-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
หลังจากออกจาก 'หมู่บ้านผีสิง' ได้หลายปี ผมเข้าสู่โลกวรรณกรรม ผ่านไปอีกหลายปี เขียนหนังสือไปนับร้อยเล่ม แต่ยังมีบางอย่างที่ยังตะหงิดใจผมอยู่ หากพูดด้วยภาษานิยายผีก็คือเป็น ‘เรื่องที่ยังทำไม่เสร็จก่อนตาย’ (unfinished business) ทำให้วิญญาณไม่ยอมไปผุดไปเกิด ผมเชื่อว่าเราน่าจะเขียนเรื่องผีที่ดี หรือไปถึงขั้นเรื่องผีที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมได้
ในความจริงแล้ว นิยายผี นิยายสยองขวัญเป็นเพียงแนวหนึ่งของนิยาย มันเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความคิดต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับนิยายตระกูลอื่น ๆ หรือเป็น ‘เหล้าใหม่ในขวดเก่า’ ได้
เรื่องผีก็คือนิยายแฟนตาซีชนิดหนึ่งนั่นเอง และแฟนตาซีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เราใช้เสนอแนวคิดหรือสะท้อนสังคมได้ไม่ต่างจากเครื่องมืออื่น ๆ ไม่ว่านิยายไซไฟ, นิยายนักสืบ, นิยายรัก ฯลฯ
ผมชอบองค์ประกอบของเรื่องผี มันมีองค์ประกอบของความลึกลับ ตื่นเต้น ไม่ต่างจากองค์ประกอบของนิยายวิทยาศาสตร์
ดังนั้นแม้ผมจะไม่เชื่อการดำรงอยู่ของผี แต่ก็อยากลองใช้นิยายแนวนี้นำเสนอเรื่องโดยมีจุดหมายเดียวกับการเขียนงานวรรณกรรม
ผมเขียนรวมเรื่องสั้นผีไว้สองเล่ม งานเล่มแรกคือ ประเทศผีสิง
แม้จะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ของนิยายผี เช่น ผี, วิญญาณ, การเข้าสิง, การเข้าทรง, สายสิญจน์, เสียงหมาหอน, ภาพนิมิต ฯลฯ แต่รวมเรื่องสั้นชุด ประเทศผีสิง นี้ไม่ใช่นิยายแนวผีตาโบ๋หลอกคน ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ มันเป็นเรื่องที่มีแต่กลิ่นของผี เข้าข่ายเรื่องลึกลับมากกว่า
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เจตนาของเรื่องไม่ใช่ทำให้ผู้อ่านเกิดอาการสยองขวัญ ขนหัวลุกไปสามวัน หากคือสะท้อนสังคม ชีวิต แม้กระทั่งปรัชญา เป็นการทดลองใช้องค์ประกอบผี ๆ เขียนเรื่องเกี่ยวกับสังคมและ ‘ประเทศผีสิง’ ที่พวกเราอาศัยอยู่นี้!
เล่มแรกคือ ประเทศผีสิง มีหลายเรื่อง เช่น
กระเป๋าตกค้าง : เที่ยวบิน JX-110 ชนเครื่องบินอีกลำหนึ่ง ทุกคนตายหมด ผ่านไปยี่สิบปี กระเป๋าเดินทางของเที่ยวบินมรณะเพิ่งปรากฏตัวบนสายพานสนามบิน เกิดอะไรขึ้น?
เงาซ้อน : ผมคิดเล่นๆ ว่า เป็นไปได้ไหมที่หนึ่งวิญญาณอยู่ในสองร่าง ผลก็คือเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นงานฆาตกรรมเชื่อมวิญญาณ
นักพนันเดือนเจ็ด : นักพนันลึกลับที่ปรากฏตัวในวันปล่อยผี เรื่องนี้คล้ายหนังฝรั่ง Ballad of a Small Player แต่เขียนก่อน
ใต้สายน้ำ : การสืบสวนหาความจริงคดีคนจมน้ำตายห้ารายที่เกี่ยวพันกับอำนาจลี้ลับ
รูปถ่ายขาวดำ : ฆาตกรรมข้ามภพ เรื่องนี้สะท้อนประวัติศาสตร์การเมือง
แมวผี : แมวผีกำหนดชะตาชีวิตจริงหรือ?
เทวดาประจำตัว : หน้าที่พิเศษของวิญญาณ
เจ็ดวัน : ภารกิจสุดท้ายของคนตาย เรื่องนี้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชั่นในบ้านเรา
นาฬิกาทราย : การเดินทางของของวิเศษที่มีอำนาจลี้ลับ นี่เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว มีทั้งเรื่องลึกลับ กลิ่นไซไฟ และเรื่องความรัก
............................
ความเห็นของผู้อ่านทั่วประเทศต่อนิยายผีเล่มแรกนี้ :
"อยากบอกว่าดีมาก อธิบายไม่หมด... ต้องอ่านอ่ะ...!"
