• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ราวปี 2544 คุณเรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการนิตยสารรหัสคดี ส่งหนังสือรหัสคดีของ อี. ดับเบิ้ลยู. ฮอร์นัง มาให้ผมพร้อมโน้ต : "วินทร์ครับ อยากเห็นคุณเขียนสักเล่มที่มีตัวละครชุดแบบนี้ รัก + นับถือฝีมือ เรืองเดช"

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนสนิท - สุจิตร โสรจศรีโสม อยากได้บทภาพยนตร์เกี่ยวกับนักสืบ เพื่อไปเสนอทำซีรีส์โทรทัศน์ สั่งมาว่าขอแค่ 26 ตอน

    เอ้า! เมื่อมีแรงกระทุ้งอย่างนี้ ทำก็ทำ (วะ)

    ผมอ่านนิยายนักสืบมามากพอสมควร ชอบนักสืบปรมาจารย์ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ มาก ก็คิดว่าจะเดินไปตามตามสายนี้ แต่ทำอย่างไรให้แตกต่าง ทั้งตัวละครและโทนเรื่อง

    ตัวละครนักสืบไทยนั้นมีอยู่บ้าง ตั้งแต่พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ชุด ประพฤติการณ์ของนายทองอิน รัตนะเนตร์ มาจนถึงยุคพนมเทียน คือชุด รุจน์ ระงับพาล

    พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ ก็เขียน แต่ผมจำชื่อตัวเอกไม่ได้้แล้ว

    ผมไม่อยากให้นักสืบคนนี้มีบุคลิกจริงจังเหมือนนักสืบเก่งๆ ทั่วไป ผมอยากได้นักสืบไทยๆ ที่สืบแบบไทยๆ คือขี้เล่น และผิดพลาดได้ อาศัยดวงช่วยบ้าง ขณะเดียวกันเป็นนักสืบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

    ก็เป็นที่มาของตัวละคร พุ่มรัก พานสิงห์ ฉายาเสี่ยวนักสืบ เพราะเป็นชาวอีสาน เกิดในยุคทองของเพลงลูกทุ่ง และเป็นนักร้องด้วย ทำงานร้องเพลงในคาเฟ่ที่มีดาวตลก เพื่อให้ได้เล่นมุขตลกทั้งเรื่อง

    ฉากของเรื่องตั้งใจว่าเป็นช่วงรอยต่อของยุคทองเพลงลูกทุ่งกับสมัยใหม่ สไตล์การสืบของ พุ่มรัก พานสิงห์ เดินตามรอยของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ คือใช้ความสังเกตและ deductive reasoning ไม่มีการตรวจดีเอนเอ หรือแนว CSI แทบไม่มีการใช้สมาร์โฟน และยังห่างไกลจากยุค AI ตัวเอกยังเดินสายร้องเพลงตามจังหวัดต่างๆ

    ด้วยเหตุนี้ก็สอดแทรกเพลงลูกทุ่งยุคเก่าเข้าไปเสมอ โดยเฉพาะเรื่อง ฆาตกรรมจักรราศี

    นักสืบคนนี้สืบแบบทีเล่นทีจริง จนผู้อ่านบางคนที่อาจยังติดอยู่กับบุคลิกนักสืบเก่งๆ ทั้งหลายเปรยกับผมว่า เรื่องไม่ซับซ้อนพอ ซึ่งเป็นเจตนาของคนเขียนอย่างนั้น

    แต่ในเมื่อมีคนเปรย ผมก็เริ่มเขียนบางเรื่องแบบ ' ซับซ้อนมั่กมั่ก' ให้อ่าน โดยเฉพาะเรื่องหลังๆ

    ตามสไตล์นิยายนักสืบแนวนี้ ก็ต้องมี sidekicks เร่ิมที่ผู้ช่วยนักสืบ ออกแบบอย่างรวดเร็ว แทบไม่ต้องคิด มันออกมาเอง

    จันทร์แรม ชื่อนี้มาแบบชื่อเดียวอยู่ เพราะเป็นชื่อที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่งหลายเพลง
    ทั้งเรื่องจะไม่รู้ว่าจันทร์แรมหน้าตาเป็นอย่างไร ติดต่อทางโทรศัพท์เป็นหลัก

    นอกจากนี้ก็มีทีมตำรวจ เรื่องแรกของชุด ฆาตกรรมกลางทะเล เปิดตัวตำรวจสี่คน

    สารวัตรสามิต เป็นเพื่อนกับพุ่มรัก เกิดบ้านเดียวกัน ฉายา สามิต-14 ซึ่งเป็นชื่อบุหรี่ในยุคก่อน

    ร.ต.ต. สมศักดิ์ นิมมาวงษ์ ร.ต.ต. ธนู จำเริญจิตต์ และจ่าแซง

    เรื่องแรกในเล่มนี้ นามนั้นสำคัญไฉน ใช้ฉากสนามบินดอนเมือง เพราะตอนนั้นสนามบินนานาชาติยังไม่ย้ายไปที่สุวรรณภูมิ

    คุณลักษณ์อื่นๆ ของ พุ่มรัก พานสิงห์ คือพูดเหมือนร้องเพลง การลงท้ายประโยคด้วย "กัลล์" เป็นการเลียนเสียงเพลงนักร้องสมัยนั้นที่บางทีกระดกลิ้น กวนใจเล่น  คำ "แซบอีหลี-ดีลิเฌียส" ที่ใช้ เป็นคำของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์
    ...........................

