-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
(หมายเหตุ บทความนี้อยู่ในหนังสือ เดินไปให้สุดฝัน ไม่ได้อยู่ในเล่ม ชีวิตที่ดี แต่กำลังพิจารณาว่าในอนาคตอาจรวมเรื่องนี้เข้าไปในเล่ม ชีวิตที่ดี เพื่อให้เป็นหนังสืองานศพที่สมบูรณ์ ที่นำมาให้อ่านนี้เป็นฉบับย่อความ เพราะต้นฉบับยาวมาก)
ผมนั่งรอในห้องนั้นนานแล้ว ห้องสี่เหลี่ยมสีขาว โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว ด้านหนึ่งเป็นชั้นหนังสือ แสงไฟจากหลอดไฟสีขาวยิ่งทำให้ห้องนั้นสว่างโพลนกว่าเดิม ผมไม่อยากเชื่อว่าห้องทำงานของนักวาดการ์ตูนยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเมืองไทยจะเรียบง่ายเช่นนี้
ในที่สุดเจ้าของห้องก็ก้าวเข้ามา ผมยกมือไหว้เขา ศิลปินร่างใหญ่ในวัยปลายสามสิบถาม "มีงานอะไรมาเสนอหรือน้อง?"
"ผมมีต้นฉบับนิยายภาพครับ"
"ไหนขอดูหน่อยซิ"
ผมยื่นแฟ้มกระดาษสีฟ้าอ่อนให้เขา เขาเปิดกระดาษฟูลสแก็ปที่ห่อหุ้มต้นฉบับออกมา ภายในนั้นเป็นปึกกระดาษอาร์ตมันขนาดใหญ่กว่า เอ 4 เล็กน้อย ภาพบนกระดาษแผ่นแรกเป็นรูปเรือดำน้ำ มนุษย์กบถือฉมวกว่ายฝ่าฝูงปลา
เขามองชื่อเรื่อง เอ่ยขึ้นเบา ๆ "ราชการลับใต้สมุทร อืม! นี่มันเรื่องอะไร..."
"นิยายวิทยาศาสตร์ครับ"
เขาพลิกดูงานทีละหน้าจนจบ ไม่ได้วิจารณ์งานสักคำ เพียงแต่เอ่ยว่า "นิตยสารของเราไม่รับงานแบบนี้..."
ผมรู้สึกผิดหวัง แต่ฝืนยิ้ม
เขามองหน้าผม "ลองไปที่สำนักพิมพ์..."
เขาเอ่ยชื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง "...ที่นั่นกำลังออกแม็กกาซีนการ์ตูนใหม่ ได้ยินว่าต้องการต้นฉบับ"
ผมเอ่ยคำขอบคุณเขาและจากที่นั่นมา
.........................
สำนักพิมพ์แห่งที่สองที่ผมไปเยือนใช้เวลาสั้นมากในการพิจารณาอนาคตของ ราชการลับใต้สมุทร จะบอกว่าไม่ได้ดูงานเลยก็ได้ พวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลประกอบ
บางทีนิยายภาพเรื่องนี้อาจจะแย่จริง ๆ ก็ได้
ผมนั่งพลิกต้นฉบับในมือทีละหน้า ไม่รู้ว่าเรื่องมันเลวร้ายตรงจุดไหน หรือทั้งหมด?
ราชการลับใต้สมุทร เป็นการผจญภัยของกัปตันชาคร ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการลับที่ทะเลลึกในอ่าวไทย เมื่อสองวันก่อนเฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจประสบอุบัติเหตุตกกลางอ่าวไทยระหว่างการขนถ่ายวัตถุลึกลับชิ้นหนึ่ง
กัปตันชาครได้รับแจ้งเพียงว่าวัตถุนั้นเรียกเป็นรหัสว่า C-17 เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ไทยคนหนึ่ง โดยการสังเคราะห์แร่โคบอลต์ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางนิวเคลียร์ C-17 ไม่ได้ถูกทำลายไปเพราะนักบินทิ้งมันลงน้ำก่อนเฮลิคอปเตอร์ระเบิด
กัปตันหนุ่มเดินทางด้วยเรือดำน้ำไปกู้วัตถุดังกล่าว เขาดำดิ่งลงไปในความเยือกเย็นของน้ำ ชาครไม่ได้พบสิ่งที่กำลังตามหา หากเจอเรือดำน้ำลึกลับลำหนึ่ง
เขาถูกจับและต่อสู้กับเหล่าร้ายต่างชาติที่มีแผนการร้ายต่อชาติไทย มีการไล่ล่ากันในน้ำอย่างดุเดือด ในท้ายเรื่องเขาก็ทำลายศัตรูต่างชาติสำเร็จ
ผ่านไปสามสิบปี ผมอ่าน ราชการลับใต้สมุทร อีกครั้ง พบว่าพล็อตเรื่องหลวมมากและเต็มไปด้วยความบังเอิญ แต่สำหรับคนที่เพิ่งหัดแต่งนิยายในวัยไม่ถึงยี่สิบ ผมเชื่อมั่นว่ามันเป็นสุดยอดของความตื่นเต้น ประเภท 'โอ! พี่คิดได้ไง'
ไม่เข้าใจว่าทำมั้ย-ทำไมพวกเขาไม่ยอมตีพิมพ์ 'งานดี ๆ' แบบนี้!
