• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ

    5 คำถามเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a7f513a0e3aca1bf70efa5b 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม" 

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ ข่าวเด็กวัยรุ่นยิงนักเรียนและครูตายซาลงแล้ว เป็นเวลาที่ผมเพิ่งมีโอกาสดูซีรีส์ชุดนี้ Adolescence นี่คือรีวิว)

    เด็กชายอายุ 13 ขวบคนหนึ่งชื่อ เจมี มิลเลอร์ ถูกตำรวจจับข้อหาฆ่าเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ไม่มีใครรู้เหตุผล ตำรวจพยายามหาแรงจูงใจ นักนิติจิตวิทยา (forensic psychologist) ประเมินผลทางจิต

    แต่เหตุการณ์นี้เหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงน้ำ ส่งแรงกระเพื่อมเป็นวง กระทบต่อทุกคนที่อยู่ในรัศมีของความสัมพันธ์

    นี่คือหนังเรื่อง Adolescence ซีรีส์สี่ตอนที่กระชับแน่น เหมือนดูหนังยาว 4 ชั่วโมงที่ไม่มีส่วนเกิน

    Adolescence ไม่ใช่หนังสืบสวนสอบสวนที่เน้นใครฆ่าใคร ใครเป็นคนร้าย แต่เป็นหนังที่แสดงผลกระทบต่อคนรอบตัวของผู้ก่อเหตุ พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อน เพื่อนบ้าน

    หนังชี้ให้เห็นผลกระทบที่แรงกว่าที่สังคมรู้ หรือสนใจจะรู้ พวกเขาสนใจว่าใครฆ่าใคร ได้รับโทษอย่างไรมากกว่า อย่างมากก็ถอดบทเรียนสักสองสามวันพอเป็นพิธี แล้วก็รอเหตุการณ์ร้ายเหตุการณ์ต่อไป

    ในโลกที่บางสังคมหาซื้อปืนได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น สหรัฐฯ (ประเทศที่ผมขอเปลี่ยนชื่อเป็น AmeriGUN) เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ แต่น้อยคนจะสนใจผลกระทบของเหตุการณ์ในเชิงลึก

    Adolescence แสดงจุดนี้ได้เข้มข้น

    นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้แสดงได้ไร้ที่ติ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นตัวเอกและคนเป็นพ่อ

    Adolescence ยังแตะเรื่องการบูลลีในโลกไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไร

    จุดเด่นที่เป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้คือการถ่ายทำ ผมดูไปครึ่งตอน ก็อุทานว่า "เฮ้ย! นี่จะทำ one-shot filming ทั้งเรื่องจริงหรือ? ได้หรือ?"

    นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ทุกตอนถ่ายแบบ one-shot filming หมายความว่ากล้องจะเคลื่อนจากฉากหนึ่งไปอีกฉากหนึ่งต่อเนื่อง ไม่หยุด ตลอดความยาวหนึ่งชั่วโมงของตอนนั้นๆ

    ในหนังใหญ่บางเรื่อง เช่น หนังสงครามเรื่อง 1917 ของ แซม แมนเดส ก็ใช้เทคนิค one-shot filming บางท่อน และเป็น one-shot filming แบบต้องตัดต่อหลอก

    Adolescence ถ่ายทุกตอนแบบ one-shot filming จริงๆ ด้วยความยาวของตอนหนึ่งชั่วโมง จึงเป็นงานมหาโหดและสมควรได้รับคำชม มันทำให้หนังสี่ตอนนี้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง สมบูรณ์เหมือนประติมากรรม

    แต่จุดเด่นของเรื่องคือการเล่าเรื่องแบบตั้งคำถามว่า ปัญหาเด็กก่ออาชญากรรมเกิดจากอะไร? การเลี้ยงดู? สิ่งแวดล้อม? พันธุกรรม? ครู? เพื่อน? โซเชียล?

    ทุกครั้งที่เกิดเหตุแบบนี้ มีคำถามมากมายที่พ่อแม่ของเด็กผู้ก่อเหตุถามตัวเอง เช่น เราเลี้ยงลูกผิดหรือเปล่า ลูกเรามีความสุขหรือเปล่า เราสปอยล์ลูกหรือเปล่า เรารักลูกพอไหม เรากดดันลูกเกินไปหรือเปล่า เราเป็นพ่อแม่ที่แย่หรือเปล่า

    เมื่อไม่รู้คำตอบ พ่อแม่ก็มักโทษตัวเอง

    หนังชี้ว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งทำเรื่องผิด จะเดือดร้อนทั้งครอบครัว เป็นทุกข์ทุกคน

    Adolescence เป็นหนังที่สมบูรณ์ งดงาม แต่ดูยาก เพราะกดดันหัวใจมาก

    ในโลกทุกวันนี้ การเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เติบโตเป็นคนที่ไม่สร้างปัญหานั้น กลายเป็นเรื่องยากมหายาก

