• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ผู้อ่านถามว่ามีเรื่องสั้นเรื่องใดที่ผมเขียนไว้นานแล้ว อยากจะกลับไปแก้ไข

    ในชีวิตการเขียนหนังสือมาสามสิบกว่าปี ผลิตงานออกมาหลายสิบเล่ม ย่อมต้องมีหลายเรื่องหลายเล่มที่อยากแก้ไข

    บางเรื่องตอนเขียนตอนตีพิมพ์คิดว่าดีแล้ว (“คิดได้ไง!”) ผ่านไปหลายปี มองเห็นว่ามันสามารถปรับปรุงให้ดีกว่านั้นได้อีก

    นักเขียนจีนกิมย้งเขียนนิยายได้สิบห้าเรื่อง ก็ยุติบทบาท ใช้เวลาที่เหลือปรับปรุงงานทั้งหมด

    นักเขียนไทยรายได้ต่ำต้อย จะอยู่รอดต้องทำงานต่อเนื่อง โอกาสหยุดงานไปปรับปรุงงานเก่าทั้งหมดค่อนข้างยาก

    ผมทำงานแบบศิลปินพาณิชย์ มีระบบ มีเส้นตาย มีกำหนดส่งงาน เมื่อถึงเวลาส่งงานก็ต้องส่ง ดังนั้นแต่ละเรื่องจึงอาจทำได้ดีที่สุดภายใต้กรอบของข้อแม้ทางเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์

    จึงไม่เคยบอกว่างานชิ้นนี้ชิ้นนั้นเป็น masterpiece พูดแล้วอายเขาเปล่า ๆ

    ผมผลิตหนังสือปีละสี่เล่มต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว ด้วยปริมาณงานขนาดนี้ ก็ย่อมมีงานดีมากและดีน้อยปนกันเป็นธรรมดา

    ตราบใดที่ยังอยู่ในมาตรฐาน ISO (I See Okay) ก็ปลอดภัย

    ถามว่าถ้าให้เวลามากกว่านี้ จะทำงานได้ดีกว่านี้หรือไม่?

    คำตอบคืออาจจะไม่

    ผมฝึกมาแบบทำงานภายใต้ความกดดันของเวลา สมองทำงานดีที่สุดเมื่อให้เวลาน้อย ให้เวลามาก ๆ กลับคิดไม่ค่อยออก

    ไม่ได้พูดเล่น เป็นอย่างนี้จริง ๆ

    สมัยทำงานโฆษณา งานที่ให้เวลาคิดนาน ๆ มักออกมาธรรมดา งานที่ให้เวลาน้อยมาก เช่น บรี๊ฟเช้าขายบ่าย มักผ่านฉลุย

    แต่ยอมรับว่างานบางชนิดก็เหมือนสุราเนื้อดี ต้องให้เวลาบ่ม

    สังเกตไหมว่าผมผลิตงานวรรณกรรมซีเรียสค่อนข้างน้อย (สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เส้นสมมุติ) หลายปีผลิตสักเล่ม เพราะงานแบบนี้ต้องใช้เวลา

    นี่ก็ไม่เกี่ยวกับว่าทำงานเร็วทำให้งานไม่ได้ แค่บอกว่างานบางชนิดต้องขบคิดจนตกผลึกจึงเขียนได้

    เอาละกลับมาที่คำถามว่ามีงานชิ้นไหนอยากแก้บ้าง

    มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน หากให้เขียนใหม่ใน พ.ศ. นี้ ผมคงใส่รายละเอียดตัวละครมากกว่านี้ใส่อารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น และอาจเพ่ิมอีกหลายบท เช่น กบฏนายสิบ เมษาฮาวาย ฯลฯ

    ปีกแดง อาจต้องเติมน้ำเข้าไปอีกนิด เพราะตอนนี้มันอัดแน่นมาก

    บางเรื่องก็อยากแก้ แต่คิดไปคิดมา ทิ้งตำหนิไว้เป็นหลักฐานดีกว่า แสดงให้เห็นพัฒนาการของนักเขียนคนหนึ่ง

    แล้วมีเรื่องไหนที่คิดว่าลงตัว ไม่ต้องแก้ไขอีกแล้วบ้าง?

    ก็มีหลายเรื่องเช่นกัน เช่น โลกีย-นิพพาน เช็งเม้ง รักกันหนึ่งร้อยปี สะพาน บ้านสีเหลือง เป็นต้น เพ่ิมหรือลดไม่ได้แล้ว คงไม่สามารถแก้ไขได้อีก

    ใครไม่เชื่อก็ต้องซื้อไปพิสูจน์ดู! 

