-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
เช้านี้คุยเรื่องข้าวเหนียวหน้ากระฉีกแล้ว พบว่าผู้อ่านหลายคนมีรสนิยมตรงกับผม คือเป็นมนุษย์ข้าวเหนียว
ชมชอบอาหารและขนมแทบทุกอย่างที่มีข้าวเหนียว
ผมไม่ใช่ลูกอีสาน แต่ชอบกินลาบ ส้มตำคู๋กับข้าวเหนียว อาหารสองจานนี้ถือว่าเป็นสุดยอดการออกแบบ คิดได้ไง
ส่วนขนมที่ใช้ข้าวเหนียวในบ้านเรามีมากมายนับไม่ถ้วน เกิดเมืองไทยก็ดีอย่างนี้ ขนมเยอะมาก
เริ่มที่ข้าวเหนียวมะม่วง นี่ก็เป็นสุดยอดการออกแบบ ปัญหาคือชาวต่างชาติชอบ ทำให้เราเดือดร้อน เพราะราคาสูงขึ้น
ข้าวเหนียวปิ้งนี่ก็เป็นของโปรด ปรากฏตัวต่อหน้าเมื่อไหร่ ก็ฟาดเรียบ
ข้าวเหนียวหน้าสังขยา หน้าปลาแห้ง หน้ากระฉีก เราไม่มีวันถอย ใช่ไหม?
ข้าวหลามหรือ? โอ๊ย! ชอบมาก กินมาแต่เด็ก ปัญหาคือตอนนี้เห็นแต่ข้าวหลามปลอม คือยัดข้าวเหนียวที่ปรุงสำเร็จแล้วเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ลนไฟหลอกๆ ไม่หอมเหมือนเผากระบอกจริงๆ
ข้าวหลามต้นฉบับใช้กระบอกไม้ไผ่สำหรับข้าวหลามโดยเฉพาะ คือไผ่ข้าวหลาม ต่างจากพันธุ์อื่นๆ ไผ่ข้าวหลามทนไฟกว่า สามารถเผาโดยกระบอกไม่แตก
เมนูถัดไปคือข้าวเหนียวเปียก ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวถั่วดำ สุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่เอาน่า! กินพอรู้รส อย่ากินมากเกินไปก็ไม่เป็นไร (มั้ง)
ก็มาถึงไอติมกะทิใส่ข้าวเหนียว รสสัมผัสแทรกซึมเข้าไปถึงหัวใจ
จบแค่นี้นะ จะไปหาข้าวเที่ยงกินก่อน เอ๊ะ! นี่มันแค่สิบโมงกว่า ไม่เป็นไร ไอน์สไตน์บอกว่าเวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ความอร่อยต้องมาก่อน
ว่าจะเริ่มที่ลาบ ส้มตำคู่กับข้าวเหนียว ต่อด้วยข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวถั่วดำ ตามด้วยข้าวหลามสักกระบอก ตบท้ายด้วยไอติมกะทิใส่ข้าวเหนียวสักถ้วย เอ้า! ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วสองถ้วยก็แล้วกัน
แล้วค่อยไปหาหมอ
วินทร์ เลียววาริณ
23-9-261- แชร์
- 4
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ผมชอบกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกมาแต่เด็ก จำได้แม่นว่าแม่เคยซื้อจากตลาดตอนเช้าให้กิน ห่อละราว 50 สตางค์
อร่อยมาจนทุกวันนี้
บางครั้งความอร่อยก็มาจากความทรงจำที่งดงาม
เมื่อวานนี้เห็นร้านขายข้าวเหนียวกลางเมือง แวะเข้าไปดู พบว่ามีข้าวเหนียวทุกหน้า ยกเว้นหน้ากระฉีก
ถามคนขายว่าทำไมจึงไม่มีข้าวเหนียวหน้ากระฉีก
"ไม่มีคนซื้อค่ะ"
"อ้าว! ทำไมไม่มีคนซื้อ เป็นขนมมาตรฐานของคนไทยนะเนี่ย"
"เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักค่ะ บางวันขายได้แค่ห่อเดียว จึงต้องเลิกขายข้าวเหนียวหน้ากระฉีก มีแต่คนแก่ที่ซื้อ"
เฮ้อ! ขออนุญาตเจ็บหัวใจแพล็บ
สำหรับคนที่ไม่รู้จักกระฉีก พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจารึกว่า
กระฉีก : ของหวานทำด้วยมะพร้าวทึนทึกขูด กวนกับน้ำตาลปึกให้เข้ากันจนเหนียว อบด้วยควันเทียนอบให้หอม ใช้เป็นไส้หรือหน้าขนม เรียกว่าหน้ากระฉีก เช่น ขนมใส่ไส้มีไส้เป็นหน้ากระฉีก ข้าวเหนียวหน้ากระฉีก
มาถึงบรรทัดนี้คนรุ่นใหม่บางคนอาจถาม แล้วอะไรคือมะพร้าวทึนทึก
มะพร้าวก็คือมะพร้าว หรือ coconut ส่วนทึนทึกแปลว่าจวนแก่
ภาษาอังกฤษน่าจะแปลว่า almost old
มะพร้าวทึนทึกจึงแปลว่ามะพร้าวจวนแก่
บางครั้งคำนี้ก็ใช้กับผู้หญิง เช่น สาวทึนทึก แปลว่าสาวที่ยังไม่แต่งงาน (ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงจวนแก่)
