• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ครั้งที่ผมเขียนนวนิยายแนวทดลอง 'ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85' ผมโปรยหน้าปกว่า "นวนิยายที่ dak-done เสียด-colour และกวน-teen ที่สุดในรอบปี"

    ไม่นึกว่าวันนี้จะต้องใช้คำโปรยเดียวกันนี้กับหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าโรงในวันนี้

    Digger ผลงานของ อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู (Alejandro González Iñárritu)

    อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อิญญาร์ริตู เป็นหนึ่งสามเสือนักสร้างหนังชาวเม็กซิโก (Three Amigos) ได้แก่ Guillermo del Toro, Alfonso Cuarón และ Alejandro Iñárritu

    ผลงานที่ผ่านมาของอิญญาร์ริตู เช่น Babel (2006), Birdman (2014), The Revenant (2015) ฯลฯ งานของเขากวาดรางวัลไปมากมาย

    แต่งานของเขาดูไม่ง่าย ในรอบแรกที่ผมดู มีคนดูสักสองคน พอเห็นว่านี่ไม่น่าจะเป็นหนังทำเงิน

    โปสเตอร์หนังเรื่องนี้คือรูปคนถือพลั่ว พลั่วถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการขุดมากกว่าวิธีการขุด นี่เป็นหนังเกี่ยวกับวงการธุรกิจน้ำมันของสหรัฐฯ การเมืองในสหรัฐฯ ปัญหาโลกร้อน และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคน แต่นำเสนอในแนว dark comedy หนังยังมีความเป็นไซไฟในตอนท้ายเรื่อง

    จังหวะและอารมณ์หนังประมาณ Birdman และ Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (งานของสแตนลีย์ คูบริก)

    การเล่าเรื่องนี่เป็นแบบหนังซ้อนหนังซ้อนหนัง นี่เป็นคุณลักษณ์ของงานประเภท metafiction คือเรื่องที่ชี้นำคนดู (เรา) ว่าเรื่องที่กำลังดูเป็นเรื่องแต่ง ทำให้เส้นแบ่งความจริงกับนิยายพร่าเลือน

    ใน Digger 'เรื่องจริง' เรื่องหนึ่งเราเราดูกลายเป็น 'ความจริง' ใหม่ และความจริงใหม่นั้นก็กลายเป็น 'ความจริง' ใหม่อีกอันหนึ่ง และในท้ายสุด เราผู้ชมหนังเรื่องนี้ก็เป็น 'ความจริง' ที่โยงเข้ากับ 'ความจริง' แรกที่เป็นละคร กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ภาษากำลังภายในว่า "หัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้"

    แต่จุดเด่นของเรื่องคือการ 'dak-done' 'เสียด-colour' ที่ทำให้เป็นหนัง 'กวน-teen' พิสูจน์ว่าอิญญาร์ริตูก็กวนตีนเป็น

    หนังจับหลายเรื่อง หลายประเด็น หนังเสียดสีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ศาสนาในทำเนียบขาว (หากใครยังจำภาพผู้นำศาสนาจับไหล่ทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว)

    หนังมีคำคมที่จุกอกมากมาย เช่น

    "Words are perception. And perception is reality."

    "Help me shape the story."
    "They already know the story."
    "They know the facts. The story is yet to be told."

    "If we can't control the course of nature, at least we can control the narrative."

    หนังเป็นตลกร้าย ยิงมุขเป็นระยะ แต่ล้วนเป็นมุขขื่น

    ความกล้าของผู้สร้างคือนำ ทอม ครูซ ที่มีภาพของนักแสดงบทบู๊ ฉีกแนวมาเล่นแนวนี้ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในเรื่องนี้ เราลืมว่า ทอม ครูซ เป็น อีธาน ฮันท์ ภายในห้านาทีที่เขาปรากฏตัว

    คะแนนหนังเรื่องนี้จากนักวิจารณ์สำนักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่ใน คหสต. นี่เป็นงานชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของอิญญาร์ริตู

    ทำนายว่าในปีหน้า หนังเรื่องนี้มีสิทธิ์ชิงรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำยอดเยี่ยม (ทอม ครูซ) และอาจจะมีชื่อนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม (จอห์น กูดแมน)