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 6
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ความทุกข์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง (ขอเรียกว่า ‘ตัวทุกข์’ ก็แล้วกัน) มันเป็นสัตว์สายพันธุ์ที่หาง่ายพบง่าย มันชอบมาหาเราเสมอ แต่เราไม่อยากเจอมัน เราขยะแขยงมันเหมือนงู โดยสัญชาตญาณ เราจะวิ่งหนีมันไปให้ไกลที่สุด แต่เราไม่มีทางกำจัดมันไปได้

    เราอาจหนีมันไปที่อื่น แต่มันก็ตามเรามาเหมือนเงาของเราเอง เราอาจพามันไปปล่อยที่ไกล ๆ แต่มันก็หาทางกลับมาหาเราจนเจอ

    ถ้าตัวทุกข์เป็นต้นไม้ มันก็คงเป็นต้นตะบองเพชร หนามแหลมคม ถูกเข้าก็เจ็บ ไม่น่าเข้าใกล้

    ต้นตะบองเพชรจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด ความทรมาน ความทุกข์ทั้งหลาย

    ความเจ็บปวดทางใจก็เช่นกัน คือหนามต้นตะบองเพชรที่คาใจ คนจำนวนมากหนีมันด้วยเหล้า ยาเสพติด ไปจนถึงหลอกตัวเอง

    ปรัชญาเซนสอนว่า เมื่อฝนตก จงฟังเสียงฝน เมื่อหิมะตก จงดูหิมะ เมื่อร้อน สัมผัสความร้อน เมื่อหนาวจงสัมผัสความหนาว

    ความหมายคือจงอยู่กับความเปลี่ยนแปลง ยอมรับทุกสภาพที่ปรากฏขึ้นในชีวิตเรา แล้วเราจะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอย่างแท้จริง

    ฝนตกในหลายอารยธรรมเป็นสัญลักษณ์ของปัญหา ความหม่นหมอง เป็นเรื่องไม่ดี แต่ปรัชญาตะวันออกไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

    มันเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง มันเป็นเช่นนั้นเอง

    ทุกข์ก็เหมือนกัน

    เช่นเดียวกับฝนตก ทุกข์ก็ไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี มันเป็นแค่ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในชีวิตที่เราหนีมันไม่พ้น

    ถ้าเราสามารถยอมรับว่าความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราก็มีความสุขได้

    บทเรียนหนึ่งที่ปราชญ์เซน ติช นัท ฮันท์ สอน คือให้รับรู้และยอมรับการดำรงอยู่ของความรู้สึกเจ็บปวด ทั้งความเจ็บปวดทางกาย และความทุกข์ในใจ

    ท่านสอนให้อย่าหนีความรู้สึกเจ็บปวดนั้น แต่ให้รับรู้ตลอดเวลา โอบกอดความทุกข์นั้นอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว ความอิจฉา ความสิ้นหวัง

    ท่านติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสู้กับความทุกข์ จงยอมรับมัน ดูแลมันอย่างดีเหมือนแม่ที่ปลอบโยนทารกที่ร้องไห้ ความทุกข์ก็เป็นเสมือนทารกที่ร้องไห้อยู่ จิตที่ตื่นรู้คือแม่ที่มีความรัก โอบกอดลูกอย่างอ่อนโยน”

    โอบรับความทุกข์มิใช่คำสอนให้ทำร้ายตัวเอง แต่สอนให้เข้าใจทุกข์ แล้วจึงสามารถอยู่กับมันได้

    ดังนั้นหากตัวทุกข์เป็นต้นตะบองเพชร ทางเดียวที่จะอยู่กับมันคืออย่าหนีมัน อยู่กับมัน โอบกอดมัน รักมัน

    กอดต้นตะบองเพชรย่อมเป็นความเจ็บปวด แต่คนมีแผลย่อมรู้ว่า ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

    การกอดต้นตะบองเพชรคือทัศนคติในการจัดการกับปัญหา ไม่หนีปัญหา ไม่หนีความเจ็บปวด

    การกอดไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่คือยอมรับความจริง ยอมรับปัญหา แล้วอยู่กับมันอย่างสันติ เพื่อเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

    สำหรับคนที่จิตตก ซึมเศร้า ก็ยอมรับความเจ็บปวดของสภาวะซึมเศร้านั้น ไม่หนีมัน แต่อยู่กับมัน กอดมัน อาการก็มักดีขึ้น

    สำหรับนักเขียน กอดต้นตะบองเพชรหมายถึงการยอมรับคำวิพากษ์ที่ไม่น่าฟัง เป็นต้น

    ‘ต้นตะบองเพชร’ ก็คือด้านทุกข์ของเรา เมื่อเรายอมรับมัน ไม่หนีมัน เผชิญหน้ามันด้วยปัญญา มันก็ทำร้ายเราไม่ได้

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-6-26

    จาก กอดหนาม
    51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม 
    โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao 

    Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F 
    Shopee โปรโมชั่น https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 29
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ราวปี 2544 คุณเรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการนิตยสารรหัสคดี ส่งหนังสือรหัสคดีของ อี. ดับเบิ้ลยู. ฮอร์นัง มาให้ผมพร้อมโน้ต : "วินทร์ครับ อยากเห็นคุณเขียนสักเล่มที่มีตัวละครชุดแบบนี้ รัก + นับถือฝีมือ เรืองเดช"

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนสนิท - สุจิตร โสรจศรีโสม อยากได้บทภาพยนตร์เกี่ยวกับนักสืบ เพื่อไปเสนอทำซีรีส์โทรทัศน์ สั่งมาว่าขอแค่ 26 ตอน

    เอ้า! เมื่อมีแรงกระทุ้งอย่างนี้ ทำก็ทำ (วะ)

    ผมอ่านนิยายนักสืบมามากพอสมควร ชอบนักสืบปรมาจารย์ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ มาก ก็คิดว่าจะเดินไปตามตามสายนี้ แต่ทำอย่างไรให้แตกต่าง ทั้งตัวละครและโทนเรื่อง

    ตัวละครนักสืบไทยนั้นมีอยู่บ้าง ตั้งแต่พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ชุด ประพฤติการณ์ของนายทองอิน รัตนะเนตร์ มาจนถึงยุคพนมเทียน คือชุด รุจน์ ระงับพาล

    พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ ก็เขียน แต่ผมจำชื่อตัวเอกไม่ได้้แล้ว

    ผมไม่อยากให้นักสืบคนนี้มีบุคลิกจริงจังเหมือนนักสืบเก่งๆ ทั่วไป ผมอยากได้นักสืบไทยๆ ที่สืบแบบไทยๆ คือขี้เล่น และผิดพลาดได้ อาศัยดวงช่วยบ้าง ขณะเดียวกันเป็นนักสืบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

    ก็เป็นที่มาของตัวละคร พุ่มรัก พานสิงห์ ฉายาเสี่ยวนักสืบ เพราะเป็นชาวอีสาน เกิดในยุคทองของเพลงลูกทุ่ง และเป็นนักร้องด้วย ทำงานร้องเพลงในคาเฟ่ที่มีดาวตลก เพื่อให้ได้เล่นมุขตลกทั้งเรื่อง

    ฉากของเรื่องตั้งใจว่าเป็นช่วงรอยต่อของยุคทองเพลงลูกทุ่งกับสมัยใหม่ สไตล์การสืบของ พุ่มรัก พานสิงห์ เดินตามรอยของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ คือใช้ความสังเกตและ deductive reasoning ไม่มีการตรวจดีเอนเอ หรือแนว CSI แทบไม่มีการใช้สมาร์โฟน และยังห่างไกลจากยุค AI ตัวเอกยังเดินสายร้องเพลงตามจังหวัดต่างๆ

    ด้วยเหตุนี้ก็สอดแทรกเพลงลูกทุ่งยุคเก่าเข้าไปเสมอ โดยเฉพาะเรื่อง ฆาตกรรมจักรราศี

    นักสืบคนนี้สืบแบบทีเล่นทีจริง จนผู้อ่านบางคนที่อาจยังติดอยู่กับบุคลิกนักสืบเก่งๆ ทั้งหลายเปรยกับผมว่า เรื่องไม่ซับซ้อนพอ ซึ่งเป็นเจตนาของคนเขียนอย่างนั้น

    แต่ในเมื่อมีคนเปรย ผมก็เริ่มเขียนบางเรื่องแบบ ' ซับซ้อนมั่กมั่ก' ให้อ่าน โดยเฉพาะเรื่องหลังๆ

    ตามสไตล์นิยายนักสืบแนวนี้ ก็ต้องมี sidekicks เร่ิมที่ผู้ช่วยนักสืบ ออกแบบอย่างรวดเร็ว แทบไม่ต้องคิด มันออกมาเอง

    จันทร์แรม ชื่อนี้มาแบบชื่อเดียวอยู่ เพราะเป็นชื่อที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่งหลายเพลง
    ทั้งเรื่องจะไม่รู้ว่าจันทร์แรมหน้าตาเป็นอย่างไร ติดต่อทางโทรศัพท์เป็นหลัก

    นอกจากนี้ก็มีทีมตำรวจ เรื่องแรกของชุด ฆาตกรรมกลางทะเล เปิดตัวตำรวจสี่คน

    สารวัตรสามิต เป็นเพื่อนกับพุ่มรัก เกิดบ้านเดียวกัน ฉายา สามิต-14 ซึ่งเป็นชื่อบุหรี่ในยุคก่อน

    ร.ต.ต. สมศักดิ์ นิมมาวงษ์ ร.ต.ต. ธนู จำเริญจิตต์ และจ่าแซง

    เรื่องแรกในเล่มนี้ นามนั้นสำคัญไฉน ใช้ฉากสนามบินดอนเมือง เพราะตอนนั้นสนามบินนานาชาติยังไม่ย้ายไปที่สุวรรณภูมิ

    คุณลักษณ์อื่นๆ ของ พุ่มรัก พานสิงห์ คือพูดเหมือนร้องเพลง การลงท้ายประโยคด้วย "กัลล์" เป็นการเลียนเสียงเพลงนักร้องสมัยนั้นที่บางทีกระดกลิ้น กวนใจเล่น  คำ "แซบอีหลี-ดีลิเฌียส" ที่ใช้ เป็นคำของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
    ...........................