"คุณวินทร์ยังคงความเป็นเอกลักษณ์กับการจบแบบหักมุมหัวทิ่มหัวตำ ชอบตรงนี้ ไม่อาจคาดเดาตอนจบได้ ไปหาซื้อมาอ่านเถอะ คุ้มค่ามากๆ"
"ประทับใจมาก ชอบมาก อ่านแล้วมันส์มาก โอ้ยยยยยยยย"
"ใช้ความรู้สึกล้วนๆ เรื่องสั้นชุดนี้อ่านแล้วชอบมาก"
"เป็นเรื่องผีแนว วินทร์ เลียววาริณ ที่ผิดแปลกแตกต่างจากของคนอื่นๆ อยู่มาก ลีลาและสำนวนการเขียนยังคงฉับไว คม และให้ความบันเทิงและทิ้งประเด็นไว้ให้ผู้อ่านได้ขบคิดได้ดี"
"คุณวินทร์ช่างเป็นคนที่ไม่มีที่สุดจริงๆ เพราะมากกว่าที่สุดแล้ว ยังมีที่สุดกว่า เรื่องในตอนนี้เราพอเดาทางได้จนเกือบจบ แต่พอนึกว่าจบ คุณวินทร์ก็ยังพลิกต่อไปได้อีก นับถือเลยค่ะ"
วินทร์ เลียววาริณ
26-6-26ซื้อทางเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/113/ประเทศผีสิง
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 18
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
วันที่ นิก วอยอาชิช (Nick Vujicic) เกิดในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1982 พยาบาลไม่ให้แม่เห็นเด็ก แม่ถามหมอว่าเด็กเป็นอย่างไร คำตอบจากหมอและพยาบาลคือความเงียบ
แม่เคยเป็นพยาบาลมาก่อน จึงรู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติแน่นอน
“ลูกฉันเป็นอะไร?”
“Phocomelia” หมอตอบ
ได้ยินดังนั้น แม่ของเด็กก็ช็อก
เมื่อพ่อเห็นทารกก็ร้องว่า “ลูกผมไม่มีแขน!”
หมอเงียบไปก่อนตอบว่า “ลูกคุณไม่มีทั้งแขนและขา”
Phocamelia เป็นอาการที่ทารกเกิดมาโดยแขนขาไม่ปกติหรือไม่มีแขนขา
พยาบาลนำทารกไปข้างตัวแม่ แม่เด็กร้องด้วยความขมขื่นว่า “พาเขาออกไป! ฉันไม่ต้องการแตะต้องหรือเห็นเขา”
ไม่แปลกที่แม่ของเด็กช็อก เพราะเมื่อทำการตรวจอัลตราซาวด์หลายเดือนก่อน หมอบอกว่าทารกเป็นปกติดี ไม่มีร่องรอยของการไร้แขนขา
พ่อแม่ใจสลายเมื่อเห็นทารก แม่อารมณ์หงุดหงิด โวยวายกับพ่อว่า “ทำไมไม่มีใครส่งดอกไม้มาให้? ฉันไม่สมควรได้รับดอกไม้หรือไง?” พ่อของนิกจึงลงไปที่ร้านดอกไม้ ซื้อดอกไม้มาให้ภรรยา
เมื่อตั้งสติได้แล้ว แม่ของทารกก็ยอมรับชะตากรรม และในฐานะชาวคริสเตียนที่เคร่งครัด เธอเชื่อว่าพระเจ้าคงมีแผนการบางอย่างสำหรับลูกคนนี้
นิกเป็นชาวออสเตรเลีย เกิดในครอบครัวเชื้อสายเซอร์เบีย การไร้แขนขาเป็นผลมาจากโรคร้ายนาม Tetra-amelia อย่างไรก็ตาม เขามีสองเท้าเล็ก ๆ เท้าข้างหนึ่งมีนิ้วเท้าสองนิ้ว
พ่อแม่พยายามให้เด็กใช้ชีวิตอย่างปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่การขาดแขนขาทำให้ชีวิตดำเนินไปไม่ง่ายเลย ตั้งแต่วันแรก ๆ ในชีวิต เขาต้องเผชิญความลำบากทางกายภาพและจิตใจ ที่แย่ที่สุดคือถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียน
ตามกฎหมายสมัยนั้น การเป็นคนพิการแบบนี้ทำให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปไม่ได้ แต่โชคดีที่กฎหมายนี้เปลี่ยน เขาเป็นรุ่นแรกที่เข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปได้ ทว่าเขามักถูกเด็กอื่นแกล้ง ทำให้เขาหดหู่มาก นิกกลับจากโรงเรียนมาร้องไห้ บอกว่าเขาเจอแต่เรื่องเลวร้าย แม่ก็ร้องไห้กับเขา
เมื่ออายุแปดขวบ เขาก็ปลงตกแล้วว่า ในชีวิตนี้เขาไม่มีทางทำโน่นทำนี่ จะไม่มีวันมีหญิงสาวมารักเขา ถึงมีก็ไม่สามารถกอดเธอ ไม่มีทางแต่งงาน ถึงแม้จะได้แต่งงานและมีลูกก็ไม่สามารถกอดลูก เขาจะได้ทำงานแบบไหน ใครจะจ้างเขา?
เขาถามพระเจ้าว่า ทำไมเรื่องร้าย ๆ จึงเกิดขึ้นกับเขา ทำไมทำให้เขาทรมานอย่างนี้ แต่ไม่มีคำตอบจากพระเจ้า
บ่ายวันหนึ่งหลังจากกลับจากโรงเรียน นิกบอกแม่ว่าจะแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ บอกแม่ให้ปิดประตูด้วย เมื่ออยู่ลำพังเขาก็จมร่างใต้น้ำและกลั้นลมหายใจ ปอดของเขาแข็งแรง จึงใช้เวลาพักใหญ่กว่าเขาจะถึงขั้นทนไม่ได้
เขาอยากจากโลกนี้ไป แต่ภาพครอบครัวที่โศกเศร้าในงานศพของเขาทำให้เขาเปลี่ยนใจ เขาไม่อาจจากโลกไปในลักษณะนี้ เขาเห็นแก่ตัวเกินไปหากทำเช่นนั้น
เลื่อนการฆ่าตัวตายออกไปก่อนก็แล้วกัน!
