• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้รีวิวหนังเรื่อง Digger คะแนนของผมคือ 10/10 คะแนนของนักวิจารณ์อาชีพใน Rotten Tomatoes คือ 52% ซึ่งแปลว่าสอบตก

    Rotten Tomatoes เป็นเว็บไซต์ที่ก่อตั้งในปี 1998 โดยนักศึกษาสามคน ใช้สัญลักษณ์มะเขือเน่า (rotten tomatoes) เป็นวิธีให้คะแนนหนัง สัญลักษณ์นี้มาจากธรรมเนียมคนปามะเขือเน่าใส่นักแสดงบนเวทีละคร หากเรื่องหรือนักแสดงไม่เอาไหน ต่อมาสตูดิโอหนังใหญ่ซื้อเว็บไซต์นี้ไปคุมเอง ตอนนี้อยู่ในมือของค่ายหนัง Fandango Media, NBCUniversal / Comcast และ Warner Bros. Discovery

    หลายปีนี้มีคนวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ค่ายหนังมีอำนาจกำหนดคะแนนหนัง Rotten Tomatoes ในระดับหนึ่ง หรือกำหนดแบบอ้อมๆ เช่น จำกัดรอบฉายให้นักวิจารณ์ที่ท่าทางไม่ชอบหนัง ฯลฯ

    Rotten Tomatoes ให้คะแนนอย่างไร?

    Rotten Tomatoes มีวิธีให้คะแนนด้วยมาตรวัดที่เรียกว่า Tomatometer

    คะแนนมะเขือสดมาก (Certified Fresh) ต้องได้คะแนนจากนักวิจารณ์ 100–75% โดยนักวิจารณ์ไม่ต่ำกว่า 80 ราย และอย่างน้อย 5 รายเป็น "Top Critics" บวกรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายข้อ

    คะแนนมะเขือสด (Fresh) ต้องได้คะแนนจากนักวิจารณ์ 100–60%

    คะแนนมะเขือเน่า (Rotten) ได้คะแนนจากนักวิจารณ์แค่ 59–0%

    ดังนั้นเวลาอ่านค่า Rotten Tomatoes ก็ต้องฟังหูไว้หู ถ้าเห็นคะแนนหนังสูงๆ และดูหนังแล้วเราไม่เห็นด้วย บางคนอาจคิดว่าเรา "หัวไม่ถึง" ทั้งที่มีปัจจัยมากมายที่ทำให้คะแนนหนังเป็นอย่างนั้น

    หลายคนติดนิสัยดูหนังตามคะแนนสาธารณะตามเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ถ้าคนพูดถึงมากๆ ก็เฮกันไปดู

    สมัยผมเป็นหนุ่ม หนังสือพิมพ์บ้านเรามีคอลัมนิสต์เชียร์หนัง โดยรับเงินจากคนสร้าง เชียร์กันแบบไม่ต้องยั้งปากกา คนก็แห่ไปดู ถ้าหนังไม่ดีตรงใจ ก็บอกว่า "เราคงหัวไม่ถึง เพราะนักวิจารณ์รู้มากกว่าเรา"

    ผมจึงบอกเสมอว่า ผู้ชมควรหัดวิเคราะห์วิจารณ์ทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งหนังและศิลปะสาขาอื่นๆ ที่เสพ ว่าตามเนื้อหา คิดวิเคราะห์เอาว่าดีหรือไม่ดี เพราะอะไร นิวรอนจะได้ทำงานคิด ไม่ใช่เชื่อ

    สำหรับผม มีจุดยืนในการให้คะแนนหนังชัดเจนว่า ถ้าหนังมีไอเดียใหม่สด หรือทำไอเดียเก่าให้ใหม่ได้ มีความคิดสร้างสรรค์ ก็รับไปเลย 8/10 หรือ 9/10 ถ้าเล่าเรื่องเป็นด้วย ก็รับไปเลย 10/10

    ต่อให้เรื่องไม่ดี ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ในการเล่า ก็รับไป 10/10 ได้ง่ายๆ (ตัวอย่าง เช่น Mad Max: Fury Road)

    คะแนนไม่ใช่เงินส่วนตัว ไม่มีหวงอยู่แล้ว ให้ได้ก็ให้ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ 1-2 คะแนน แล้วรอทัวร์ลง

    ทัวร์ลงก็คือการให้คะแนนคนให้คะแนน!

