• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    หลายสิบปีนี้ ผมบ่นว่าละครไทยไม่ไปไหน บ่นจนเลิกบ่น หลังจากได้ยินนายทุนให้เหตุผลเดิมๆ ว่า คนดูไม่ชอบหนังที่ต่างออกไป ผมเขียนในหนังสือ หัวกลวงในหลุมดำ ว่า "หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ คนดูจะเลิกดูหรือ"

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรารีไซเคิลงานเดิม มีแต่ละครชิงรักหักสวาท ตบตีแย่งผู้ชาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราเดินตามหลังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ราว 100 ปีแสง

    เราไม่สามารถสร้างหนังตำรวจเลว พระชั่ว ข้าราชการทุจริต ครูเลว มักไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ เพราะ "ไม่เหมาะสมกับศีลธรรมอันดี" ขณะที่หนังเกาหลีสร้างเรื่องตำรวจชั่ว ข้าราชการชั่ว นักการเมืองชั่ว ไร้ขีดจำกัด เพราะหนังสะท้อนความจริงได้

    แต่เมื่อวงการหนังโลกเปลี่ยน ค่ายสตรีมมิงทำให้ข้อจำกัดของการเล่าเรื่องที่ในประเทศหนึ่งๆ ทำไม่ได้หายไป สตรีมมิงกลายเป็นพื้นที่สากล

    และนี่ทำให้ซีรีส์เรื่องหนึ่งของไทยได้เกิด

    ทนายปีศาจ (Devil Lawyer)

    ทนายปีศาจในเรื่องนี้คือตัวละคร ‘จิตตรี’ ทนายความที่ใช้เล่ห์กลอุบายทุกชนิดเพื่อชนะคดี ว่าความให้คนเลว สร้างพยานเท็จ หลักฐานเทียม ฯลฯ เทียบกับ Saul Goodman ใน Better Call Saul แล้ว Saul Goodman ก็เป็นนักบุญ

    เปิดฉากแรกๆ ดูเป็นหนัง courtroom drama แต่เมื่อเดินเรื่องไปเรื่อยๆ มันกลายเป็นหนังการเมืองและหนังสะท้อนสังคม ผสมทริลเลอร์และดรามา

    หนังจับประเด็นสังคม สิทธิมนุษย์ชน การค้ามนุษย์ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยุติธรรม และความอยุติธรรม ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ปรากฏในงานวรรณกรรม ไม่ใช่เรื่องอ่านเล่น เวลาประกวดวรรณกรรมซีไรต์ ก็มีแต่ประเด็นเหล่านี้

    โอกาสที่จะทำหนังโดยเล่นประเด็นทั้งหมดเหล่านี้เละมีสูง

    แต่หนังเรื่องนี้รอด

    ความแตกต่างของ ทนายปีศาจ จากหนัง courtroom drama อื่นๆ คือคอนเส็ปต์ใช้มารขจัดมาร หรือพิษข่มพิษ ใช้คนเลวปราบคนเลว แม้ว่าไม่จัดว่าเป็นคอนเส็ปต์ใหม่ (Dexter ฝนตกขึ้นฟ้า ก็ใช้คอนเส็ปต์นี้) แต่เมื่อนำมาใช้ในงานตระกูลนี้ ก็มีความสด

    นอกจากความสดในคอนเส็ปต์ การนำเสนอก็มีความสดในหลายจุด เช่น เทคนิคการอธิบายฉากฆาตกรรมโดยใช้ซิมูเลชั่น น่าจะได้รับอิทธิพลจากฉากผู้หญิงชุดแดงในหนังเรื่อง The Matrix แม้ไม่ใช่ original แต่เมื่อใช้ในงานตระกูลฆาตกรรม กลับลงตัวดี

    ฉากสำนักงานของทนายความที่ซ่อนในย่านทรุดโทรมก็แปลกใหม่ดี

    หนังเรื่องนี้ใช้ซับพล็อตเปลืองมาก หลายซัพพล็อตก็ไม่จำเป็นและทำให้เรื่องยาวเกินไป แต่ก็ต้องชมคนเขียนบทที่สามารถเชื่อมทุกซับพล็อตเข้าด้วยกันแทบไร้รอยตะเข็บ และบทกระชับ