    ผมส่งต้นฉบับเรื่องนี้ไปให้พี่เสถียร จันทิมาธร มติชนสุดสัปดาห์ ปะหน้าด้วยจดหมายนำเสนอที่แหวกแนว ประมาณนี้

    "ผมพบ พุ่มรัก พานสิงห์ ในมุมมืดหนึ่งของคาเฟ่ย่านดาวน์ทาวน์กรุงเทพฯ เขาดูเหมือนหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง สวมเสื้อผ้าฉูดฉาด โกรกสีเส้นผมแปล็บแปร๋น คาดแว่นตาดำกรอบหัวใจ พวงมาลัยเต็มคอ หน้าตาก็พอหล่ออยู่ในมาตรฐานไทยปนลาว

    เขาบอกว่าเขาทำงานนักสืบเป็นเพียงงาน ‘ไซด์ไลน์’ ทำมานานปี  ส่วนงานประจำของเขา? เขาไม่ตอบหากเอ่ย “ขอโทษ” และขอตัวไปขึ้นเวที

    เขาสืบเก่งหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือน้ำเสียงเขาดีทีเดียว

    ใช่! พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นนักร้อง ชอบกินลาบ ข้าวเหนียว ส้มตำ แจ่ว แซบอีหลี-ดีลิเฌียส เว้าอีสานปนไทยกลาง ดังนี้จึงไม่แปลกที่หลายคนเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวนักสืบ’

    เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับฉายานั้น ตอบเพียงว่า “ข้อยบ่แมนบักเสี่ยวนักสืบอีเล่น ๆ เด้อ”

    ความจริงแม้เขาจะทำงานนักสืบเป็นเพียงงานอดิเรก แต่เขาก็จริงจังกับงานอย่างยิ่ง หางเครื่องที่ไม่ประสงค์จะออกนามนางหนึ่งบอกว่า ความที่ใกล้ชิดผู้หญิงมากหน้าหลายตา ทำให้เขาเป็นคนช่างสังเกตและกลายเป็นนักสืบในที่สุด แต่คนชงเหล้าไม่เห็นด้วยและมองมุมกลับว่า การที่เขาช่างสังเกตทำให้รู้ใจสตรี จึงมีโอกาสใกล้ชิดผู้หญิงมากหน้าหลายตา และเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า ชีวิตของเขาขาดนารีมิได้

    เสร็จจากการร้องเพลง พุ่มรัก พานสิงห์ ฝากเรื่องของเขาผ่านผมมาให้อ่านกัน เขาว่าไม่ชอบเรื่องสืบสวนของเขาไม่ว่า ขออย่าเกลียดเพลงที่เขาร้องและผู้หญิงทุกคนที่เขารัก

    เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไม่ใช่เรื่องสืบสวน หากคือความรื่นรมย์และ... ความรัก   ...........................

    ไม่รู้จดหมายปะหน้ากวน T หรือเพราะเรื่องที่ส่งไปดีจริง พี่เสถียรก็ลงเรื่องชุดนี้อย่างรวดเร็ว ขึ้นปกมติชนสุดสัปดาห์ด้วย
    หนังตัวอย่าง

    ...........................

    นักสืบลูกทุ่งกดปุ่มโทรศัพท์ กระซิบ “จันทร์แรมจ๋า...”

    เสียงตามสายสดใส “คะ? พี่”

    “คิดถึงผมมั้ยจ๊ะ?”

    ...........................

    หล่อนมองชุดเดินทางสีฉูดฉาดของเขา “เดินทางมากก็รู้มากซีคะ”

    “ผมไม่ค่อยเจอผู้หญิงที่เดินทางมาก คุณไปต่างประเทศบ่อยซีนะ”

    แอร์โฮสเตสสาวว่า “ตอนสาว ๆ ดิฉันเคยทำงานสายต่างประเทศ พอแก่แล้วเลยถูกลดระดับมาบินในประเทศ”

    พุ่มรักว่า “คุณน่ะหรือแก่ โอ๊ย! ไม่จริงเลย คุณยังสาวมาก สวยด้วย”

    หล่อนยิ้มชอบใจเมื่อไม่พบความเสแสร้งในน้ำเสียงของเขา

    “ตอนนั้นบินแถวไหนจ๊ะ?”

    “อเมริกา ยุโรป”

    “ไปถึงเมืองฟีนิกซ์มั้ย?”

    “ไม่ค่ะ ไม่ใช่เมืองที่คนไทยชอบไปเท่าไหร่ ไม่เหมือนแอล.เอ.”

    พุ่มรัก พานสิงห์ พยักหน้า “โชคดีมากที่คุณบินสายในประเทศ ผมเลยได้เจอคุณ คุณเลิกงานกี่โมงครับ?”

    หล่อนหัวเราะ “ทุ่มนึงค่ะ”

    นัยน์ตานักสืบเป็นประกาย

    “กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย ผมรู้จักร้านอีสานนอกเมือง อยู่ริมน้ำ อาหารอร่อยมาก...”

    “อยากไปค่ะ ว่าแต่ว่าพาสามีกับลูกไปด้วยได้มั้ยคะ?”

    เขาพึมพำกับตัวเอง “ฮ่วย! ข้อยว่าแล้วตั้ว...”

    ...........................

    “ขอบคุณมาก น้องผิวสวยจัง ใช้ขมิ้นใช่มั้ยจ๊ะ?”

