่อสกายเน็ตก่อสงครามกับมนุษย์ ตอนแรกใครๆ ก็มองว่าเป็นนิยาย แต่ตอนนี้เริ่มมีคนเห็นด้วยกับเขามากขึ้น
มองไปรอบตัว ตอนนี้ทุกวงการโอบรับ AI เต็มที่ เวลาดูรูปถ่ายหรือคลิป เราชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงหรือผลงานของ AI
เอาละ เราในฐานะชาวบ้าน ก็พึงรับรู้และระวัง เพราะมิจฉาชีพรัก AI มาก สามารถปลอมคลิปปลอมเสียงคนในครอบครัวเราได้
มีคนเตือนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จัก อย่าพูดนานเกินไป เพราะ AI สามารถปลอมเสียงได้
หากวันดีคืนดีลูกเราโทร.มาบอกว่าประสบอุบัติเหตุ อยู่ที่โรงพยาบาล ให้โอนเงินไปให้เป็นค่าหมอ ก็ตรวจสอบก่อน ถามเรื่องส่วนตัวที่ AI ไม่มีทางรู้ เพราะคนที่โทร.มาอาจไม่ใช่ลูกเราก็ได้
โลกเรายิ่งพัฒนา ก็ยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกที
ตอนนี้มีสองเรื่องที่อยากรู้มากกว่าเรื่อง AI จะก่อสงครามฆ่าคน
1 เมื่อไร AI จะซักผ้าแทนคนได้สักทีนะ เมื่อยมือมาก
2 จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคลิปโต๊ะกลมเป็นเรื่องจริงหรือ AI
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
13-9-260- แชร์
- 6
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ในรอบสิบกว่าปีนี้ ผู้กำกับหนังซีรีส์ที่อยู่ในระดับ top 5 ย่อมต้องมีชื่อ Vince Gilligan
คนสร้าง Breaking Bad (10/10) และ Better Call Saul (10/10)
ในโลกของหนังแฟรนไชส์และรีเมก เราหาหนังแบบ big idea ยากขึ้นเรื่อยๆ วงการเต็มไปด้วยนักสร้างพันธุ์ lazy writers ไอเดียเซมเซม บทเซมเซม
หนังที่กิลลิแกนต้นคิดและมีทีมงานมือหนึ่งร่วมเขียนนั้น ไม่เพียงมี big idea แต่วิธีการเล่าเรื่องยังฉีกจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเก่า เข้าสู่พื้นที่หนังอาร์ต เห็นได้ชัดในงานซีซั่นสุดท้ายของ Better Call Saul ที่เขาทำงานร่วมกับ Peter Gould
บ่อยครั้งหนังเปิดเรื่องอาจดูเผินๆ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่อง แต่เมื่อจบ กลับผูกกันอย่างงดงาม เช่น Better Call Saul ตอน Rock and Hard Place ที่เปิดฉากด้วยดอกไม้สีน้ำเงินกลางสายฝน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าโดยตรง แต่เมื่อดูรวมกัน กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีความเป็นหนังอาร์ตที่ลงตัว ทั้งทริลเลอร์และ emotion ด้วยสไตล์ minimalism
หลังจากจบ Better Call Saul แล้ว กิลลิแกนก็เริ่มโครงการใหม่คือ Pluribus
ชื่อเรื่อง Pluribus มาจากวลีละติน "e pluribus unum" แปลว่า "หนึ่งในหลาย" (out of many, one.)
Pluribus เป็นหนัง big idea เป็นความสดใหม่ของหนังไซไฟ ไอเดียมีกลิ่นของ Contact แต่ไม่ใช่ Pluribus จับประเด็นใหม่ นั่นคือการตั้งคำถามว่าโลกวุ่นวายของเรานี้ควรแก้ไขไหม
Pluribus ถามว่าถ้าเรามีอำนาจที่จะแก้ไขโลกวุ่นวายใบนี้ให้เป็นโลกยูโธเปีย เราจะทำไหม เพราะยูโธเปียก็มีราคาที่เราต้องจ่าย
(ต่อไปนี้มีสปอยเลอร์ของหนัง Pluribus และหนังสือนวนิยาย สี่ภพ ของผม หากใครคิดจะดูหนังและหนังสือเรื่องนี้ ก็ควรข้ามไปอ่านสองย่อหน้าสุดท้าย
ย้ำอีกครั้ง สปอยเลอร์จะบอกพล็อตหลักของเรื่อง อย่าเพิ่งอ่าน หากคิดจะดูหนังหรืออ่านหนังสือ)
............................