คืนนั้นเขาบอก แอรอน น้องชายของเขาว่า “ฉันจะฆ่าตัวตายเมื่ออายุยี่สิบเอ็ด”
ทำไมต้องเป็นตัวเลข 21 ? ก็เพราะเลข 21 เป็นวัยที่ชายหนุ่มทั้งหลายมีแฟน คนอย่างเขาไม่มีวันมีแฟนหรือคนมารักอย่างแน่นอนเด็ดขาดล้านเปอร์เซ็นต์
พ่อของเขาถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ทำไมลูกถึงอยากฆ่าตัวตายล่ะ?”
เห็นชัดว่าน้องชายของเขาบอกพ่อ!
พ่อบอกว่า “เราจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ ทุกอย่างจะโอเค”
พ่อพูดพลางใช้นิ้วสางผมให้เขา นิกชอบสัมผัสนั้นเสมอ
“เราจะอยู่กับลูกเสมอ ลูกจะไม่เป็นไรแน่นอน”
คืนนั้นเขานอนหลับสบาย ถึงจะไม่มีแขนขา เขาก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้โดยลำพัง
.............
ความคิดที่จะฆ่าตัวตายหายไปเมื่อวันหนึ่งแม่ของเขาให้เขาดูบทความในหนังสือพิมพ์เรื่องชายพิการคนหนึ่ง เขาได้คิดว่าเขาไม่ใช่คนเดียวในโลกที่พิการร้ายแรงแบบนี้
เขาเขียนหนังสือโดยใช้นิ้วเท้าทั้งสอง เขาเรียนที่จะใช้คอมพิวเตอร์ และพิมพ์ดีดโดยใช้นิ้วเท้าและส้นเท้า เขาแปรงฟัน หวีผมเอง โกนหนวด พูดโทรศัพท์ เขายังสามารถเล่นกีฬาบางประเภท โยนลูกเทนนิส ตีกลอง เล่นบอล กระโดดลงสระน้ำ ตกปลา เล่นกอล์ฟ
เมื่ออายุสิบเจ็ด นิก วอยอาชิช ก่อตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไรชื่อ Life Without Limbs เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านบัญชีกับการวางแผนการเงิน เมื่ออายุยี่สิบเอ็ด เขาเริ่มออกเดินทางพูดกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกในทางดี มีความหวัง
เขาอยากเป็นนักพูดระดับโลก
และเขาก็ได้เป็น
ในคลิปวิดีโอของนิกที่เผยแพร่ไปทั่วโลก แสดงภาพชายหนุ่มไร้แขนไร้ขาคนหนึ่งนั่งบนโต๊ะ ร่างของเขาสูงเพียงเมตรเศษ ๆ ใบหน้าอาบรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาบอกว่าชีวิตคนเราย่อมเผชิญอุปสรรค เราจะทำอย่างไรเมื่อล้มลง? เขาสาธิตโดยการล้มคว่ำหน้าและบอกว่า “ผมไม่มีแขนไม่มีขา ตามตรรกะย่อมไม่สามารถลุกขึ้น แต่ไม่จริง...”
ชายพิการใช้หน้าผากกับไหล่ยันร่างเผยอขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ท่อนล่างขยับ และใช้หน้าผากยันพื้นต่อเนื่อง ร่างของเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจนได้
หากเราล้มลงและพยายามลุกขึ้นร้อยครั้งและไม่สำเร็จทั้งร้อยครั้ง ถ้าล้มเลิกก็จบแค่นั้น แต่ถ้าไม่ยอมเลิก ก็ต้องลุกขึ้นจนได้
การลุกขึ้นเมื่อล้มลงสำหรับคนไร้แขนไร้ขา เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่หากไม่ยอมแพ้ และขอสู้แค่ตาย อุปสรรคก็ละลาย นิกต้องใช้เวลาฝึกตัวเองในการลุกขึ้นนานแสนนานกว่าจะทำได้
ครั้งหนึ่ง ขณะเดินทางไปพูดที่รัฐหนึ่ง เขานั่งติดกับผู้หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังร้องไห้ เขาถามเธอว่า “มีอะไรที่ผมช่วยได้ไหม?”
เธอเล่าว่าเธอกำลังบินไปเยี่ยมลูกสาววัยสิบห้าซึ่งเพิ่งผ่านการผ่าตัด และการผ่าตัดไม่ประสบความสำเร็จ เขาปลอบใจเธอไปตลอดเที่ยวบินนั้นเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น ในช่วงหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอกลัวการบิน
เขาบอกเธอว่า “คุณสามารถจับมือผมได้นะ!” เรียกรอยยิ้มใหญ่จากเธอ
........
นิก วอยอาชิช บอกทุกคนว่า “ผมชอบใช้ชีวิต ผมมีความสุข”
ทำไม?
เขาบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับทัศนคติอย่างเดียวเท่านั้น (เขาตั้งชื่อบริษัทที่จัดการการพูดของเขาว่า Attitude Is Attitude)
ไร้แขน ไร้ขา ไร้ความกังวล!
