-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
สองสัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ร้านสุราพับผ่าค่อนข้างเงียบเหงา บางทีผู้คนไม่อยากใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ในสภาพของโลกที่วุ่นวายด้วยภาษีข้ามชาติและสงคราม ด้วยระบอบปลาใหญ่กินปลาเล็ก
การเมืองภายในประเทศก็เช่นกัน มันคือระบอบปลาใหญ่กินปลาเล็กไม่ต่างกัน
ลูกค้าคนล่าสุดในราตรีนี้เป็นเจ้ามือหวยวัยห้าสิบ เขาทำงานหนักมาทั้งชีวิต ก็ยังไม่มีเงินเก็บ เขาโทษชีวิตคู่ เงินของเขาหายไปหมดทุกเดือน ไปอยู่ในมือของภรรยา
"ชีวิตคู่ก็เหมือนหวย..." เขาเคยบอก... "โอกาสถูกมีน้อยมาก"
เขามาที่นี่เพราะอยากผ่อนคลาย และสนทนากับข้าพเจ้าคลายความเงียบเหงา
ชีวิตคู่มิได้แปลว่าไม่เงียบเหงา
"ธุรกิจหวยเป็นยังไง?" ข้าพเจ้าถาม
"ไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งเจอนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเข้า คนเลยเลิกซื้อหวย รอหวยใหญ่แทน"
"เดี๋ยวก่อน! คุณกำลังบอกว่าหวยเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง?"
"ใช่"
"คุณหมายถึงจะสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ กาศิโน อะไรพรรค์นั้น?"
"ไม่ใช่ นโยบายคือแจกลอตเตอรี"
"ล้อเล่นน่า!"
"ไม่ล้อเล่น นี่คือนโยบาย 'กล่องสุ่ม' สร้างเศรษฐีเงินล้าน นโยบายนี้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ คนละล้าน วันละเก้าคน"
"คุณบอกว่ากล่องสุ่ม?"
"ใช่"
"นี่มันประชานิยมนี่นา"
"เจ้าของนโยบายบอกได้โปรดอย่าเรียกมันว่าประชานิยม เรียกมันว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ"
"ศัพท์ยากนะ แปลว่าอะไร?"
"อย่าไปสนใจเลย เราประชาชนความรู้น้อย ฟังไม่เข้าใจหรอก"
"แล้วจะได้คะแนนเสียงหรือ?"
"ก็อย่างที่ ดาร์ธ เวเดอร์ บอก Don't underestimate the power of การแจก"
"อา! ดาร์ธ เวเดอร์ นี่รู้จักคนไทยดีจริงๆ"
"นโยบายสุ่มแจกนี้อาจได้ผล เพราะ หนึ่ง คนไทยชอบหวย สอง คนไทยชอบเงินที่ได้มาฟรี"
ข้าพเจ้าถอนใจ "นี่คือการมอมเมาประชาชนด้วยความโลภ ใช้ความโลภเป็นเครื่องมือในการหาเสียง"
"ความโลภก็ใช้ได้ผลมาตลอดนี่นา"
"จริง จะเอาคะแนนเสียงอย่างเดียว ไม่มีความรับผิดชอบอะไร มิน่าเล่าจึงเรียกสุ่มแจก สุ่มคือเครื่องมือจับปลา ประชาชนคือปลา คนไทยก็อยู่ในสุ่มตลอดชาติ"
ข้าพเจ้าถอนใจอีกครั้ง
"คุณจะดื่มอะไร?"
"อยากดื่มยาพิษให้ตายๆ ไป ไม่อยากเชื่อว่าเรามาถึงจุดนี้"
"คุณพูดเรื่องลอตเตอรี เอาเหล้า The Right Lottery Numbers ก็แล้วกัน"
"เป็นเหล้าอะไร?"
"ทำด้วย Dolin Dry Vermouth ผสม Barr Hill Gin ผสม Maraschino ผสม Orange Bitters และ Orange Twist"
"จัดมาเลย"
หลังจากเขาดื่มลอตเตอรีไปหนึ่งแก้ว เขาเปรย "ผมสงสัยว่าพวกพรรคการเมืองนี่ เวลาเบรนสตอร์มคิดไอเดียมาร์เก็ตติ้งหาเสียงนี่ ใช้สมองส่วนไหนคิด"
ข้าพเจ้าตอบ "น่าจะเป็น cerebrum แถวๆ frontal lobe และ prefrontal cortex"
"ผมว่าน่าจะเป็น Amygdala มากกว่า"
"ส่วนที่เกี่ยวกับความกลัว?"