ไอเดียหลักของ Pluribus คือการสร้างโลกที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมจิตกัน (collective mind) ใครสักคนคิดอะไร รู้สึกอะไร คนที่เหลือในโลกทั้งหมดจะรับรู้ด้วย
หนังเปิดฉากที่นักดาราศาสตร์พบคลื่นวิทยุจากต่างดาว ระยะทาง 600 ปีแสง พวกเขาค้นพบว่าคลื่นวิทยุนั้นมีสี่สาย คือ AGCT ซึ่งเป็น Nucleobases ของ DNA ได้แก่ Adenine (A), Cytosine (C), Guanine (G) และ Thymine (T)
ด้วยข้อมูลนี้พวกเขาสามารถสร้าง 'ชีวิตใหม่' ในห้องทดลอง (นี่คล้ายเรื่อง Contact ที่สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวส่งแบบพิมพ์เขียวสร้างยานอวกาศ) เมื่อดีเอนเอของสัตว์ทดลองเข้าสู่มนุษย์ ก็แพร่ไปทั่วโลกในเวลาสั้นๆ คุณสมบัติของดีเอนเอต่างดาวซึ่งเป็นวิทยาการต่างดาวนี้ ทำให้มนุษย์ทั้งโลกกลายเป็นจิตรวม
ผลที่ตามมาคือโลกกลายเป็นโลกยูโธเปีย ไม่มีสงคราม ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีใครสามารถโกหกได้
ตัวละครหลักของเรื่องก็คือคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ และต่อต้านสังคมยูโธเปียใหม่ เพราะมันทำลายคุณลักษณ์ของมนุษย์ไป และท้ายที่สุดมนุษย์ทุกคนก็เป็นเพียง 'ผึ้งงาน'
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนวนิยาย สี่ภพ?
น่าแปลกที่ไอเดียเรื่อง Pluribus นี้ตรงกับนวนิยายจีนกำลังภายใน+ไซไฟของผมเรื่อง สี่ภพ โชคดีที่ สี่ภพ ออกมาก่อนหลายเดือน (แต่จริงๆ เขียนมานานอย่างน้อยห้าปีก่อนหน้าวางตลาด)
ใน สี่ภพ สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเปลี่ยนโลกคู่ขนานโลกหนึ่งของโลกมนุษย์เป็นโลกจิตรวม เรียกว่า จงซิน จิตรวมนี้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ในโลกปกติ เป้าหมายเพื่อช่วยโลกจากพิบัติบางอย่าง
............................
Pluribus เป็นซีรีส์ที่ดีและใหม่สด สองตอนแรกจับเราอยู่หมัด หลังจากนั้นก็แผ่วลง ในความเห็นส่วนตัว หนังแนวนี้เป็น plot-based เหมาะที่จะเล่าเรื่องแบบเร็ว แต่กิลลิแกนเลือกใช้โหมด slow burn ในการเล่า ทำให้เรื่องเคลื่อนไปช้า มีฉากซ้ำซากและฉากไม่จำเป็นแทรกอยู่มาก ทำให้ซีรีส์ความยาว 9 ตอนมีพล็อตน้อยเกินไปที่จะจับคนดู ด้วยพล็อตแค่นี้ หากทำเป็นหนังโรงความยาวสามชั่วโมง จะดีมาก
หากไม่ติดที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ช้ามาก (แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ดีที่มีลายเซ็นของผู้สร้าง) ซีรีส์นี้ก็ควรได้ 10/10 ก็คาดว่าเมื่อซีซั่น 2 3 4 ออกมา ในภาพรวม มันจะเป็นซีรีส์ 10/10 อีกชุดหนึ่งของ Vince Gilligan เพราะเชื่อมือทีมงานนี้ว่าเก่งพอในการทำให้หนังประทับใจ
9/10
ฉายทาง apple TVวินทร์ เลียววาริณ
12-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 14