ส่วนผู้ชายสูงวัยที่ชอบกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกที่ทำมาจากมะพร้าวจวนแก่ ถ้าใครเรียกว่าแก่ ก็ช่างศีรษะมัน เพราะกูจะกิน
เฮ้อ! ขออนุญาตเจ็บหัวใจแพล็บ
วินทร์ เลียววาริณ
23-9-260- แชร์
- 12
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ผมเล่าเรื่องที่ว่าผมชอบหนังเรื่องแรกของผู้กำกับสองคน คือ sex, lies, and videotape ของ สตีเวน โซโดเบิร์ก และ Memento ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน และฟันธงว่าผู้กำกับสองคนนี้จะไปได้ไกล
ความจริงผู้กำกับสองคนนี้เริ่มต้นคล้ายกัน แต่มีวิถีทางต่างกัน และมีความสัมพันธ์ลึกกว่าที่คนนอกรู้
เริ่มที่อาชีพของ คริสโตเฟอร์ โนแลน
โนแลนเป็นที่รู้จักกันในหนังเล็กๆ เรื่อง Memento และลำบากยากเย็นที่จะหาตัวแทนจำหน่ายหนังเรื่องนี้
เอเยนต์ของโนแลนจึงส่งหนัง Memento ไปให้โซโดเบิร์กดู โซโดเบิร์กดูแล้วชอบมาก และเขียนชม
ไม่นานต่อมาค่าย Warner Bros กำลังหาผู้กำกับสักคนมาทำหนังรีเมกเรื่อง Insomnia โนแลนเสนอตัว แต่ผู้บริหาร Warner Bros ไม่ยอมให้พบเพราะเกลียดหนังเรื่อง Memento
โซโดเบิร์กรู้เข้า ก็โทร.หาผู้บริหารค่ายนั้น บอกว่าพวกคุณนี่บื้อจริงๆ นี่คือเซียนนะโว้ย แลัวบังคับให้ผู้บริหาร Warner Bros พบโนแลน
ที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ โนแลนทำเงินให้ค่าย Warner Bros มหาศาล แต่เลิกรากันเมื่อโดน Warner Bros 'หักหลัง' กรณี Tenet โนแลนย้ายค่ายไปที่ Universal ที่อ้าแขนรับเต็มที่
พิสูจน์ว่า Warner Bros ก็ยังบื้อ เพราะหนังสองเรื่องใหม่ของโนแลนคือ Oppenheimer กับ The Odyssey ทำเงินรวมกันไปกว่า 2.5 พันล้าน
กลับมาที่เรื่อง สตีเวน โซโดเบิร์ก กับ คริสโตเฟอร์ โนแลน
สองคนนี้เป็นมือดีทั้งคู่ แต่วิธีการทำงาน โลกทัศน์ต่างกัน
โซโดเบิร์กสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เขาโอบรับการใช้กล้องดิจิตัล และน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่สร้างหนังทั้งเรื่องด้วยกล้องจากไอโฟน (อีกคนหนึ่งชอบใช้กล้องไอโฟนถ่ายหนังคือ Park Chan-wook)
ขณะที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน ยืนยันว่าชาตินี้ไม่มีวันใช้กล้องดิจิตัล หัวเด็ดตีนขาดไม่ฉายหนังด้วยระบบใหม่ ยังติดอยู่กับระบบฟิล์ม ผู้กำกับหลายคนอยู่ในค่ายนี้ เช่น เควนติน ทาแรนติโน สตีเวน สปิลเบิร์ก พอล ธอมัส แอนเดอร์สัน เป็นต้น
ส่วนค่ายที่สนับสนุนการทำหนังดิจิตัล เช่น สตีเวน โซโดเบิร์ก จอร์จ ลูคัส เจมส์ คาเมรอน เดวิด ฟินเชอร์ เป็นต้น
สองค่ายนี้ถกกันมานานหลายปีแล้ว ยังไม่มีข้อสรุป
ผู้กำกับภาพที่เป็นเซียนคนหนึ่งคือ Roger Deakins บอกว่า อั๊วถนัดทั้งฟิล์มและดิจิตัล แต่ชอบดิจิตัลมากกว่า เพราะเห็นผลทันที ลดความเครียดระหว่างรอล้างฟิล์ม
Deakins มองไม่เห็นว่าฟิล์มดีกว่าดิจิตัลแบบเด็ดขาด
ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเห็นว่าเครื่องมืออะไรก็ได้ เพราะที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือเนื้อเรื่อง
วินทร์ เลียววาริณ
22-9-262- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
หลายปีมาแล้วผมย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่เพิ่งสร้างใหม่ เพียงเปิดก๊อกในห้องน้ำ ทั้งกำแพงก็รั่วซึมโชกไปหมด เมื่อสกัดผนังออกมาดู ก็พบว่าช่างประปาต่อท่อสองท่อเข้าด้วยกันโดยไม่ยากาว แล้วก่ออิฐทับเลย มักง่ายอย่างน่าอัศจรรย์!