    แค่เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้โตขึ้นเป็นคนปกติ ไม่สร้างปัญหา ก็เป็นความฝันอันสูงสุดของพ่อแม่ทุกคนแล้ว

    10/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    15-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 2 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    พ่อผมเป็นหนึ่งในคนจีนโพ้นทะเลนับล้าน ๆ คนที่เดินทางออกจากเมืองจีน ไปตายเอาดาบหน้า ในวัยสิบเจ็ด พ่อมาตัวเปล่าจากมณฑลกวางตุ้ง มุ่งหน้าสู่เมืองไทย เริ่มต้นบทที่หนึ่งในแผ่นดินใหม่โดยเป็นกรรมกรที่ท่าเรือ

    พ่อเดินทางร่อนเร่ไปทั่วไทย ขึ้นเหนือลงใต้ พ่อต้องอดข้าวเพื่อสะสมเงินเก็บ จนกลายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง จนในที่สุดก็ปักหลักสร้างตัวเป็นช่างทำรองเท้าในอำเภอหาดใหญ่ ส่งเสียลูกสิบคนจนลืมตาอ้าปากได้

    ชีวิตแม้จะลำบาก แต่ดีกว่าอยู่เมืองจีนที่ไม่มีอะไรกิน

    พ่อผมจากครอบครัวมาเมืองไทย แล้วไม่ได้กลับไปบ้านเกิดที่เมืองจีนอีกเลย เมื่อย่าผมตาย พ่อก็แค่รับรู้ข่าวผ่านจดหมาย สองโลกเชื่อมกันด้วยเส้นเชือกบางๆ ของความคิดถึงและความหวัง

    นี่คือชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    จดหมายรักถึงอาม่า (給阿嬤的情書 / Dear You) เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องคนจีนโพ้นทะเลที่มาปักหลักในเมืองไทยในช่วงนั้น

    โครงเรื่องและการนำเสนอมีหลายท่อนคล้าย จดหมายจากเมืองไทย รักกันหนึ่งร้อยปี และ The Bridges of Madison County

    คล้าย จดหมายจากเมืองไทย ตรงที่นำเสนอด้วยจดหมาย ใช้จดหมายเล่าชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย

    คล้าย รักกันหนึ่งร้อยปี ตรงที่นำเสนอคอนเส็ปต์ของเรื่องรักบวกชีวิตของคนจีนโพ้นทะเล

    คล้าย Bridges of Madison County ตรงการเดินเรื่องที่ใช้ฉากปัจจุบันที่เริ่มจากความเข้าใจผิด ย้อนไปเล่าเรื่องรักในอดีต

    หนังฉายภาพเกร็ดชีวิตของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยwด้ดีในระดับหนึ่ง มีองค์ประกอบเกี่ยวกับใช้จดหมายส่งเงินที่เรียกว่าโพยก๊วน และการดูตัวว่าที่เจ้าสาวผ่านแม่สื่อ ฯลฯ

    เรื่องการดูตัวสะท้อนสังคมยุคที่การแต่งงานไม่ขึ้นกับความรัก แต่ขึ้นอยู่กับความอยู่รอด การทำมาหากิน ผู้หญิงมีบทบาทผลิตลูกและทำงาน

    เรื่องโพยก๊วน (批馆) ก็คือ delivery service ในยุคเก่า ประกอบด้วยจดหมายที่มีผู้รับจ้างเขียนให้ (เนื่องจากคนจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ) และเงินที่ฝากไปส่งถึงผู้รับที่จีนแผ่นดินใหญ่ บรรจุอยู่ในซองเดียวกัน

    สมัยนั้นมีสำนักโพยก๊วนจำนวนมากให้บริการแก่ชาวจีน โพยก๊วนจึงเป็นเส้นโลหิตสำคัญของการสื่อสารระหว่างเมืองไทยกับเมืองจีน มีความสำคัญขนาดที่ในปี 2013 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็น Memory of the World Register

    คนจีนที่อพยพหนีตายมาหากินในเมืองไทยแทบเหมือนกันหมด ก้มหน้าทำงานหนัก .ช้จ่ายอย่างประหยัด ส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว

    จดหมายรักถึงอาม่า เป็นหนังแห่งความรัก ความอบอุ่นของสถาบันครอบครัว ความหวัง การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม การจากลา และทุกอย่างที่เป็นส่วนดีที่สุดของมนุษย์

    ขณะเดียวกันก็เสนอมุมความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนจีนโพ้นทะเล