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
สมมุติว่า (1)
วินทร์ #1001 : “สมัยที่ผมอยู่นิวยอร์ก มีหนังอินดี้แปลก ๆ มาฉายบ่อย ๆ ทว่าตั้งแต่กลับจากเมืองนอกมาอยู่เมืองไทย ผมหาหนังอินดี้ดูยากจัง บ้านเราฉายแต่หนังกระแสหลักจากฮอลลีวูด นายทุนเป็นคนกำหนดชีวิตเรา สั่งว่าเราควรดูหนังเรื่องนี้เรื่องนั้น”
วินทร์ #4243 : “โรงหนังบ้านเราเยอะนะ แต่หนังที่ฉายมีน้อย”
วินทร์ #1001 : “มันทำให้ผมนึกได้ว่า ศาสนาก็เหมือนภาพยนตร์ มีค่ายหนังกระแสหลักหรือ เมน สตรีม ใหญ่ ๆ อยู่ 3-4 ค่าย ที่เหลือเป็นค่ายหนังอินดี้”
วินทร์ #4243 : “คุณก็สังกัดค่ายหนังอินดี้ไม่ใช่หรือ? แล้วอยู่บริษัทไหน”
วินทร์ #1001 : “โดยคำนิยาม ผมเป็นหนึ่งใน 36 เปอร์เซ็นต์นั่นก็จริง แต่ในทางปฏิบัติ ผมก็ปนอยู่ใน 64 เปอร์เซ็นต์ หากเราก้าวพ้นจากคำจำกัดความของศัพท์แสงของศาสนาต่าง ๆ ผมก็อยู่ทั้งสองฝั่งนั่นแหละ ผมชอบหลักการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นของพุทธ ชอบหลักการปล่อยวางจากทวิลักษณ์และสิ่งรัดรึงทั้งปวงของเซน ผมชอบหลักอกรรมของเต๋า ผมชอบหลักการรักคนอื่นของคริสต์ ผมยังชอบหลักคิดของฟิสิกส์จักรวาลวิทยา ชอบหลักความไม่แน่นอนของอนุภาค ดังนั้นหากจะบังคับให้จัดประเภทจริง ๆ ละก็ ผมน่าจะใกล้พวก Secular Humanism มากกว่า”
วินทร์ #2009 : “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน มันเป็นยังไง?”
วินทร์ #1001 : “Secular แปลว่าไม่มีศาสนา, ไม่เกี่ยวกับศาสนา ส่วน Humanism คือลัทธิมนุษยนิยม Secular Humanism ไม่จัดว่าเป็นศาสนา มันเป็นวิธีมองโลกอย่างหนึ่ง รวมวิทยาศาสตร์เข้ากับตรรกะ Secular Humanism เห็นว่าความจริงต้องผ่านการพิสูจน์ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อความศรัทธา กระบวนการหนึ่งที่ใช้คือวิทยาศาสตร์ ทดลอง สืบค้นความจริงโดยใช้ตรรกะ เหตุผล หลักฐาน มองโลกไม่ใช่แค่ปัจเจก แต่มองภาพรวม ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เชื่อเรื่องชาตินี้ เดี๋ยวนี้ การทำชาตินี้ให้ดีมีความหมาย สร้างโลกใหม่ให้ดีขึ้น เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ที่สำคัญมีจรรยาบรรณ ศีลธรรม ความยุติธรรม ความประพฤติที่เหมาะสม ไม่เอาเปรียบใคร”
วินทร์ #2009 : “ฟังดูกว้าง...”
วินทร์ #1001 : “ใช่ มันกินพื้นที่ของ ‘คนมีศาสนา’ ด้วย นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ไอแซค อสิมอฟ, อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก, คาร์ล เซเกน, ริชาร์ด ดอว์กินส์, ริชาร์ด ไฟน์แมน, นิโคลา เทสลา, นีลส์ บอหร์ ฯลฯ คุณเชื่อมั้ยว่านักวิชาการบางคนจัดพระพุทธองค์กับขงจื๊อในกลุ่ม Secular Humanism เช่นกัน”
วินทร์ #1009 : “จริงหรือ? แปลก...”