    แปลกนะ เงินดูหนังก็ของเรา เวลาที่ดูหนังก็เป็นเวลาของเรา พลังงานที่ใช้วิจารณ์ให้อ่านฟรีก็มาจากข้าวที่เราซื้อกินเอง ค่าไอติมที่กินคลายเครียดจากทัวร์ลงก็เงินเรา

    เอ้า! อย่าซีเรียสกับคะแนนนัก คะแนนไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือมะเขือ ก็เป็นแค่มาตรวัดอย่างหนึ่ง และมาตรวัดงานพาณิชย์ศิลป์ก็มักเป็นเรื่อง subjective

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 15
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    อ่านข่าวแม่ถูกขังกรงแล้ว นึกถึงบทความนี้ที่เขียนไว้เมื่อปี 2556 จึงนำบางท่อนมาให้อ่านอีกครั้ง

    สัตว์โลกแทบทั้งหมดมีสัญชาตญาณดูแลลูก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ว่าจะเป็นปลาในน้ำหรือวิหคในอากาศ ไม่ว่าสัตว์น่ารักหรือน่าเกลียด ก็ดูแลลูกเหมือนไข่ในหิน

    นกเพงกวินเป็นสัตว์ที่อาศัยกลางทุ่งน้ำแข็งกว้างใหญ่ไพศาลแห่งแอนตาร์กติกา พวกมันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายกลางทุ่งน้ำแข็ง โดยยืนกลางสายลมและความหนาวเย็นของขั้วโลกใต้ ทว่าในเวลาที่อ่อนล้าขนาดนั้น พวกมันยังมีภาระหนึ่งที่ต้องทำคือดูแลไข่ให้ผ่านฤดูหนาว แอนตาร์กติกาเป็นท้องทุ่งหิมะโล่ง ไม่มีถ้ำหรือรูให้อยู่ นกเพงกวินตัวผู้ทั้งหลายจึงใช้วิธียืนจับกลุ่มกันเป็นฝูงใหญ่ แต่ละตัววางไข่บนเท้าไม่ให้ไข่ร่วงลงบนพื้นน้ำแข็ง ยิืนทรมานอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนนานหลายเดือนจนลูกเกิด ขณะที่ตัวเมียไปหาอาหารให้ลูก

    กบก็มีสัญชาตญาณของพ่อแม่สูง กบบางพันธุ์วางไข่บนหลังของกบตัวผู้ แล้วผิวหนังของกบจะพองออกปิดทับไข่เหล่านั้นจนมิดเพื่อไม่ให้ศัตรูสามารถกินไข่ เมื่อลูกกบพร้อม ก็ไชผิวหนังพ่อออกมาสู่โลกภายนอก

    กบบางพันธุ์ดูแลลูกอ๊อดจำนวนมากในแอ่งดินโคลน เมื่อน้ำเริ่มแห้งงวด เห็นชัดว่าลูกอ๊อดเหล่านั้นต้องตายแน่นอน กบผู้พ่อก็ขุดดินเป็นทางเชื่อมกับธาร นำทางลูกไปสู่ที่ปลอดภัย

    ปลาบางชนิดอมลูกน้อยไว้ในปากเพื่อปกป้องลูก จิงโจ้มีถุงหน้าท้องป้องกันลูก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดก็มีถุงใส่ไข่ในตัวมันเองเช่นกัน ลิงหลายชนิดให้ลูกน้อยเกาะหลังไปไหนมาไหนด้วยกัน

    ฝูงกวาง ฝูงหมูป่าไปไหนมาไหนโดยโอบล้อมลูกน้อยไว้ตรงกลาง และสู้ศัตรูสุดฤทธิ์หากศัตรูหมายกินลูกของพวกมัน

    ปลาโคลนออกไข่ในแอ่งน้ำ เมื่อออกซิเจนในน้ำจะลดลงจนถึงระดับที่ไข่ปลาเริ่มมีอันตราย แม่ปลาก็คลานขึ้นจากน้ำ อมอากาศไปพ่นใส่น้ำในแอ่ง เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ลูกปลาอยู่รอดได้