"ใช่ กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล"
"คุณเลิกคุยการเมืองเถอะ ผมขอเสนอแก้วที่สอง ค็อคเทล Brain Damage บางทีเรียก Haemorrhage Shot"
"Haemorrhage ที่แปลว่าตกเลือด?"
"ใช่ มันทำด้วย Peach Schnapps ผสม Irish Cream และ grenadine"
"เอามาเลย เหมาะสำหรับคนไทยที่กำลังตกเลือด"
เขาโยงเข้าการเมืองอีก!
เขากระดกค็อคเทลตกเลือดเข้าท้อง ตามมาด้วยค็อคเทลแก้วที่สาม The Mind Eraser
"ทำด้วยคาลัว ว็อดกา และคลับโซดา"
"ดื่มแล้วลบสมองหรือ?"
"ดื่มแล้วสมองจะชาด้าน"
"เหมือนคนไทยตอนนี้?"
ข้าพเจ้าหัวเราะ
"ทำไงได้ล่ะ เราอยู่ในประเทศสิ้นคิด มองไปรอบตัวมีแต่นักการเมืองสิ้นคิด นโยบายสิ้นคิด และอนาคตสิ้นคิด"
แล้วข้าพเจ้าก็ชงเหล้าแก้งหนึ่งให้ตัวเอง
Fish in a Bag Cocktail
เราประชาชนก็คือปลาในสุ่ม
ปลาไม่เคยรวย ปลาเป็นอาหารของคนรวย
วินทร์ เลียววาริณ
26-1-26..................
หมายเหตุ เหล้าทั้งหมดนี้มีจริง
พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
1- แชร์
- 17
ดูความเห็น 1 รายการ ...RegnartsTANSTAAFL - "There Ain't No Such Thing As a Free Lunch" -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า เด็กหญิงคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในแม่น้ำเย็นเยือกแล้วจมหายไป ในนาทีคับขันนั้น ทุกคนที่ริมฝั่งก็เห็นชายคนหนึ่งกระโดดจากสะพานลงไปในน้ำ ว่ายรี่ไปยังตำแหน่งที่เด็กหญิงจมหายไปและช่วยเธอขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทุกคนปรบมือชื่นชมวีรบุรุษคนนั้น
ใครคนหนึ่งถามเขาว่า "คุณเยี่ยมจริง ๆ ที่กระโดดลงน้ำเย็นเฉียบอย่างนั้นไปช่วยเธออย่างกล้าหาญ"
"ใครบอกว่าผมกระโดดลงไปล่ะ? ไม่รู้ไอ้เวรไหนถีบผมลงไปในน้ำ"
อาจมีสักครั้งหรือสองครั้ง บางคนอาจโชคดีถูก 'ถีบลงน้ำ' ได้รับซองขาวพร้อมบัตรเชิญให้ออกจากงาน เหตุผลอาจเป็นการทำงานไม่บรรลุเป้าหมายขององค์กร หรือให้เสียสละ 'เออร์ลี รีไทร์' เพื่อลดภาระของบริษัทในยามที่เศรษฐกิจป่วยเรื้อรัง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงตำแหน่งซีอีโอ
บางครั้งการถูก 'ถีบลงน้ำ' ก็เกิดขึ้นกับทั้งองค์กรเมื่อลูกค้าของบริษัทหลุดลอยไป หรือตลาดของบริษัทล้ม ฯลฯ
ไม่ว่าการถูกถีบจะเป็นรูปแบบใด ก็ให้ความรู้สึกแย่ทั้งนั้น
สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดระบบหนึ่งของโลกคือ แอปเปิล ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งในปี พ.ศ. 2528
ยี่สิบปีต่อมา เขากล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้นว่า "ผมมองไม่เห็นตอนนั้นหรอก แต่กลายเป็นว่า การถูกไล่ออกจากแอปเปิลกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม น้ำหนักมหาศาลของความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... มันปลดปล่อยผมเพื่อให้เข้าไปสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต"
สตีฟ จ็อบส์ ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ เข้าสู่วงการใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยลองมาก่อน เช่น ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่น และออกแบบงานคอมพิวเตอร์ระบบใหม่ จนบริษัทที่ไม่ต้องการเขาก็ขอซื้อกิจการของเขา และในที่สุดเขาก็กลับไปยิ่งใหญ่ในแอปเปิลอีกครั้ง สร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ เช่น ระบบ Mac OSX, iMac, iTunes, iPod ฯลฯ