เขานึกถึง เฮเลน เคลเลอร์ ตาบอดตั้งแต่สองขวบ แต่ก็ทำอะไรได้มากมาย โลกมีคนพิการมากมายที่ฟันฝ่าอุปสรรคทางกายและใจสำเร็จ ทำไมจึงเลือกมองแต่คนที่ทำไม่สำเร็จเล่า?
ทัศนคติที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันมาจากการเห็นคุณค่าของมันและสะสม เมื่อสะสมได้มากพอ ชีวิตก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุกที่เมื่อล้มลงไปแล้ว ก็ลุกขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ
แน่ละ ชีวิตมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน แต่มันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยขวากหนามทุกวันเช่นกัน บางครั้งยากเหลือเกินที่จะยิ้ม แต่บางครั้งเราก็ต้องยิ้ม เมื่อยิ้มบ่อย ๆ มันก็อาจจะช่วยลบความคิดความรู้สึกไม่ดีออกไป
รอยยิ้มก็เหมือนไม้ขนไก่ซึ่งใช้ปัดฝุ่นที่เปื้อนชีวิต ฝุ่นไม่มีวันหมดสิ้น แต่การปัดมันเป็นระยะจะช่วยทำให้ชีวิตไม่สกปรกหรือเปื้อนความรู้สึกด้านลบนานเกินไป
มีคนถามเขาเสมอว่า “นิก ทำไมคุณจึงสามารถมีความสุขได้ขนาดนี้?”
เขาตอบว่า “ผมพบความสุขเมื่อผมพบความจริงว่า ถึงแม้ผมจะดูเหมือนไม่สมบูรณ์ แต่ผมคือ นิก วอยอาชิช ที่แสนสมบูรณ์”
และในเมื่อเขาเป็นคนที่แสนสมบูรณ์ เขาก็อยากช่วยเหลือคนอื่นให้มองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เขาอยากช่วยคนอื่นให้เห็นโดยใช้ตัวเขาเองเป็นตัวอย่าง
อืม! บางทีการเป็นคนไร้แขนไร้ขาก็ไม่เลวนัก!
หมายเหตุ : ปัจจุบัน นิก วอยอาชิช เป็นนักพูดเสริมกำลังใจแก่คนทั่วโลก เขาพูดให้คนฟังมาแล้วสามล้านคน ยี่สิบสี่ประเทศ ห้าทวีป เขาเขียนหนังสือเรื่อง Life Without Limits
วินทร์ เลียววาริณ
26-6-26........................
ย่อความจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวันหลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ
1- แชร์
- 29
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(หมายเหตุ บทความนี้อยู่ในหนังสือ เดินไปให้สุดฝัน ไม่ได้อยู่ในเล่ม ชีวิตที่ดี แต่กำลังพิจารณาว่าในอนาคตอาจรวมเรื่องนี้เข้าไปในเล่ม ชีวิตที่ดี เพื่อให้เป็นหนังสืองานศพที่สมบูรณ์ ที่นำมาให้อ่านนี้เป็นฉบับย่อความ เพราะต้นฉบับยาวมาก)
ผมนั่งรอในห้องนั้นนานแล้ว ห้องสี่เหลี่ยมสีขาว โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว ด้านหนึ่งเป็นชั้นหนังสือ แสงไฟจากหลอดไฟสีขาวยิ่งทำให้ห้องนั้นสว่างโพลนกว่าเดิม ผมไม่อยากเชื่อว่าห้องทำงานของนักวาดการ์ตูนยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเมืองไทยจะเรียบง่ายเช่นนี้
ในที่สุดเจ้าของห้องก็ก้าวเข้ามา ผมยกมือไหว้เขา ศิลปินร่างใหญ่ในวัยปลายสามสิบถาม "มีงานอะไรมาเสนอหรือน้อง?"
"ผมมีต้นฉบับนิยายภาพครับ"
"ไหนขอดูหน่อยซิ"
ผมยื่นแฟ้มกระดาษสีฟ้าอ่อนให้เขา เขาเปิดกระดาษฟูลสแก็ปที่ห่อหุ้มต้นฉบับออกมา ภายในนั้นเป็นปึกกระดาษอาร์ตมันขนาดใหญ่กว่า เอ 4 เล็กน้อย ภาพบนกระดาษแผ่นแรกเป็นรูปเรือดำน้ำ มนุษย์กบถือฉมวกว่ายฝ่าฝูงปลา
เขามองชื่อเรื่อง เอ่ยขึ้นเบา ๆ "ราชการลับใต้สมุทร อืม! นี่มันเรื่องอะไร..."
"นิยายวิทยาศาสตร์ครับ"
เขาพลิกดูงานทีละหน้าจนจบ ไม่ได้วิจารณ์งานสักคำ เพียงแต่เอ่ยว่า "นิตยสารของเราไม่รับงานแบบนี้..."
ผมรู้สึกผิดหวัง แต่ฝืนยิ้ม
เขามองหน้าผม "ลองไปที่สำนักพิมพ์..."
เขาเอ่ยชื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง "...ที่นั่นกำลังออกแม็กกาซีนการ์ตูนใหม่ ได้ยินว่าต้องการต้นฉบับ"
ผมเอ่ยคำขอบคุณเขาและจากที่นั่นมา
.........................