    สัตว์แทบทุกชนิดหาที่อยู่ที่ปลอดภัยให้ลูก จนกระทั่งลูกดูแลตัวเองได้ เหล่านี้คือความรักของพ่อแม่ซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อให้สายพันธุ์ของตนอยู่รอดต่อไปได้

    ความรักของพ่อแม่ไม่ว่าสายพันธุ์ไหนใหญ่หลวงนัก

    ความรักของพ่อแม่อาจเป็นสัญชาตญาณที่ฝังในยีน เป็นความรัก ‘ภาคบังคับ’ แต่มันก็เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ความรักของพ่อแม่อาจเริ่มมาจากสัญชาตญาณ แต่ก็ฝังไปตลอดชีพ เป็นความรักที่ไม่หวังผลตอบแทนอย่างแท้จริง

    การตั้งครรภ์เก้าเดือนเป็นงานหนัก เมื่อลูกเกิด ก็ดูแลลูกทุกอย่าง ทั้งอาหารการกิน ป้อนนมป้อนอาหารใส่ปากลูกตั้งแต่เล็ก เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว หาเสื้อผ้าให้สวม พาลูกไปโรงเรียน เป็นกระบวนการที่กินเวลาและแรงกายแรงใจกว่าสัตว์โลกทุกสายพันธุ์ในโลก ผูกพันไปจนลมหายใจสุดท้าย

    คนเป็นพ่อแม่ทำงานหนัก ทำทุกอย่างเพื่อลูก ไม่ว่าจะต้องสู้อุปสรรคหนักแค่ไหน แต่พ่อแม่ชาวมนุษย์อาจทำงานหนักกว่าสัตว์ตรงที่บ่อยครั้งเด็กก็ไม่ยอมโต ไม่ยอมเลี้ยงตัวเอง เป็นลูกแหง่ไปตลอดชีวิต บ้างก็ทำให้พ่อแม่เสียใจ

    คนขับรถรับจ้างคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ลูกติดยา คนเป็นพ่อแม่เสียใจมาก ครอบครัวก็เป็นคนทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่เข้าใจว่าเลี้ยงลูกมาดี ๆ ไหงเป็นอย่างนี้ไปได้

    สาวเสิร์ฟในร้านอาหารประจำของผมร้องไห้ เล่าว่าลูกชายทำหญิงสาวคนหนึ่งท้อง เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่าลูกชายวัยรุ่นพูดจากระโชกโฮกฮากกับแม่

    บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า การเลี้ยงลูกก็เหมือนซื้อลอตเตอรี เพราะถึงจะเลี้ยงดีอย่างไร ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น เพื่อนที่เขาคบหา ค่านิยม แฟชั่นในสังคม ฯลฯ ที่ทำให้เด็กกลายเป็น ‘เด็กเวร’

    ความรักของพ่อแม่ฝังมาในยีนของมนุษย์ แต่ความรักของลูกไม่ใช่  ความกตัญญูกตเวทีไม่ใช่ความรู้สึกภาคบังคับ แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์คือ เราสามารถตอบแทนคุณพ่อแม่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ค่อยพบในอาณาจักรสัตว์ แต่กระนั้นเราก็พบเห็นการแสดงความกตัญญูในสัตว์หลายสายพันธุ์ เช่น ลิงผู้น้อยช่วยเก็บเห็บหมัดให้ลิงผู้ใหญ่ วาฬแสดงความขอบคุณต่อมนุษย์ที่ช่วยมันให้รอดจากอวนชาวประมง ฯลฯ

    พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ขอสิ่งตอบแทนจากลูก หน้าตาไม่ดีก็ไม่เป็นไร เรียนไม่เก่งก็ไม่ว่า ขอเพียงลูกไม่เป็นเด็กเวรก็พอ

    ดังนั้นสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่ลูกทำให้พ่อแม่ได้ก็คือ อย่าเป็นเด็กเวร

    และหากสามารถทำได้มากกว่านั้น ดูแลพ่อแม่ เอาใจใส่ทุกข์สุขของพ่อแม่ เยี่ยมเยียนพ่อแม่สม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งประเสริฐสุด

    นาน ๆ ที เรามีข่าวเด็กกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ที่ป่วย ดูแลปู่ย่าที่เป็นอัมพาต ได้ยินแล้วก็ทำให้โลกสดใสขึ้นทันที