การถูก 'ถีบลงน้ำ' ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณยังรักษาทัศนคติที่ดีในชีวิตไว้ได้
หากคุณมองมันว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คุณอีกครั้ง หากคุณตั้งสติไม่ลนลานและวิตกเกินไป คุณอาจพบว่าสิ่งที่มาพร้อมกับการถูกถีบลงน้ำคืออิสรภาพและมุมมองใหม่
นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้วิเคราะห์ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณเดินถูกทางหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองในจุดใดบ้าง
บางครั้งการหยุดหนึ่งก้าวเพื่อดูลาดเลาก่อนก้าวต่อไปเป็นสิ่งที่ดี
น้ำที่คุณลงไปลอยคออยู่นั้นอาจเย็นเฉียบ แต่มันก็ช่วยชำระล้างคราบฝุ่นที่เกาะตา ทำให้มองเห็นทางสายอื่นที่ยังไม่ได้เดิน และโอกาสอื่น ๆ ที่คุณยังไม่กล้าทำ
เมื่อคิดว่าไหน ๆ ก็ลงน้ำแล้ว ก็ว่ายต่อไปก็แล้วกัน โอกาสย่อมไม่เท่ากับศูนย์อย่างแน่นอน วินทร์ เลียววาริณ
26-1-26
จาก สองแขนที่กอดโลก
49 บทความกำลังใจ
ได้รับคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.8 บาท
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395สั่งซื้อหนังสือ https://www.winbookclub.com/store/detail/86/สองแขนที่กอดโลก
1- แชร์
- 20
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
พูดถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ของผม - ฮานอย ฮิลตัน หลายคนงงว่ามันหมายถึงอะไร
เรารู้ว่าฮิลตันหรูเป็นชื่อโรงแรมของอเมริกา มีทั่วโลก
ฮานอย ฮิลตัน ก็น่าจะเป็นโรงแรมฮิลตัน สาขากรุงฮานอย ใช่ไหม?
ใช่ และไม่ใช่
ฮานอย ฮิลตัน โด่งดังมากในช่วงสงครามเวียดนาม แต่ไม่ใช่โรงแรมที่ใครไปพัก
หรือพูดให้ถูกคือ พักได้ แต่ไม่ใช่โรงแรม
ฮานอย ฮิลตัน เป็นชื่อคุกในฮานอยที่นักโทษเรียกกัน ชื่อจริงคือฮัวโล แปลว่าเตานรก คุกนี้พวกฝร่ั่งเศสสร้างตอนที่ปกครองเวียดนาม ใช้ขังนักโทษการเมือง
ระหว่างสงครามเวียดนาม มันเป็นที่คุมขังนักโทษสงคราม ทั้งอเมริกัน ไทย แม้แต่พวกเวียดนามใต้
พวกนักโทษถูกจับไปรวมกันที่นั่น ก็ตั้งชื่อมันขำๆ ว่า "กูพักที่ ฮานอย ฮิลตัน โว้ย!"
ผู้ตั้งชื่อ ฮานอย ฮิลตัน เป็นนักบินอเมริกันชื่อ บ็อบ ซูเมคเกอร์ เขาสลักประโยค “Welcome to the Hanoi Hilton.” (ยินดีต้อนรับสู่ ฮานอย ฮิลตัน) บนด้ามจับถังน้ำ
กลายเป็นชื่อเรียกของคุกในหมู่นักโทษ
มันเลิกเป็นคุกในราวปี 1993-1994 ทางการเปลี่ยนมันเป็นพิพิธภัณฑ์
เรื่องสั้น ฮานอย ฮิลตัน ก็ใช้ฉากของโรงแรมนรกแห่งนี้ เรื่องเป็นอย่างไร ก็คงต้องซื้ออ่านเอง เพราะนักเขียนกำลังไส้แห้งพอๆ กับนักโทษในฮัวโล
วินทร์ เลียววาริณ
24-1-261- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ใกล้ปลายสมัยราชวงศ์ถัง สายธารเซนที่ไหลมานานหลายร้อยปีก็แยกออกเป็นห้าสาย ทั้งห้าสายมีปรมาจารย์ชั้นเยี่ยมจำนวนมาก แต่ละสายมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดก็สืบย้อนกลับไปหาปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงแห่งเฉาซี
ธารทั้งห้าสายประกอบด้วย :
สายกุ้ย-หยาง (潙仰宗 ญี่ปุ่นเรียก อิเกียว) ตั้งตามชื่ออาจารย์กุ้ยซานหลิงยิ่ว (771-854?) และหย่างซานฮุ่ยจี้ (813-890) ผู้เป็นศิษย์ของอาจารย์เหวยซานหลิงยิ่ว
สายกุ้ย-หยางเกิดขึ้นจากการรวมคำสอนของอาจารย์เหวยซานหลิงยิ่ว กับวิธีการสอนของอาจารย์หย่างซานฮุ่ยจี้ มีการใช้รูปวงกลมในการฝึกสมาธิ สายนี้เฟื่องฟูอยู่ราวหนึ่งร้อยห้าสิบปีก็จางหายไป
.................