    ผมส่งต้นฉบับเรื่องนี้ไปให้พี่เสถียร จันทิมาธร มติชนสุดสัปดาห์ ปะหน้าด้วยจดหมายนำเสนอที่แหวกแนว ประมาณนี้

    "ผมพบ พุ่มรัก พานสิงห์ ในมุมมืดหนึ่งของคาเฟ่ย่านดาวน์ทาวน์กรุงเทพฯ เขาดูเหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง สวมเสื้อผ้าฉูดฉาด โกรกสีเส้นผมแปล็บแปร๋น คาดแว่นตาดำกรอบหัวใจ พวงมาลัยเต็มคอ หน้าตาก็พอหล่ออยู่ในมาตรฐานไทยปนลาว

    เขาบอกว่าเขาทำงานนักสืบเป็นเพียงงาน ‘ไซด์ไลน์’ ทำมานานปี  ส่วนงานประจำของเขา? เขาไม่ตอบหากเอ่ย “ขอโทษ” และขอตัวไปขึ้นเวที

    เขาสืบเก่งหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือน้ำเสียงเขาดีทีเดียว

    ใช่! พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นนักร้อง ชอบกินลาบ ข้าวเหนียว ส้มตำ แจ่ว แซบอีหลี-ดีลิเฌียส เว้าอีสานปนไทยกลาง ดังนี้จึงไม่แปลกที่หลายคนเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวนักสืบ’

    เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับฉายานั้น ตอบเพียงว่า “ข้อยบ่แมนบักเสี่ยวนักสืบอีเล่น ๆ เด้อ”

    ความจริงแม้เขาจะทำงานนักสืบเป็นเพียงงานอดิเรก แต่เขาก็จริงจังกับงานอย่างยิ่ง หางเครื่องที่ไม่ประสงค์จะออกนามนางหนึ่งบอกว่า ความที่ใกล้ชิดผู้หญิงมากหน้าหลายตา ทำให้เขาเป็นคนช่างสังเกตและกลายเป็นนักสืบในที่สุด แต่คนชงเหล้าไม่เห็นด้วยและมองมุมกลับว่า การที่เขาช่างสังเกตทำให้รู้ใจสตรี จึงมีโอกาสใกล้ชิดผู้หญิงมากหน้าหลายตา และเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า ชีวิตของเขาขาดนารีมิได้

    เสร็จจากการร้องเพลง พุ่มรัก พานสิงห์ ฝากเรื่องของเขาผ่านผมมาให้อ่านกัน เขาว่าไม่ชอบเรื่องสืบสวนของเขาไม่ว่า ขออย่าเกลียดเพลงที่เขาร้องและผู้หญิงทุกคนที่เขารัก

    เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไม่ใช่เรื่องสืบสวน หากคือความรื่นรมย์และ... ความรัก   ...........................

    ไม่รู้จดหมายปะหน้ากวน T หรือเพราะเรื่องที่ส่งไปดีจริง พี่เสถียรก็ลงเรื่องชุดนี้อย่างรวดเร็ว ขึ้นปกมติชนสุดสัปดาห์ด้วย
    หนังตัวอย่าง

    ...........................

    นักสืบลูกทุ่งกดปุ่มโทรศัพท์ กระซิบ “จันทร์แรมจ๋า...”

    เสียงตามสายสดใส “คะ? พี่”

    “คิดถึงผมมั้ยจ๊ะ?”

    ...........................

    หล่อนมองชุดเดินทางสีฉูดฉาดของเขา “เดินทางมากก็รู้มากซีคะ”

    “ผมไม่ค่อยเจอผู้หญิงที่เดินทางมาก คุณไปต่างประเทศบ่อยซีนะ”

    แอร์โฮสเตสสาวว่า “ตอนสาว ๆ ดิฉันเคยทำงานสายต่างประเทศ พอแก่แล้วเลยถูกลดระดับมาบินในประเทศ”

    พุ่มรักว่า “คุณน่ะหรือแก่ โอ๊ย! ไม่จริงเลย คุณยังสาวมาก สวยด้วย”

    หล่อนยิ้มชอบใจเมื่อไม่พบความเสแสร้งในน้ำเสียงของเขา

    “ตอนนั้นบินแถวไหนจ๊ะ?”

    “อเมริกา ยุโรป”

    “ไปถึงเมืองฟีนิกซ์มั้ย?”