.........................
ผมนั่งบนเก้าอี้เก่าในซอกมืดของตึกแถวเล็ก ๆ มือกุมแฟ้มกระดาษวางบนหัวเข่า โต๊ะทำงานหลายตัววางเต็มพื้นที่ มองไปรอบตัวเห็นกองหนังสือระเกะระกะ ล้วนเป็นนิยายภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วมัดเป็นกอง ๆ คนงานสองสามคนเดินผ่านไปมา เสียงแท่นพิมพ์กำลังครางขณะที่สายพานเคลื่อนกระดาษเปล่าเข้าไปด้านหนึ่ง และอัดหมึกดำส่งออกมาอีกด้านหนึ่ง
เป็นการแบกต้นฉบับมาเร่ขายเป็นครั้งที่สาม
หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาบอกผม "ผู้จัดการให้พบแล้วค่ะ"
ผู้จัดการเป็นคนหนุ่มวัยราวสามสิบ ท่าทางเหมือนคนที่ยุ่งทั้งปีทั้งชาติ
เขาถามสั้น ๆ ว่า "มีอะไรหรือ?"
"ผมมีนิยายภาพมาเสนอครับ"
เขาพลิกต้นฉบับดูสองสามแผ่น "นี่มันเรื่องอะไร?"
"นิยายวิทยาศาสตร์ครับ"
ท่าทางเขาเหมือนปลาดุกถูกไม้ทุบหัว "อะไรนะ? นิยายวิทยาศาสตร์?"
ผมเรียนรู้ในนาทีนั้นว่า คำว่า 'นิยายวิทยาศาสตร์' เป็นคำต้องห้าม
"เอ้อ! เป็นเรื่องการผจญภัยใต้สมุทรเกี่ยวกับการค้นพบระเบิด..."
เขาส่ายหน้า ถอนหายใจ "น้องไม่มีเรื่องผีหรือ?"
"ไม่มีครับ"
เขาวางต้นฉบับลง "เรื่องแบบนี้ขายไม่ได้"
ผมเงียบ เขาคงสังเกตเห็นสีหน้าท้อแท้ของผมออก
"นี่น้องกลับบ้านไปเขียนเรื่องผีมา"
"เรื่องผี?"
"ผีตาโบ๋ ผีหลอก ผีตายทั้งกลม ผีอะไรก็ได้ ตลาดต้องการเรื่องผี..."
เขาคงไม่รู้ว่าผมเป็นคนกลัวผี
ผมมองแท่นพิมพ์ที่กำลังทำงาน คนงานดึงกระดาษเปื้อนหมึกที่พิมพ์เสียขยำทิ้งที่มุมหนึ่ง จะว่าไปแล้ว ต้นฉบับนิยายภาพในมือของผมก็ไม่ต่างอะไรจากกระดาษเปื้อนหมึกเบื้องหน้า
ผมเก็บต้นฉบับใส่แฟ้ม และกลับบ้านอย่างเงื่องหงอย
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินประโยคอมตะว่า "เรื่องแบบนี้ขายไม่ได้"
ผมแทบหมดกำลังใจเมื่อนึกถึงนิยายภาพวิทยาศาสตร์เรื่องอื่นที่ผมเขียนในช่วงเวลาเดียวกับเรื่องนี้ ไม่มีเรื่องใดเข้าข่ายเรื่องผีเลย
ในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเกม ผมมีอยู่สองทางเลือกคือ เลิกคิดเขียนนิยายภาพเสีย หรือเขียนอย่างที่ตลาดต้องการ
ผมไม่อยากเดินทั้งสองทาง
.........................