    ช่างไฟที่ทำงานให้ผมพาลูกชายวัยรุ่นมาช่วยงานด้วย เด็กหนุ่มทำงานช่วยพ่ออย่างขมีขมัน เห็นแล้วก็ชื่นใจแทน

    อย่ารอเข้าใจหัวอกของพ่อแม่เมื่อพวกท่านจากเราไป หรือเมื่อเรากลายเป็นพ่อแม่ การดูแลพ่อแม่ง่ายกว่าการว่ายน้ำไกลหลายพันกิโลเมตรอย่างปลาแซลมอนหรือนกเพงกวินที่ยืนตากลมหนาวรักษาชีวิตลูกแน่ ๆ

    ความกตัญญูเป็นคุณธรรมชั้นสูงสุด มิเพียงเพราะหากปราศจากความรู้คุณคน สังคมมนุษย์จะพังทลาย แต่ความกตัญญูรู้คุณเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า

    และความกตัญญูระดับต่ำที่สุด ออกแรงน้อยที่สุดก็คืออย่าเป็นเด็กเวร  วินทร์ เลียววาริณ
    9-10-26

    .....................
    จากหนังสือ ยาเม็ดสีแดง
    https://www.winbookclub.com/store/detail/116/ยาเม็ดสีแดง 

    ชุดกำลังใจครึ่งโหล 6 เล่ม 800.- (ลดจาก 1,255.-)
    https://www.winbookclub.com/store/detail/217/S6%20ชุดกำลังใจครึ่งโหล 

    1
    • 0 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ครั้งที่ผมเขียนนวนิยายแนวทดลอง 'ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85' ผมโปรยหน้าปกว่า "นวนิยายที่ dak-done เสียด-colour และกวน-teen ที่สุดในรอบปี"

    ไม่นึกว่าวันนี้จะต้องใช้คำโปรยเดียวกันนี้กับหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าโรงในวันนี้

    Digger ผลงานของ อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู (Alejandro González Iñárritu)

    อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู เป็นหนึ่งสามเสือนักสร้างหนังชาวเม็กซิโก (Three Amigos) ได้แก่ Guillermo del Toro, Alfonso Cuarón และ Alejandro Iñárritu

    ผลงานที่ผ่านมาของอิญญาร์ริตู เช่น Babel (2006), Birdman (2014), The Revenant (2015) ฯลฯ งานของเขากวาดรางวัลไปมากมาย

    แต่งานของเขาดูไม่ง่าย ในรอบแรกที่ผมดู มีคนดูสักสองคน พอเห็นว่านี่ไม่น่าจะเป็นหนังทำเงิน

    โปสเตอร์หนังเรื่องนี้คือรูปคนถือพลั่ว พลั่วถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการขุดมากกว่าวิธีการขุด นี่เป็นหนังเกี่ยวกับวงการธุรกิจน้ำมันของสหรัฐฯ การเมืองในสหรัฐฯ ปัญหาโลกร้อน และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคน แต่นำเสนอในแนว dark comedy หนังยังมีความเป็นไซไฟในตอนท้ายเรื่อง

    จังหวะและอารมณ์หนังประมาณ Birdman และ Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (งานของสแตนลีย์ คูบริก)

    การเล่าเรื่องนี่เป็นแบบหนังซ้อนหนังซ้อนหนัง นี่เป็นคุณลักษณ์ของงานประเภท metafiction คือเรื่องที่ชี้นำคนดู (เรา) ว่าเรื่องที่กำลังดูเป็นเรื่องแต่ง ทำให้เส้นแบ่งความจริงกับนิยายพร่าเลือน

    ใน Digger 'เรื่องจริง' เรื่องหนึ่งเราเราดูกลายเป็น 'ความจริง' ใหม่ และความจริงใหม่นั้นก็กลายเป็น 'ความจริง' ใหม่อีกอันหนึ่ง และในท้ายสุด เราผู้ชมหนังเรื่องนี้ก็เป็น 'ความจริง' ที่โยงเข้ากับ 'ความจริง' แรกที่เป็นละคร กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ภาษากำลังภายในว่า "หัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้"

    แต่จุดเด่นของเรื่องคือการ 'dak-done' 'เสียด-colour' ที่ทำให้เป็นหนัง 'กวน-teen' พิสูจน์ว่าอิญญาร์ริตูก็กวนตีนเป็น

    หนังจับหลายเรื่อง หลายประเด็น หนังเสียดสีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ศาสนาในทำเนียบขาว (หากใครยังจำภาพผู้นำศาสนาจับไหล่ทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว)

    หนังมีคำคมที่จุกอกมากมาย เช่น

    "Words are perception. And perception is reality."

