-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เช้านี้เห็นข่าวการจากไปของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (5 ตุลาคม 2026) อายุ 86
นักเขียนชาวอังกฤษที่ถนัดแนวทริลเลอร์ที่เก่งๆ มีหลายคน เช่น
เฟรเดอริก ฟอร์ไซธ์ (Frederick Forsyth) คนเขียน The Day of the Jackal, The Odessa File ฯลฯ
เคน ฟอลเล็ตต์ (Ken Follett) คนเขียน Eye of the Needle ฯลฯ
และ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) นักเขียนที่ชีวิตมีสีสันมาก
เขาขายหนังสือมากกว่า 300 ล้านเล่ม เขียนไว้มากมาย เรื่องเด่นๆ เช่น Not a Penny More, Not a Penny Less, Kane & Abel ฯลฯ
เรื่องสุดท้ายกำลังจะวางตลาดในวันนี้
เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ เป็นนักเขียนที่เข้าสู่วงการเมือง และเหตุนี้เป็นจุดตกต่ำของเขา เพราะเขาถูกรื้อคดีซื้อบริการหญิง โทษจำคุกสี่ปี
เขาเข้าคุกไปสองปี และไหนๆ ก็อยู่ในคุกแล้ว ก็เขียนเรื่อง A Prison Diary ออกมาขายแก้กลุ้ม
แต่โทษจำคุกหรือชื่อเสียงด้านลบไม่มีผลต่องานเขียนของเขา งานของเขาแปลเป็นภาษาต่างๆ 119 ประเทศ ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์บ่อยๆ
ผมอ่านนิยายของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ มาตั้งแต่สี่สิบกว่าปีก่อน สนุกมากมาย
เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ ยังถนัดงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบด้วย เขียนไว้หลายเล่ม เช่น A Quiver Full of Arrows, A Twist in the Tale ฯลฯ
สำนักพิมพ์บอกว่า อาร์เชอร์ตายกะทันหัน ขณะที่ยังทำงานเขียนของเขา
อายุ 86 ยังทำงานเขียน ถือว่าไม่ธรรมดา
RIP, Jeffrey Archer.
วินทร์ เลียววาริณ
6-10-20261- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ไพรัชฟังเมียบ่นมาทั้งวัน แต่เขาเลือกที่จะเงียบ เขาไม่ต่อล้อต่อเถียงเธอมานานแล้ว เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าไม่คุ้ม หากเขาแย้งหรือเถียง เรื่องจะยืดยาวออกไปอีกหลายวัน และเมื่อภรรยาของเขาอารมณ์ไม่ดีข้ามวันข้ามคืน คนที่เดือดร้อนก็คือเขา เพราะต้องทนอยู่ในสภาวะกดดันเงียบ ๆ เหมือนภูเขาไฟที่คำรามเบา ๆ แต่ไม่ระเบิด
เป็น ‘การลงโทษ’ ที่เรียกว่า silent treatment
เขารำคาญเสียงบ่นของภรรยา เพราะไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็บ่น ทุกอย่างในโลกนี้เป็นปัญหาหมด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอคุยกับเขาด้วยเหตุผลไม่ได้
วันหนึ่งนักจิตวิทยาคนหนึ่งบอกไพรัชว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นอาการปกติของผู้หญิงหลายล้านคน”
เขาถามว่า “แล้วจะให้ยอมรับสภาพหรือ?”
นักจิตวิทยาตอบว่า “ใช่และไม่ใช่ ยอมรับความจริง แล้วแก้ไข”
“มีทางแก้ไขด้วยหรือ?”
ทางแก้คือเปลี่ยนมุมมองและวิธีการคุยกับภรรยา ลองสวมรอยเสียบเข้าไปในการบ่นของเธอ
อย่างไร?