อีกครั้งผมนั่งบนเก้าอี้เก่าตัวเดิมในซอกมืดเดิม มือกุมแฟ้มกระดาษวางบนหัวเข่า มองไปรอบตัว หนังสือนิยายภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วกองระเกะระกะ
หลายเดือนที่ผ่านมา ผมคิดถึงเรื่องที่จะเดินหน้าต่อไปหรือล้มเลิกความคิดเขียนนิยายภาพเสีย แต่ในที่สุด ความอยากสร้างสรรค์งานก็มีมากกว่า
ผมใช้เวลานานในการคิดหาโครงเรื่องเกี่ยวกับผี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมสนใจมาก่อน
ผมนั่งรอนานจนแทบหมดความอดทน ในที่สุดพนักงานคนหนึ่งก็มาแจ้งว่า "ผู้จัดการให้พบแล้วค่ะ"
มองไปที่กองหนังสือมุมห้อง ปกนิยายภาพเหล่านั้นเป็นรูปผีตาโบ๋ ผีหลอก ผีตายทั้งกลม...
"ผมเอาต้นฉบับมาเสนอครับ"
"เรื่องผี?"
"ใช่ครับ เรื่องผี"
เขาหยิบไปพลิกอ่านไม่นาน "อืม! หมู่บ้านผีสิง..."
"เรื่องของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ทุกคนเป็นผีหมด..."
"โอเค ใช้ได้ เอาเท่าไหร่?"
ผมไม่เคยนึกว่า ถึงบทจะซื้อก็ซื้อกันอย่างง่าย ๆ อย่างนี้
"ไม่ทราบครับ"
"เอาไปสี่ร้อยแล้วกัน"
"ครับ"
"แล้วเขียนเรื่องผีมาส่งอีกนะ"
"ครับ"
.........................
ผมเดินผ่านแผงขายการ์ตูนทุกวัน จนวันหนึ่ง หมู่บ้านผีสิง ก็ปรากฏในสายตา ราคาเล่มละหนึ่งบาท ผมซื้อหนึ่งเล่ม
หักค่าหนังสือหนึ่งบาทเหลือ 399 บาท เป็นค่าเรื่องครั้งแรกในชีวิต
ค่าเรื่องไม่มาก แต่ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เรียนรู้
นิยายภาพเรื่องที่สอง สาม สี่ ห้าที่ตามมาติด ๆ ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์...
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลิกก้าวต่อไปในทิศทางนั้น ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ที่แน่ ๆ คือไม่ใช่เพราะค่าเรื่องน้อยแน่นอน
ผ่านมาห้าสิบกว่าปีถึงวันนี้ ผมไม่เสียใจที่ ราชการลับใต้สมุทร ไม่ได้รับการตีพิมพ์ ตรงกันข้ามกลับดีใจที่มันเปิดตาผมออกกว้างตั้งแต่เวลานั้น
แม้งานนิยายภาพเรื่องแรกที่ผมเขียนนั้นไม่ได้มีคุณค่าทั้งทางศิลปะและการตลาด แต่ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกท้อแท้ของศิลปินในยามที่ถูกปฏิเสธงาน ไม่ว่าเป็นศิลปินระดับไร้ชื่อทั้งเวลาอยู่และตาย หรือระดับไร้ชื่อตอนยังอยู่และมีชื่อเสียงหลังตายเช่น วินเซนต์ แวน โก๊ะห์
พวกเขาเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ไม่เลือกเดินทางสายที่ปูลาดด้วยใบสั่งซื้อ
เมื่องานของพวกเขาถูกปฏิเสธ พวกเขาก็ลุกขึ้นมาเงียบ ๆ และทำงานที่ตนเองเชื่อต่อไป
และผมดีใจที่ผมหลุดออกมาจาก 'หมู่บ้านผีสิง' ได้
วินทร์ เลียววาริณ
25-6-260- แชร์
- 23
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เช้าตรู่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1917 กลางความหนาวเหน็บของปลายฤดูหนาวที่แคนซัส สหรัฐฯ เด็กสี่คนสกุลคันนิงแฮมไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่ คนพี่ชื่อ ฟลอยด์ อายุสิบสาม ลีธาอายุเกือบสิบสอง เรย์มอนด์สิบขวบ และคนน้องชื่อ เกลน อายุเจ็ดขวบครึ่ง ตามหลักปฏิบัติ ใครที่ไปถึงโรงเรียนก่อนมีหน้าที่จุดไฟในเตาผิงเพื่อให้ห้องเรียนอุ่นก่อนที่ครูและเพื่อน ๆ จะมาถึง