ครั้งหนึ่งท่อระบายน้ำที่ระเบียงอุดตัน ใช้น้ำยาระบายท่อกี่เที่ยวกี่ยี่ห้อก็ไม่สำเร็จ จำเป็นต้องสกัดท่อออก พบว่าภายในเป็นเศษปูนเศษทรายและขยะที่ช่างก่อสร้างเททิ้งไว้ เพราะขี้เกียจขนไปทิ้ง
อีกครั้งหนึ่งหลังจากช่างทาสีทำงานเสร็จแล้ว ท่อระบายน้ำก็ตัน เมื่อสกัดท่อออก ก็พบเศษสีเศษตะกอนต่าง ๆ ที่ช่างทาสีขูดทิ้งไว้ เทลงท่อไปเลย เช่นกันเพราะขี้เกียจขนไปทิ้ง
มองไปที่บ้านคนอื่นก็พบสถานการณ์เดียวกัน กำแพงบ้านเพื่อนปรากฏน้ำรั่วซึม เมื่อทุบกำแพงออก ก็พบว่าช่างก่อสร้างเทเศษอิฐเศษปูนและขยะทั้งหมดที่ต้องขนไปทิ้งไว้ระหว่างกำแพงของสองบ้าน แล้วก่ออิฐทับ รอระเบิดเวลาทำงาน
บางทีช่างเหล่านี้ทำงานด้วยปรัชญา ‘สิ่งที่มองไม่เห็นไม่ใช่ปัญหา’
หลายคนดำเนินชีวิตไปด้วยแนวนี้ ไม่มีปัญหาก็สร้างปัญหา มีปัญหาแล้วก็มุดหนี
ความมักง่ายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการก่อสร้าง แต่ในทุกมุมของสังคม ทิ้งขยะเรี่ยราดไม่เป็นที่เป็นทาง ทิ้งขยะลงในท่อระบายน้ำ จอดรถกลางถนนแวะซื้อเงาะสองกิโลฯ ลำไยหนึ่งกิโลฯ จอดรถขวางทางลงไปเยี่ยวหน้ารั้วบ้านผู้โชคดี ฯลฯ
พ่อครัวแม่ครัวบางร้านทำเนื้อหรือผักตกลงบนพื้นสกปรก ก็หยิบขึ้นมาใส่กระทะตามเดิม เพราะไม่ใช่คนกิน
พวกเขาแบ่งโลกออกเป็น ‘ของกู’ กับ ‘ของเขา’ ถ้าเป็นของกูก็ดูแลดีที่สุด ถ้าของเขาก็ช่างหัวมัน
วิธีคิดแบบสุขนิยมทำให้คนจำนวนมากแบ่งเวลาชีวิตเป็นสองส่วนง่าย ๆ คือ ใช้เวลาทำงานให้สั้นที่สุด และใช้เวลาเสพสุขให้นานที่สุด ทำงานลวก ๆ ให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อจะได้เวลาเสพสุขนาน ๆ
ความมักง่ายเป็นกระจกเงาสะท้อนนิสัยใจคอคนคนหนึ่งได้ดี มันบ่งบอกระดับวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ ความเมตตา
มีแต่คนเกลียดโลกจึงไร้ความเมตตา ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา
กูสุขก็พอ ใครทุกข์ไม่เกี่ยวกับกู
แต่โลกดำเนินไปด้วยหลัก Butterfly Effect ทุกการกระทำมีผลที่ตามมาเสมอ
มักง่ายต่อตัวเองคือไม่รับผิดชอบตัวเอง เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางในบ้านตัวเอง อาจทำให้ป่วยเพราะความสกปรกและเชื้อโรค
มักง่ายต่อคนอื่นก็คือไม่รับผิดชอบต่อสังคม เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางในที่สาธารณะ ทำให้สังคมเดือดร้อน
ทว่าความมักง่ายต่อตัวเองถึงจะเป็นเรื่องส่วนตัว บางครั้งมันก็กระทบสังคม ยกตัวอย่างเช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แปรงฟัน คนอื่นที่อยู่ใกล้ก็เดือดร้อนจากกลิ่นปาก กลิ่นตัว
หากป่วย สังคมก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ประเทศก็ใช้ทรัพยากรเพื่อรักษา
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำส่งผลต่อส่วนรวมเสมอ
หากเรามองโลกแค่ ‘ของกู’ กับ ‘ของเขา’ เราก็ใช้ชีวิตด้วยปรัชญา ‘สิ่งที่มองไม่เห็นไม่ใช่ปัญหา’
