• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ในรอบสิบกว่าปีนี้ ผู้กำกับหนังซีรีส์ที่อยู่ในระดับ top 5 ย่อมต้องมีชื่อ Vince Gilligan

    คนสร้าง Breaking Bad (10/10) และ Better Call Saul (10/10)

    ในโลกของหนังแฟรนไชส์และรีเมก เราหาหนังแบบ big idea ยากขึ้นเรื่อยๆ วงการเต็มไปด้วยนักสร้างพันธุ์ lazy writers ไอเดียเซมเซม บทเซมเซม

    หนังที่กิลลิแกนต้นคิดและมีทีมงานมือหนึ่งร่วมเขียนนั้น ไม่เพียงมี big idea แต่วิธีการเล่าเรื่องยังฉีกจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเก่า เข้าสู่พื้นที่หนังอาร์ต เห็นได้ชัดในงานซีซั่นสุดท้ายของ Better Call Saul ที่เขาทำงานร่วมกับ Peter Gould

    บ่อยครั้งหนังเปิดเรื่องอาจดูเผินๆ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่อง แต่เมื่อจบ กลับผูกกันอย่างงดงาม เช่น Better Call Saul ตอน Rock and Hard Place ที่เปิดฉากด้วยดอกไม้สีน้ำเงินกลางสายฝน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าโดยตรง แต่เมื่อดูรวมกัน กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีความเป็นหนังอาร์ตที่ลงตัว ทั้งทริลเลอร์และ emotion ด้วยสไตล์ minimalism

    หลังจากจบ Better Call Saul แล้ว กิลลิแกนก็เริ่มโครงการใหม่คือ Pluribus

    ชื่อเรื่อง Pluribus มาจากวลีละติน "e pluribus unum" แปลว่า "หนึ่งในหลาย" (out of many, one.)

    Pluribus เป็นหนัง big idea เป็นความสดใหม่ของหนังไซไฟ ไอเดียมีกลิ่นของ Contact แต่ไม่ใช่ Pluribus จับประเด็นใหม่ นั่นคือการตั้งคำถามว่าโลกวุ่นวายของเรานี้ควรแก้ไขไหม

    Pluribus ถามว่าถ้าเรามีอำนาจที่จะแก้ไขโลกวุ่นวายใบนี้ให้เป็นโลกยูโธเปีย เราจะทำไหม เพราะยูโธเปียก็มีราคาที่เราต้องจ่าย

    (ต่อไปนี้มีสปอยเลอร์ของหนัง Pluribus และหนังสือนวนิยาย สี่ภพ ของผม หากใครคิดจะดูหนังและหนังสือเรื่องนี้ ก็ควรข้ามไปอ่านสองย่อหน้าสุดท้าย

    ย้ำอีกครั้ง สปอยเลอร์จะบอกพล็อตหลักของเรื่อง อย่าเพิ่งอ่าน หากคิดจะดูหนังหรืออ่านหนังสือ)

    ............................

    ไอเดียหลักของ Pluribus คือการสร้างโลกที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมจิตกัน (collective mind) ใครสักคนคิดอะไร รู้สึกอะไร คนที่เหลือในโลกทั้งหมดจะรับรู้ด้วย

    หนังเปิดฉากที่นักดาราศาสตร์พบคลื่นวิทยุจากต่างดาว ระยะทาง 600 ปีแสง พวกเขาค้นพบว่าคลื่นวิทยุนั้นมีสี่สาย คือ AGCT ซึ่งเป็น Nucleobases ของ DNA ได้แก่ Adenine (A), Cytosine (C), Guanine (G) และ Thymine (T)

    ด้วยข้อมูลนี้พวกเขาสามารถสร้าง 'ชีวิตใหม่' ในห้องทดลอง (นี่คล้ายเรื่อง Contact ที่สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวส่งแบบพิมพ์เขียวสร้างยานอวกาศ) เมื่อดีเอนเอของสัตว์ทดลองเข้าสู่มนุษย์ ก็แพร่ไปทั่วโลกในเวลาสั้นๆ คุณสมบัติของดีเอนเอต่างดาวซึ่งเป็นวิทยาการต่างดาวนี้ ทำให้มนุษย์ทั้งโลกกลายเป็นจิตรวม