สำนักพิมพ์แห่งที่สองที่ผมไปเยือนใช้เวลาสั้นมากในการพิจารณาอนาคตของ ราชการลับใต้สมุทร จะบอกว่าไม่ได้ดูงานเลยก็ได้ พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลประกอบ
บางทีนิยายภาพเรื่องนี้อาจจะแย่จริง ๆ ก็ได้
ผมนั่งพลิกต้นฉบับในมือทีละหน้า ไม่รู้ว่าเรื่องมันเลวร้ายตรงจุดไหน หรือทั้งหมด?
ราชการลับใต้สมุทร เป็นการผจญภัยของกัปตันชาคร ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการลับที่ทะเลลึกในอ่าวไทย เมื่อสองวันก่อนเฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจประสบอุบัติเหตุตกกลางอ่าวไทยระหว่างการขนถ่ายวัตถุลึกลับชิ้นหนึ่ง
กัปตันชาครได้รับแจ้งเพียงว่าวัตถุนั้นเรียกเป็นรหัสว่า C-17 เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ไทยคนหนึ่ง โดยการสังเคราะห์แร่โคบอลต์ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางนิวเคลียร์ C-17 ไม่ได้ถูกทำลายไปเพราะนักบินทิ้งมันลงน้ำก่อนเฮลิคอปเตอร์ระเบิด
กัปตันหนุ่มเดินทางด้วยเรือดำน้ำไปกู้วัตถุดังกล่าว เขาดำดิ่งลงไปในความเยือกเย็นของน้ำ ชาครไม่ได้พบสิ่งที่กำลังตามหา หากเจอเรือดำน้ำลึกลับลำหนึ่ง
เขาถูกจับและต่อสู้กับเหล่าร้ายต่างชาติที่มีแผนการร้ายต่อชาติไทย มีการไล่ล่ากันในน้ำอย่างดุเดือด ในท้ายเรื่องเขาก็ทำลายศัตรูต่างชาติสำเร็จ
ผ่านไปสามสิบปี ผมอ่าน ราชการลับใต้สมุทร อีกครั้ง พบว่าพล็อตเรื่องหลวมมากและเต็มไปด้วยความบังเอิญ แต่สำหรับคนที่เพิ่งหัดแต่งนิยายในวัยไม่ถึงยี่สิบ ผมเชื่อมั่นว่ามันเป็นสุดยอดของความตื่นเต้น ประเภท 'โอ! พี่คิดได้ไง'
ไม่เข้าใจว่าทำมั้ย-ทำไมพวกเขาไม่ยอมตีพิมพ์ 'งานดี ๆ' แบบนี้!
.........................
ผมนั่งบนเก้าอี้เก่าในซอกมืดของตึกแถวเล็ก ๆ มือกุมแฟ้มกระดาษวางบนหัวเข่า โต๊ะทำงานหลายตัววางเต็มพื้นที่ มองไปรอบตัวเห็นกองหนังสือระเกะระกะ ล้วนเป็นนิยายภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วมัดเป็นกอง ๆ คนงานสองสามคนเดินผ่านไปมา เสียงแท่นพิมพ์กำลังครางขณะที่สายพานเคลื่อนกระดาษเปล่าเข้าไปด้านหนึ่ง และอัดหมึกดำส่งออกมาอีกด้านหนึ่ง
เป็นการแบกต้นฉบับมาเร่ขายเป็นครั้งที่สาม
หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาบอกผม "ผู้จัดการให้พบแล้วค่ะ"
ผู้จัดการเป็นคนหนุ่มวัยราวสามสิบ ท่าทางเหมือนคนที่ยุ่งทั้งปีทั้งชาติ
เขาถามสั้น ๆ ว่า "มีอะไรหรือ?"
"ผมมีนิยายภาพมาเสนอครับ"
เขาพลิกต้นฉบับดูสองสามแผ่น "นี่มันเรื่องอะไร?"
"นิยายวิทยาศาสตร์ครับ"
ท่าทางเขาเหมือนปลาดุกถูกไม้ทุบหัว "อะไรนะ? นิยายวิทยาศาสตร์?"
ผมเรียนรู้ในนาทีนั้นว่า คำว่า 'นิยายวิทยาศาสตร์' เป็นคำต้องห้าม
"เอ้อ! เป็นเรื่องการผจญภัยใต้สมุทรเกี่ยวกับการค้นพบระเบิด..."
เขาส่ายหน้า ถอนหายใจ "น้องไม่มีเรื่องผีหรือ?"
"ไม่มีครับ"
เขาวางต้นฉบับลง "เรื่องแบบนี้ขายไม่ได้"
ผมเงียบ เขาคงสังเกตเห็นสีหน้าท้อแท้ของผมออก
"นี่น้องกลับบ้านไปเขียนเรื่องผีมา"
"เรื่องผี?"
"ผีตาโบ๋ ผีหลอก ผีตายทั้งกลม ผีอะไรก็ได้ ตลาดต้องการเรื่องผี..."
เขาคงไม่รู้ว่าผมเป็นคนกลัวผี
ผมมองแท่นพิมพ์ที่กำลังทำงาน คนงานดึงกระดาษเปื้อนหมึกที่พิมพ์เสียขยำทิ้งที่มุมหนึ่ง จะว่าไปแล้ว ต้นฉบับนิยายภาพในมือของผมก็ไม่ต่างอะไรจากกระดาษเปื้อนหมึกเบื้องหน้า
ผมเก็บต้นฉบับใส่แฟ้ม และกลับบ้านอย่างเงื่องหงอย
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินประโยคอมตะว่า "เรื่องแบบนี้ขายไม่ได้"
ผมแทบหมดกำลังใจเมื่อนึกถึงนิยายภาพวิทยาศาสตร์เรื่องอื่นที่ผมเขียนในช่วงเวลาเดียวกับเรื่องนี้ ไม่มีเรื่องใดเข้าข่ายเรื่องผีเลย
ในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเกม ผมมีอยู่สองทางเลือกคือ เลิกคิดเขียนนิยายภาพเสีย หรือเขียนอย่างที่ตลาดต้องการ
ผมไม่อยากเดินทั้งสองทาง
.........................