    “ไม่ค่ะ ไม่ใช่เมืองที่คนไทยชอบไปเท่าไหร่ ไม่เหมือนแอล.เอ.”

    พุ่มรัก พานสิงห์ พยักหน้า “โชคดีมากที่คุณบินสายในประเทศ ผมเลยได้เจอคุณ คุณเลิกงานกี่โมงครับ?”

    หล่อนหัวเราะ “ทุ่มนึงค่ะ”

    นัยน์ตานักสืบเป็นประกาย

    “กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย ผมรู้จักร้านอีสานนอกเมือง อยู่ริมน้ำ อาหารอร่อยมาก...”

    “อยากไปค่ะ ว่าแต่ว่าพาสามีกับลูกไปด้วยได้มั้ยคะ?”

    เขาพึมพำกับตัวเอง “ฮ่วย! ข้อยว่าแล้วตั้ว...”

    ...........................

    “ขอบคุณมาก น้องผิวสวยจัง ใช้ขมิ้นใช่มั้ยจ๊ะ?”

    หล่อนหัวเราะ “พี่รู้ได้ยังไงคะ?”

    “พี่เคยศึกษาเรื่องเครื่องสำอางของผู้หญิงมาพักนึง อย่างผิวน้องนี่ ไม่ต้องใช้เครื่องสำอางอื่น ๆ ที่เขาโฆษณาเลยนะ อย่าไปเชื่อ อย่างนี้แหละดีแล้ว...”

    “จริงหรือคะ?”

    “จริงจ้ะ น้องเลิกงานกี่โมงจ๊ะ?”

    “สี่ทุ่มค่ะ”

    นัยน์ตานักสืบเป็นประกาย “กินข้าวรอบดึกด้วยกันมั้ย พี่รู้จักร้านอีสานนอกเมือง อยู่ริมน้ำ อาหารอร่อยมาก...”

    “ชื่อร้านสวนน้อยริมบึงใช่มั้ยคะ?”

    “ใช่แล้ว น้องเคยไปที่นั่นหรือ?”

    “สามีเป็นเจ้าของร้านค่ะ”

    ...........................

    “ผู้หญิงถ้าสนใจผู้ชายซักคนนึง มักแสดงท่าทีออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นจิตใต้สำนึกน่ะ ยกตัวอย่างเช่นจะใช้มือสางเส้นผมและสบตาคุณอยู่เรื่อย เผยอริมฝีปาก บางทีก็กัดริมฝีปากบน ใช้ลิ้นเลียหรือแตะฟันหน้า บางคนก็เลิกคิ้วทั้งสองสูงสักสองสามวินาทีปนรอยยิ้มหรือสบตาคุณ บางคนก็เหลือบมองคุณด้านข้าง มองคุณบ่อย ๆ ลดตาต่ำแล้วเบือนสายตาออก ขยับศีรษะ...”

    “แล้วถ้าผู้หญิงหรี่ตานิด ๆ ...”

    “อ๊ะ! นั่นแหละ เค้าสนใจคุณแล้ว หรี่ตานี่มักตามด้วยรอยยิ้ม ตาเป็นประกาย ยิ่งสบตากัลล์มากยิ่งดี ยิ่งชัวร์ ทั้งหลายนี้หมายถึงว่าเธอสนใจคุณ...”

    “แล้วถ้าผู้หญิงไม่ชอบเรา?”

    “อันนี้ยากหน่อย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่มักหลงตนเอง คิดว่าผู้หญิงชอบอยู่เรื่อย ดูง่าย ๆ คือถ้าผู้หญิงไม่พูดจาด้วย ไม่สบตา หรือเบือนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว บางคนมองออกไกล ๆ ท่าร่างไม่เปลี่ยนเลย แข็งคงที่ ศีรษะตั้งตรง ใบหน้าเฉย ๆ ริมฝีปากปิดเม้ม อย่างนี้ถอยดีกว่า”

    “อย่างคุณพุ่มรักก็ถอยด้วยหรือ?”

    “ชาวประมงย่อมรู้ดีว่าเมื่อไหร่ควรเอาเรือออกทะเล เมื่อไหร่ควรนอนอยู่บ้าน ออกเรือไปสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังโดนพายุฟาดจมแน่ ผู้หญิงลึกซึ้งกว่าทะเลเสียอีก”

    “อื้อฮือ... ผมต้องจำเอาไว้”

    “ผู้หญิงก็เหมือนเพลงนั่นแหละ บางคนก็อ่านโน้ตยากหน่อย บางคนก็อ่านง่าย เปิดเผย แต่ไม่ว่าอ่านยากอ่านง่าย ต่างก็ประกอบด้วยตัวโน้ตพื้นฐาน อ่านเพลงบ่อย ๆ มันก็อ่านได้เร็วไปเอง อันนี้ต้องฝึก”

    “คุณนี่ไทเกอร์ดี ๆ นี่เอง ผมชักกลัวคุณแล้ว”

    “นักกอล์ฟหรือ?”