    ผลที่ตามมาคือโลกกลายเป็นโลกยูโธเปีย ไม่มีสงคราม ไม่มีการฆ่ากัน ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีใครสามารถโกหกได้

    ตัวละครหลักของเรื่องก็คือคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ และต่อต้านสังคมยูโธเปียใหม่ เพราะมันทำลายคุณลักษณ์ของมนุษย์ไป และท้ายที่สุดมนุษย์ทุกคนก็เป็นเพียง 'ผึ้งงาน'

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนวนิยาย สี่ภพ?

    น่าแปลกที่ไอเดียเรื่อง Pluribus นี้ตรงกับนวนิยายจีนกำลังภายใน+ไซไฟของผมเรื่อง สี่ภพ โชคดีที่ สี่ภพ ออกมาก่อนหลายเดือน (แต่จริงๆ เขียนมานานอย่างน้อยห้าปีก่อนหน้าวางตลาด)

    ใน สี่ภพ สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเปลี่ยนโลกคู่ขนานโลกหนึ่งของโลกมนุษย์เป็นโลกจิตรวม เรียกว่า จงซิน จิตรวมนี้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ในโลกปกติ เป้าหมายเพื่อช่วยโลกจากพิบัติบางอย่าง

    ............................

    Pluribus เป็นซีรีส์ที่ดีและใหม่สด สองตอนแรกจับเราอยู่หมัด หลังจากนั้นก็แผ่วลง ในความเห็นส่วนตัว หนังแนวนี้เป็น plot-based เหมาะที่จะเล่าเรื่องแบบเร็ว แต่กิลลิแกนเลือกใช้โหมด slow burn ในการเล่า ทำให้เรื่องเคลื่อนไปช้า มีฉากซ้ำซากและฉากไม่จำเป็นแทรกอยู่มาก ทำให้ซีรีส์ความยาว 9 ตอนมีพล็อตน้อยเกินไปที่จะจับคนดู ด้วยพล็อตแค่นี้ หากทำเป็นหนังโรงความยาวสามชั่วโมง จะดีมาก

    หากไม่ติดที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ช้ามาก (แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ดีที่มีลายเซ็นของผู้สร้าง) ซีรีส์นี้ก็ควรได้ 10/10 ก็คาดว่าเมื่อซีซั่น 2 3 4 ออกมา ในภาพรวม มันจะเป็นซีรีส์ 10/10 อีกชุดหนึ่งของ Vince Gilligan เพราะเชื่อมือทีมงานนี้ว่าเก่งพอในการทำให้หนังประทับใจ

    9/10
    ฉายทาง apple TV

    วินทร์ เลียววาริณ 
    12-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 6
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    QA วันนี้

    จริงไหม “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ”

    ทำไงดี ภรรยาชอบช็อปปิ้ง

    ผมควรแต่งงานไหม

    คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6a9806c533e2a2a6b9ec9f9d 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 9
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    นานปีมาแล้ว นักสัมภาษณ์ แลร์รี คิง ถามท่านทะไลลามะว่า "ท่านกลัวตายไหม"

    ท่านทะไลลามะตอบว่า "ไม่ ความตายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ช้าหรือเร็วก็จะมาเยือน และความจริงแล้ว ในการฝึกทุกวัน ฉันก็นึกภาพกระบวนการของความตายเสมอ เป็นการเตรียมตัว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อถึงวันตาย ที่ฝึกมาจะสำเร็จไหมนะ" ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ

    ทฤษฎีเป็นเรื่องหนึ่ง ปฏิบัติเป็นเรื่องหนึ่ง ความตั้งใจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จ

    แต่หากหลักการดี ถูกต้อง เราก็ฝึกฝนไป

    นี่บอกว่าต่อให้เป็นพระที่ฝึกฝนเรื่องจิตมานาน ก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองข้ามพ้นเรื่องตายแล้วหรือไม่