    ป.ล. ถ้าคิดจะชมหนังเรื่องนี้ อย่ารอสตรีมมิง เพราะภาพออกแบบมาให้ดูบนจอใหญ่

    10/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    8-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 5
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้ฝนเทลงมาบ่อย ทำให้เหงาๆ นึกถึงเพลงลูกทุ่งสองเพลง

    เพลงแรกคือ ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องบ้านพี่ ต้นฉบับโดย แมนซิตี้ไลอ้อน หรือ ชาย เมืองสิงห์

    แต่งโดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ประมาณปี พ.ศ. 2506 แต่งจากภาพจริงที่เห็น หนุ่มสาวรักกัน หนุ่มยากจน แม่ยายกีดกัน

    เพลงของครูไพบูลย์เป็นบทกวีมาก มักใช้ธรรมชาติเป็นสัญลักษณ์

    บ้านน้องอยู่ฝั่งกระโน้น บ้านพี่อยู่ฝั่งกระนี้
    ฝนตกอยู่ทางบ้านน้อง เสียงฟ้าร้องมาถึงบ้านพี่
    เห็นน้ำฝนหยดใส น้ำตาพี่ไหลแทบทุกที
    คิดถึงน้องคนดี โอ้ป่านฉะนี้ น้องเจ้าคงหนาวใจ

    แว่วเสียงย่ำกลองวัดโบสถ์ ที่ปลูกข้าวโพดสาลี
    ลูกเขยเมื่อยามตกยาก แม่ยายพรากลูกสาวเสียนี่
    แม่เอ๋ย แม่ยายหนอ ไม่ตาย จะขอดูหน้าที
    ปีนี้จนทั้งปี ปีหน้าคงมีเงินบ้างนะแม่จ๋า

    ...............

    เพลงนี้มีเวอร์ชั่นของ ยอดรัก สลักใจ ด้วย

    อีกเพลงหนึ่งคือ ฝนตกฟ้าร้อง ร้องโดย แอร์โรว์ เมาน์เทน ศรคีรี ศรีประจวบ ทำนองสนุกสนาน ไพเราะ

    ถึงฝนจะตกถึงฟ้าจะร้อง ถ้าได้มาเห็นหน้าน้อง
    แล้วพี่สบายสบาย อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรกับฝน
    เกิดเป็นคนเมื่อถึงที่ก็ตาย ฝ่าฝนด้นมาฝ่าอันตราย
    เปียกโชกทั้งกาย เพราะอยากจะเห็นหน้าเธอ

    ถึงฝนจะตกถึงฟ้าจะร้อง ถ้าไม่ได้เห็นหน้าน้อง
    พี่คลั่งละเมอ ละเมอ เข้าพรรษาบนฟ้าก็ครึ้มเมฆฝน
    ตกเสียจนถนนน้ำนองเอ่อ บุกโคลนฝนพรำย่ำมาหาเธอ
    แต่แล้วไม่เจอ พี่แทบจะกินยาตาย

    ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องถึงบ้านพี่
    หัวใจพี่โดนขยี้แหลกสลาย 
    บุกน้ำย่ำโคลน ฝ่าสายฝนมาแทบตาย
    น้องมาหนีตามชาย ไปกับสายฝนพรำ

    ทำนองไพเราะ เนื้อเพลงดีอย่างนี้ ผมจึงยังคงชอบเพลงลูกทุ่งเก่า มากกว่ายุคใหม่

    และนี่ก็ทำให้ พุ่มรัก พานสิงห์ ร้องแต่เพลงลูกทุ่งยุคเก่า

    วินทร์ เลียววาริณ
    8-10-26

    2
    • 0 แชร์
    • 23
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้ฝนตกปรอยๆ ทั้งวัน บรรยากาศเหมือนหนังเรื่อง Se7en

    หนังเรื่องนี้ให้บรรยากาศหม่นหมอง เพราะฉากฝนตกทั้งเรื่อง

    แต่อย่าเพิ่งคิดว่าฝนตกนี่เป็นความตั้งใจของคนสร้างตอนแรกหรอกนะ

    หนังเรื่องนี้มีเวลาถ่ายทำน้อย เพราะนักแสดง แบรด พิตต์ ติดคิวหนังเรื่องอื่น มีเวลาให้แค่ 55 วันเท่านั้น ปัญหาคือด้วยเวลาที่จำกัด พวกเขาไม่แน่ใจเรื่องสภาพอากาศที่ฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้าง การถ่ายซ่อมจะกินเวลาที่มีจำกัด คนสร้างจึงตัดสินใจใช้ rain machine สร้างฝนแทบทุกฉาก ทุกวันจะได้เหมือนกัน