    “ไทเกอร์ที่เป็นเสือ”

    “ผมไม่ใช่เสือ นามสกุลก็บอกแล้วว่าเป็นสิงห์”

    “ปัญหาคือไม่ทุกคนที่ ‘อ่านเพลง’ เป็นนะ”

    “นี่ไงถึงต้องมีเทคนิค บางทีเราไม่ต้องดูผู้หญิงคนนั้นเลยก็ได้ ดูที่รองเท้าที่เธอสวมก็อ่านอะไรได้ตั้งเยอะแยะ เช่นพื้นรองเท้าด้านขวาสึกมากกว่าก็บอกได้ว่าเท้าขวาเธอหนัก ถ้าสวมรองเท้าส้นสูง ด้านขวาจะหักง่ายกว่า คุณก็ควรเดินด้านขวาของเธอ เพราะเวลาเธอล้ม เธอจะเซไปหาคุณ คุณก็จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษรับไว้ทัน ถ้ากระเป๋าของเธอใส่ของไม่เป็นระเบียบ แสดงว่าเธอเป็นพวกที่ไม่แคร์เรื่องวิธีการ สนใจแต่เป้าหมาย ถ้าเธอพกหวีมากกว่าหนึ่งอัน แสดงว่าเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ...”

    “จริงไหมครับที่เขาว่า ผู้หญิงสาวรุ่นก็เหมือนลูกฟุตบอลที่มีผู้ชายยี่สิบคนไล่ล่าเธอเพื่อเป็นเจ้าของตลอดเวลา สาวใหญ่ก็เหมือนลูกฮอกกี้ที่มีผู้ชายแปดคนตามล่าเป็นเจ้าของ สตรีวัยกลางคนเหมือนลูกปิงปองที่ผู้ชายสองคนผลักไสเธอไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนสาวแก่นั้นเหมือนลูกกอล์ฟที่มีผู้ชายหนึ่งคนตีเธอออกไปจากตัวให้ไกลที่สุด”

    “คนที่เปรียบเทียบแบบนี้ไม่เข้าใจผู้หญิงเลย ความจริงก็คือผู้หญิงแก่นั้นไม่มีครับ รองเท้าเก่าย่อมสวมสบายกว่ารองเท้าใหม่ เวลาออกรบขุนพลที่ชาญศึกย่อมใช้ม้าศึกที่ผ่านสนามรบมาแล้ว หญิงสูงวัยกว่าย่อมมีเสน่ห์มากกว่าโดยไม่ต้องสงสัย เสน่ห์ของผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือผิวพรรณที่เต่งตึง มันอยู่ที่จริตอันพองาม ไม่งั้นทำไมโบราณจึงว่า กะท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน”

    “งั้นคุณก็ไม่เชื่อปรัชญา แก่ง่าย-ตายช้า-น่าเบื่อ อะไรนั่น”

    “ไม่เลยครับ คนที่มองความงามของผู้หญิงที่เปลือกนอกนั้นน่าสงสารที่สุด”

    ...........................

    เนื่องจากจันทร์แรมเป็นตัวละครที่ผู้เขียนไม่บรรยายรูปร่างหน้าตา มีแต่เสียง ในเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในเล่ม 1 คือ ปริศนาจดหมายรัก จึงขยายความตัวละครจันทร์แรม

    ที่แปลกก็คือเรื่องสั้น คนหนีเงา หลังจากตีพิมพ์ไปราวห้าปี มีหนังฝรั่งแนวดรามาเรื่อง The Missing Person (2008) ใช้พล็อตตรงกับ คนหนีเงา ทุกประการ

    โชคดีที่เขียนก่อน ไม่เช่นนั้นผู้เขียนคงถูกกล่าวหาว่าลอก ถ้าอยู่เมืองนอก ก็คงฟ้องร้องเอาเงินมาซื้อเครื่องซักผ้าได้นานแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-6-26  
    ...........................

    สั่งซื้อ ฆาตกรรมกลางทะเล https://www.winbookclub.com/store/detail/69/ฆาตกรรมกลางทะเล 

    เรื่องอื่นๆ ในชุดนี้ คลิก https://www.winbookclub.com/store   แล้วไปที่หัวข้อ นิยายสืบสวนสอบสวน

    1
    • 0 แชร์
    • 30
    Regnarts
    มีพุ่มรักครบทุกเล่ม 😍
    ดูความเห็น 2 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    มีคนถามผมเสมอว่า จะเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไร

    คำตอบของผมก็เหมือนกับคำแนะนำที่นักเขียนรุ่นก่อนสอนต่อกันมา นั่นคือลงมือเขียน ไม่ต้องอ่านตำราอะไร