พี่น้องทั้งสี่เกิดที่แอตแลนตาในครอบครัวชาวไร่ เกลนชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ขณะที่เด็กชายทั้งสามเข้าไปในห้อง ลีธานั่งชิงช้าอยู่ข้างนอก
โรงเรียนใช้เตาผิงถ่านหินแบบเก่า การจุดเตาต้องราดด้วยน้ำมันก๊าด แต่ก่อนถึงเช้าวันนั้นใครบางคนเข้าใจผิด เติมน้ำมันแกสโซลีนเข้าไปในถังขนาดห้าแกลลอนบรรจุน้ำมันก๊าด แกสโซลีนนั้นใช้สำหรับจุดตะเกียงสำหรับใช้ในการประชุมตอนค่ำ และคนที่จะถือส่องทาง
ฟลอยด์ราดแกสโซลีนบนถ่านที่ยังคุอยู่ พลันเกิดเสียงระเบิด ไฟลุกท่วมบริเวณนั้น ลามมาติดชุดกันหนาวของเด็กทั้งสอง ฟลอยด์ถูกไฟลวกหน้าอกและหน้าท้อง เกลนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังถูกไฟลวกร่างกายท่อนล่าง ส่วนเรย์มอนด์ไม่ถูกไฟ เขาวิ่งไปเปิดประตู
เด็กชายที่เสื้อผ้าติดไฟทั้งสองวิ่งถลันออกมา ฟลอยด์ตะโกนบอกน้องให้เอาทรายมาดับไฟ น้องทั้งสองก็รีบตักทรายใส่ร่างเด็กชายทั้งสอง ไฟดับในที่สุดแต่ทรายก็ปนเข้าไปในบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้อาคารเรียน
หมอที่อยู่ไกลออกไปยี่สิบห้าไมล์มาดูอาการเด็กชายทั้งสองที่บ้าน ฉีกผ้าปูเตียงเป็นผ้าพันแผล ชุบด้วยน้ำมันลินซีดและไข่
ฟลอยด์มีอาการสาหัส เขาช็อก ไฟลวกหน้าท้องถึงไตทั้งสองข้าง ส่วนอาการของเกลนก็สาหัสเช่นกัน ไฟลวกขาทั้งสองข้าง พวกเขาไม่แน่ใจว่าเด็กทั้งสองจะรอดหรือไม่
เกลนนอนซมบนเตียง ขยับตัวอย่างลำบาก ขาทั้งสองไร้ความรู้สึก มันเป็นความทรมานทางกายอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นความทรมานที่สุด เพราะผ้าติดแนบกับหนัง ทุกครั้งที่หมอถอดผ้าพันแผลออก ก็มีเนื้อหลุดออกมา น้ำเหลืองนองเตียง
การเปลี่ยนผ้าพันแผลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งเกลนจับเตียงแน่นด้วยความเจ็บปวด และลีธาช่วยจับตัวเขาไม่ให้ดิ้นเมื่อหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล เขาได้ยินเสียงฟลอยด์เอ่ยมาบอกให้เขาอดทน เมื่อรักษาตัวหายแล้วจะไปเล่นด้วยกัน
ฟลอยด์อดทนถึงวันที่เก้า ก็สิ้นใจ
เกลนสูญเสียกล้ามเนื้อที่หัวเข่าและที่นิ้วเท้าขาซ้ายทั้งหมด สภาพบาดเจ็บของเขาเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากติดเชื้อไม่เพียงเขาต้องเสียขา แต่จะเสียชีวิตด้วย
เขาไม่ถูกตัดขา แต่มันอยู่ในสภาพบาดเจ็บอย่างหนัก ใช้การไม่ได้ หมอบอกว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จะไม่มีวันเดินได้อีก มิพักเอ่ยถึงการวิ่งที่เขาชอบ
เด็กชายคิดในใจ เขาจะไม่มีวันเดินและวิ่งได้อีก ความฝันทั้งปวงของเขาสูญสลายไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย
อาการของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขาทั้งสองยังไม่มีความรู้สึก
ผ่านไปหกเดือน บาดแผลหายแล้ว ขาทั้งสองมีรอยแผลเป็นถึงกระดูก รอยแผลเป็นของขาข้างหนึ่งสูงถึงสะโพก เขาพยายามยืน แต่ไม่สำเร็จ ขาของเขายังไม่มีความรู้สึก
ภาพความสนุกของการวิ่งเล่นกลางทุ่ง และชีวิตกลางแจ้งที่เขารักผุดขึ้นมา เขาตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมกลายเป็นคนพิการไปจนตลอดชีวิต เขาเชื่อว่าหากเขานวดขาของเขาไม่หยุด มันอาจจะดีขึ้นก็ได้
แล้วเขาก็นวดขาของเขาทุกวัน เบื้องแรกมันไม่มีความรู้สึก แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าขาของเขาเริ่มตอบสนองต่อสัมผัส ขาของเขายังไม่ตาย!