อีกครั้งผมนั่งบนเก้าอี้เก่าตัวเดิมในซอกมืดเดิม มือกุมแฟ้มกระดาษวางบนหัวเข่า มองไปรอบตัว หนังสือนิยายภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วกองระเกะระกะ
หลายเดือนที่ผ่านมา ผมคิดถึงเรื่องที่จะเดินหน้าต่อไปหรือล้มเลิกความคิดเขียนนิยายภาพเสีย แต่ในที่สุด ความอยากสร้างสรรค์งานก็มีมากกว่า
ผมใช้เวลานานในการคิดหาโครงเรื่องเกี่ยวกับผี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมสนใจมาก่อน
ผมนั่งรอนานจนแทบหมดความอดทน ในที่สุดพนักงานคนหนึ่งก็มาแจ้งว่า "ผู้จัดการให้พบแล้วค่ะ"
มองไปที่กองหนังสือมุมห้อง ปกนิยายภาพเหล่านั้นเป็นรูปผีตาโบ๋ ผีหลอก ผีตายทั้งกลม...
"ผมเอาต้นฉบับมาเสนอครับ"
"เรื่องผี?"
"ใช่ครับ เรื่องผี"
เขาหยิบไปพลิกอ่านไม่นาน "อืม! หมู่บ้านผีสิง..."
"เรื่องของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ทุกคนเป็นผีหมด..."
"โอเค ใช้ได้ เอาเท่าไหร่?"
ผมไม่เคยนึกว่า ถึงบทจะซื้อก็ซื้อกันอย่างง่าย ๆ อย่างนี้
"ไม่ทราบครับ"
"เอาไปสี่ร้อยแล้วกัน"
"ครับ"
"แล้วเขียนเรื่องผีมาส่งอีกนะ"
"ครับ"
.........................
ผมเดินผ่านแผงขายการ์ตูนทุกวัน จนวันหนึ่ง หมู่บ้านผีสิง ก็ปรากฏในสายตา ราคาเล่มละหนึ่งบาท ผมซื้อหนึ่งเล่ม
หักค่าหนังสือหนึ่งบาทเหลือ 399 บาท เป็นค่าเรื่องครั้งแรกในชีวิต
ค่าเรื่องไม่มาก แต่ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เรียนรู้
นิยายภาพเรื่องที่สอง สาม สี่ ห้าที่ตามมาติด ๆ ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์...
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลิกก้าวต่อไปในทิศทางนั้น ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ที่แน่ ๆ คือไม่ใช่เพราะค่าเรื่องน้อยแน่นอน
ผ่านมาห้าสิบกว่าปีถึงวันนี้ ผมไม่เสียใจที่ ราชการลับใต้สมุทร ไม่ได้รับการตีพิมพ์ ตรงกันข้ามกลับดีใจที่มันเปิดตาผมออกกว้างตั้งแต่เวลานั้น
แม้งานนิยายภาพเรื่องแรกที่ผมเขียนนั้นไม่ได้มีคุณค่าทั้งทางศิลปะและการตลาด แต่ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกท้อแท้ของศิลปินในยามที่ถูกปฏิเสธงาน ไม่ว่าเป็นศิลปินระดับไร้ชื่อทั้งเวลาอยู่และตาย หรือระดับไร้ชื่อตอนยังอยู่และมีชื่อเสียงหลังตายเช่น วินเซนต์ แวน โก๊ะห์
พวกเขาเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ไม่เลือกเดินทางสายที่ปูลาดด้วยใบสั่งซื้อ
เมื่องานของพวกเขาถูกปฏิเสธ พวกเขาก็ลุกขึ้นมาเงียบ ๆ และทำงานที่ตนเองเชื่อต่อไป
และผมดีใจที่ผมหลุดออกมาจาก 'หมู่บ้านผีสิง' ได้
วินทร์ เลียววาริณ
25-6-261- แชร์
- 45
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เช้าตรู่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1917 กลางความหนาวเหน็บของปลายฤดูหนาวที่แคนซัส สหรัฐฯ เด็กสี่คนสกุลคันนิงแฮมไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่ คนพี่ชื่อ ฟลอยด์ อายุสิบสาม ลีธาอายุเกือบสิบสอง เรย์มอนด์สิบขวบ และคนน้องชื่อ เกลน อายุเจ็ดขวบครึ่ง ตามหลักปฏิบัติ ใครที่ไปถึงโรงเรียนก่อนมีหน้าที่จุดไฟในเตาผิงเพื่อให้ห้องเรียนอุ่นก่อนที่ครูและเพื่อน ๆ จะมาถึง
พี่น้องทั้งสี่เกิดที่แอตแลนตาในครอบครัวชาวไร่ เกลนชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ขณะที่เด็กชายทั้งสามเข้าไปในห้อง ลีธานั่งชิงช้าอยู่ข้างนอก
โรงเรียนใช้เตาผิงถ่านหินแบบเก่า การจุดเตาต้องราดด้วยน้ำมันก๊าด แต่ก่อนถึงเช้าวันนั้นใครบางคนเข้าใจผิด เติมน้ำมันแกสโซลีนเข้าไปในถังขนาดห้าแกลลอนบรรจุน้ำมันก๊าด แกสโซลีนนั้นใช้สำหรับจุดตะเกียงสำหรับใช้ในการประชุมตอนค่ำ และคนที่จะถือส่องทาง