    "Help me shape the story."
    "They already know the story."
    "They know the facts. The story is yet to be told."

    "If we can't control the course of nature, at least we can control the narrative."

    หนังเป็นตลกร้าย ยิงมุขเป็นระยะ แต่ล้วนเป็นมุขขื่น

    ความกล้าของผู้สร้างคือนำ ทอม ครูซ ที่มีภาพของนักแสดงบทบู๊ ฉีกแนวมาเล่นแนวนี้ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในเรื่องนี้ เราลืมว่า ทอม ครูซ เป็น อีธาน ฮันท์ ภายในห้านาทีที่เขาปรากฏตัว

    คะแนนหนังเรื่องนี้จากนักวิจารณ์สำนักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่ใน คหสต. นี่เป็นงานชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของอิญญาร์ริตู

    ทำนายว่าในปีหน้า หนังเรื่องนี้มีสิทธิ์ชิงรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำยอดเยี่ยม (ทอม ครูซ) และอาจจะมีชื่อนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม (จอห์น กูดแมน)

    ป.ล. ถ้าคิดจะชมหนังเรื่องนี้ อย่ารอสตรีมมิง เพราะภาพออกแบบมาให้ดูบนจอใหญ่

    10/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    8-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 26
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้ฝนเทลงมาบ่อย ทำให้เหงาๆ นึกถึงเพลงลูกทุ่งสองเพลง

    เพลงแรกคือ ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องบ้านพี่ ต้นฉบับโดย แมนซิตี้ไลอ้อน หรือ ชาย เมืองสิงห์

    แต่งโดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ประมาณปี พ.ศ. 2506 แต่งจากภาพจริงที่เห็น หนุ่มสาวรักกัน หนุ่มยากจน แม่ยายกีดกัน

    เพลงของครูไพบูลย์เป็นบทกวีมาก มักใช้ธรรมชาติเป็นสัญลักษณ์

    บ้านน้องอยู่ฝั่งกระโน้น บ้านพี่อยู่ฝั่งกระนี้
    ฝนตกอยู่ทางบ้านน้อง เสียงฟ้าร้องมาถึงบ้านพี่
    เห็นน้ำฝนหยดใส น้ำตาพี่ไหลแทบทุกที
    คิดถึงน้องคนดี โอ้ป่านฉะนี้ น้องเจ้าคงหนาวใจ

    แว่วเสียงย่ำกลองวัดโบสถ์ ที่ปลูกข้าวโพดสาลี
    ลูกเขยเมื่อยามตกยาก แม่ยายพรากลูกสาวเสียนี่
    แม่เอ๋ย แม่ยายหนอ ไม่ตาย จะขอดูหน้าที
    ปีนี้จนทั้งปี ปีหน้าคงมีเงินบ้างนะแม่จ๋า

    ...............

    เพลงนี้มีเวอร์ชั่นของ ยอดรัก สลักใจ ด้วย

    อีกเพลงหนึ่งคือ ฝนตกฟ้าร้อง ร้องโดย แอร์โรว์ เมาน์เทน ศรคีรี ศรีประจวบ ทำนองสนุกสนาน ไพเราะ

    ถึงฝนจะตกถึงฟ้าจะร้อง ถ้าได้มาเห็นหน้าน้อง
    แล้วพี่สบายสบาย อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน
    เกิดเป็นคนเมื่อถึงที่ก็ตาย ฝ่าฝนด้นมาฝ่าอันตราย
    เปียกโชกทั้งกาย เพราะอยากจะเห็นหน้าเธอ

    ถึงฝนจะตกถึงฟ้าจะร้อง ถ้าไม่ได้เห็นหน้าน้อง
    พี่คลั่งละเมอ ละเมอ เข้าพรรษาบนฟ้าก็ครึ้มเมฆฝน
    ตกเสียจนถนนน้ำนองเอ่อ บุกโคลนฝนพรำย่ำมาหาเธอ
    แต่แล้วไม่เจอ พี่แทบจะกินยาตาย

    ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องถึงบ้านพี่
    หัวใจพี่โดนขยี้แหลกสลาย 
    บุกน้ำย่ำโคลน ฝ่าสายฝนมาแทบตาย
    น้องมาหนีตามชาย ไปกับสายฝนพรำ

    ทำนองไพเราะ เนื้อเพลงดีอย่างนี้ ผมจึงยังคงชอบเพลงลูกทุ่งเก่า มากกว่ายุคใหม่

    และนี่ก็ทำให้ พุ่มรัก พานสิงห์ ร้องแต่เพลงลูกทุ่งยุคเก่า

    วินทร์ เลียววาริณ
    8-10-26

    2
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้ฝนตกปรอยๆ ทั้งวัน บรรยากาศเหมือนหนังเรื่อง Se7en

    หนังเรื่องนี้ให้บรรยากาศหม่นหมอง เพราะฉากฝนตกทั้งเรื่อง

    แต่อย่าเพิ่งคิดว่าฝนตกนี่เป็นความตั้งใจของคนสร้างตอนแรกหรอกนะ

    หนังเรื่องนี้มีเวลาถ่ายทำน้อย เพราะนักแสดง แบรด พิตต์ ติดคิวหนังเรื่องอื่น มีเวลาให้แค่ 55 วันเท่านั้น ปัญหาคือด้วยเวลาที่จำกัด พวกเขาไม่แน่ใจเรื่องสภาพอากาศที่ฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้าง การถ่ายซ่อมจะกินเวลาที่มีจำกัด คนสร้างจึงตัดสินใจใช้ rain machine สร้างฝนแทบทุกฉาก ทุกวันจะได้เหมือนกัน

    ยังมีอีกหลายเกร็ดเกี่ยวกับหนังเรื่อง Se7en ที่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญบ้าง ผิดพลาดบ้าง

    ไล่เป็นข้อๆ ไปเลยก็แล้วกัน

    1 ฝนตกทั้งเรื่อง ด้วยเหตุผลที่เล่าข้างต้น

    2 เดวิด ฟินเชอร์ รับทำเรื่องนี้เพราะมีคนส่งต้นฉบับผิดให้เขา

    ต้นฉบับแรกของหนังจบแบบโหด (หัวคนในกล่อง) สตูดิโอขอให้แก้ให้เบากว่านั้น หรือถ้าเป็นไปได้จบแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง

    สตูดิโอส่งต้นฉบับแรกให้ฟินเชอร์ ผู้กำกับชอบมาก จึงยอมทำ และปฏิเสธที่จะทำหากเปลี่ยนฉากจบ

    ฟินเชอร์ก็ชอบที่เรื่องต่างจากหนังตำรวจ-คนร้ายอื่นๆ เพราะเรื่องนี้คนร้ายไม่ได้โดนจับ แต่มอบตัวเอง

    3 นักแสดงจำนวนมากปฏิเสธบท เพราะหนังโหดมาก แบรด พิตต์ รับงานนี้เพราะอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์นักแสดงแบบหล่อตลอดเรื่อง

    4 Kevin Spacey เสนอให้ไม่ใส่ชื่อเขาในโปสเตอร์หนัง เพราะหากคนดูไม่เห็นเขาในครึ่งชั่วโมง ก็จะเดาได้ทันทีว่าเขารับบทอะไร

    5 สมุดโน้ตของ จอห์น โด เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ค่าทำ 15,000 เหรียญ ตอนนั้นผู้สร้างยังไม่รู้ว่าจะเปิดเรื่องอย่างไร ผู้กำกับเห็นว่าสมุดโน้ตทำออกมาสวย จึงให้ไตเติ้ลเป็นการแสดงขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้

    6 ตอนหนังฉาย น่าจะเป็นครั้งแรกในโลกภาพยนตร์ที่คนดูปรบมือหลังจบไตเติ้ล

    7 หนังทำเงิน เดวิด ฟินเชอร์ ได้เกิด ที่เหลือคือประวัติศาสตร์

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-10-26

    2
    • 0 แชร์
    • 40