    หล่อนหัวเราะ “พี่รู้ได้ยังไงคะ?”

    “พี่เคยศึกษาเรื่องเครื่องสำอางของผู้หญิงมาพักนึง อย่างผิวน้องนี่ ไม่ต้องใช้เครื่องสำอางอื่น ๆ ที่เขาโฆษณาเลยนะ อย่าไปเชื่อ อย่างนี้แหละดีแล้ว...”

    “จริงหรือคะ?”

    “จริงจ้ะ น้องเลิกงานกี่โมงจ๊ะ?”

    “สี่ทุ่มค่ะ”

    นัยน์ตานักสืบเป็นประกาย “กินข้าวรอบดึกด้วยกันมั้ย พี่รู้จักร้านอีสานนอกเมือง อยู่ริมน้ำ อาหารอร่อยมาก...”

    “ชื่อร้านสวนน้อยริมบึงใช่มั้ยคะ?”

    “ใช่แล้ว น้องเคยไปที่นั่นหรือ?”

    “สามีเป็นเจ้าของร้านค่ะ”

    ...........................

    “ผู้หญิงถ้าสนใจผู้ชายซักคนนึง มักแสดงท่าทีออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นจิตใต้สำนึกน่ะ ยกตัวอย่างเช่นจะใช้มือสางเส้นผมและสบตาคุณอยู่เรื่อย เผยอริมฝีปาก บางทีก็กัดริมฝีปากบน ใช้ลิ้นเลียหรือแตะฟันหน้า บางคนก็เลิกคิ้วทั้งสองสูงสักสองสามวินาทีปนรอยยิ้มหรือสบตาคุณ บางคนก็เหลือบมองคุณด้านข้าง มองคุณบ่อย ๆ ลดตาต่ำแล้วเบือนสายตาออก ขยับศีรษะ...”

    “แล้วถ้าผู้หญิงหรี่ตานิด ๆ ...”

    “อ๊ะ! นั่นแหละ เค้าสนใจคุณแล้ว หรี่ตานี่มักตามด้วยรอยยิ้ม ตาเป็นประกาย ยิ่งสบตากัลล์มากยิ่งดี ยิ่งชัวร์ ทั้งหลายนี้หมายถึงว่าเธอสนใจคุณ...”

    “แล้วถ้าผู้หญิงไม่ชอบเรา?”

    “อันนี้ยากหน่อย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่มักหลงตนเอง คิดว่าผู้หญิงชอบอยู่เรื่อย ดูง่าย ๆ คือถ้าผู้หญิงไม่พูดจาด้วย ไม่สบตา หรือเบือนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว บางคนมองออกไกล ๆ ท่าร่างไม่เปลี่ยนเลย แข็งคงที่ ศีรษะตั้งตรง ใบหน้าเฉย ๆ ริมฝีปากปิดเม้ม อย่างนี้ถอยดีกว่า”

    “อย่างคุณพุ่มรักก็ถอยด้วยหรือ?”

    “ชาวประมงย่อมรู้ดีว่าเมื่อไหร่ควรเอาเรือออกทะเล เมื่อไหร่ควรนอนอยู่บ้าน ออกเรือไปสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังโดนพายุฟาดจมแน่ ผู้หญิงลึกซึ้งกว่าทะเลเสียอีก”

    “อื้อฮือ... ผมต้องจำเอาไว้”

    “ผู้หญิงก็เหมือนเพลงนั่นแหละ บางคนก็อ่านโน้ตยากหน่อย บางคนก็อ่านง่าย เปิดเผย แต่ไม่ว่าอ่านยากอ่านง่าย ต่างก็ประกอบด้วยตัวโน้ตพื้นฐาน อ่านเพลงบ่อย ๆ มันก็อ่านได้เร็วไปเอง อันนี้ต้องฝึก”

    “คุณนี่ไทเกอร์ดี ๆ นี่เอง ผมชักกลัวคุณแล้ว”

    “นักกอล์ฟหรือ?”

    “ไทเกอร์ที่เป็นเสือ”

    “ผมไม่ใช่เสือ นามสกุลก็บอกแล้วว่าเป็นสิงห์”

    “ปัญหาคือไม่ทุกคนที่ ‘อ่านเพลง’ เป็นนะ”

    “นี่ไงถึงต้องมีเทคนิค บางทีเราไม่ต้องดูผู้หญิงคนนั้นเลยก็ได้ ดูที่รองเท้าที่เธอสวมก็อ่านอะไรได้ตั้งเยอะแยะ เช่นพื้นรองเท้าด้านขวาสึกมากกว่าก็บอกได้ว่าเท้าขวาเธอหนัก ถ้าสวมรองเท้าส้นสูง ด้านขวาจะหักง่ายกว่า คุณก็ควรเดินด้านขวาของเธอ เพราะเวลาเธอล้ม เธอจะเซไปหาคุณ คุณก็จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษรับไว้ทัน ถ้ากระเป๋าของเธอใส่ของไม่เป็นระเบียบ แสดงว่าเธอเป็นพวกที่ไม่แคร์เรื่องวิธีการ สนใจแต่เป้าหมาย ถ้าเธอพกหวีมากกว่าหนึ่งอัน แสดงว่าเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ...”