    เราไม่มีทางว่ายน้ำเป็นโดยท่องจำตำรา ไม่มีทางขับรถได้จากการท่องสูตร เราต้องลงมือทำเลย เรียนผิดเรียนถูกด้วยตัวเอง

    เพราะไม่ว่าเรียนผิดหรือเรียนถูก ก็เป็นบทเรียน

    เบน โบวา (Ben Bova) นักเขียนนิยายไซไฟระดับคุณภาพคนหนึ่งของโลก สอนนักอยากเขียนไว้ดังนี้

    “คำถามว่า ฉันเป็นนักเขียนหรือเปล่า ไม่ตรงประเด็น
    คำถามจริง ๆ คือ คุณต้องการเขียนหรือเปล่า?
    นักเขียนเขียน คุณตื่นเช้าทุกวันและจิ้มคีย์บอร์ด
    คุณหาคำและแต่งเรื่อง
    คุณอาจต้องทำงานอื่นด้วย เช่น ไปจ่ายตลาด แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณเขียน
    เขียนทุกวัน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องน่าผิดหวัง ไม่ว่ามีอุปสรรคอะไร คุณเขียนทุก ๆ วัน
    ขณะที่คุณเขียน คุณก็เรียนรู้
    คุณสร้างตัวละครต่าง ๆ และสร้างปัญหาให้พวกเขา และให้ตัวละครแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
    คุณส่งเรื่องของคุณออกสู่ตลาด และส่งไปอีก จนกระทั่งใครสักคนตีพิมพ์มัน
    แต่ความจริงที่สุดคือไม่มีใครสามารถรู้หรอกว่าคุณเป็นนักเขียน คุณเองก็ไม่รู้ จนกระทั่งคุณเขียนดีพอที่จะตีพิมพ์
    แต่บอกตรง ๆ ว่า คนส่วนมากล้มเลิกเสียก่อน
    การเขียนเป็นงานหนัก เป็นงานที่โดดเดี่ยว และคนเขียนจะรู้สึกเบื่อหน่าย
    แต่นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จทุกคนก็เริ่มตรงจุดที่คุณอยู่ตอนนี้ และประสบความสำเร็จโดยการเขียน เขียน และเขียน จนกระทั่งงานได้รับการตีพิมพ์สม่ำเสมอ
    ทำงาน!
    เขียน เรียนรู้ เขียนทุกวัน
    อ่าน และเรียนรู้จากนักเขียนที่ตีพิมพ์งานแล้วคนอื่น ๆ
    ทำงานทุกวัน
    มันไม่มีทางอื่นหรอกที่จะเป็นนักเขียน”  ...............................
    มีคนถาม แฟรงก์ ซินาตรา ว่า ทำอย่างไรจึงไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพนักร้อง ประสบความสำเร็จยาวนานขนาดนี้ เขาตอบว่าก็ต้องทำงานหนัก

    “กินเป็นเพลง นอนเป็นเพลง ดื่มเป็นเพลง ฝันเป็นเพลง”

    เมื่อหายใจเข้าออกเป็นเพลง วิญญาณก็หลอมรวมกับเพลง กลายเป็นเซียน

    วงดนตรี Bee Gees ออกอัลบั้มต่อเนื่องเพราะทำงานหนัก คนในวงการรู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่แต่ในสตูดิโอ แต่งเพลงทั้งวันทั้งคืน

    ฝึกปรือ ฝึกปรือ ฝึกปรือ

    ผมมักถามคนที่อยากเป็นนักเขียนว่า อยากเป็นนักเขียนในระดับไหน

    ถ้าอยากเป็นนักเขียนคุณภาพ เราต้องมีความปรารถนาจะเขียนหนังสือแรงกล้าในระดับที่ว่า “ถ้าชาตินี้ไม่ได้ทำงานนี้ ยอมตายดีกว่า”

    นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปตายจริง ๆ เพียงเปรียบเทียบระดับของความอยากว่าต้องสูงมาก และยอมจ่ายราคาด้วยความลำบาก บากบั่น ทำงานหนักกว่าคนอื่น จึงจะสำเร็จ

    ยิ่งตั้งเป้าจะประสบความสำเร็จในระดับสูงเท่าไร ก็ต้องทำงานหนักขึ้นเท่านั้น

    กินเป็นหนังสือ นอนเป็นหนังสือ ดื่มเป็นหนังสือ ฝันเป็นหนังสือ

    ทำงานจริงจัง ทำทุกวัน ทำจนได้ดี

    ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ฟรี ๆ

    ทุก ๆ อาชีพในโลกก็เช่นกัน จะประสบความสำเร็จระดับสูง ต้องลงมือ

    แต่ความจริงก็คือ คนส่วนมากยอมแพ้ตั้งแต่ก้าวต้น ๆ

    บางครั้งนักเขียนใหม่เขียนเรื่องแรกแล้วดีมาก เมื่อเขียนเรื่องที่สองไม่สำเร็จ ก็ท้อถอย