เมื่อเธอบ่นว่า “รถติดมาก” ก็เสริมว่า “เหรอ... จราจรตอนนี้แย่จังเลยนะ” ซึ่งเป็นประโยคกลาง ๆ ไม่มีความหมายอะไรที่แย้งคำพูดของเธอ แค่เสริมคำบ่นของเธอ
เมื่อเธอบอกว่า “ฉันเกลียดเจ้านั่นมาก” ก็เสริมแค่ว่า “อืม!” ไม่ต้องเสริมต่อว่า “เธอก็เกินไป” หรือ “อย่าไปใส่ใจเขาเลย” หรือ “เจ้านั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่”
พูดง่าย ๆ คือรับฟัง
ตลอดเวลาให้คุยกับเธออย่างให้ความสนใจเต็มที่ ตาประสานตา โน้มตัวเข้าหาเธอบ้างขณะฟัง ซึ่งเป็นกิริยาของคนที่สนใจฟังเต็มที่
ไม่นานเสียงบ่นของภรรยาค่อย ๆ หายไป เพราะเธอเกิดความรู้สึกใหม่ว่า สามีเป็นพวกเดียวกับเธอ รับฟังเธอ และไม่พยายามเปลี่ยนเธอ
แบบฝึกหัดนี้ชี้ว่า ผู้หญิงจำนวนมากที่บ่นไม่ได้ต้องการให้ใครช่วยแก้ปัญหาให้ แค่ต้องการคนรับฟังเท่านั้นเอง ภรรยาไม่ต้องการมีตรรกะเหตุผลร้อยแปด ภรรยาบ่นเพื่อให้สามีฟังเฉย ๆ ไม่ได้ต้องการให้วิเคราะห์ปัญหา พร้อมเสนอทางแก้ด้วยยี่สิบทางเลือก
ดังนั้นเมื่อเขาพยายามแก้ปัญหาด้วยตรรกะ มันจึงไม่ได้ผล
ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้างของปัญหานี้ ชีวิตคู่ก็ดำเนินไปลำบาก
งานวิจัยบอกว่าโดยสัญชาตญาณ ผู้หญิงจำนวนมากมักคิดแบบ emotion (ความรู้สึก) ไม่ต้องการเหตุผลและไม่ฟังเหตุผล ผู้ชายจำนวนมากมักคิดแบบ logic (ตรรกะ) ความขัดแย้งของสองอย่างนี้อาจกลายเป็นจุดสร้างปัญหาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
พฤติกรรมแบบนี้ปรากฏมานานแสนนานแล้ว ออสการ์ ไวล์ด เขียนว่า “ผู้หญิงถูกสร้างมาเพื่อให้รัก มิใช่เพื่อให้เข้าใจ”
โก้วเล้งเขียนว่า “ในโลกความจริงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจอีกผู้หนึ่งโดยกระจ่างอย่างแท้จริง มิว่าเป็นสามีภรรยาเป็นมิตรสหายก็ตาม อย่าว่าแต่สตรีซึ่งความจริงก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้คนเข้าใจอยู่แล้ว”
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วและที่ยังไม่แต่งงานก็สมควรเรียนรู้และเข้าใจจิตใจผู้หญิง ไม่ต้องพยายามหาเหตุผลในทุกเรื่อง และไม่ใช่ทุกเรื่องในชีวิตมีเหตุผล แค่ทำความเข้าใจ รับฟังเสียงบ่นด้วยสติและความเมตตา ชีวิตก็จะสงบ
หลักการนี้ใช้ได้ไม่เฉพาะแต่คู่สามีภรรยา แม้คนทั่วไปก็ใช้ได้ ความจริงคือไม่เฉพาะผู้หญิงที่โน้มไปทาง emotion ผู้ชายจำนวนมากก็เป็น ในบางเรื่องพวกเขาต้องการ logic บางเรื่องต้องการ emotion หลายเรื่องในชีวิตไม่ต้องการเหตุผล
เพื่อนผู้ชายบ่นกับคุณว่า “ร้านนั้นมันโกงกู” หรือ “คนขับแท็กซี่ไม่ทอนเงิน” อย่าเพิ่งคิดเรื่องตรรกะว่าจะจัดการอย่างไร บางทีเพื่อนแค่ต้องการบ่นระบาย แล้วจบแค่นั้น
หลักอริยสัจ 4 สอนเรื่องการวิเคราะห์ให้ออกว่า อะไรคือสาเหตุของทุกข์ คนส่วนมากก็มักใช้ตรรกะและเหตุผลในการวิเคราะห์ บางครั้งลืมปัจจัยเรื่องอารมณ์และฮอร์โมน
บ่อยครั้งคนเราอารมณ์ไม่ดีเพราะระดับฮอร์โมนและสารเคมีในสมองไม่ปกติ
การมองปัญหาให้ทะลุจึงสำคัญ และไม่ทุกปัญหาต้องมองจากมุมของเหตุผล
ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นระยะ ถ้าเราสามารถอ่านให้ขาดว่า อีกฝ่ายต้องการเหตุผลหรือว่าแค่เปรยขอความเห็นใจ หรือแค่ต้องการเพื่อน ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดจริง ๆ
มองโลกในแง่ดีว่าอีกฝ่ายบ่นเพราะเห็นเราเป็นที่พึ่งพิง เป็นเสาหลัก จึงบ่นให้ฟัง
และในเมื่อเราเป็นเสา ก็ประพฤติอย่างเสา ยืนมั่นคง และไม่ต้องพูด เพราะเสาย่อมพูดไม่ได้
วินทร์ เลียววาริณ
6-10-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm1- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ครั้งที่เล่าปี่ไปอยู่กับโจโฉ เขารู้ว่าโจโฉไม่ไว้ใจตน จึงแกล้งแสดงตนเป็นคนไร้ความสามารถ อ่อนแอ เป็นผู้นำไม่ได้
วันหนึ่งโจโฉไปเยี่ยมเล่าปี่ที่บ้าน ปรากฏเสียงฟ้าร้อง เล่าปี่ให้นิ้วอุดหู มีสีหน้าตกใจเพราะเสียงนั้น
โจโฉจึงเชื่อว่าเล่าปี่ไร้ 'วอเตอร์ เมดิซีน' ไม่เป็นภัยต่อตนแน่ จึงไม่ฆ่าเล่าปี่ ที่ไหนได้ ต่อมาเล่าปี่ก็หนีไปตั้งฐาน ชิงอำนาจกับโจโฉ
ตอนที่อ่าน สามก๊ก ท่อนนี้ ผมไม่เชื่อว่าโจโฉจะเชื่ออะไรง่ายขนาดนั้น จะมีผู้ใหญ่กลัวเสียงฟ้าร้องจริงๆ หรือ
แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้ว เพราะหลายวันนี้ พอได้ยินเสียงฟ้าร้อง ผมเห็นคนจำนวนมากมีสีหน้าตกใจ
กลัวน้ำท่วมอีกรอบ!