    “จริงไหมครับที่เขาว่า ผู้หญิงสาวรุ่นก็เหมือนลูกฟุตบอลที่มีผู้ชายยี่สิบคนไล่ล่าเธอเพื่อเป็นเจ้าของตลอดเวลา สาวใหญ่ก็เหมือนลูกฮอกกี้ที่มีผู้ชายแปดคนตามล่าเป็นเจ้าของ สตรีวัยกลางคนเหมือนลูกปิงปองที่ผู้ชายสองคนผลักไสเธอไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนสาวแก่นั้นเหมือนลูกกอล์ฟที่มีผู้ชายหนึ่งคนตีเธอออกไปจากตัวให้ไกลที่สุด”

    “คนที่เปรียบเทียบแบบนี้ไม่เข้าใจผู้หญิงเลย ความจริงก็คือผู้หญิงแก่นั้นไม่มีครับ รองเท้าเก่าย่อมสวมสบายกว่ารองเท้าใหม่ เวลาออกรบขุนพลที่ชาญศึกย่อมใช้ม้าศึกที่ผ่านสนามรบมาแล้ว หญิงสูงวัยกว่าย่อมมีเสน่ห์มากกว่าโดยไม่ต้องสงสัย เสน่ห์ของผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือผิวพรรณที่เต่งตึง มันอยู่ที่จริตอันพองาม ไม่งั้นทำไมโบราณจึงว่า กะท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน”

    “งั้นคุณก็ไม่เชื่อปรัชญา แก่ง่าย-ตายช้า-น่าเบื่อ อะไรนั่น”

    “ไม่เลยครับ คนที่มองความงามของผู้หญิงที่เปลือกนอกนั้นน่าสงสารที่สุด”

    ...........................

    เนื่องจากจันทร์แรมเป็นตัวละครที่ผู้เขียนไม่บรรยายรูปร่างหน้าตา มีแต่เสียง ในเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในเล่ม 1 คือ ปริศนาจดหมายรัก จึงขยายความตัวละครจันทร์แรม

    ที่แปลกก็คือเรื่องสั้น คนหนีเงา หลังจากตีพิมพ์ไปราวห้าปี มีหนังฝรั่งแนวดรามาเรื่อง The Missing Person (2008) ใช้พล็อตตรงกับ คนหนีเงา ทุกประการ

    โชคดีที่เขียนก่อน ไม่เช่นนั้นผู้เขียนคงถูกกล่าวหาว่าลอก ถ้าอยู่เมืองนอก ก็คงฟ้องร้องเอาเงินมาซื้อเครื่องซักผ้าได้นานแล้ว

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-6-26  
    ...........................

    สั่งซื้อ ฆาตกรรมกลางทะเล https://www.winbookclub.com/store/detail/69/ฆาตกรรมกลางทะเล 

    เรื่องอื่นๆ ในชุดนี้ คลิก https://www.winbookclub.com/store   แล้วไปที่หัวข้อ นิยายสืบสวนสอบสวน

    1
    • 0 แชร์
    • 14
    Regnarts
    มีพุ่มรักครบทุกเล่ม 😍
    ดูความเห็น 2 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    มีคนถามผมเสมอว่า จะเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไร

    คำตอบของผมก็เหมือนกับคำแนะนำที่นักเขียนรุ่นก่อนสอนต่อกันมา นั่นคือลงมือเขียน ไม่ต้องอ่านตำราอะไร

    เราไม่มีทางว่ายน้ำเป็นโดยท่องจำตำรา ไม่มีทางขับรถได้จากการท่องสูตร เราต้องลงมือทำเลย เรียนผิดเรียนถูกด้วยตัวเอง

    เพราะไม่ว่าเรียนผิดหรือเรียนถูก ก็เป็นบทเรียน

    เบน โบวา (Ben Bova) นักเขียนนิยายไซไฟระดับคุณภาพคนหนึ่งของโลก สอนนักอยากเขียนไว้ดังนี้

    “คำถามว่า ฉันเป็นนักเขียนหรือเปล่า ไม่ตรงประเด็น
    คำถามจริง ๆ คือ คุณต้องการเขียนหรือเปล่า?
    นักเขียนเขียน คุณตื่นเช้าทุกวันและจิ้มคีย์บอร์ด
    คุณหาคำและแต่งเรื่อง
    คุณอาจต้องทำงานอื่นด้วย เช่น ไปจ่ายตลาด แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณเขียน
    เขียนทุกวัน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องน่าผิดหวัง ไม่ว่ามีอุปสรรคอะไร คุณเขียนทุก ๆ วัน
    ขณะที่คุณเขียน คุณก็เรียนรู้
    คุณสร้างตัวละครต่าง ๆ และสร้างปัญหาให้พวกเขา และให้ตัวละครแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
    คุณส่งเรื่องของคุณออกสู่ตลาด และส่งไปอีก จนกระทั่งใครสักคนตีพิมพ์มัน
    แต่ความจริงที่สุดคือไม่มีใครสามารถรู้หรอกว่าคุณเป็นนักเขียน คุณเองก็ไม่รู้ จนกระทั่งคุณเขียนดีพอที่จะตีพิมพ์
    แต่บอกตรง ๆ ว่า คนส่วนมากล้มเลิกเสียก่อน
    การเขียนเป็นงานหนัก เป็นงานที่โดดเดี่ยว และคนเขียนจะรู้สึกเบื่อหน่าย
    แต่นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จทุกคนก็เริ่มตรงจุดที่คุณอยู่ตอนนี้ และประสบความสำเร็จโดยการเขียน เขียน และเขียน จนกระทั่งงานได้รับการตีพิมพ์สม่ำเสมอ
    ทำงาน!
    เขียน เรียนรู้ เขียนทุกวัน
    อ่าน และเรียนรู้จากนักเขียนที่ตีพิมพ์งานแล้วคนอื่น ๆ
    ทำงานทุกวัน
    มันไม่มีทางอื่นหรอกที่จะเป็นนักเขียน”  ...............................
    มีคนถาม แฟรงก์ ซินาตรา ว่า ทำอย่างไรจึงไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพนักร้อง ประสบความสำเร็จยาวนานขนาดนี้ เขาตอบว่าก็ต้องทำงานหนัก