วินทร์ #1001 : “ไม่แปลกหรอก เพราะกระบวนการคิดของพระพุทธเจ้าก็คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทดลองจนพบความจริง ทรงเชื่อเรื่องชาตินี้ ทำชาตินี้ให้ดี เพราะสรรพสิ่งเป็นอิทัปปัจจยตา นี่ก็คือวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง และวิธีคิดแบบนี้ก็ใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องจิตวิญญาณ น่าเสียดายที่มีคนนำหลักการของพระองค์ไปปู้ยี่ปู้ยำจนเละเทะ กลายเป็น ‘พุทธสะดวกซื้อ’ ไป”
วินทร์ #1009 : “แต่คนก็เชื่อ”
วินทร์ #1001 : “เป็นกรรมของสัตว์จริง ๆ คนไม่มีปัญญาย่อมตกเป็นเหยื่อเสมอ”
วินทร์ #9009 : “ผมเห็นด้วยว่าขงจื๊อเป็น secular humanist เเต่พระพุทธเจ้าไม่น่าใช่”
วินทร์ #1001 : “ทำไม?”
วินทร์ #9009 : “แนวคิดของพุทธพูดถึงอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ผลมาจากเหตุ เหตุมาจากผล นี่ก็คือธรรมชาติ ดังนั้นแนวคิดพุทธน่าจะเข้าข่าย Naturalism มากกว่า secular humanism”
วินทร์ #1001 : “ผมว่าหลักอิทัปปัจจยตา ผลมาจากเหตุ เหตุมาจากผล ก็คือวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ต่างหาก”
วินทร์ #9009 : “ก็แล้วแต่มุมมองและการให้คำจำกัดความ”
วินทร์ #1001 : “แล้วคุณ?”
วินทร์ #9009 : “ผมไม่น่าจะเป็นกลุ่มย่อยไหนที่คุณร่ายมา การไม่มีศาสนาของผมเป็นเพราะผมเห็นว่าศาสนาส่วนใหญ่ยังผูกกับคำว่าเป้าหมาย หรือความหมายแท้จริงของชีวิตอยู่ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมชีวิตต้องมีความหมาย หรือเป้าหมาย เราเลือกที่จะมองว่านี่เป็นปัญหา นั่นเป็นปัญหา เราไม่ชอบมองว่านี่เป็นอย่างนี้ นั่นเป็นอย่างนั้น มันไม่มีปัญหาหรือมีปัญหา”
วินทร์ #2009 : “นี่ก็คือเซน”
วินทร์ #9009 : “มันเรียกว่าอะไรก็คงไม่สำคัญ”
วินทร์ #1009 : “ผมสงสัยว่าโลกจะเป็นยังไงหากไม่มีพระพุทธเจ้า”
วินทร์ #1001 : “ก็เหมือนทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั่นแหละ ผมเชื่อว่าช้าหรือเร็วก็ต้องมีคนคิดหลักพุทธออกมาจนได้” วินทร์ #1009 : “ไม่น่าจะง่ายอย่างนั้น”
วินทร์ #1001 : “คุณเคยได้ยินชื่อมหาวีระมั้ย?”
วินทร์ #1009 : “ไม่เคย เป็นพระหรือ?”
วินทร์ #1001 : “ใช่”
วินทร์ #1009 : “อยู่วัดไหน?”
วินทร์ #1001 : “ท่านมรณภาพไปสองพันกว่าปีแล้ว”
วินทร์ #1009 : “อ้าว! เหรอ! ท่านเป็นใคร?”
วินทร์ #1001 : “เป็นศาสดาของศาสนาเชน”
วินทร์ #1009 : “เซน?”
วินทร์ #1001 : “ไม่ใช่เซน แต่คือเชน”
วินทร์ #1009 : “เชน? ชื่อศาสนาหรือ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต”
วินทร์ #1001 : “มหาวีระเป็นชาวอินเดีย เกิดในยุคเดียวกับพระพุทธเจ้านั่นแหละ และมีชาติกำเนิดคล้ายกันด้วย เป็นโอรสของพระสิทธารถ นามแรกคือ วรรธมาน จะว่าไปแล้ว ชีวิตของพระองค์คล้ายคลึงกับเจ้าชายสิทธัตถะมาก เก่งและฉลาดพอกัน ร่ำเรียนวิชามาเหมือนกัน ตอนประสูติ โหรก็ทำนายว่าจะได้เป็นจักรพรรดิหรือศาสดาเหมือนกัน ทรงศึกษาวิชาต่าง ๆ ทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ทรงเลือกทางสายนักบวช”
วินทร์ #1009 : “แล้วเปลี่ยนชื่อจาก วรรธมาน เป็น มหาวีระ ตอนบวช?”