กลัวคำว่า "เอาอยู่"
เฮ้อ! ขอบนให้น้ำไม่ท่วมเถอะ ถ้าน้ำไม่ท่วม ลูกช้างจะถวายข้าวเหนียวหน้ากระฉีกกับไอติมกะทิสด ใส่ข้าวเหนียวกับลูก shit เอ๊ย! ลูกชิด
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
5-10-261- แชร์
- 31
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ตอนนี้ผมกำลังเริ่มเขียนนิยายนักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 11
ความจริงถึงจะไม่ได้ออกหนังสือชุดนี้ติดต่อกัน ปีต่อปี แต่ผมก็ยังคงทำงานอยู่นะ
นั่นคือสมองคิดโลดแล่นไปเรื่อยว่า จะให้ใครฆ่าใครดี
เป็นคนโหดมาก ในหัวมีแต่เรื่องฆ่าๆ แกงๆ
ในรอบหลายปีนี้ จะจดหลายไอเดีย (คอนเส็ปต์) บนกระดาษ แล้วค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมกัน ไอเดียไหนไปได้ไกลกว่า ก็เขียนเรื่องนั้นก่อน
ล่าสุดเกิดอาการที่ในวงการสร้างสรรค์เรียกว่า 'breakthrough' คือแทงทะลุ แบบซาโตริ พบว่าไอเดียหนึ่งจะไปต่อยังไง
ก็ว่าจะเขียนเรื่องนี้ก่อน
แต่เนื่องจากเป็นงานยาก ต้องรีเสิร์ชเยอะ จึงไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร
แต่ไม่ต้องห่วง เพราะถ้าคิดไม่ออก ก็จะเอาบิลค่า น้ำค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าผงซักฟอกมาแปะไว้ที่หน้าโต๊ะทำงาน มันช่วยทำให้สมองแล่นได้อย่างรวดเร็วอย่างอัศจรรย์
การเขียนงานชุด พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นการทำงานแบบผ่อนคลาย ไม่ว่าพล็อตจะซับซ้อนแค่ไหน ก็ไม่ค่อยเครียด ไม่ยากเหมือนงานนักสืบชุด รหัสคดีกรุงสยาม (กำหนดออกต้นปีหน้า)
แล้วจะมารายงานความคืบหน้าและไม่คืบหน้าเป็นระยะ
อ้อ! ถือโอกาสแจ้งข่าวว่า พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 10 คดีเปลนม ยังมีจำหน่ายนะครับ เห็นหลายคนตามหา สั่งซื้อได้ตามลิงก์ข้างล่าง
วินทร์ เลียววาริณ
4-10-26
.....................1- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หมอดูบอกคุณว่า “ช่วงนี้คุณเหนื่อยใจมาก” คุณนึกถึงเมื่อสองวันก่อน คุณรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตเพราะเงินเดือนไม่พอใช้ หมอดูบอกว่า “เจ้านายคุณกดดันมาก” คุณก็นึกได้ว่าวันก่อนเจ้านายเร่งงานโดยไม่มีเหตุผล หมอดูบอกว่า “คุณมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับแฟน” คุณก็นึกได้ว่าสามวันก่อนแฟนคุณงอนคุณ ไม่คุยด้วยหลายวัน
คุณสรุปว่าหมอดูแม่นจริง มันแม่นเพราะคุณทำให้มันแม่นเอง คุณโยงความเหนื่อยใจกับเงินเดือน เจ้านายกับการเร่งงาน ความสัมพันธ์กับการงอนของแฟน
สมมุติว่าไม่มีเหตุเรื่องเงินเดือน เจ้านาย หรือแฟน คุณก็อาจโยงเข้ากับเรื่องอื่น ๆ จนได้ แล้วยกประโยชน์ให้เป็นความแม่นยำของหมอดูอีกเช่นกัน
แม้ในเรื่องที่ไม่ใช่การทำนายชีวิต ใครคนหนึ่งบอกว่า ค่าครองชีพแพงเพราะรัฐบาลแย่ เราก็อาจเห็นคล้อยตาม เพราะโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน แต่จริง ๆ เศรษฐกิจอาจจะยังดีอยู่ แต่ค่าครองชีพดูสูงขึ้นเพราะเจ้านายไม่ขึ้นเงินเดือนให้เรา เราโยงเพราะอยากโยง