    “กินเป็นเพลง นอนเป็นเพลง ดื่มเป็นเพลง ฝันเป็นเพลง”

    เมื่อหายใจเข้าออกเป็นเพลง วิญญาณก็หลอมรวมกับเพลง กลายเป็นเซียน

    วงดนตรี Bee Gees ออกอัลบั้มต่อเนื่องเพราะทำงานหนัก คนในวงการรู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่แต่ในสตูดิโอ แต่งเพลงทั้งวันทั้งคืน

    ฝึกปรือ ฝึกปรือ ฝึกปรือ

    ผมมักถามคนที่อยากเป็นนักเขียนว่า อยากเป็นนักเขียนในระดับไหน

    ถ้าอยากเป็นนักเขียนคุณภาพ เราต้องมีความปรารถนาจะเขียนหนังสือแรงกล้าในระดับที่ว่า “ถ้าชาตินี้ไม่ได้ทำงานนี้ ยอมตายดีกว่า”

    นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปตายจริง ๆ เพียงเปรียบเทียบระดับของความอยากว่าต้องสูงมาก และยอมจ่ายราคาด้วยความลำบาก บากบั่น ทำงานหนักกว่าคนอื่น จึงจะสำเร็จ

    ยิ่งตั้งเป้าจะประสบความสำเร็จในระดับสูงเท่าไร ก็ต้องทำงานหนักขึ้นเท่านั้น

    กินเป็นหนังสือ นอนเป็นหนังสือ ดื่มเป็นหนังสือ ฝันเป็นหนังสือ

    ทำงานจริงจัง ทำทุกวัน ทำจนได้ดี

    ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ฟรี ๆ

    ทุก ๆ อาชีพในโลกก็เช่นกัน จะประสบความสำเร็จระดับสูง ต้องลงมือ

    แต่ความจริงก็คือ คนส่วนมากยอมแพ้ตั้งแต่ก้าวต้น ๆ

    บางครั้งนักเขียนใหม่เขียนเรื่องแรกแล้วดีมาก เมื่อเขียนเรื่องที่สองไม่สำเร็จ ก็ท้อถอย

    จากประสบการณ์ตรง คนที่เขียนเรื่องแรกในระดับดีเลิศนั้นน่าเป็นห่วงกว่าคนที่เขียนเรื่องแรก ๆ แล้วล้มเหลว เพราะมันอาจทำให้เกิดอัตตาว่า เราเก่งจังเลยที่เขียนเรื่องแรกแล้วดีเลย

    เพราะความจริงคือ ไม่มีใครเขียนเก่งตั้งแต่แรก

    คนที่เขียนเก่งตั้งแต่แรกก็มี แต่ต้องมีไอคิว 500 ซึ่งไม่มีในโลก

    ไม่มีทารกคนไหนเริ่มเดินโดยไม่ล้ม

    ดังนั้นหากล้มเหลวในช่วงแรก ถือว่าเป็นคนปกติ มีอนาคต!

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-6-26

    จาก มากกว่าสามสิบสอง
    49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง 
    https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 
    Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T 

    1
    • 0 แชร์
    • 15
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    (มีสปอยเลอร์)

    คนหลายคนหลงเข้าไปติดกับใน 'อาคาร' หลังหนึ่งที่อยู่ติดร้านของเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง รอบตัวพวกเขามีห้องต่างๆ มากมายไม่สิ้นสุด พวกเขาต้องการหาทางออก แต่จะพบหรือ? เพราะดูเหมือนมีอะไรมากกว่าวงกตแห่งห้อง

    นี่คือ Backrooms หนังไซไฟสยองขวัญที่กำลังฉายและโกยเงินเงียบๆ ตอนนี้

    ผมไม่ชอบดูหนังสยองขวัญ แต่ยอมดูเรื่องนี้เพราะได้ยินว่าพล็อตเยี่ยม

    ดูแล้วพบว่าคอนเส็ปต์เรื่องน่าสนใจจริง มีความสดใหม่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ original เต็มร้อย เพราะมันเป็นงานที่มีคนทำมาก่อน อย่างน้อยก็ 29 ปีก่อน คือ Cube (1997) หนังไซไฟสยองขวัญเช่นกัน

    พล็อตเรื่อง Cube คือคนเจ็ดคนติดอยู่ในวงกตของห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ไม่สิ้นสุด

    ถอยไปไกลกว่า Cube อีก 56 ปี มีเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของ รอเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ ชื่อ - And He Built a Crooked House -

    เรื่องเกี่ยวกับมิติและโครงสร้างเหนือมิติที่เรียกว่า hypercube (เช่นที่เราเห็นในหนัง Interstellar)