    เพราะสัญชาตญาณกลัวตายฝังมากับมนุษย์

    หลายคนบอกว่า "ไม่กลัวตาย" อาจจะใช่ในนาทีที่พูด แต่ในสถานการณ์อื่น อาจจะไม่แน่

    สิ่งที่เราทำได้ก็คือใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท พยายามเข้าใจสัจธรรมของความไม่แน่นอนและความไม่ยั่งยืน บางทีเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง เราก็อาจเอ่ย "ไม่กลัวตาย" ได้เต็มปากจริงๆ

    วินทร์ เลียววาริณ
    11-9-26

    1
    • 0 แชร์
    • 32
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    หลังจาก เมล กิบสัน ทำหนังเรื่อง The Passion of the Christ เสร็จ และหนังประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาก็อยากทำหนังเบรก แบบไม่ต้องคิดมาก เป็นหนังไล่ล่ากัน

    แต่เขาก็ไม่อยากให้เป็นการไล่ล่าทางรถยนต์ กิบสันอยากให้หนังเรื่องใหม่นี้ ตัวละครหนีการไล่ล่าด้วยเท้า และทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด ฉากของเรื่องเป็นป่าเสียส่วนใหญ่

    นี่เป็นที่มาของหนังเรื่อง Apocalypto (2006) การผจญภัยในป่าของชาวมายาโบราณนาม Jaguar Paw

    Apocalypto เป็นหนังไล่ล่าทั้งเรื่อง และตื่นเต้นเร้าใจอย่างยิ่ง หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน ทั้งที่ไม่เน้นพล็อต พิสูจน์ว่า เมล กิบสัน มือถึง

    ทำหนังแบบไม่เน้นพล็อต ไล่ล่ากันทั้งเรื่องให้สนุก ไม่ใช่งานง่าย (ไม่เชื่อลองไปดู Mutiny ของ เจสัน สเตธัม) หนังเรื่องที่สองของ สตีเวน สปิลเบิร์ก Duel (1971) ก็เป็นหนังไล่ล่า และทำได้ดี เมื่อคิดว่าหนังทุนต่ำมาก และมีตัวละครแค่สองคน เห็นหน้าเพียงคนเดียว เรื่องนี้ สปิลเบิร์กในวัยหนุ่มมือถึงเช่นกัน

    หนังเกาหลีเรื่องใหม่ที่เข้าโรงในวันนี้ชื่อ Hope (호프) โดยผู้กำกับนาฮงจิน เป็นหนังไล่ล่ากลางป่าแบบ Apocalypto เช่นกัน

    (ต่อไปนี้มีสปอยเลอร์)

    Hope เปลี่ยนฉากจากการไล่ล่าของคนโบราณ เป็นมนุษย์ต่างดาว

    เช่นเดียวกับ Apocalypto เรื่อง Hope เป็นการไล่ล่าทั้งเรื่อง ไม่เน้นพล็อต ความสนุกบันเทิงทั้งหมดอยู่ที่ฉากไล่ล่าซึ่งทำได้ดี

    แต่ Hope ไปไม่ถึงระดับ Apocalypto ประการที่หนึ่ง หนังไม่เน้นพล็อตทั้งเรื่อง ซึ่งคนดูรับได้ แต่มาเปลี่ยนยัดพล็อตราวสิบนาทีก่อนจบ เหมือนตัดปะ หรือบอกเป็นนัยว่า อาจมีภาค 2 พล็อตที่เสียบก็ไม่มีการปูเรื่องใดๆ มาก่อน

    ประการที่สอง หนังหนีไม่พ้นสิ่งมีชีวิตต่างดาวหน้าตาแบบคน พูดแบบคน วิ่งแบบคน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นหนังคลิเช่

    ประการที่สาม หนังมีกลิ่นของ ริดลีย์ สกอตต์ ในหนังชุด Aliens โดยเฉพาะการออกแบบยานอวกาศในเรื่อง Prometheus (2012) ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นหนังคลิเช่อีกเช่นกัน