สายหลินฉี (临济宗 ญี่ปุ่นเรียก รินไซ) ตั้งตามชื่ออาจารย์หลินจี้อี้เฉียน (?-867) เซนสายหลินฉีเน้นการรู้แจ้งแบบฉับพลัน มีชื่อเรื่องการใช้วิธีสอนแบบแรง ๆ เช่น ตะคอก ตะโกน ตี เป็นต้น มีการใช้โกอานช่วยให้เข้าถึงเซน
.................
สายเส้าต้ง (曹洞宗 ญี่ปุ่นเรียก โซโต) ตั้งตามชื่ออาจารย์ต้งซานเหลียงเจีย (806-869) สายเส้าต้งเน้นการนั่งสมาธิแบบซาเซน สายเส้าต้งในเมืองจีนหายไปในราชวงศ์หมิง
.................
สายหวินเหมิน (雲門宗 ญี่ปุ่นเรียก อุมมอน) ตั้งตามชื่ออาจารย์หวินเหมินเหวินเอี่ยน (864-949)
เซนสายหวินเหมินรุ่งเรืองนานหลังจากผู้ก่อตั้งจากโลกไปแล้ว เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีการศึกษาในสังคมชั้นสูง โด่งดังในเรื่องการใช้คำพูดแทงทะลุ มักใช้คำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียว ทำให้คนเรียกสายนี้ว่า หนึ่งคำขวางกั้น (One Word Barriers)
.................
สายฝะเหยี่ยน (法眼宗 ญี่ปุ่นเรียกโฮเง็น) ตั้งตามชื่ออาจารย์ฝะเหยี่ยนเหวินอี้ (885-958)
สายฝะเหยี่ยนสร้างคุณูปการแก่วงการเซนมาก ด้วยการเขียนตำราเซนมากมาย ทั้งโกอานและบันทึกต่าง ๆ มีความพยายามรวมแนวทางแบบซาเซนเข้ากับนิกายเทียนไถ
.................
ศิษย์แห่งเซนทั้งห้าสายนี้ล้วนสืบมาจากอาจารย์สือโถวซีเชียนและหม่าจู่ นั่นคือ สำนักกุ้ย-หยางกับหลินฉีสืบสายมาจากอาจารย์หม่าจู่ สำนักหวินเหมิน ฝะเหยี่ยน เส้าต้ง สืบสายมาจากอาจารย์สือโถวซีเชียน
ในห้าสำนักนี้ มีแต่สายเส้าต้งกับสายหลินฉีที่ยังสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในญี่ปุ่นสายเส้าต้งเรียกว่า โซโต เซน (Soto Zen) สายหลินฉีเรียกว่า รินไซ เซน (Rinzai Zen) ทั้งสองสายนี้แม้ว่าจะมีหลักการเหมือนกันคือมุ่งซาโตริ แต่วิธีการต่างกันไปบ้าง
สายเส้าต้งเห็นว่าการเข้าถึงซาโตริเกิดจากความสงบใส โดยนำจิตเข้าสู่ความว่างเปล่า เน้นแนวทางปฏิบัติซาเซนเป็นหลัก ส่วนสายหลินฉีเห็นว่าการเข้าถึงซาโตริเกิดจากการขบคิดปริศนาธรรม เพื่อการบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันว่า สายโซโตไม่ใช้แนวทางของโกอาน ชาวเซนสายโซโตใช้โกอานเช่นกัน ความจริงแล้วปริศนาธรรมส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากพระเซนสายโซโต
นับแต่วันแรกที่มังกรเซนพระโพธิธรรมทะยานเหนือแผ่นดินจีน เซนวิวัฒนาการไปอีกระดับหนึ่ง ผ่านการคิดของอาจารย์เซนเด่น ๆ เช่น ฮุ่ยเหนิง สือโถวซีเชียน หม่าจู่ ฯลฯ แม้รายละเอียดปลีกย่อยจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักการของเซนยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเข้าถึงพุทธภาวะโดยไม่แสวงหา เข้าใจโดยไม่พยายามเข้าใจ แสงสว่างในตัวเรามิได้เกิดจากการจุดไฟ แต่มาจากการมองผ่านม่านกำบังแล้วพบว่า มันสว่างตลอดเวลาอยู่แล้ว
............................