    บทสนทนาเต็มไปด้วยแก๊ก one-liner และ tagline เช่น ฉากตัวละคร 'เมฆ' ขอจับมือ ‘ทนายจิตตรี’ เธอบอกว่า "จำเป็นหรือ" หลังจากจับมือ เธอบอกว่า "ดูหนังเยอะนะ" เป็นการแทรกอารมณ์ขันในหนังที่ไม่มีอะไรน่าขัน

    อีกจุดหนึ่งที่น่าขำ คืออัยการใช้ผ้าปิดตาข้างเดียว เหมือนจะเป็นนัยว่า มองความจริงครึ่งเดียว หรือปิดตาด้านที่มองความจริง

    คล้ายนวนิยาย กระบี่ใจพิสุทธิ์ ของกิมย้ง ตัวละครแทบทุกคนในเรื่องนี้เป็นสีเทา เทาอ่อนบ้าง เข้มบ้าง ดำบ้าง คนที่เทาก็อาจลดความเทาหรือเพิ่มความดำ คนที่ขาวก็เปลี่ยนเป็นเทา

    ตัวละคร ‘ทนายจิตตรี’ คล้ายตัวละคร 'Elizabeth Sloane' ในหนังเรื่อง Miss Sloane มาก (รับบทโดย Jessica Chastain) เป็นหญิงแกร่ง ไม่กลัวใคร ชนกับทุกคน และใช้เซ็กซ์ชั่วคราวเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากงานหรือความเก็บกด

    ก็ถือโอกาสพูดถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึง คือฉากเซ็กซ์

    โดยเนื้อหา ฉากเซ็กซ์ใน ทนายปีศาจ เป็นส่วนที่จำเป็นต่อเรื่อง แต่เป็นฉากเซ็กซ์ที่ค่อนข้างสะดุด เมื่อตัวละครหญิงไม่เปลือยในฉากที่น่าจะเปลือย

    ในวงการหนัง นักแสดงหญิงฮอลลีวูดจะทำสัญญาก่อนถ่ายหนังว่าจะเปลือยหรือไม่เปลือย หรือจะเปลือยได้แค่ไหน นักแสดงหญิงจำนวนมากไม่ยอมรับบทที่ต้องเปลือย คนทำหนังก็แก้ด้วยการใช้ body double คือนักแสดงอีกคนที่รับจ้างเปลือยแทนให้

    หากไม่ใช้ body double ก็ออกแบบฉากเซ็กซ์ให้เข้าใจว่านักแสดงหญิงเปลือยโดยไม่ต้องเปลือยจริง ยกตัวอย่างเรื่องเดิม Miss Sloane Jessica Chastain ไม่เปลือยกาย กล้องแค่โคลสอัพใบหน้าเธอแค่ไม่กี่วินาที เธอก็ขยับตัว ใช้ผ้าคลุมตัว เท่านี้ก็รู้ว่านี่เป็นฉากเซ็กซ์ ทำให้ฉากเซ็กซ์ดูเป็นธรรมชาติ

    เอาละ นี่ย่อมไม่ใช่จุดสำคัญของเรื่อง

    หนังเรื่องนี้ทำให้เรามองสังคมด้วยสายตาคู่ใหม่ มันถามว่าเราเห็นอะไรบ้าง เวลาเราเห็นสาวเสิร์ฟชาวพม่าในร้านอาหารกลางกรุง เราเห็นอะไรมากกว่านั้น?

    ผู้รับเหมาคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเขาขนคนงานก่อสร้างชาวพม่าและเขมรกลับบ้านหลังจากทำงานมาทั้งวัน ก็พบด่านที่รอดักจับแรงงานที่เข้าเมืองโดยไม่มีใบอนุญาต แต่จะปล่อยหาก...

    คนในวงการยุติธรรมคนหนึ่งเคยบอกผมว่า ทุกจุดในกระบวนการยุติธรรม มีช่องว่างให้สามารถบิดเบือนคดีได้

    หนังชี้ว่าระบบนั้นบิดเบี้ยว ดังที่ตัวละครพูดว่า “เข้าใจหมดเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง แต่กลืนมันไม่ลงจริงๆ”

    ตัวละคร ‘ทนายจิตตรี’ เป็นเพียงภาพสะท้อนของเราทุกคน ตั้งคำถามกับผู้ชมด้วยว่า ผู้ชมเป็น 'ปีศาจ' หรือไม่ หากในบางท่อนของหนัง เราคนดูเชียร์คนทำผิด เราก็คือคนสีเทา

    เราทุกคนเป็นสีเทาโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเส้นแบ่งแยกปีศาจกับคนดีนั้นหนาแค่ไม่กี่อะตอม