ในที่สุดเขาก็สามารถยืนได้อย่างลำบากยากเย็น ขาทั้งสองรองรับนำหนักตัวได้ ในระดับหนึ่ง เขาไม่ละความพยายาม เขาตั้งใจว่าต้องเดินให้ได้
เขาค่อย ๆ เดินโดยใช้เก้าอี้ช่วย การเดินยังเอียงไปเอียงมา แต่เขายังเดินต่อไป เขาพูดกับตัวเองว่าเขาต้องไม่เป็นคนพิการ ทุกวันเขานวดขาทั้งสอง โดยเฉพาะขาข้างซ้ายที่อ่อนแอกว่า
ผ่านไปปีเศษ เขาได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก
วันหนึ่งเมื่ออากาศดี แม่เข็นเขาออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน เขาลงจากรถเข็นยืนบนพื้น มุ่งมั่นจะเดิน แต่ทำได้เพียงลากตัวเองไปบนพื้นหญ้า ขาของเขาไม่ยอมเดิน
เด็กน้อยลากตัวเองไปถึงรั้วสีขาว เขาใช้มือจับรั้ว พยายามยกตัวเองขึ้นยืนอย่างยากเย็น แล้วก้าวออกไปอย่างยากลำบาก เขาทำเช่นนี้ทุกวัน จนรอบรั้วปรากฏทางเดินที่เขาสร้างขึ้น
แล้ววันหนึ่ง กลางทุ่งชนบทแห่งแคนซัส เด็กชายผู้ไม่ยอมแพ้ก็เดินได้สำเร็จ
..................................
เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับแทบทุกคน บางคนประสบเรื่องร้ายแรงกว่าคนอื่น บางเรื่องทำให้พวกเขาล้มลงไปตลอดชีวิต
ทว่าโลกมีตัวอย่างบุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งของชะตาชีวิตเสมอ พวกเขาเชื่อว่าหากมีความมุ่งมั่นพอ ฝึกฝนนานพอ เรื่องร้ายแรงที่สุดก็อาจลดความร้ายลงไปได้
พราะคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้ โลกเราจึงเต็มไปด้วยคนที่ร่างกายครบสามสิบสองผู้ชอบเอ่ย “เป็นไปไม่ได้” ก่อนที่จะลองทำ
เด็กชายผู้ซึ่งขาทั้งสองมีโอกาสพิการไปตลอดชีวิตสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะเชื่อเช่นนั้น แล้วเปลี่ยน 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
เมื่อใจมุ่งมั่นแน่วแน่ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ก็ไปไกลกว่าสองเท้าที่ก้าวเดินของเขา
พลังใจขนาดนี้มาจากไหน? คนใกล้ชิดของเกลนบอกว่า เขารักการวิ่งเล่นกลางแจ้งมากจนเขาใช้มันเป็นความฝันของเขาที่เขาจะมุ่งมั่นไปให้ถึง
มันเป็นไฟของเขา ไฟของความฝัน ไฟของชีวิต
หากเด็กน้อยสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาได้ขนาดนี้ เราทุกคนก็น่าจะทำเรื่องที่ยากน้อยกว่านี้ได้
ยากน้อยกว่านี้?
ใช่ ยากน้อยกว่านี้หลายเท่า!
สามปีต่อมา เกลนอายุสิบเอ็ดกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนหนึ่งไมล์ เขากลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน จึงเดินไปกลับสี่รอบ สี่ไมล์ต่อวัน
วันหนึ่งเขาจับหางลาและเริ่มวิ่งตามลา ขาทั้งสองเหมือนมีเข็มแทง แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเขาก็เริ่มวิ่ง เขาวิ่งไปทั่วท้องทุ่ง ทั่วเมือง วิ่งไปยังทุกหนทุกแห่ง เพราะสองขาที่ได้คืนมาเป็นของขวัญพิเศษ ภาพเด็กชายผู้รอดชีวิตจากเพลิงไหม้โดยขาทั้งสองเกือบถูกตัดวิ่งไปทั่วเมืองทำให้ชาวบ้านมองเขาด้วยความไม่เชื่อตา
แล้วเขาก็ไปวิ่งแข่ง...