    ยังมีอีกหลายเกร็ดเกี่ยวกับหนังเรื่อง Se7en ที่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญบ้าง ผิดพลาดบ้าง

    ไล่เป็นข้อๆ ไปเลยก็แล้วกัน

    1 ฝนตกทั้งเรื่อง ด้วยเหตุผลที่เล่าข้างต้น

    2 เดวิด ฟินเชอร์ รับทำเรื่องนี้เพราะมีคนส่งต้นฉบับผิดให้เขา

    ต้นฉบับแรกของหนังจบแบบโหด (หัวคนในกล่อง) สตูดิโอขอให้แก้ให้เบากว่านั้น หรือถ้าเป็นไปได้จบแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง

    สตูดิโอส่งต้นฉบับแรกให้ฟินเชอร์ ผู้กำกับชอบมาก จึงยอมทำ และปฏิเสธที่จะทำหากเปลี่ยนฉากจบ

    ฟินเชอร์ก็ชอบที่เรื่องต่างจากหนังตำรวจ-คนร้ายอื่นๆ เพราะเรื่องนี้คนร้ายไม่ได้โดนจับ แต่มอบตัวเอง

    3 นักแสดงจำนวนมากปฏิเสธบท เพราะหนังโหดมาก แบรด พิตต์ รับงานนี้เพราะอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์นักแสดงแบบหล่อตลอดเรื่อง

    4 Kevin Spacey เสนอให้ไม่ใส่ชื่อเขาในโปสเตอร์หนัง เพราะหากคนดูไม่เห็นเขาในครึ่งชั่วโมง ก็จะเดาได้ทันทีว่าเขารับบทอะไร

    5 สมุดโน้ตของ จอห์น โด เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ค่าทำ 15,000 เหรียญ ตอนนั้นผู้สร้างยังไม่รู้ว่าจะเปิดเรื่องอย่างไร ผู้กำกับเห็นว่าสมุดโน้ตทำออกมาสวย จึงให้ไตเติ้ลเป็นการแสดงขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้

    6 ตอนหนังฉาย น่าจะเป็นครั้งแรกในโลกภาพยนตร์ที่คนดูปรบมือหลังจบไตเติ้ล

    7 หนังทำเงิน เดวิด ฟินเชอร์ ได้เกิด ที่เหลือคือประวัติศาสตร์

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-10-26

    2
    • 0 แชร์
    • 35
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    มีคนถามผมเสมอว่า ต้องใช้เวลาสร้างนักเขียนคนหนึ่งนานเท่าไร ปีเดียวพอไหม?

    คำตอบของผมคือ 20-30 ปี

    ได้ยินเช่นนี้ หลายคนไม่เชื่อ ส่วนคนที่เชื่อหลายคนก็ล้มเลิกความคิดจะเป็นนักเขียน

    นักเขียนมีสองแบบ นักเขียนธรรมดากับนักเขียนดี

    นักเขียนธรรมดาแค่จับปากกาเขียนตัวหนังสือ ก็เป็นนักเขียนได้แล้ว ส่วนนักเขียนดีนั้นต้องมีคุณสมบัติคิดลุ่มลึก จินตนาการกว้างไกล แต่งเรื่อง วางลำดับเรื่อง สามารถใช้ภาษาในระดับดี ไม่มีส่วนขาดส่วนเกิน เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานแต่ละชิ้นอย่างประณีตจะทำอย่างนี้ได้ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ไม่มีทางเขียนเรื่องดีได้หากไม่ฝึกฝนยาวนาน

    ลำพังการฝึกใช้ภาษาให้ถึงขั้น ‘นายของภาษา’ ก็ต้องใช้เวลายี่สิบปีขึ้นไป

    การฝึกฝนก็เหมือนการเปลี่ยนจากธารน้ำสายน้อยเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ธารน้ำไม่สามารถกัดเซาะแผ่นดินได้ในทีเดียว ต้องค่อย ๆ สะสมพลัง ขยับขยายกลายเป็นลำน้ำใหญ่ขึ้น จึงมีแรงเซาะแผ่นดินโค่นภูผา รีบร้อนเกินไปก็ไร้พลังเซาะ ต้องบ่มเพาะจนสายน้ำมีพลังแรงพอ