    ครับ นี่เป็นซีรีส์ที่สร้างความหวังใหม่ให้วงการหนังไทยว่า หากกล้าก้าวออกจากกรอบคิดและกติกาเดิมๆ ที่ว่า "คนดูไม่ชอบหนังที่ต่างออกไป" เราก็สร้างหนังดีได้ไม่แพ้เกาหลี

    ข่าวดีคือนาทีนี้ระยะห่างของหนังไทยกับหนังเกาหลีลดไป 1 ปีแสง ถือว่าเป็นแสงสว่างแห่งความหวังที่ปลายอุโมงค์ของวงการหนังไทย

    จบแล้วนะ

    อ้อ! เกือบลืมไป จะถามผู้อ่านว่าบทวิจารณ์บทนี้แรงไปหรือไม่

    ไม่ต้องนอกเรื่อง ตอบแค่ใช่หรือไม่

    9/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    20-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 23
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ  คำถาม มีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเราจริงหรือ

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a3438c2cf7d27926a36ae7c 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 10
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อ 23 ปีก่อน หนังไทยเรื่องหนึ่งสร้างความสดใหม่ให้วงการหนังบู๊ทั่วโลก คือเรื่อง องค์บาก ผลงานของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว จุดเด่นคือมันเป็นทั้งหนังบู๊ และยังเป็น soft power ให้ประเทศไทย

    หนังทำเงินทั่วโลกไป 20 ล้านเหรียญ ถือว่าไม่ธรรมดา

    พล็อตคือพระพุทธรูปองค์บากประจำหมู่บ้านหนองประดู่ถูกขโมยตัดเศียรไป ชาวบ้านคนหนึ่งชื่อบุญทิ้ง อาสาออกตามหาไปจนถึงกรุงเทพฯ ต่อสู้กับวายร้ายและเจ้าพ่อมาเฟีย สู้กันทั้งเรื่องจนนำองค์บากคืนหมู่บ้านสำเร็จ

    ผ่านไปหลายปี คือ 2011 มีหนังบู๊อินโดนีเซียเรื่องหนึ่ง The Raid เรื่องคนหนุ่มชาวอินโดนีเซียบุกตึกอพาร์ทเมนต์ของนักค้ายา สู้กับคนร้ายแบบเดียวกับที่ บรูซ ลี บุกเจดีย์ใน Game of Death

    เรื่อง The Raid นี้ก็โด่งดัง ได้สร้างภาคต่อ

    หนังแนวนี้เน้นคิวบู๊ ท่าการต่อสู้ที่สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานให้หนังฮอลลีวูดอื่นๆ ที่ตามมาเป็นพรวน รวมทั้งชุด John Wick คือสู้กันทั้งเรื่อง ไม่เน้นเนื้อเรื่อง หรือไม่มีเนื้อเรื่อง

    คนดูไม่คาดหวังสาระจากหนังพวกนี้ แค่ตีตั๋วเข้าโรงหนังเหมือนตีตั๋วเข้าสนามมวย

    เวลาหนังแนวนี้เข้ามา ผมก็มักไปดู เป็นหนังคั่นรายการ

    วันนี้หนังแนวนี้อีกเรื่องหนึ่งก็ปรากฏตัวที่บ้านเราเงียบๆ - The Furious

    The Furious ก็คือ The Raid + องค์บาก

    ตัวเอกบุกเข้าไปในอาคาร + ตามหาของหาย

    เป็น องค์บาก เวอร์ชั่นตามหาลูก

    The Furious เป็นหนังหลายสัญชาติ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น นักแสดงจีน ไทย อินโดนีเซีย อเมริกัน ฯลฯ

    หนังเซ็ทฉากแบบเรื่อง Streets of Fire (1984) คือใช้ฉากสมมุติ ไม่บ่งว่าเป็นประเทศไหน ตำรวจแต่งชุดคล้ายๆ ตำรวจไทย แต่ติดตรา Police ภาษาอังกฤษ พูดอังกฤษ หลายส่วนใช้วิธีพากย์อังกฤษ จึงดูแปร่งๆ พิกล

    เคนจิ ทานิงากิ ผู้กำกับมีประสบการณ์ทำงานหนังแนวนี้มานาน เคยเป็นผู้กำกับคิวบู๊ให้หนังมากมายหลายเรื่อง ทั้งหนังฮ่องกง ญี่ปุ่น ไปจนถึงฮอลลีวูด เช่น ชุด Rurouni Kenshin