มนุษย์เรามีนิสัยชอบโยงเรื่องโดยธรรมชาติ ไม่ว่าหมอดูทำนายอะไร หรือใครพูดอะไร เราก็จะโยงเข้าเรื่องที่ใช่ เราไม่โยงเรื่องที่ไม่ใช่ มันเป็นธรรมชาติของสมองคนเราที่จะโยง หรือ ‘หาเรื่อง’ เช่น เห็นหญิงสาวสวมกระโปรงสั้นเดินกับฝรั่งก็สรุปว่าเป็นหญิงบริการแหง ๆ เห็นผู้หญิงออกจากวัดตอนค่ำ ก็สรุปว่าพระวัดนี้มั่วสีกาแน่ ๆ
เห็นชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองดึก ๆ ดื่น ๆ ก็สรุปว่าสองคนนี้ต้องมีอะไรกัน เห็นนักเรียนในเครื่องแบบในศูนย์การค้า ก็ว่าหนีเรียนแน่ แฟนขอเลิก ก็โยงว่าเพราะเขาหรือเธอมีคนใหม่
อาจจะใช่ แต่ก็อาจจะไม่ใช่
โลกอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้กลายเป็นถังขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คนมารวมกันเพื่อ ‘เมาธ์’ คาดเดาโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน นึกอะไร จินตนาการอะไรก็เขียนออกมา คอมเมนต์ที่หนึ่งกลายเป็นคอมเมนต์ที่สอง สาม สี่ ห้า... ต่อยอดไปเรื่อย ๆ จนหาความจริงไม่เจอ
ในวงการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การโยงกันของสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผล ในทางการประพันธ์ การโยงสองเรื่องมาเปรียบกันเป็นอุปมาอุปมัย ทำให้งานเขียนมีมิติมากขึ้น สนุกขึ้น แต่ในการใช้ชีวิต การโยงกันแล้วด่วนสรุปอาจสร้างทุกข์
เคยไหมที่เมื่อคุณอ่านหรือได้ยินเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เช่น อาการของโรค ก. คือ “คนไข้จะมีอาการปวดหัว มึน ซึม ท้องไม่ดี นอนไม่หลับ” คุณก็นึกถึงตัวเองทันทีว่า “เออ! เราก็มีอาการพวกนี้นี่นา แสดงว่าเราเป็นโรค ก. แน่เลย” ทั้งที่ความปวดหัว มึน ซึม ท้องไม่ดี นอนไม่หลับ อาจเกิดจากร้อยเหตุพันประการ
นี่คือหาเหาใส่หัว หาเรื่องโยงให้เกิดทุกข์
เจ้านายยิ้มให้ ทั้งที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยทำ ก็โยงว่าคงคิดไล่เราออกแน่ ๆ
คนที่ไม่ชอบเราสองคนคุยกัน ก็สรุปว่าทั้งสองกำลังนินทาเรา
ตกงานก็โทษเศรษฐกิจ แต่ไม่คิดว่าตัวเองอาจตกยุค ไม่ทันความเปลี่ยนแปลง
โลกมีเรื่องร้าย ๆ มากมาย ทำให้เราปลูกฝังนิสัยมองโลกในแง่ร้ายโดยไม่รู้ตัว
แต่มันคือการหาเหาแห่งทุกข์ใส่หัว
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใด ควรวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ก่อน อย่าเพิ่งโยง อย่าเพิ่งสรุป อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย วิเคราะห์สถานการณ์ เหตุและปัจจัยก่อน จึงค่อยสรุป ไม่เช่นนั้นเราก็อาจจะทุกข์ทุกเรื่อง หรือสร้างทุกข์โดยไม่จำเป็น
นี่คือการศึกษาว่าอะไรบ้างอาจทำให้เราเกิดทุกข์ ก่อนที่ทุกข์จะเกิด เพราะรู้ทัน ตามทัน จึงไม่โยงสะเปะสะปะ
ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งหมอดู และใช้ชีวิตโดยไม่เป็นหมอดูเสียเอง
วินทร์ เลียววาริณ
5-10-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm1- แชร์
- 22
