-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา0
- แชร์
- 0
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ผู้ปกครองคนหนึ่งถามผมว่า จะตอบลูกวัยรุ่นอย่างไรดี ลูกบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากเรียนหนังสือ เพราะเรียนไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง
ลูกของเขาชอบเขียนนิยายมาก และเห็นว่าจะประกอบอาชีพเขียนหนังสือ ไม่ต้องเรียนก็ได้
สมัยผมอายุเท่านี้ ก็ชอบเขียนนิยายเหมือนกัน แต่ไม่กล้าบอกพ่อว่าไม่เรียน เพราะพ่อผมปกครองด้วยไม้เรียว!
คำถามคือจริงไหมที่เราไม่ต้องเรียนหนังสือ เพราะเรียนไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง?
ประโยคนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด
ทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ในโลกนี้สามารถสรุปได้สองแบบ
1 สรุปจากสิ่งที่เห็น
2 สรุปจากสิ่งที่ไม่เห็น
การสรุปที่ดีควรมาจากทั้งสองอย่าง
ถ้าเรามองโลกแบบผ่าน ๆ จะเห็นว่าชาวโลกใช้เวลาหลายปีในห้องเรียน เรียนวิชาเลขคณิต เรขาคณิต ตรีโกณมิติ ชีววิทยา เคมี ฯลฯ แล้วไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่ไม่เคยต้องใช้วิชาเหล่านี้สักครั้งเดียวในชีวิต
แต่หากมองโลกแบบที่สองอาจเห็นอีกด้านหนึ่ง นั่นคือทุกระบบในโลกมีวิชาเหล่านี้ซ่อนอยู่ วิชาทั้งหลายเป็นฐานของระบบรวม ตั้งแต่การทำงานของรถยนต์ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ การนัดเพื่อน การเรียกแท็กซี่ด้วยแอพ การใช้แผนที่ดิจิตัลแบบเรียลไทม์ ฯลฯ การเรียนวิชาต่าง ๆ ยังช่วยพัฒนาสมองส่วนต่าง ๆ ของเด็ก ทั้งด้านตรรกะและนามธรรม
ย่อมมีคนถามว่า งั้นทำไมสังคมจึงมีหลากหลายอาชีพ ก็เพื่อที่เราไม่ต้องรู้ทุกวิชา และแบ่งกันทำมิใช่หรือ? เป็นหน้าที่ของนักฟิสิกส์ที่จะคำนวณทิศทางของดาวเทียมเพื่อให้เราใช้ระบบจีพีเอสได้ นักเขียนโปรแกรมทำแอพด้วยภาษาตัวเลข ฯลฯ เราจึงไม่ต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องมิใช่หรือ?
นี่เป็นตรรกะผิดเพี้ยน เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน
มีสักกี่คนในโลกที่รู้ตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถม มัธยมว่าจะประกอบอาชีพอะไร โดยที่ในชีวิตนี้จะไม่เปลี่ยนอาชีพอีกแล้ว?
ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไรจนกว่าจะเรียนมากพอ เข้าใจแล้วจึงเลือกว่าจะเรียนสาขาใดเป็นพิเศษ
แต่นักเขียนก็น่าเป็นข้อยกเว้น เพราะนักเขียนใช้แค่จินตนาการ ใช่ไหม? เราเขียนนิยายเรื่องความรักของคนสองคนสามคน ด้วยพล็อตสนุก ๆ เห็นชัดว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้วิชาเลขคณิต เรขาคณิต ตรีโกณมิติ และอื่น ๆ จริงไหม?
ในฐานะที่ผมทำงานเขียนนิยายมาตั้งแต่วัยรุ่น จนวันนี้ก็เกินสี่สิบปีแล้ว ผมตอบได้คำเดียวว่าไม่จริง
ใครก็ตามที่คิดจะเป็นนักเขียน ไม่เพียงต้องเรียนทุกวิชา ยังต้องเรียนมากกว่าคนอื่นด้วย
ทำไม?