    ประมาณ พันนา ฤทธิไกร หรือ เหวียนเหอผิง ที่กำกับคิวบู๊จนเลื่อนฐานะเป็นผู้กำกับหนัง

    หนังดูได้เพลินๆ ถ้าวางตรรกะและความคาดหวังทั้งหลายหน้าประตูโรงหนัง บทบู๊ดีในระดับหนึ่ง แต่หลายฉากสู้กันนานมากจนกลายเป็นหนังการ์ตูน คือไม่มีใครตายสักที

    เหมือนจ้างนักบู๊มาแล้ว ใช้ให้คุ้มค่าแรงขั้นต่ำ

    หนังรุนแรงมาก เลือดสาดทั้งเรื่อง ไม่เหมาะกับทุกคน

    ผมแปลกใจที่นักวิจารณ์ต่างประเทศให้คะแนนเรื่องนี้สูงมาก Rotten Tomatoes 98% IMDb 7.9/10

    ในความเห็นและรสนิยมส่วนตัว บอกตรงๆ ถ้าให้คะแนนสาระของหนัง ให้ 2/10 ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

    แต่ถ้าให้คะแนนหนังบู๊อย่างเดียว ก็คงประมาณ 9/10

    เชื่อว่าไม่มีใครไปดูเรื่องนี้ โดยคาดหวังว่าจะมีเนื้อเรื่องลุ่มลึกสะท้อนสังคมหรือเป็นปรัชญาชีวิต ดังนั้นคะแนนสูงน่าจะมาจากส่วนที่เป็นหนังบู๊

    เทียบกับ องค์บาก แล้ว องค์บาก สนุกกว่าและมีเอกลักษณ์กว่า

    สรุปคือเป็นหนังไร้สาระที่พอดูคลายเครียดก็ได้ ยังไงๆ ก็ดีกว่าดู cage fight ณ สนามมวยทำเนียบขาว จัดโดยโปรโมเตอร์ทรัมป์

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    19-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 23
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตัวละคร ‘ก๋ง’ ในนวนิยายเรื่อง อยู่กับก๋ง ของ หยก บูรพา สอนเด็กว่า จงอย่าอายที่เกิดมาจน เพราะจน-รวยเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่จงอายที่เป็นคนเลว เพราะดี-เลวเป็นสิ่งที่เราเลือกได้

    คนไม่น้อยในโลกวางปุ่มอาย-ไม่อายสลับที่กัน

    ไม่อายในเรื่องที่ควรอาย อายในเรื่องที่ไม่ต้องอาย!

    อายที่ต้องทำงานซึ่งไม่มีใครอยากทำ อายที่เกิดมายากจน อายที่ไม่มีรถขับ แต่ไม่อายที่จะรับสินบน ไม่อายที่จะคอร์รัปชั่น ไม่อายที่จะเอาเปรียบคนด้อยโอกาส ไม่อายที่จอดรถริมถนนซื้อเงาะลำไยทุเรียนริมทาง โดยไม่สนใจว่ารถจะติดหรือชาวบ้านจะเดือดร้อนแค่ไหน

    บางที เรื่องสำคัญที่สุดในยุคจริยธรรมดิ่งเหวคือการสอนให้เด็กรู้จักอายเป็น

    คุณสมบัติในการอายเป็นคือเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกว่า หิริ คือความละอายใจ ความละอายต่อบาป

    คำว่า บาป ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความชั่วประเภทฆ่าคนตาย หรือโกหก กินเหล้าจนเสียคนเท่านั้น อะไรที่ทำให้ชีวิตอื่นเดือดร้อนก็เข้าข่ายบาปทั้งนั้น

    หิริ เมื่อใช้คู่กับ โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป สังคมก็สงบสันติ คนมีความสุข

    โลกแห่งสันติสุขเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เกิดขึ้นได้เดี๋ยวนี้เลย

    สันติสุขเกิดขึ้นเมื่อคนยอมมองจิตใจคนอื่นก่อนตัวเองบ้าง ง่าย ๆ เช่นนั้นเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    19-6-26

    ท่อนหนึ่งจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
    36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 33
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ผู้อ่านถามว่ามีเรื่องสั้นเรื่องใดที่ผมเขียนไว้นานแล้ว อยากจะกลับไปแก้ไข