    ตัดจุดอ่อนเหล่านี้ทิ้งไป Hope ก็เป็นหนังสนุกเรื่องหนึ่ง ให้ความบันเทิงสูง

    ส่วนคนที่ชอบดูหนังมีสาระ จะข้ามเรื่องนี้ก็ได้ แต่หากจะดู ก็ต้องทำใจก่อนว่าไม่ได้ไปดูหนังที่พล็อต การพัฒนาของตัวละคร แต่ไปดูหนังบู๊เรื่องหนึ่ง

    แล้วจะให้คะแนนเท่าไร? ขึ้นกับมาตรการวัด หากให้คะแนนแบบหนังบู๊ล้วนๆ เรื่องนี้ก็คงได้ราว 9/10 แต่ดูในด้านสาระของหนังตามมาตรฐานการให้คะแนนของผมแล้ว ก็ประมาณ 6-7/10 อย่างสูง

    เอ้า! คิดราคาเหมาเป็น 7.8/10 ก็แล้วกัน

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    10-9-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    สมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ วง Eagles กำลังดัง จุดสูงสุดคือ Hotel California ดังทั่วเกาะสิงคโปร์ที่ผมไปทำงาน

    ผมชอบเพลงส่วนใหญ่ของวงนี้ เช่น Take It Easy (1972) Desperado (1973) Tequila Sunrise (1973) Best of My Love (1974) Lyin’ Eyes (1975) One of These Nights (1975) New Kid in Town ที่ออกมาพร้อม Hotel California ในปี 1976

    สองเพลงหลังนี่เป็นเพลงที่ใช้สัญลักษณ์

    แต่สี่ปีหลังออกอัลบัม Hotel California วงดนตรีที่ขายอัลบัมได้มากกว่า 200 ล้านแผ่น ก็แตกสลาย

    มีหลายเหตุผลและไม่เป็นความลับอะไร เช่น สมาชิกวง ดอน เฟลเดอร์ กับ เกลนน์ ฟราย ทะเลาะกันตอนแสดง ถึงขั้นจะใช้กำลัง

    สองคนนี้ไม่ได้คืนดีกันเลย จน เกลนน์ ฟราย ตาย ดอน เฟลเดอร์ ก็ไม่ได้ไปงานศพ แต่แสดงความเสียใจทางอื่น

    ช่วงนั้นวงดนตรีออกทัวร์ แต่ละคนเหนื่อย และเริ่มหมดแรงกับหมดไฟ ความสำเร็จของ Hotel California ยิ่งทำให้ทุกคนเหนื่อย

    การใช้ยาเสพติดกับเหล้าก็ทำให้ทุกอย่างสลายตัวเร็วขึ้นไปอีก

    ในปี 1980 วงก็แตก สมาชิกหลายคนหันไปทำงานโซโล ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

    14 ปีหลังวงแตก อินทรีก็คืนชีพอีกครั้ง

    เกลนน์ ฟราย บอกผู้ฟังในงานคอนเสิร์ตครั้งแรกหลังรวมวงใหม่ว่า "For the record, we never broke up, we just took a 14-year vacation."

    ไม่มีใครเชื่อเหตุผลนี้ แต่ทุกคนยินดีที่วงกลับมาใหม่

    รอยแตกร้าวยังดำรงอยู่ ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือรายได้ สองหัวเรือใหญ่ ดอน เฮนลีย์ กับ เกลนน์ ฟราย ขอส่วนแบ่งมากกว่าสมาชิกคนอื่น ทั้งที่ตอนแรกหารรายได้เท่ากัน

    สมาชิกคนอื่นมีความรู้สึกเหมือนลูกจ้างวง โดยเฉพาะ ดอน เฟลเดอร์ คนเริ่มแต่งเพลง Hotel California

    ในปี 2001 เขาถูกไล่ออกจากวง เฟลเดอร์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน คดียอมความกันนอกศาล

    หลังจากนั้นอินทรีก็ยังบินอยู่ สมาชิกยุคแรกตายไปหลายคน อินทรีล้าลงกว่าในยุครุ่งเรือง

    เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

    แต่เสียงเพลงยังดำรงอยู่

    ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-9-26

    1
    • 0 แชร์
    • 25