เมื่อเขาคว้าชัยชนะการวิ่งแข่งครั้งแรกนั้น ฝูงชนลุกขึ้นปรบมือให้แก่กำลังใจของเด็กหนุ่มผู้หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมแพ้
หัวใจที่สู้ไม่ถอยทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกให้เป็นไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์
แล้วเขาก็ไปยังสนามวิ่งแข่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก - โอลิมปิก
เมื่อเขาคว้าชัยชนะจากสนามโอลิมปิก โลกก็ได้รับบทเรียนบทหนึ่งว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ไปได้ไกลเพียงไร
วินทร์ เลียววาริณ
25-6-26........................
ย่อความจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ในชีวิตนี้ผมดูหนังมาก แต่ดูหนังผีน้อย
ที่แปลกคือสมัยก่อนผมดูหนังผีได้สบายๆ ผีดุแค่ไหนก็ไม่หวั่น
ตอนนี้ดูไม่ค่อยไหว
หลายเรื่องเป็นหนังผีที่ดูมานานแล้ว แต่ยังจดจำได้ เช่น
The Mephisto Waltz (1971) เรื่องวิญญาณย้ายร่าง
The Omen (1976) ยังจำฉากแผ่นกระจกตัดหัวคนได้
The Sixth Sense (1999) เรื่องนี้ดี ชอบมาก
The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตก่อเรื่องร้าย เรื่องนี้ดีตรงที่จับประเด็นสังคม จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ
ผมใช้แนวคิดแบบนี้ตอนเขียนเรื่องผีสองเล่ม คือ ประเทศผีสิง และ อุโมงค์
นั่นคือเรื่องผีที่มีสาระทางความคิด สะท้อนสังคม หรือปรัชญา
โจทย์แบบนี้ยาก แต่ค่อยท้าทายสมองหน่อย
ใช่ กลัวผี แต่ก็เขียนเรื่องผี
พรุ่งนี้จะเล่าที่มาของการเขียนงานตระกูลนี้
และถือโอกาสป้ายยาขายของไปด้วย
ดูหนังถี่แบบนี้ ต้องหารายได้เป็นค่าดูหนังหน่อย
วินทร์ เลียววาริณ
24-6-261- แชร์
- 25
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
Obsession เป็นหนังทุนต่ำ ค่าถ่ายทำไม่ถึงหนึ่งล้านเหรียญ แต่กวาดเงินไป 300 กว่าล้านในเวลาสั้นๆ มากกว่าสองเท่าของ Disclosure Day ที่ลงทุนร้อยกว่าล้าน
ปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นผลมาจากปากต่อปากและกระแสไวรัล
ผมไปดูหนังเรื่องด้วยเหตุผลเดียวคืออยากรู้ว่า มันมีคอนเส็ปต์ใหม่ที่น่าสนใจอะไร ทำไมคนทั้งโลกจึงพูดถึง ทำไมคะแนนในทุกโพยสูงลิบแตะ 10/10
ในความเห็นส่วนตัว นี่เป็นหนัง overhyped (กระแสดีเกินความเป็นจริง) หนังมีแง่มุมอะไรให้คิดก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นใหม่สดหรือเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด
มาตรฐานหนังสยองขวัญที่ดีในความเห็นของผม ถ้าไม่มีคอนเส็ปต์ใหม่สด ก็ต้องให้สาระทางความคิด เช่น Get Out หรือ Sinner ที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมมากกว่า หรือที่เก่ากว่านั้นคือ The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตฆ่าคน นัยว่าเพื่อประโยชน์ต่อชาวโลก จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ
Obsession ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คาด ไม่ต้องหลับตา ไม่ได้กระโดดกอดหญิงสาวใกล้ๆ แต่บางอย่างในตัวหนังอาจฝังในจิตใต้สำนึก เพราะเมื่อคืนนี้กลางดึก เกิดอาการอึดอัดคล้ายกำลังจิตตก ภาพเลวร้ายในหนังปรากฏขึ้น ตื่นเช้าด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนโดนผีนั่งทับ จึงบอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ข้าพเจ้าจะไม่ดูหนังแนวนี้อีกแน่นอน เพราะดูแล้วไม่มีความสุขเลย (หวังว่าตัวเองจะรักษาสัญญาได้ เพราะผิดสัญญามาหลายทีแล้ว!)