    สถาปนิกคนหนึ่งสร้างบ้านหลายมิติ และหลงทางในบ้านหลังนั้น

    เรื่องนี้ตีพิมพ์ในปี 1941 ไอเดียยังสดอยู่จนวันนี้

    ไฮน์ไลน์เป็นเซียนนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นบุกเบิก เขียนงานแบบ "คิดได้ไง" อยู่หลายเรื่อง เรื่องล่าสุดที่สร้างเป็นหนังน่าจะเป็น Predestination (2014)

    Backrooms ไม่อธิบายอะไร ให้เราเดาเรื่องเอาเอง เราอาจคาดเดาจากเนื้อเรื่องว่า อาคารหลังนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับมิติ

    แต่ผู้สร้างไม่ทำให้มันเป็นหนังไซไฟล้วนๆ แต่เสียบตระกูลหนังสยองขวัญเข้ามาด้วย ทำให้เป็นหนังลูกผสม

    ฉากไล่ล่าในตอนท้ายมีกลิ่นของ The Terminator อยู่บ้าง

    ดังนั้นจะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่หนังคอนเส็ปต์ใหม่แต่อย่างไร

    อย่างไรก็ตามไม่ได้แปลว่าไม่สามารถทำให้เป็นหนังดีมากได้ โครงหนังเรื่องนี้มีศักยภาพสูงที่จะเป็นหนังสะท้อนสังคมหรือมนุษยชาติ แต่ดูเหมือนไปไม่สุด คนสร้างเหมือนไม่แน่ใจว่าจะเอาไซไฟจ๋าหรือสยองขวัญจ๋า และก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงเรื่องให้ไปไกลกว่านี้ มันยังไม่เต็มที่ทั้งสองทาง

    ถ้าพูดถึงหนังสยองขวัญที่ใช้พล็อตถูกกักในห้องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Saw (ภาค 1)

    Backrooms จึงเป็นหนังที่ต้องเกาหัวหลังจากดูจบว่า จะเอายังไงต่อ จะคิดต่อว่ามันมีวาระอะไรซ่อนอยู่ หรือว่าไม่คิด หรือหนังมันหลอกให้เราคิดว่ามีอะไรให้คิด

    7.5/10 (หนังเรื่องนี้ถ้าไม่มี Cube มาเทียบ จะได้คะแนนสูงกว่านี้)

    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 26
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ผมเขียนหนังสือมา 40 ปี หนังสือเล่มที่เข้าข่ายเขียนยากที่สุดมีไม่กี่เล่ม

    ระดับยากพอประมาณ ได้แก่ น้ำเงินแท้ บุหงาปารี/บุหงาตานี ฆาตกรรมจักรราศี

    ระดับยากโคตรๆ คือ ปีกแดง กับ สี่ภพ

    ปีกแดง ใช้เวลาเขียน 6 ปี

    สี่ภพ 5 ปี น้ำเงินแท้ 5 ปี

    โครงการ ปีกแดง เกิดขึ้นหลังจากผมเขียน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ลงในมติชนสุดสัปดาห์ หนังสือได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นและรางวัลซีไรต์

    ตอนนั้นไฟสร้างสรรค์กำลังคุโชนเหมือนภูเขาไฟ ผมก็ไปจับเรื่องยาก กะเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ รัก ผจญภัย เล่าการเกิดและการดับของระบอบคอมมิวนิสต์โลก โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวกับเมืองไทย ใช้ชื่อว่า ใต้ฟ้าดาวแดง

    เขียนเสร็จแล้วส่งต้นฉบับไปให้มติชนสุดสัปดาห์ ไม่ทันไรผมก็เขียนไปยกเลิก นำกลับมารื้อใหม่หมด

    ผมเรียนรู้ว่า ตนเองกำลังรีบเกินไป ยังไม่พร้อมหลายจุด งานยังไม่เพอร์เฟ็กต์

    ผ่านไปหกปี ก็ได้งานชิ้นใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น ปีกแดง

    ที่ใช้ชื่อนี้เพราะสร้างสัญลักษณ์ในเรื่องเป็นนกปีกแดง

    ที่เป็นสีแดง ก็น่าจะเดาออกว่าโยงกับคอมมิวนิสต์

    มันเขียนยากมากจนเมื่อผมจบบทสุดท้าย ผมมีอาการปวดหัวอย่างแรง และคิดว่าจะไม่เขียนแบบนี้แล้วในชีวิต (แต่ก็ทำไม่ได้)

    หลังจากเขียนเสร็จ ก็ส่งไปมติชนสุดสัปดาห์อีกรอบ ไม่นานก็ขึ้นปกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ดังในรูป

    หลังจากลงเป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์อยู่นับปี ก็รวมเล่ม ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นคณะกรรมการหนังสือแห่งชาติ ปี 2546 และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2546

    คุณมาร์แซล มารัง วิจารณ์เรื่องนี้ว่า ผมเขียน ปีกแดง ดีกว่า ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

    ผลตอบรับเรื่องนี้ในเชิงคุณภาพเป็นบวกหมด แต่ผลตอบรับทางการขายคือไม่ง่าย แต่ยังโชคดีที่เมื่อ 24 ปีก่อน ผู้คนยังซื้อหนังสือ จึงได้พิมพ์ซ้ำ แต่ไม่มาก

    หนังสือหนามาก ใช้ตัวหนังสือเล็กลงกว่าปกติ ช่องไฟ ระยะบรรทัดหดลง กระนั้นก็หนามาก หากใช้ตัวพิมพ์ปกติ คงหนากว่านี้อีกไม่ต่ำกว่า 100 หน้า

    ...................................