    ในชีวิตการเขียนหนังสือมาสามสิบกว่าปี ผลิตงานออกมาหลายสิบเล่ม ย่อมต้องมีหลายเรื่องหลายเล่มที่อยากแก้ไข

    บางเรื่องตอนเขียนตอนตีพิมพ์คิดว่าดีแล้ว (“คิดได้ไง!”) ผ่านไปหลายปี มองเห็นว่ามันสามารถปรับปรุงให้ดีกว่านั้นได้อีก

    นักเขียนจีนกิมย้งเขียนนิยายได้สิบห้าเรื่อง ก็ยุติบทบาท ใช้เวลาที่เหลือปรับปรุงงานทั้งหมด

    นักเขียนไทยรายได้ต่ำต้อย จะอยู่รอดต้องทำงานต่อเนื่อง โอกาสหยุดงานไปปรับปรุงงานเก่าทั้งหมดค่อนข้างยาก

    ผมทำงานแบบศิลปินพาณิชย์ มีระบบ มีเส้นตาย มีกำหนดส่งงาน เมื่อถึงเวลาส่งงานก็ต้องส่ง ดังนั้นแต่ละเรื่องจึงอาจทำได้ดีที่สุดภายใต้กรอบของข้อแม้ทางเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์

    จึงไม่เคยบอกว่างานชิ้นนี้ชิ้นนั้นเป็น masterpiece พูดแล้วอายเขาเปล่า ๆ

    ผมผลิตหนังสือปีละสี่เล่มต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว ด้วยปริมาณงานขนาดนี้ ก็ย่อมมีงานดีมากและดีน้อยปนกันเป็นธรรมดา

    ตราบใดที่ยังอยู่ในมาตรฐาน ISO (I See Okay) ก็ปลอดภัย

    ถามว่าถ้าให้เวลามากกว่านี้ จะทำงานได้ดีกว่านี้หรือไม่?

    คำตอบคืออาจจะไม่

    ผมฝึกมาแบบทำงานภายใต้ความกดดันของเวลา สมองทำงานดีที่สุดเมื่อให้เวลาน้อย ให้เวลามาก ๆ กลับคิดไม่ค่อยออก

    ไม่ได้พูดเล่น เป็นอย่างนี้จริง ๆ

    สมัยทำงานโฆษณา งานที่ให้เวลาคิดนาน ๆ มักออกมาธรรมดา งานที่ให้เวลาน้อยมาก เช่น บรี๊ฟเช้าขายบ่าย มักผ่านฉลุย

    แต่ยอมรับว่างานบางชนิดก็เหมือนสุราเนื้อดี ต้องให้เวลาบ่ม

    สังเกตไหมว่าผมผลิตงานวรรณกรรมซีเรียสค่อนข้างน้อย (สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เส้นสมมุติ) หลายปีผลิตสักเล่ม เพราะงานแบบนี้ต้องใช้เวลา

    นี่ก็ไม่เกี่ยวกับว่าทำงานเร็วทำให้งานไม่ได้ แค่บอกว่างานบางชนิดต้องขบคิดจนตกผลึกจึงเขียนได้

    เอาละกลับมาที่คำถามว่ามีงานชิ้นไหนอยากแก้บ้าง

    มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน หากให้เขียนใหม่ใน พ.ศ. นี้ ผมคงใส่รายละเอียดตัวละครมากกว่านี้ใส่อารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น และอาจเพ่ิมอีกหลายบท เช่น กบฏนายสิบ เมษาฮาวาย ฯลฯ

    ปีกแดง อาจต้องเติมน้ำเข้าไปอีกนิด เพราะตอนนี้มันอัดแน่นมาก

    บางเรื่องก็อยากแก้ แต่คิดไปคิดมา ทิ้งตำหนิไว้เป็นหลักฐานดีกว่า แสดงให้เห็นพัฒนาการของนักเขียนคนหนึ่ง

    แล้วมีเรื่องไหนที่คิดว่าลงตัว ไม่ต้องแก้ไขอีกแล้วบ้าง?

    ก็มีหลายเรื่องเช่นกัน เช่น โลกีย-นิพพาน เช็งเม้ง รักกันหนึ่งร้อยปี สะพาน บ้านสีเหลือง เป็นต้น เพ่ิมหรือลดไม่ได้แล้ว คงไม่สามารถแก้ไขได้อีก

    ใครไม่เชื่อก็ต้องซื้อไปพิสูจน์ดู! 

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 21