ฟลอยด์ราดแกสโซลีนบนถ่านที่ยังคุอยู่ พลันเกิดเสียงระเบิด ไฟลุกท่วมบริเวณนั้น ลามมาติดชุดกันหนาวของเด็กทั้งสอง ฟลอยด์ถูกไฟลวกหน้าอกและหน้าท้อง เกลนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังถูกไฟลวกร่างกายท่อนล่าง ส่วนเรย์มอนด์ไม่ถูกไฟ เขาวิ่งไปเปิดประตู
เด็กชายที่เสื้อผ้าติดไฟทั้งสองวิ่งถลันออกมา ฟลอยด์ตะโกนบอกน้องให้เอาทรายมาดับไฟ น้องทั้งสองก็รีบตักทรายใส่ร่างเด็กชายทั้งสอง ไฟดับในที่สุดแต่ทรายก็ปนเข้าไปในบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้อาคารเรียน
หมอที่อยู่ไกลออกไปยี่สิบห้าไมล์มาดูอาการเด็กชายทั้งสองที่บ้าน ฉีกผ้าปูเตียงเป็นผ้าพันแผล ชุบด้วยน้ำมันลินซีดและไข่
ฟลอยด์มีอาการสาหัส เขาช็อก ไฟลวกหน้าท้องถึงไตทั้งสองข้าง ส่วนอาการของเกลนก็สาหัสเช่นกัน ไฟลวกขาทั้งสองข้าง พวกเขาไม่แน่ใจว่าเด็กทั้งสองจะรอดหรือไม่
เกลนนอนซมบนเตียง ขยับตัวอย่างลำบาก ขาทั้งสองไร้ความรู้สึก มันเป็นความทรมานทางกายอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นความทรมานที่สุด เพราะผ้าติดแนบกับหนัง ทุกครั้งที่หมอถอดผ้าพันแผลออก ก็มีเนื้อหลุดออกมา น้ำเหลืองนองเตียง
การเปลี่ยนผ้าพันแผลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งเกลนจับเตียงแน่นด้วยความเจ็บปวด และลีธาช่วยจับตัวเขาไม่ให้ดิ้นเมื่อหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล เขาได้ยินเสียงฟลอยด์เอ่ยมาบอกให้เขาอดทน เมื่อรักษาตัวหายแล้วจะไปเล่นด้วยกัน
ฟลอยด์อดทนถึงวันที่เก้า ก็สิ้นใจ
เกลนสูญเสียกล้ามเนื้อที่หัวเข่าและที่นิ้วเท้าขาซ้ายทั้งหมด สภาพบาดเจ็บของเขาเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากติดเชื้อไม่เพียงเขาต้องเสียขา แต่จะเสียชีวิตด้วย
เขาไม่ถูกตัดขา แต่มันอยู่ในสภาพบาดเจ็บอย่างหนัก ใช้การไม่ได้ หมอบอกว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จะไม่มีวันเดินได้อีก มิพักเอ่ยถึงการวิ่งที่เขาชอบ
เด็กชายคิดในใจ เขาจะไม่มีวันเดินและวิ่งได้อีก ความฝันทั้งปวงของเขาสูญสลายไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย
อาการของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขาทั้งสองยังไม่มีความรู้สึก
ผ่านไปหกเดือน บาดแผลหายแล้ว ขาทั้งสองมีรอยแผลเป็นถึงกระดูก รอยแผลเป็นของขาข้างหนึ่งสูงถึงสะโพก เขาพยายามยืน แต่ไม่สำเร็จ ขาของเขายังไม่มีความรู้สึก
ภาพความสนุกของการวิ่งเล่นกลางทุ่ง และชีวิตกลางแจ้งที่เขารักผุดขึ้นมา เขาตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมกลายเป็นคนพิการไปจนตลอดชีวิต เขาเชื่อว่าหากเขานวดขาของเขาไม่หยุด มันอาจจะดีขึ้นก็ได้
แล้วเขาก็นวดขาของเขาทุกวัน เบื้องแรกมันไม่มีความรู้สึก แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าขาของเขาเริ่มตอบสนองต่อสัมผัส ขาของเขายังไม่ตาย!
ในที่สุดเขาก็สามารถยืนได้อย่างลำบากยากเย็น ขาทั้งสองรองรับนำหนักตัวได้ ในระดับหนึ่ง เขาไม่ละความพยายาม เขาตั้งใจว่าต้องเดินให้ได้
เขาค่อย ๆ เดินโดยใช้เก้าอี้ช่วย การเดินยังเอียงไปเอียงมา แต่เขายังเดินต่อไป เขาพูดกับตัวเองว่าเขาต้องไม่เป็นคนพิการ ทุกวันเขานวดขาทั้งสอง โดยเฉพาะขาข้างซ้ายที่อ่อนแอกว่า
ผ่านไปปีเศษ เขาได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก
วันหนึ่งเมื่ออากาศดี แม่เข็นเขาออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน เขาลงจากรถเข็นยืนบนพื้น มุ่งมั่นจะเดิน แต่ทำได้เพียงลากตัวเองไปบนพื้นหญ้า ขาของเขาไม่ยอมเดิน
เด็กน้อยลากตัวเองไปถึงรั้วสีขาว เขาใช้มือจับรั้ว พยายามยกตัวเองขึ้นยืนอย่างยากเย็น แล้วก้าวออกไปอย่างยากลำบาก เขาทำเช่นนี้ทุกวัน จนรอบรั้วปรากฏทางเดินที่เขาสร้างขึ้น
แล้ววันหนึ่ง กลางทุ่งชนบทแห่งแคนซัส เด็กชายผู้ไม่ยอมแพ้ก็เดินได้สำเร็จ
..................................
เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับแทบทุกคน บางคนประสบเรื่องร้ายแรงกว่าคนอื่น บางเรื่องทำให้พวกเขาล้มลงไปตลอดชีวิต
ทว่าโลกมีตัวอย่างบุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งของชะตาชีวิตเสมอ พวกเขาเชื่อว่าหากมีความมุ่งมั่นพอ ฝึกฝนนานพอ เรื่องร้ายแรงที่สุดก็อาจลดความร้ายลงไปได้
พราะคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้ โลกเราจึงเต็มไปด้วยคนที่ร่างกายครบสามสิบสองผู้ชอบเอ่ย “เป็นไปไม่ได้” ก่อนที่จะลองทำ
เด็กชายผู้ซึ่งขาทั้งสองมีโอกาสพิการไปตลอดชีวิตสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะเชื่อเช่นนั้น แล้วเปลี่ยน 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
เมื่อใจมุ่งมั่นแน่วแน่ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ก็ไปไกลกว่าสองเท้าที่ก้าวเดินของเขา
พลังใจขนาดนี้มาจากไหน? คนใกล้ชิดของเกลนบอกว่า เขารักการวิ่งเล่นกลางแจ้งมากจนเขาใช้มันเป็นความฝันของเขาที่เขาจะมุ่งมั่นไปให้ถึง
มันเป็นไฟของเขา ไฟของความฝัน ไฟของชีวิต
หากเด็กน้อยสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาได้ขนาดนี้ เราทุกคนก็น่าจะทำเรื่องที่ยากน้อยกว่านี้ได้
ยากน้อยกว่านี้?
ใช่ ยากน้อยกว่านี้หลายเท่า!
สามปีต่อมา เกลนอายุสิบเอ็ดกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนหนึ่งไมล์ เขากลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน จึงเดินไปกลับสี่รอบ สี่ไมล์ต่อวัน
วันหนึ่งเขาจับหางลาและเริ่มวิ่งตามลา ขาทั้งสองเหมือนมีเข็มแทง แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเขาก็เริ่มวิ่ง เขาวิ่งไปทั่วท้องทุ่ง ทั่วเมือง วิ่งไปยังทุกหนทุกแห่ง เพราะสองขาที่ได้คืนมาเป็นของขวัญพิเศษ ภาพเด็กชายผู้รอดชีวิตจากเพลิงไหม้โดยขาทั้งสองเกือบถูกตัดวิ่งไปทั่วเมืองทำให้ชาวบ้านมองเขาด้วยความไม่เชื่อตา
แล้วเขาก็ไปวิ่งแข่ง...
เมื่อเขาคว้าชัยชนะการวิ่งแข่งครั้งแรกนั้น ฝูงชนลุกขึ้นปรบมือให้แก่กำลังใจของเด็กหนุ่มผู้หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมแพ้
หัวใจที่สู้ไม่ถอยทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกให้เป็นไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์
แล้วเขาก็ไปยังสนามวิ่งแข่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก - โอลิมปิก
เมื่อเขาคว้าชัยชนะจากสนามโอลิมปิก โลกก็ได้รับบทเรียนบทหนึ่งว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ไปได้ไกลเพียงไร
วินทร์ เลียววาริณ
25-6-26........................
ย่อความจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 28
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ในชีวิตนี้ผมดูหนังมาก แต่ดูหนังผีน้อย
ที่แปลกคือสมัยก่อนผมดูหนังผีได้สบายๆ ผีดุแค่ไหนก็ไม่หวั่น
ตอนนี้ดูไม่ค่อยไหว
หลายเรื่องเป็นหนังผีที่ดูมานานแล้ว แต่ยังจดจำได้ เช่น
The Mephisto Waltz (1971) เรื่องวิญญาณย้ายร่าง
The Omen (1976) ยังจำฉากแผ่นกระจกตัดหัวคนได้
The Sixth Sense (1999) เรื่องนี้ดี ชอบมาก
The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตก่อเรื่องร้าย เรื่องนี้ดีตรงที่จับประเด็นสังคม จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ
ผมใช้แนวคิดแบบนี้ตอนเขียนเรื่องผีสองเล่ม คือ ประเทศผีสิง และ อุโมงค์
นั่นคือเรื่องผีที่มีสาระทางความคิด สะท้อนสังคม หรือปรัชญา
โจทย์แบบนี้ยาก แต่ค่อยท้าทายสมองหน่อย
ใช่ กลัวผี แต่ก็เขียนเรื่องผี
พรุ่งนี้จะเล่าที่มาของการเขียนงานตระกูลนี้
และถือโอกาสป้ายยาขายของไปด้วย
ดูหนังถี่แบบนี้ ต้องหารายได้เป็นค่าดูหนังหน่อย
วินทร์ เลียววาริณ
24-6-261- แชร์
- 37