ก็เพราะว่านักเขียนคนหนึ่งจะเขียนนิยายในเรื่องเดิม ๆ ไปได้สักกี่น้ำก่อนที่คนอ่านจะเบื่อและก่อนที่จะความคิดจะตัน หากไม่เติมข้อมูลใหม่ ๆ ไม่มีมุมมองที่กว้างกว่าคนอ่าน เขาจะอ่านงานของเราทำไม
เราอาจบอกว่าเราแค่เขียนนิยาย เขียนแฟนตาซี จะรู้เรื่องศาสตร์ต่าง ๆ ไปทำไม
ความจริงคือ ต่อให้เขียนเรื่องแฟนตาซีที่เกิดขึ้นในจักรวาลอื่น ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องราวของมนุษย์อยู่ดี ข้อมูลจึงตันได้เสมอ หากสมองมีความรู้แค่นิดเดียว เราจะใช้ข้อมูลนิดเดียวนี้ไปเขียนนิยายได้สักกี่เรื่องก่อนที่คนอ่านจะเลิกอ่าน
จาก กอดหนาม / วินทร์ เลียววาริณ
......................................
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว
https://s.shopee.co.th/qUBWxp70Fทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
0- แชร์
- 10
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
แจ้งให้ทราบว่า สำนักพิมพ์เปิดบูธถึงวันที่ 7 เมษายน ตามกำหนดเดิมนะครับ ไม่ขยายเวลา
ส่วนโปรโมชั่นนั้น รับออร์เดอร์สุดท้ายวันที่ 6 เมษายน 20.00 น. เพื่อที่จะได้ส่งทางไปรษณีย์ในงานหนังสือทัน
โปรโมชั่นชุดนักสืบ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1254539796034709&set=a.208269707328395
โปรโมชั่นชุดทั่วไป https://www.facebook.com/photo/?fbid=1258378178984204&set=a.208269707328395
0- แชร์
- 32
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ยุ่งๆ กับงานหนังสือ จนหายหน้าไปหลายวันจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เล่าค้างไว้ วันนี้กลับมาเล่าเรื่องรัฐประหารในประเทศไทยต่อ
ล่าสุดคือขบถนายสิบ
ลำดับถัดมาคือกบฏพระยาทรงสุรเดช ปี ๒๔๘๒ พระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
มันเริ่มจากวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงพิบูลสงครามไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษที่ท้องสนามหลวง หลังจบการแข่งขัน หลวงพิบูลสงครามและนายทหารติดตามก็เดินทางกลับ ขณะที่นายทหารใหญ่เข้าไปนั่งในรถยนต์ ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เข้ามาประชิดรถ จ่อปืนพกไปที่หลวงพิบูลสงคราม เหนี่ยวไกสองนัดซ้อน กระสุนนัดแรกเจาะเข้าแก้มซ้ายทะลุออกต้นคอ นัดที่สองเจาะเข้าไหล่ขวาทะลุออกด้านหลัง
นายทหารติดตามส่งตัวหลวงพิบูลสงครามไปโรงพยาบาลกองเสนารักษ์ทหารบก หลวงพิบูลสงครามรอดชีวิตมาได้ มือปืนถูกจับตัวได้ ชื่อนายพุ่ม ทับสายทอง มาจากนครปฐม
นายพุ่ม ทับสายทอง ไม่ยอมปริปากว่าใครบงการให้มาฆ่า
สายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
...................................