นั่นคือโลกที่มืดบอดทางปัญญา
วินทร์ เลียววาริณ
22-9-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ท่านที่สั่งซื้อและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
2- แชร์
- 27
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
The Gorge ปรากฏขึ้นบนรายการหนังของ Apple TV+ โปสเตอร์ดูน่าเบื่อ แต่ก็ลองดู เพราะดูมาหลายเรื่องแล้ว ปิดก่อนทุกที
กะว่าจะดูสัก 5-10 นาที แต่กลับดูจนจบ
หนังดีหรือ? เปล่า ไม่ใช่หนังดีตามมาตรฐานการให้คะแนน แต่สนุก
ก่อนอื่นคำว่า gorge (กอร์จ) แปลว่าโกรกเขา หรือช่องผาที่มีลำธารหรือแม่น้ำไหลผ่าน
หนังเรื่องนี้ใช้โกรกเขาเป็นฉาก จึงใช้ชื่อ The Gorge
เนื่องจากผมไม่ดูหนังตัวอย่างมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้ว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับอะไร
(มีสปอยเลอร์แนวหนัง)
หนังเปิดตัวไม่กี่นาที ผมก็คาดว่าเป็นหนังนักฆ่า แนว Shooter หรือ The Killer
ผ่านไปอีกหลายนาที เมื่อหนังแนะนำตัวละครใหม่ ผมก็คาดว่าน่าจะเป็นหนังแนวสงคราม แบบปฏิบัติการลับ
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง หนังก็พลิกไปเป็นหนังรัก
เอ๊ะ! ชักยังไง จะทำหนังอะไรเนี่ย!
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง หนังเปลี่ยนอีกแล้ว คราวนี้กลายเป็นหนังซอมบี้
ตลอดค่อนชั่วโมงต่อมา มันกลายเป็นหนังสยองขวัญ
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง กลายเป็นหนังไซไฟ
เวรกรรม! เดาไม่ถูกเลย
ฮอลลีวูดพยายามที่จะทำของใหม่ของของเก่าเสมอ และวิธีการหนึ่งก็คือการผสมตระกูลหนัง (genre)
ปกติการรวมหนังต่างตระกูล ไม่ค่อยรวมหลายตระกูลเกินไป เพราะจะคุมยาก ในกรณีนี้คือการรวมนิยายไซไฟ เข้ากับนิยายรัก นิยายสยองขวัญ นิยายแนวซอมบี้ ฯลฯ
เหมือนดู Mr. & Mrs. Smith + Shooter + 13 Hours + The Fly + Frankenstein + Sleepy Hollow + Oppenheimer และตอนจบแบบ The Bourne Identity
เอามาอย่างละนิดผสมกัน
หนังยำขนาดนี้น่าจะเละ แต่ปรากฏว่าหนังสนุกผิดคาด แม้พล็อตจะมีรูโหว่มากมาย แต่ให้ความบันเทิงสูง นี่เป็นหนังแบบ guilty pleasure
The Gorge ใช้นักแสดงหลักสองคนคือ Anya Taylor-Joy และ Miles Teller
ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ หนังใส่ฉากเล่นหมากรุกและตีกลอง เพราะ Anya Taylor-Joy เคยเล่นหมากรุกในเรื่อง The Queen's Gambit และ Miles Teller เคยเล่นบทนักตีกลองใน Whiplash
เหตุที่หนังยำพล็อตมากมาย แต่ไม่เละน่าจะเพราะ หนึ่ง การรักษาจังหวะจะโคนของอารมณ์พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
สอง แกนกลางของเรื่องคือหนังรัก
สงสัยที่เราดูจนจบเพราะเราเป็นคนโรแมนติกแน่เลย! เคี้ยกเคี้ยก
7.7/10
Apple TV+วินทร์ เลียววาริณ
20-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 52