ตอนแรกจึงคิดว่าจะไม่รีวิว แต่ไหนๆ ก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว รีวิวให้จบก็แล้วกัน
จะวิจารณ์หนังเรื่องนี้จำเป็นต้องเล่าเรื่อง จึงหนีไม่พ้นการมีสปอยเลอร์ หากใครคิดจะดูหนังเรื่องนี้ ก็อย่าเพิ่งอ่านต่อ
โครงเรื่องย่อๆ ของ Obsession คือชายหนุ่ม (ชื่อแบร์) ชอบหญิงสาว (ชื่อนิกกี้) ในที่ทำงานเดียวกัน แต่ไม่กล้าบอกความในใจ เขามารู้ทีหลังว่านิกกี้เห็นเขาเหมือนน้องชายมากกว่า
แบร์พึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ อธิษฐานว่าขอให้นิกกี้รักตนไปจนวันตาย และก็เป็นจริงตามนั้น นิกกี้ตามติดแบร์เหมือนเงาประจำตัว และเริ่มมีพฤติกรรมกระทำเรื่องสยองขวัญทุกวัน แบร์อยากเปลี่ยนคำอธิษฐาน แต่ทำไม่ได้
แล้วทั้งเรื่องดำเนินไปโดยเล่าว่านิกกี้ก่อเรื่องสยองขวัญอะไรบ้าง ทำให้เรื่องเหมือนจะเดินอยู่กับที่
เราค่อยๆ รับรู้ว่าคำอธิษฐานของแบร์มีราคาที่ต้องจ่าย อำนาจเหนือธรรมชาติหรือปิศาจหรืออะไรก็แล้วแต่ ครอบงำตัวตนที่แท้จริงของนิกกี้ และนิกกี้ก็ผีเข้าผีออก สลับไปมาระหว่างตัวตนจริงกับตัวตนที่ถูกอำนาจนั้นครอบงำ
หนังเล่าเรื่องในมุมมองของแบร์ คนดูจึงเห็นพฤติกรรมเลวร้ายของนิกกี้ทั้งเรื่อง แต่หากมองในมุมของนิกกี้ จะพบว่าเธอต่างหากคือเหยื่อ ในบางช่วงที่เธออยู่ในตันตนที่แท้จริง เธอขอให้แบร์ฆ่าเธอให้พ้นจากความทรมาน เธอเป็นคนที่ต้องจ่ายราคาของคำอธิษฐานของแบร์ และนี่ก็คือความสยองขวัญของชีวิต
ฮอลลีวูดใช้คอนเส็ปต์คำอธิษฐานในหนังหลายเรื่อง เช่น Big (1988) Liar Liar (1997) 13 Going on 30 (2004) เป็นต้น มันทำให้หนังเข้าไปในพื้นที่ของหนังแฟนตาซี และลดความสมจริง เรื่องนี้ก็เช่นกัน ต่างกันตรงที่ทำเป็นหนังสยองขวัญ และเราคนดูก็จะยอมหลับตาข้าหนึ่ง ยอมรับว่ามันเป็นหนัง what-if สมมุติว่าเราสามารถอธิษฐานอะไรก็ได้
Obsession เป็นงาน plot-based เล่นกับพล็อตเป็นหลัก จบโดยใช้สูตรเดียวกับหนังไซไฟเรื่อง Life (2017) ที่ตัวละครสองคนพบจุดจบสลับกัน ทั้งสองพบว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือความสยองขวัญ และหนังก็จบด้วยเสียงหวีดร้องเหมือนกัน
จุดเด่นที่สุดของ Obsession กลับอยู่ที่นักแสดงหญิง (Inde Navarrette) ทำให้อดเปรียบเทียบกับ แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่อง The Shining ของ สแตนลีย์ คูบริก ไม่ได้
The Shining เป็นหนังผี สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่องนี้แสดงได้หลอนน่ากลัวมาก จนถือเป็นมาตรฐานงานหลอน
เหตุที่โยงถึง The Shining เพราะทั้งสองเรื่องใช้นิทานเด็ก Hansel and Gretel ของ Brothers Grimm มาเสียบเหมือนกัน
The Shining ใช้ Hansel and Gretel เป็นกรอบของเรื่อง เปรียบป่าเป็นโรงแรมในเรื่อง ตัวละครหลักเปรียบเหมือนแม่มดในนิทาน ฯลฯ
ส่วนใน Obsession เรื่อง Hansel and Gretel ถูกดัดแปลงเป็นว่า Gretel (อุปมาเป็นนิกกี้) พยายามจะชวนน้องชาย (อุปมาเป็นแบร์) ขึ้นเตียง ในตัวตนจริงนิกกี้มองแบร์เป็นเพียงน้องชาย การที่อำนาจเหนือธรรมชาติครอบงำบังคับให้เธอรักลุ่มหลงแบร์ จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมสยองขวัญทั้งหลาย
โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ แม้แต่คำอธิษฐานก็มีราคาของมัน
และบ่อยครั้งคนจ่ายราคาของคำอธิษฐานมักเป็นคนอื่น
7.666/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
24-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 27
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หยาดน้ำหยดเล็กร่วงลงมาจากฟ้าแต่เช้ามืด เงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน เมฆเทาเข้มครอบฟ้าอย่างนี้แสดงว่าเทวดาคงไม่หยุดเล่นน้ำไปอีกนาน ปกติท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างนี้แสดงว่าเมืองทั้งเมืองจะเปียกปอนทั้งวันทั้งคืนเช่นที่เป็นมาหลายวันแล้ว และจะเป็นอย่างนี้อีกวันอีกคืน และคงอีกวันอีกคืน
ด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ ผมคงเดินทางไปที่จุดหมายไม่ได้ แต่มันเป็นการเดินทางที่ไม่อาจเลื่อนได้ มันเป็นหลักไมล์ที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของชีวิต
แม้แต่ก้าวแรกที่จะไปดูผลการสอบเข้าสนามความฝัน ก็ยังมีอุปสรรค!