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพิบูลสงครามอยู่ในบ้าน ถูกคนสวนและคนรับใช้ชื่อนายลี บุญตา ยิงขณะก้าวออกจากห้องน้ำ มือปืนยิงพลาด และถูกจับได้
เช่นกัน นายลี บุญตา ไม่ยอมปริปากว่าใครบงการให้มาฆ่า
สายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
หลวงพิบูลสงครามเป็นนายทหารรุ่นน้องพระยาทรงสุรเดช ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ ทั้งสองก็มีความขัดแย้งกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างกองทัพ พระยาทรงสุรเดชเห็นว่ากองทัพไม่ควรรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวง ควรใช้โครงสร้างกองทัพแบบประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้ทหารประจำตามภูมิลำเนาของตน อีกทั้งยศทหารไม่ควรเกินพันเอก แต่หลวงพิบูลสงครามเห็นว่า กองทัพควรรวมศูนย์ และยศทหารควรจะไปถึงจอมพล
ความขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่งหลวงพิบูลสงครามเปรยกับคนสนิทว่า ตนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับพระยาทรงสุรเดชได้
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยบทบาททางการเมืองที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หลวงพิบูลสงครามสร้างศัตรูจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังปราบกบฏบวรเดช ส่งคนจำนวนหลายร้อยคนเข้าคุก
เมื่อเกิดเหตุกบฏนายสิบในปี ๒๔๗๘ สายตาของหลายคนก็หันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นายกรัฐมนตรี พระยาพหลพลพยุหเสนาตัดสินใจวางมือทางการเมือง และเสนอให้หลวงพิบูลสงครามก้าวขึ้นมาแทนเวลานั้นมีบุคคลสองคนที่เข้าชิงตำแหน่งนายกฯ คือพระยาทรงสุรเดชกับหลวงพิบูลสงคราม
ในการหยั่งเสียงครั้งแรก พระยาทรงสุรเดชได้รับเสียงสนับสนุน ๓๗ เสียง หลวงพิบูลสงครามได้รับเพียง ๕ เสียง
หนังสือพิมพ์ชุมชนลงข่าวสภาสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ระหว่างพระยาทรงสุรเดชกับหลวงพิบูลสงคราม ชุมชนตีพิมพ์ภาพพระยาทรงสุรเดชคู่กับหลวงพิบูลสงคราม พาดหัวว่า “ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” บรรยายใต้ภาพพระยาทรงสุรเดชว่า “สภาให้พระยาทรงฯ ๓๗ คะแนน” บรรยายใต้ภาพหลวงพิบูลสงครามว่า “หลวงพิบูลฯ ๕ แต้ม”
มันเป็นการเล่นคำ ‘ห้าแต้ม’ แปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า พลาดพลั้ง น่าอับอายขายหน้า!
อย่างไรก็ตาม เมื่อลงคะแนนเสียงจริงในสภาผู้แทนราษฎร หลวงพิบูลสงครามกลับได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า และได้เป็นนายกรัฐมนตรี
สิบวันก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สามของเมืองไทย เที่ยงวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพิบูลสงครามกินอาหารกลางวันกับครอบครัวและเพื่อนทหารหลายคนที่บ้านพัก ระหว่างกินอาหารก็ล้มลงหมดสติ หมอรายงานว่าในอาหารมียาพิษ
ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดบงการการวางยาพิษครั้งนี้ แต่ที่แน่ ๆ คือไม่ต้องการให้หลวงพิบูลสงครามขึ้นครองอำนาจ
อีกครั้งสายตาของหลายคนหันไปจับที่พระยาทรงสุรเดช ความขัดแย้งระหว่างหลวงพิบูลสงครามกับพระยาทรงสุรเดชถึงจุดระเบิดในวันอาทิตย์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๘๒