    ดำเนินเรื่องแบบเรียบง่าย ไม่โฉ่งฉ่าง แต่กระตุกต่อมเศร้าอย่างแรง เป็นความเศร้าที่เกิดจากความซาบซึ้งใจผสมกับชะตากรรมของคนหลากหลายเส้นทาง ผสมกันอย่างกลมกลืน

    มันเป็นหนังที่เตือนให้เรา - โดยเฉพาะลูกจีนในเมืองไทย ย้อนมองตัวเอง ทำให้เห็นว่าความยากลำบากที่แท้จริงเป็นอย่างไร ชีวิตคนรุ่นก่อนเป็นอย่างไร เสียงบ่นของคนรุ่นใหม่ที่ห่างไกลหลายปีแสงจากความลำบากของบรรพบุรุษ และทำให้เข้าใจรากเหง้าของลูกจีนในเมืองไทย

    ในยุคที่คนไทยจำนวนมากปฏิเสธงานหนัก ร้านอาหารและสถานที่ก่อสร้างมีแต่คนงานชาวพม่า ลาว เขมร คนที่มีเชื้อสายจีนจำนวนมากอาจลืมหรือไม่รู้ว่า ปู่ย่าตายายของตนก็ผ่านชีวิตอย่างเดียวกับคนงานชาวพม่า ลาว เขมรในตอนนี้

    ดังนั้นพล็อตเรื่องจึงอาจไม่ใช่หัวใจของหนังเรื่องนี้ แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นภาพที่ใกล้ชิดกับเราอย่างมากที่เป็นหัวใจของเรื่อง

    ลูกจีนในเมืองไทยทุกคนควรชม เพื่อสัมผัสความยากลำบากของปู่ย่าตายาย ที่สร้างตัว สร้างชีวิต จนเรามีวันนี้

    ดูเพื่อให้รู้ และไม่ลืม

    หนังดึงเราเข้าหาความรู้สึกภายในอย่างแช่มช้า แต่ทรงพลัง กว่าจะรู้สึกตัว ก็จมในอารมณ์ร่วมกับตัวละครและเหตุการณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

    จัดเป็นหนัง emotional แห่งปี

    อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก เคยจินตนาการอุปกรณ์มองอดีตที่เรียกว่า WormCam สามารถมองภาพอดีตได้แบบเรียลไทม์ผ่านรูหนอน เครื่องมือนี้สามารถไขความลับทุกอย่างในอดีต จดหมายรักถึงอาม่า ก็คือเครื่องมือนั้น มันเหมือนการมองภาพที่เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน และพาเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฉากและเหตุการณ์ที่ปู่ย่าตายายของเราอยู่ในนั้น

    ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าหนัง มันเป็นประสบการณ์

    9.5/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    14-8-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 28
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    แม่ผมไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday

    มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง

    แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง

    ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ

    ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ

    คำว่า 'แม่' ในความรู้สึกของผมเป็นมากกว่าความรัก เป็นการเรียนรู้ชีวิตอย่างหนึ่ง บางสิ่งฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมมาตลอด บางสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือในชีวิตผมไม่เคยบอกว่ารักแม่เลย ไม่เคยกอดแม่ เมื่อแม่จากไปอย่างถาวร ผมเกิดความรู้สึกว่าได้สูญเสียโอกาสที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตไปตลอดกาล

    ผมไม่ใช่คนเดียวที่ประสบกับธรรมเนียมของครอบครัวแบบเก่าที่เห็นว่า การบอกรักคนที่เรารักเป็นเรื่องแปลก

    เพื่อนชาวไต้หวันคนหนึ่งเคยเล่าว่า เมื่อเธอกลับบ้านหลังจากการเรียนต่อที่อเมริกา แม่ไปรับเธอที่สนามบิน เธอโผเข้ากอดแม่ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำอย่างนั้น แม่ของเธอมีสีหน้าตกใจอย่างใหญ่หลวง!

    ผมเรียนรู้ออกจะช้าไปหน่อยว่า เมื่อรักใครก็ควรแสดงออกมาให้เขารู้ แต่ไม่ช้าเกินไปที่จะบอกคนอื่น ๆ ว่า ไปเยี่ยมแม่ของคุณในวันนี้ บอกรักแม่ของคุณเสียก่อนที่แม่ของคุณจะไม่ได้ยินคำบอกรักนั้น

    บางสิ่งบางอย่างในโลกเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

    เอาละ ช้าไปหลายสิบปี ก็ขอบอกรักแม่ในวันนี้ก็แล้วกัน

    รักแม่ที่สุดครับ

    วินทร์ เลียววาริณ
    12 สิงหาคม 2569

    ป.ล. คนที่ยังมีแม่ ก็อย่าลืมบอกรักแม่ด้วย

    1
    • 0 แชร์
    • 42
  • วินทร์ เลียววาริณ
    5 วันที่ผ่านมา

    เมื่อคืนนี้จากชั้นบนตึก ผมทัศนาดอกไม้ไฟบนเส้นขอบฟ้าของสิงคโปร์

    เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) เป็นวันครบรอบ 61 ปีของประเทศสิงคโปร์ มีงานเฉลิมฉลองวันชาติ ธงชาติแดงขาวทั่วเมือง