    จากประสบการณ์ตรง คนที่เขียนเรื่องแรกในระดับดีเลิศนั้นน่าเป็นห่วงกว่าคนที่เขียนเรื่องแรก ๆ แล้วล้มเหลว เพราะมันอาจทำให้เกิดอัตตาว่า เราเก่งจังเลยที่เขียนเรื่องแรกแล้วดีเลย

    เพราะความจริงคือ ไม่มีใครเขียนเก่งตั้งแต่แรก

    คนที่เขียนเก่งตั้งแต่แรกก็มี แต่ต้องมีไอคิว 500 ซึ่งไม่มีในโลก

    ไม่มีทารกคนไหนเริ่มเดินโดยไม่ล้ม

    ดังนั้นหากล้มเหลวในช่วงแรก ถือว่าเป็นคนปกติ มีอนาคต!

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-6-26

    จาก มากกว่าสามสิบสอง
    49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง 
    https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 
    Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T 

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    (มีสปอยเลอร์)

    คนหลายคนหลงเข้าไปติดกับใน 'อาคาร' หลังหนึ่งที่อยู่ติดร้านของเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง รอบตัวพวกเขามีห้องต่างๆ มากมายไม่สิ้นสุด พวกเขาต้องการหาทางออก แต่จะพบหรือ? เพราะดูเหมือนมีอะไรมากกว่าวงกตแห่งห้อง

    นี่คือ Backrooms หนังไซไฟสยองขวัญที่กำลังฉายและโกยเงินเงียบๆ ตอนนี้

    ผมไม่ชอบดูหนังสยองขวัญ แต่ยอมดูเรื่องนี้เพราะได้ยินว่าพล็อตเยี่ยม

    ดูแล้วพบว่าคอนเส็ปต์เรื่องน่าสนใจจริง มีความสดใหม่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ original เต็มร้อย เพราะมันเป็นงานที่มีคนทำมาก่อน อย่างน้อยก็ 29 ปีก่อน คือ Cube (1997) หนังไซไฟสยองขวัญเช่นกัน

    พล็อตเรื่อง Cube คือคนเจ็ดคนติดอยู่ในวงกตของห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ไม่สิ้นสุด

    ถอยไปไกลกว่า Cube อีก 56 ปี มีเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของ รอเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ ชื่อ - And He Built a Crooked House -

    เรื่องเกี่ยวกับมิติและโครงสร้างเหนือมิติที่เรียกว่า hypercube (เช่นที่เราเห็นในหนัง Interstellar)

    สถาปนิกคนหนึ่งสร้างบ้านหลายมิติ และหลงทางในบ้านหลังนั้น

    เรื่องนี้ตีพิมพ์ในปี 1941 ไอเดียยังสดอยู่จนวันนี้

    ไฮน์ไลน์เป็นเซียนนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นบุกเบิก เขียนงานแบบ "คิดได้ไง" อยู่หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดที่สร้างเป็นหนังน่าจะเป็น Predestination (2014)

    Backrooms ไม่อธิบายอะไร ให้เราเดาเรื่องเอาเอง เราอาจคาดเดาจากเนื้อเรื่องว่า อาคารหลังนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับมิติ

    แต่ผู้สร้างไม่ทำให้มันเป็นหนังไซไฟล้วนๆ แต่เสียบตระกูลหนังสยองขวัญเข้ามาด้วย ทำให้เป็นหนังลูกผสม

    ฉากไล่ล่าในตอนท้ายมีกลิ่นของ The Terminator อยู่บ้าง

    ดังนั้นจะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่หนังคอนเส็ปต์ใหม่แต่อย่างไร

    อย่างไรก็ตามไม่ได้แปลว่าไม่สามารถทำให้เป็นหนังดีมากได้ โครงหนังเรื่องนี้มีศักยภาพสูงที่จะเป็นหนังสะท้อนสังคมหรือมนุษยชาติ แต่ดูเหมือนไปไม่สุด คนสร้างเหมือนไม่แน่ใจว่าจะเอาไซไฟจ๋าหรือสยองขวัญจ๋า และก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงเรื่องให้ไปไกลกว่านี้ มันยังไม่เต็มที่ทั้งสองทาง

    ถ้าพูดถึงหนังสยองขวัญที่ใช้พล็อตถูกกักในห้องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Saw (ภาค 1)

    Backrooms จึงเป็นหนังที่ต้องเกาหัวหลังจากดูจบว่า จะเอายังไงต่อ จะคิดต่อว่ามันมีวาระอะไรซ่อนอยู่ หรือว่าไม่คิด หรือหนังมันหลอกให้เราคิดว่ามีอะไรให้คิด

    7.5/10 (หนังเรื่องนี้ถ้าไม่มี Cube มาเทียบ จะได้คะแนนสูงกว่านี้)

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 31