เช้าวันนั้น เครื่องบินลำหนึ่งบินเหนือฟ้ากรุงเทพฯ รถจักรยานยนต์และรถยนต์ของตำรวจแล่นพล่านไปทั่วเมือง ตามคำสั่งของหลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำรวจไปตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยหลายคน ตั้งแต่วังกรมขุนชัยนาทนเรนทร วังศุโขทัย วังเทเวศร์ ตำหนัก ม.จ. ถาวรมงคล วัง ม.จ. ทองอนุวัตร์ ทองใหญ่ บ้าน ร.ท. ณ เณร ตาละลักษมณ์ บ้านนายเลียง ไชยกาล ฯลฯ
วิทยุรายงานว่าการจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๘๒ ทางการจับกุมผู้ที่ต้องสงสัย ๕๑ คน ข้อหาก่อการกบฏ ผู้ที่ถูกจับกุมมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และผู้แทนราษฎร
การกวาดล้างครั้งนี้ถูกโยงกับความพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามหลายครั้ง
การกวาดล้างใหญ่ทางการเมือง ชื่อทางการว่า กบฏพระยาทรงสุรเดช ผู้ถูกจับมีตั้งแต่ประชาชน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ รัฐมนตรี ไปจนถึงพระราชวงศ์ชั้นสูง
ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าหากพระยาทรงสุรเดชคิดจะยึดอำนาจจริง ย่อมต้องใช้เงิน เวลานั้นผู้ที่สามารถให้เงินทุนก่อรัฐประหารน่าจะเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูง แต่ในเมื่อรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติและเสด็จไปประทับที่อังกฤษแล้ว กรมพระนครสวรรค์ฯก็ทรงลี้ภัยอยู่ที่ชวา ก็เหลือแต่กรมขุนชัยนาทนเรนทรพระองค์เดียวที่ยังมีอำนาจ บารมี และเงินทองพอที่จะหนุนหลังการยึดอำนาจ
สายสืบของรัฐบาลเห็นกรมขุนชัยนาทฯเสด็จไปเชียงใหม่บ่อย ๆ ก็เดาว่าต้องทรงเกี่ยวข้องกับกลุ่มทหารที่เชียงใหม่ที่คิดยึดอำนาจ ความจริงแล้วพระองค์โปรดเสด็จไปประทับทางภาคเหนือ เพราะประชวรพระโรคหืด จึงต้องไปจังหวัดที่มีอากาศแห้งเช่นเชียงใหม่และลำปาง เคยเสด็จไปประทับกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ลำปางหลายครั้ง
คำสั่งจับกรมขุนชัยนาทฯมาจากเบื้องบนโดยตรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้ควบคุมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ที่สถานีรถไฟลำปาง แล้วนำเสด็จเข้ากรุงเทพฯ
ประชาชนชาวไทยแทบทุกคนตกใจ
การจับกุมบุคคลสำคัญระดับสูงอย่างไม่ไว้หน้า เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้มีอำนาจไม่ประนีประนอมกับกลุ่มต่อต้าน จะเล่นแรง เล่นหนัก เล่นถึงตาย
อีกครั้งรัฐบาลตั้งศาลพิเศษ
ศาลพิเศษใช้เวลาพิจารณาคดีกบฏพระยาทรงสุรเดชนานสิบเดือนและพิพากษาตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหา ๒๑ คน แต่ละเว้นชีวิตสามคนเป็นจำคุกตลอดชีวิต ได้แก่ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระยาเทพหัสดิน และหลวงชำนาญยุทธศิลป์
นักโทษแทบทั้งหมดมีสายสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพระยาทรงสุรเดช เช่น นายดาบพวง พลนาวี เป็นพี่เขยพระยาทรงสุรเดช ร.อ. ขุนคลี่พลพฤณฑ์ (คลี่ สุนทรารชุน) ร.อ. จรัส สุนทรภักดี ร.ท. แสง วัณณะศิริ ร.ท. สัย เกษจินดา ร.ท. เสริม พุ่มทอง เป็นลูกศิษย์ของพระยาทรงสุรเดช
กรมขุนชัยนาทฯถูกศาลพิเศษพิจารณาโทษ ทรงถูกถอดฐานันดรศักดิ์ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด นามในคุกบางขวางของพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ พระองค์นี้คือนายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต ณ อยุธยาหรือนักโทษชายรังสิต
เล่นแรง เล่นหนัก เล่นถึงตาย
...................................