    (ใช่ ผมไม่อยู่เมืองไทยหนึ่งอาทิตย์ ไปเล่นกับหลาน)

    คนสิงคโปร์เห็นวันชาติเป็นของสำคัญ เพราะกว่าจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แม้เป็นประเทศเล็ก

    ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างชาติจากศูนย์

    เมื่อ 61 ปีก่อน วันที่ 9 สิงหาคม 1965 กลายเป็นวันชาติสิงคโปร์แบบไม่ทันตั้งตัว ลีกวนยูวัย 42 ผู้นำสิงคโปร์ถูกมาเลเซียถีบลงน้ำ นำพาประเทศที่ไม่มีอะไรเลย (ตอนนั้นสิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย)

    ลีกวนยูถึงกับหลั่งน้ำตาในวันนั้น

    ลีกวนยูรู้ว่าโอกาสสำเร็จนั้นต่ำ เพราะสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์มีแต่คนอย่างเดียว แต่จุดเด่นคือสิงคโปร์เป็นเมืองท่าสำคัญ

    สื่อทั่วโลกพยากรณ์ความล่มสลายของประเทศอายุหนึ่งวันนี้โดยถ้วนหน้า หนังสือพิมพ์ประเทศต่าง ๆ ล้วนคาดการณ์ว่าสิงคโปร์จะเป็นรัฐล้มเหลว หนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่งเขียนว่า สิงคโปร์จะล้มเหมือนกับที่อาณาจักรโรมันเสื่อม เพราะความป่าเถื่อนมาแทนที่

    Sydney Morning Herald ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 1965 เขียนว่า “สิงคโปร์ที่เป็นเอกราชไม่ถูกมองว่าจะทำได้สำเร็จ เมื่อสามปีก่อน ไม่มีอะไรในสถานการณ์ล่าสุดที่บอกว่ามันจะสำเร็จในวันนี้”

    London Sunday Times ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 1965 ลงว่า “เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะล้มครืนถ้าฐานทัพอังกฤษต่าง ๆ มูลค่า 100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงจะปิดตัว”

    แม้แต่ประเทศมาเลเซียก็โจมตีเขาอย่างหนัก จนตำรวจประจำตัวลีกวนยูเตือนเขาให้ระวังตัว เขาต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย และเพิ่มกำลังอารักขา  ลีกวนยูเริ่มจากทำให้โลกรู้จักประเทศใหม่นี้โดยเร็ว เขาขอให้ราจารัตนัม (Sinnathamby Rajaratnam หรือ S. Rajaratnam) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนแรก  ตำแหน่งนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงปี 1980 เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างประเทศสิงคโปร์

    ขั้นต่อไปคือสร้างกองทัพ มีชาวมาเลย์จำนวนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรให้สิงคโปร์แยกตัวไป ดังนั้นมันไม่ได้รับประกันว่า วันหนึ่งมาเลเซียจะไม่ยกทัพมาบุกยึดประเทศใหม่นี้

    พวกเขาตั้งกระทรวงที่รวมมหาดไทยเข้ากับกลาโหม เรียกว่า Ministry of Interior and Defense (MID กระทรวงมหาดไทยและกลาโหม) ฝึกตำรวจเป็นทหาร ทุกวันนี้ป้ายรถของกองทัพสิงคโปร์ก็ยังมีอักษรย่อ MID

    ขั้นที่สามคือเศรษฐกิจ เป็นงานยากเย็น เพราะเริ่มทุกอย่างใหม่ มาเลเซียไม่ต้องติดต่อค้าขายกับสิงคโปร์โดยตรง ตัวเลขคนว่างงานคือ 14 เปอร์เซ็นต์

    ลีกวนยูต้องหาทางสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ แต่จะทำอย่างไร? มันไม่ง่ายเหมือนฮ่องกงที่เป็นเกาะเหมือนกัน แต่อังกฤษยังดูแลฮ่องกงอยู่  แต่ในที่สุดเขาและทีมงานก็ทำสำเร็จ ตอนนี้พาสปอร์ตสิงคโปร์เป็นพาสปอร์ตที่ดีที่สุดในโลก

    สูตรความสำเร็จของสิงคโปร์คือ 'วิสัยทัศน์' บวก 'ความรู้' บวก 'ทำงานหนัก' ลบ 'คอร์รัปชั่น'

    วินทร์ เลียววาริณ
    10-8-26

    (ภาพ: CNA/Wallace Woon)

    1
    • 0 แชร์
    • 57