    เรื่องย่อ

    ในปี พ.ศ. 2478 สามปีหลังจากเมืองไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงประชารุจิเรข นายทหารไทยผู้เรียนจบจากโซเวียตรัสเซีย และเพื่อนทหารกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหาร หมายเปลี่ยนสยามเป็นรัฐสังคมนิยม เมื่อแผนการกบฏล้มเหลว เขาหลบหนีไปมอสโกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

    สิบปีให้หลัง บุตรชายของเขา รุจน์ รุจิเรข ติดอยู่กลางเบอร์ลิน ท่ามกลางความชุลมุนในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม รุจน์ รุจิเรข พบกุญแจที่นำไปสู่การไขเบื้องหลังความตายของพ่อของเขา จากยุโรป สู่สิงคโปร์ และแผ่นดินอินโดจีน รุจน์ รุจิเรข สืบสวนหาความจริงทีละขั้น เพื่อคลี่คลายปริศนาความตายของพ่อที่เชื่อมกับความลับของชาติ 

    
ปีกแดง เล่าเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงของคนสองรุ่น ที่มีพื้นฐานสังคมและความเชื่อต่างกัน ความเสียสละ ความรักชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังระอุด้วยสงครามเกาหลี สงครามเดียนเบียนฟู สงครามเวียดนาม และสงครามกลางเมืองในประเทศไทย ด้วยโครงเรื่องซับซ้อน ซ่อนเงื่อน หักมุม ตื่นเต้น และเศร้าสะเทือนใจ

    ...................................

    หนังตัวอย่าง

    ทันใดคีมยักษ์ที่รัดคอก็คลายตัว ร่างศัตรูที่ทับโถมอยู่เบื้องบนล้มกลิ้งไปด้านข้าง เผยให้เห็นมีดเล่มหนึ่งปักอยู่ที่ต้นคอ เลือดสีแดงไหลปรี่ออกมา เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นคาร์มารอฟ ไม่ทันกะพริบตา ทหารโซเวียตสองนายกระโจนเข้าใสร่างนั้น คาร์มารอฟเบี่ยงตัวหลบ เท้าขวาสะกิดเบา ๆ ร่างปรปักษ์ก็ล้มลง มือขวาตะปบแขนอีกคน บิดกลับเสียงดังกร็อบ ไม่ทันที่เจ้านั่นส่งเสียงร้อง ลำคอก็หัก ร่างที่นอนบนพื้นอีกคนลุกขึ้นมา แต่ไม่ทันพ้นพื้นก็ถูกคาร์มารอฟดึงผมกระชากประชิด คมมีดในมือปาดคออย่างรวดเร็ว หมดจด ไม่เห็นรอยแผลนอกจากเลือดสีแดงที่ซึมออกมา ชายคนสุดท้ายในห้องชักปืนออกมา แต่หน้าอกก็เป็นเป้าของมีดเล่มนั้นก่อนทันเหนี่ยวไก

    ในเวลาเพียงสิบวินาที คาร์มารอฟสังหารชายสี่คน รวดเร็ว สวยงามราวเป็นศิลปะ รุจน์ตะลึงงัน ไม่เคยนึกภาพออกว่าชายรัสเซียฉายา ‘เพลย์บอย’ ที่เขารู้จักมาหลายปี จะมีฝีมือการต่อสู้สูงระดับนี้

    ..................................

    เสียงหน้าต่างดังเอี้ยด เขาหันขวับ แลเห็นแมวดำตัวหนึ่งวิ่งผ่านไป เสียงเป็ดในเล้าร้องเบา ๆ จูบคนในรูปถ่ายนั้นอย่างทะนุถนอมและวางกลับที่เดิม ตัดสินใจไม่นอนแล้ว สายตามองฟ้าที่ยังสลัวอยู่ อีกไม่ถึงสองชั่วโมงเขาก็จะต้อนเป็ดพวกนี้ออกไปนอกรั้ว ปล่อยให้พวกมันเล่นน้ำทะเลในแอ่งท้ายบ้าน ใครจะเชื่อว่านายทหารที่มีอนาคตเช่นเขา ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ห่างจากบ้านเกิดร่วมสองพันกิโลเมตร

    เดินไปที่มุมห้อง ผลักประตูไม้เก่า ๆ ออก บางทีตอนนี้หากได้ชาร้อนสักถ้วยคงจะดี

    พลันที่แง้มประตูออก เงาดำร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาประชิด ปืนดำสนิทในมือจ่อศีรษะเขา และลั่นไกในระยะเผาขนเพียงนัดเดียว ร่างของอดีตนายทหารกบฏทรุดคว่ำลง เลือดแดงสดไหลออกมา มือปืนเดินเข้าไปชิดร่างนั้น จ่อยิงที่ต้นคออีกนัดเสียงของปืนเก็บเสียงไม่ดังไปกว่าเสียงเปิดจุกขวดแชมเปญ

    ร่างชุดดำหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดูทีละฉบับอย่างใจเย็น เดินไปสำรวจชั้นหนังสือและชั้นเก็บของอย่างไม่รีบร้อน ในที่สุดก็หยิบปี๊บใส่น้ำมันก๊าดสำหรับตะเกียงออกมา ราดน้ำมันที่ฐานชั้นหนังสือเรื่อยไปรอบห้อง หยิบไม้ขีดไฟออกมา จุดไฟ และหายจากสถานที่นั้นไปในความสลัวของย่ำรุ่ง

    ..................................