‘กบฏพระยาทรงสุรเดช’ ไม่ว่าเป็นกบฏจริงหรือข้อกล่าวหา ก็เป็นจุดสิ้นสุดของสี่ทหารเสือ
พระยาฤทธิอัคเนย์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารหลวงพิบูลสงคราม ได้รับข้อเสนอสองข้อ เข้าคุกหรือออกนอกประเทศ
พระยาฤทธิอัคเนย์เลือกไปลี้ภัยที่ปีนัง ถูกประกาศจับ มีค่าหัวหนึ่งหมื่นบาทรออยู่ที่บ้าน
พระประศาสน์พิทยายุทธก็ตกอยู่ในชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่โชคดีที่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเพื่อนไว้ โดยเสนอให้หลวงพิบูลสงครามส่งไปเป็นทูตที่เบอร์ลิน
สำหรับพระยาทรงสุรเดช รัฐบาลส่งคนไปเจรจา
“เจ้าคุณเป็นกบฏ เรามีข้อเสนอสองทาง หนึ่งคือโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต สองคือเดินทางออกนอกประเทศ”
พระยาทรงสุรเดชไม่เหลือทางเลือกใด กล้ำกลืนความคับแค้น เดินทางออกจากประเทศไทยทางรถไฟไปกัมพูชาพร้อมกับนายทหารคนสนิท ร.อ. สำรวจ กาญจนสิทธิ์
บั้นปลายชีวิตของพระยาทรงสุรเดชตกระกำลำบากในต่างแดน เลี้ยงชีพโดยทำขนมกล้วยขาย และรับจ้างซ่อมรถจักรยาน ครอบครัวล่มสลาย
นายทหารใหญ่ผู้ปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งเสียชีวิตในต่างแดนอย่างคนยากไร้อนาถาเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๗ อายุ ๕๒ ปี จากโลกไปด้วยความตรอมตรมจากพิษการเมือง
เกมชิงอำนาจในช่วงต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นการฆ่ากันตรง ๆ ระหว่างคนที่กอดคอกันมา
ออสการ์ ไวล์ด เขียนว่า “เพื่อนแท้แทงท่านตรงข้างหน้า”
แต่ในโลกการเมืองไม่มีเพื่อนแท้
โลกการเมืองคือโลกของการแทงมีดใส่กัน
ความแตกต่างอยู่ที่ใครแทงก่อน
.........................
จากชุด ประวัติศาสตร์ที่เราลืม / วินทร์ เลียววาริณ
ตอนนี้มีโปรโมชั่นสุดคุ้ม สั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
0- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เถ้าแก่หลี่กั้วสือเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียงมากว่าสิบปี ตลอดหลายปีนั้นมีลูกค้าคนหนึ่งมาซื้อก๋วยเตี๋ยว โดยจ่ายค่าอาหารด้วยธนบัตรที่พิสดารที่สุดในโลก
มันไม่ใช่ธนบัตรจริง เป็นธนบัตรที่วาดด้วยมือ
เถ้าแก่ไม่ได้แปลกใจ เพราะก่อนที่บิดาของหลี่กั้วสือจะส่งมอบธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวต่อให้ลูก ได้กำชับเขาว่า “ร้านของเรามีลูกค้าขาประจำคนหนึ่งมาซื้อก๋วยเตี๋ยวด้วยธนบัตรที่เขาวาดขึ้นเอง จงรับรูปธนบัตรที่เขาวาดเสมือนหนึ่งเป็นธนบัตรจริง และให้ก๋วยเตี๋ยวแก่เขาเหมือนลูกค้าคนอื่น ๆ”