วินทร์ #1001 : “เปล่า วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายวรรธมานทรงเล่นกับพระสหายในวัง ช้างพลายเชือกหนึ่งตกมันหลุดเข้าไปในเขตอุทยาน ไล่ทำร้ายคน ใคร ๆ ก็วิ่งหนี แต่เจ้าชายวรรธมานทรงรอจังหวะอยู่อย่างพระทัยมั่นคง พอช้างพุ่งมาถึงองค์ ก็ทรงจับงวงกระโจนขึ้นไปบนหลังช้าง และบังคับมันกลับไปที่โรงช้าง ความนี้แพร่ไปทั่ว เจ้าชายจึงได้รับพระนามใหม่ว่า มหาวีระ แปลว่ายอดผู้กล้า...
“ราชวงศ์ของมหาวีระเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด พระบิดาและพระมารดาทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอดอาหารจนสิ้นพระชนม์ มหาวีระเศร้าพระทัย ก็คิดออกจากวังไปปลีกวิเวก พระเชษฐาทรงทัดทานไว้ แต่ผ่านไปจนมหาวีระพระชนมายุสามสิบพรรษา ก็เสด็จออกจากวังไป เปลี่ยนสถานะเป็นสามัญชน มุ่งหาทางหลุดพ้น ในช่วงนั้นไม่พูดจากับใครเลยสักคำเดียว ที่น่าแปลกก็คือมหาวีระออกบวชอายุสามสิบ พระพุทธเจ้าออกบวชอายุยี่สิบเก้า ในวัยที่กำลังหนุ่มแน่น สมองยังทำงานได้เต็มที่...”
วินทร์ #4244 : “แปลกนะ ผมไม่เคยได้ยินชื่อมหาวีระมาก่อน”
วินทร์ #2009 : “เล่าเรื่องของท่านมหาวีระต่อเถอะ”
วินทร์ #1001 : “วันหนึ่งมหาวีระจาริกถึงทุ่งเลี้ยงแพะ เจ้าของแพะขอให้เขาช่วยดูแลฝูงแทนเพื่อตนจะกลับไปทำธุระในหมู่บ้าน มหาวีระรับคำ ไม่นานหมาป่าตัวหนึ่งเข้ามากินแพะโดยที่มหาวีระช่วยไม่ทัน เมื่อเจ้าของแพะกลับมาเห็นเข้าก็โกรธ เข้าทำร้ายร่างกายจนมหาวีระเลือดโซมกาย แต่นักบวชไม่ต่อสู้ เจ้าของแพะจึงรู้สึกผิดและยอมรับนับถือหลักอหิงสาของมหาวีระ เหตุการณ์นี้ทำให้คนรู้จักมหาวีระในวงกว้างขึ้น...
“มหาวีระทรงบำเพ็ญเพียรอยู่สิบสองปี ไม่พูดจากับใคร ในที่สุดก็เข้าใจหลักธรรม จึงเริ่มเผยแผ่ธรรมของตน นี่คือกำเนิดของศาสนาเชน แนวคิดของศาสนาเชนก็คล้ายพุทธ คือกล่าวถึงทุกข์ และทางดับทุกข์คือการตัดตัณหาออกไป เชนยังใช้หลักอหิงสา ไม่ทำร้ายใคร แม้แต่มดปลวกหรือต้นหญ้า เชนปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติ ชนชั้นวรรณะ การเคารพรูปปั้น เชนเชื่อว่าทางพ้นทุกข์คือการปฏิบัติชอบ ไม่ใช่การอ้อนวอนเทพ จะเห็นว่าศาสนาเชนกับศาสนาพุทธมีส่วนคล้ายกันอยู่มาก และเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียตอนนั้นเป็นที่ชุมนุมนักบวชลัทธิต่าง ๆ เพื่อหาทางพบความจริงสูงสุดหรือธรรมสูงสุด แนวคิดก็อาจซ้อนกันได้เป็นเรื่องธรรมดา...”