    นี่เองที่ทำให้เรื่องบางเรื่องทำเร็วไม่ได้ แม้อยากให้เร็วแค่ไหนก็ตาม

    ยิ่งรีบยิ่งช้า

    การฝึกเขียนก็เหมือนการออกกำลังกาย และอีกหลายกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่สนุก เพราะเราคิดไปก่อนว่ามันไม่น่าสนุก

    การติดป้ายกิจกรรม ‘สนุก’ และ ‘ไม่สนุก’ แยกชัดเจนทำให้เราเสียโอกาสทำเรื่องที่ไม่น่าจะสนุกให้สนุกได้ เพราะสนุกและไม่สนุกเป็นเรื่องนานาจิตตัง บางคนไม่สนุกกับการออกกำลังกาย บางคนกลับสนุกกับมัน ฯลฯ

    ชีวิตคือการรักษาสมดุลของความชอบกับความไม่ชอบ คือการรักษาจังหวะความเร็วช้า ผ่อนหนักผ่อนเบา

    ในปรัชญาการใช้ชีวิตแบบทางสายกลาง ใช้เวลาแต่พอดี ไม่เร่ง ไม่ช้า เพราะเวลาคือดัชนีวัดระยะทางของชั่วชีวิต ไม่ใช่ชีวิตในตัวมันเอง

    บางทีสุภาษิตไทย ‘ช้าเป็นการนานเป็นคุณ’ กับ ‘น้ำขึ้นให้รีบตัก’ อาจไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นคนละ ‘โหมด’ ที่ใช้ต่างเวลากัน

    บางเรื่องควรเร็วหน่อย บางเรื่องควรช้าหน่อย

    รักษาสมดุลของเร็ว-ช้าได้ ชีวิตก็งดงามขึ้น

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-10-26

    จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า 
    56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า 
    Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm 

    2
    • 0 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เช้านี้เห็นข่าวการจากไปของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (5 ตุลาคม 2026) อายุ 86

    นักเขียนชาวอังกฤษที่ถนัดแนวทริลเลอร์ที่เก่งๆ มีหลายคน เช่น

    เฟรเดอริก ฟอร์ไซธ์ (Frederick Forsyth) คนเขียน The Day of the Jackal, The Odessa File ฯลฯ

    เคน ฟอลเล็ตต์ (Ken Follett) คนเขียน Eye of the Needle ฯลฯ

    และ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) นักเขียนที่ชีวิตมีสีสันมาก

    เขาขายหนังสือมากกว่า 300 ล้านเล่ม เขียนไว้มากมาย เรื่องเด่นๆ เช่น Not a Penny More, Not a Penny Less, Kane & Abel ฯลฯ

    เรื่องสุดท้ายกำลังจะวางตลาดในวันนี้

    เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ เป็นนักเขียนที่เข้าสู่วงการเมือง และเหตุนี้เป็นจุดตกต่ำของเขา เพราะเขาถูกรื้อคดีซื้อบริการหญิง โทษจำคุกสี่ปี

    เขาเข้าคุกไปสองปี และไหนๆ ก็อยู่ในคุกแล้ว ก็เขียนเรื่อง A Prison Diary ออกมาขายแก้กลุ้ม

    แต่โทษจำคุกหรือชื่อเสียงด้านลบไม่มีผลต่องานเขียนของเขา งานของเขาแปลเป็นภาษาต่างๆ 119 ประเทศ ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์บ่อยๆ

    ผมอ่านนิยายของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ มาตั้งแต่สี่สิบกว่าปีก่อน สนุกมากมาย

    เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ ยังถนัดงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบด้วย เขียนไว้หลายเล่ม เช่น A Quiver Full of Arrows, A Twist in the Tale ฯลฯ

    สำนักพิมพ์บอกว่า อาร์เชอร์ตายกะทันหัน ขณะที่ยังทำงานเขียนของเขา

    อายุ 86 ยังทำงานเขียน ถือว่าไม่ธรรมดา

    RIP, Jeffrey Archer.

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-10-2026

    2
    • 0 แชร์
    • 35