ชายชราคนนี้ชื่อเจิ้งจู่หลง เป็นลูกค้าขาประจำของร้านมาตั้งแต่บิดาของหลี่กั้วสือยังขายก๋วยเตี๋ยวในตลาดสด เวลานั้นทุกวันชายชราไปคุ้ยกองขยะ หาสิ่งของ เศษอาหาร และบางครั้งก็พบเศษเงิน นำเงินยับยู่ยี่ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว แต่เมื่อมีการปรับปรุงตลาด กองขยะหายไป ชายชราก็ไม่สามารถหาเศษเงินได้อีก
เขาจึงวาดธนบัตรขึ้นมาเอง
แม้จะได้รับรู้จากบิดามาก่อน แต่เมื่อเห็นธนบัตรที่เจิ้งจู่หลงวาดด้วยมือ เขาก็นึกขำ เพราะรูปธนบัตรเหมือนภาพวาดฝีมือเด็ก
ความจริงเจิ้งจู่หลงก็เหมือนเด็ก สภาพพิการทางสมองบางส่วนทำให้เขามีชีวิตยากไร้ ลำบากมาแต่เล็ก
ชายชราแต่งกายมอซอ เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่า ทว่าแม้จะพิการทางสติปัญญา ชายชราก็ยังมีสำนึกที่ดี รู้ว่าไม่อาจขออาหารฟรี ๆ
เจิ้งจู่หลงไม่ได้พิการทางสมองโดยกำเนิด เขาถูกรถชนในวัยเด็ก ส่งผลให้บกพร่องทางสติปัญญา
เขาไม่เคยแต่งงาน มีเพียงหลานชายคนเดียวซึ่งเขาไม่สนิทด้วย
เขาอยู่ในโลกอย่างโดดเดี่ยว
ทุกเช้าชายชรายืนหลบมุมที่ด้านซ้ายของร้าน รอ ‘ซื้อ’ ก๋วยเตี๋ยวเงียบ ๆ คล้ายเข้าใจว่าความมอซอของตนอาจทำให้ลูกค้าคนอื่นไม่กล้าเข้าร้าน
เถ้าแก่เคยเสนอให้เจิ้งจู่หลงกินก๋วยเตี๋ยวฟรีโดยไม่ต้องวาดรูปธนบัตร แต่ชายผู้บกพร่องทางสติปัญญาปฏิเสธ เขาใช้ธนบัตรที่วาดแลกอาหารเสมอ
ความสัมพันธ์นี้ดำเนินมาตลอดในลักษณะนี้ และเมื่อเริ่มสนิทสนมมากขึ้น ชายชราก็ยอมรับอาหารและข้าวของอื่น ๆ ที่เจ้าของร้านมอบให้ บางครั้งเถ้าแก่ก็ไปเยี่ยมเขาที่บ้านพัก จัดส่งสิ่งของที่คนอื่นมอบให้
................................
โลกเรามีคนสองประเภท ประเภทหนึ่งคือชอบเอาเปรียบคนอื่น ชอบรับของฟรี กล้าขอ กล้าช่วงชิง
อีกประเภทหนึ่งคือคนที่ไม่มีวันยอมรับของฟรี ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร
เจิ้งจู่หลงเป็นคนประเภทหลัง แต่เนื่องจากเขามีความบกพร่องทางสติปัญญา ก็หาทางดำเนินชีวิตตามสัญชาตญาณที่ไม่ขอใครฟรี ๆ เขาวาดรูปธนบัตรเพื่อใช้แทนธนบัตร สัญชาตญาณของเขาบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และพึงกระทำ
ชีวิตของเขาอาจด้อยโอกาส อาจถูกหัวเราะเยาะ สมองอาจไม่สมประกอบ แต่จิตวิญญาณของเขายังเต็มเปี่ยมด้วยความเป็นคนที่มีสำนึกที่ดี
วันที่ 7 มกราคม 2022 ชายชราผู้วาดธนบัตรถูกคนขับรถเมาสุราชนเสียชีวิต
สิ้นสุดธนบัตรที่วาดด้วยมือ
ทิ้งไว้แต่ความทรงจำว่า โลกเรายังมีคนที่สมองไม่ปกติ แต่จิตวิญญาณไม่บกพร่อง
................................
จาก มากกว่าสามสิบสอง / วินทร์ เลียววาริณ
49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง
https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q
โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3Tทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
0- แชร์
- 30