วินทร์ เลียววาริณ
25-1-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุด-Mini-Zen-และ-Mini-Tao-ราคาปก-430.-พิเศษ-350.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-
1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ตั้งแต่ผมจำความได้ แคนาดาก็เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรสหรัฐฯ เป็นคู่ซี้บ้านติดกัน
จนเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าจะขึ้นภาษี จะยึดแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ฯลฯ ชาวแคนาดาก็ประกาศว่า "เราจะไม่ทน"
เมื่อราว 8 วันก่อน นายกรัฐมนตรีแคนาดาบินไปจับมือกับสีจิ้นผิง เป็นครั้งแรกที่สองประเทศจับมือกันตั้งแต่ปี 2017
นี่แปลว่าอะไร?
แปลว่าแคนาดาส่งสัญญาณต่อสหรัฐฯและกระทำอย่างเป็นรูปธรรมว่า เราหาเพื่อนใหม่ก็ได้ว่ะ
ล่าสุดในการชุมนุมที่ดาวอส มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาส่งสัญญาณตรงถึงสหรัฐฯ บอกว่าระบบเก่าที่สหรัฐฯเป็นเพื่อนกับโลก และทุกประเทศเท่าเทียมกันนั้นจบสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว
Let me be direct. We are in the midst of a rupture, not a transition.
(rupture = ปริแตก เหมือนไส้ติ่งแตก)นี่คือยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก
ประเทศที่มีอำนาจใช้การแทรกแซงทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีเป็นอำนาจต่อรอง ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นการบีบ ใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนที่จะเอาเปรียบ
ทิ่มแทงสหรัฐฯโดยไม่มีการเอ่ยชื่อสหรัฐฯเลย
เขาบอกว่าประเทศเล็กๆ ทั้งหลายสามารถรวมตัวกันต้านอันธพาลโลกได้ (The power of the powerless)
ไม่ต้องตามก้นพี่ใหญ่ทุกก้าว
สุนทรพจน์ของ มาร์ก คาร์นีย์ สั้น แต่ใจความครบ เขาพูดโดยไม่ต้องมีโพย ถือว่าเป็นนักพูดชั้นยอด
ผมฟังเขาพูดด้วยอาการขนลุก และคิดจะแปลมาให้อ่านกัน แต่พบว่ามีคนอื่นหลายคนแปลแล้ว จึงเปลี่ยนใจ
เขาบอกว่า "แคนาดาไม่ได้เจริญเพราะสหรัฐฯ แต่เจริญเติบโตเพราะเราเป็นชาวแคนาดา"
หลังจาก มาร์ก คาร์นีย์ พูดได้วันสองวัน ทรัมป์ก็ออกมากระแทกเขาแรงๆ ต่อหน้าสื่อว่า "ผมดูนายกฯของพวกคุณเมื่อวานนี้ มันโคตรอกตัญญูเลย... แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ จำไว้นะ มาร์ก เวลาคุณพูดอะไรคราวหน้า"
มาร์กก็สวนกลับเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า "แคนาดาไม่สามารถแก้ทุกปัญหาของโลก แต่เราสามารถแสดงทางอีกสายหนึ่งให้เห็น วิถีแห่งประวัติศาสตร์ (arc of history) ไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องไปหาระบอบเผด็จการนิยมและการกีดกัน" (คำว่า arc นี่นึกคำไทยไม่ออก ใช้คำว่าวิถีไปก่อน)
ณ วันนี้ มาร์ก คาร์นีย์ กลายเป็นม้ามืดที่นำทางขบวนการต้านทรัมป์ไปโดยปริยาย โดยบอกกับสหรัฐฯว่า (ขออนุญาตใช้สำนวนของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)...
"กูไม่กลัวมึง"
วินทร์ เลียววาริณ
24-1-261- แชร์
- 35