ม.อ. หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นจุดเดียวในภาคใต้ที่นักเรียนไปดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บ้านเกิดของผมอยู่หาดใหญ่ ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดภาค ผมเลือกมาหลบมุมหาไออุ่นที่เมืองแห่งสายฝนนี้
ครั้นถึงบ่ายท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาเข้ม ผมตัดสินใจฝ่าฝนไป ผมจับรถสองแถวไปลงที่ตลาดสด แล้วโดยสารรถสองแถวอีกคันหนึ่งซึ่งรับนักศึกษาไปส่งที่ ม.อ.
แปลก! ระยะทางไม่ถึงสิบกิโลเมตรดูยาวเหลือเกิน นึกถึงผลสอบที่จะรู้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ใจก็อดเต้นแรงไม่ได้ ตลอดปีที่ผ่านมาผมเตรียมตัวสอบอย่างหนัก ตั้งเป้าว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เดิมพันคือหากสอบไม่ได้ พ่อแม่พี่ก็ต้องลำบากกว่าเดิม มีโอกาสสูงที่ผมต้องเลิกเรียน ไปค้าขาย
ผมเลือกคณะวิชาทั้งทางสายวิทย์และศิลป์ เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ถูกประทับตรา ฉ. ผมสอบสิบสามวิชาขณะที่ผู้สมัครทั่วไปสอบเพียง 4-5 วิชาเท่านั้น การสอบจำนวนวิชาเท่านี้ตัดกำลังการเตรียมสอบมาก และเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนแนะนำให้เลี่ยง
ผมไม่คาดหวังว่าจะต้องสอบเข้าทางเลือกหมายเลข 1 ได้ ขอเพียงเข้ามหาวิทยาลัยรัฐสักแห่งได้ก็ดีพอแล้วสำหรับนักเรียนจากต่างจังหวัดครอบครัวฐานะไม่ดี และไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนสูง...
รถสองแถวจอดหน้า ม.อ. ผมเดินฝ่าฝนเข้าไปในโถง มองแวบเดียวก็รู้ว่าจุดหมายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าวข้างหน้านี่เอง เห็นหลายคนเดินไปเดินมาระหว่างบอร์ดไม้ราวสิบบอร์ด จุดตัดสินอนาคตของนักเรียนทั้งประเทศพิมพ์บนกระดาษฟูลสแก็ป เรียงเป็นปึก ติดตรึงบนบอร์ดไม้
มือสั่นเล็กน้อยขณะยืนหน้าบอร์ด ฉ. กวาดนิ้วไล่ดูเลขสอบเพียงไม่กี่นิ้วลงมาก็พบชื่อตัวเองและอักษร จ.ฬ. 11 ผมงงไปวูบใหญ่ จ.ฬ. คือรหัสจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแน่นอน ไม่น่าเป็นไปได้! มันคือทางเลือกหมายเลข 1 ของผม
ผมฝ่าฝนกลับบ้านไปบอกพ่อแม่ และฝังความทรงจำวันฝนตกแห่งปี พ.ศ. 2518 ไว้ในห้วงลึกของหัวใจ
ทางไปสู่ความฝันมีเมฆฝนปกคลุมเสมอ แต่หากไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า เมฆและฝนก็ทำอะไรเราไม่ได้
อีกครั้งผมมองดูท้องฟ้าที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
ไม่รู้อนาคตเป็นอย่างไร แต่ก็จะเดินไปให้สุดฝัน
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
24-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG
สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1- แชร์
- 21