วินทร์ #4244 : “คุณจึงบอกว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องมีคนคิดหลักพุทธได้”
วินทร์ #1001 : “ใช่แล้ว และบางทีถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงผนวช ศาสนาเชนอาจแพร่หลายไปแทนที่พุทธก็ได้ มีปัจจัยและตัวแปรมากมายที่กำหนดว่าทำไมเราจึงมีศาสนาที่เราเห็นในตอนนี้ มันเป็นผลที่มาจากเหตุของการเกิดมนุษย์บนโลกนี้ พูดง่าย ๆ คือ หากตัวแปรเปลี่ยนไปในช่วงต้นของชาติพันธุ์มนุษย์ ศาสนาในโลกตอนนี้ก็อาจไม่ใช่อย่างที่เรามี”
วินทร์ #3365 : “ผมตามคุณไม่ทัน...”
วินทร์ #1001 : “พวกคุณเคยได้ยินชื่อ พระเจ้าอโศกมหาราช ใช่ไหม?”
วินทร์ #3365 : “เคยได้ยิน แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นใคร”
วินทร์ #1001 : “พระเจ้าอโศกฯทรงเป็นจักรพรรดิอินเดียในช่วง พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311 ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ ปกครองแคว้นมคธ เมืองหลวงคือ ปาฏลีบุตร เป็นจักรพรรดิที่โหดเหี้ยม ชอบรบราฆ่าฟัน อย่าว่าแต่ศัตรูเลย แม้แต่พวกของพระองค์เอง พระองค์ก็ฆ่าเอาง่าย ๆ เหมือนกัน แม้แต่นางสนมของพระองค์ ถ้าไม่พอพระทัยก็ฆ่าทิ้งเอาง่าย ๆ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งเหล่านางกำนัลหักกิ่งต้นอโศก พระองค์กริ้วมาก สั่งเผานางกำนัลทั้งเป็น จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช คำว่า จัณฑ แปลว่าดุร้ายหยาบช้า จัณฑาโศกราช จึงแปลว่าพระเจ้าอโศกผู้ดุร้าย ฆ่าคนเป็นว่าเล่น แต่วันหนึ่งพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนไป”วินทร์ #3365 : “เกิดอะไรขึ้น?”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
13-9-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1- แชร์
- 8
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
QA วันนี้
จริงไหม “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ”
ทำไงดี ภรรยาชอบช็อปปิ้ง
ผมควรแต่งงานไหม
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6a9806c533e2a2a6b9ec9f9d
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1- แชร์
- 14
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
นานปีมาแล้ว นักสัมภาษณ์ แลร์รี คิง ถามท่านทะไลลามะว่า "ท่านกลัวตายไหม"
ท่านทะไลลามะตอบว่า "ไม่ ความตายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ช้าหรือเร็วก็จะมาเยือน และความจริงแล้ว ในการฝึกทุกวัน ฉันก็นึกภาพกระบวนการของความตายเสมอ เป็นการเตรียมตัว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อถึงวันตาย ที่ฝึกมาจะสำเร็จไหมนะ" ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ
ทฤษฎีเป็นเรื่องหนึ่ง ปฏิบัติเป็นเรื่องหนึ่ง ความตั้งใจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จ
แต่หากหลักการดี ถูกต้อง เราก็ฝึกฝนไป
นี่บอกว่าต่อให้เป็นพระที่ฝึกฝนเรื่องจิตมานาน ก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองข้ามพ้นเรื่องตายแล้วหรือไม่
เพราะสัญชาตญาณกลัวตายฝังมากับมนุษย์
หลายคนบอกว่า "ไม่กลัวตาย" อาจจะใช่ในนาทีที่พูด แต่ในสถานการณ์อื่น อาจจะไม่แน่
สิ่งที่เราทำได้ก็คือใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท พยายามเข้าใจสัจธรรมของความไม่แน่นอนและความไม่ยั่งยืน บางทีเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง เราก็อาจเอ่ย "ไม่กลัวตาย" ได้เต็มปากจริงๆ
วินทร์ เลียววาริณ
11-9-261- แชร์
- 34