    ทันใดประตูห้องประชุมถูกผลักออกเบา ๆ ทั้งหมดหันไปดู เป็นหญิงรับใช้ถือถาดกาแฟ พระพิจารณ์บริบาลหน้าบึ้งเอ่ยเสียงแข็ง “ใครบอกให้เสิร์ฟกาแฟ?”

    “อิฉันไม่...”

    หญิงรับใช้พูดได้แค่นั้นก็ตาเหลือก พลันร่างของหล่อนก็ล้มลง เลือดไหลออกมาจากหน้าอก ถาดกาแฟกระทบพื้นดังกังวาน เผยให้เห็นด้านหลังเป็นชายคนหนึ่งสวมผ้าคลุมหน้าใช้หล่อนเป็นที่กำบัง ปืนพกสีดำในมือนั้น

    พระโกศลวีรยุทธกับพระพิจารณ์บริบาลลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่รู้สึกผิดสังเกต ในเสี้ยววินาทีนั้น นิ้วมือภายใต้ถุงมือรัดกุมก็กระดิกยิงอย่างประณีต เสียงของมันแผ่วเบาเพราะติดเครื่องเก็บเสียง

    ร่างพระพิจารณ์บริบาลกระเด็นหงายออกไปก่อน เลือดซึมไหลออกจากหน้าผาก ล้มโดยไม่ร้องสักคำ นายทหารร่างใหญ่สิ้นใจก่อนที่ร่างจะตกถึงพื้น พระโกศลวีรยุทธถลันร่างขึ้น แต่ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมือปืนลั่นไกอย่างเยือกเย็น กระสุนทะลวงแสกหน้าใส่ร่างท่านเพียงนัดเดียว ร่างของพระโกศลวีรยุทธผงะโอนเอน ในที่สุดก็หน้าคว่ำคาโต๊ะประชุม หลวงชาญไชยนิวัติชักปืนที่เอวออกมา แต่ไม่ทันพ้นซอง ร่างของเขาก็ผงะหงายไปจมเบาะเก้าอี้ยาว

    ..................................

    “อย่าลืมว่าชื่อคุณอยู่ในบัญชีดำพวกคอมมิวนิสต์ หากคุณไม่ได้ทำงานกับผมป่านนี้คุณคงต้องอยู่ในคุกลาดยาวแล้ว ตอนนี้คุณได้แต่รอสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้นก่อน”

    .................................

    “พรุ่งนี้ผมจะไปจากที่นี่แล้ว”

    “ฉันรู้ค่ะ”

    เขาเงียบไปนาน

    “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมควรอยู่ต่อที่นี่ ไม่ใช่หรือ?”

    หล่อนสั่นศีรษะแล้วเดินเข้ามาใกล้ขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นเปียกชื้น

    หญิงสาวยกมือขึ้นแตะแก้มเขาอย่างอ่อนโยน เขาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน เขาจับมือคู่นั้น รั้งเล็กน้อย ร่างนั้นก็เข้ามาซบอกเขา

    ริมฝีปากของเขาเคลื่อนเข้าไปหา หล่อนเผยอริมฝีปากรับอย่างเต็มใจ เขาสัมผัสความร้อนในความอ่อนโยน เขารู้สึกเต็มตื้น ใจละลาน สติคล้ายเลือนลาง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในทางที่ใจของเขาต้องการมาตลอด...

    ..................................

    “ผมพบผู้หญิงคนนั้นครั้งแรกที่ฮานอย และอีกครั้งที่เดียนเบียนฟู ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดความรู้สึกแบบนั้นได้เลย หล่อนช่วยชีวิตผม แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ผมเกิดความรู้สึกแบบนั้น ไม่ใช่การตอบแทน ไม่ใช่ความเหงา แต่...”

    “ผมเข้าใจ แล้วทำไมคุณจึงกลับมา?”

    “ผมน่าจะอยู่ที่นั่นหรือ?”

    ..................................

    “สมมุติอีกสิบปี คุณยังไม่ได้แต่งงานกับใคร และพบว่าผู้หญิงคนนี้ยังรักคุณอยู่อย่างเดิม คุณจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไหม?”

    ..................................

    นวนิยายเรื่องนี้ใช้แนวทดลอง นั่นคือแต่งในกรอบ (inset) ซึ่งถือว่าใหม่ (คิดว่างั้นนะ)
    คือมีการขยายความตัวละครบางคนโดยที่ไม่รบกวนเรื่องหลัก

    ตัวละครหลักของเรื่องนี้ รุจน์ รุจิเรข ปรากฏตัวอีกครั้งในเรื่อง 17 องศาเหนือ (ภาค 1.1 ของ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน)

    ยังอยู่ในจักรวาลของประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

    มีฉบับแปลภาษาอังกฤษ ชื่อ Red, Unrepented
    https://www.winbookclub.com/store/detail/149/Red,%20Unrepented 

    ฉบับภาษาไทย https://www.winbookclub.com/store/detail/114/ปีกแดง%20ฉบับปรับปรุง 

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ผู้หญิงคนนี้ทำได้หลายอย่าง เป็นนักดำน้ำ ขี่จักรยานได้ ขับรถได้ ขับเครื่องบินได้ และยังเป็นนักเทควันโดสายดำ

    ไม่น่าแปลกหากเธอมีอวัยวะครบสามสิบสอง

    เจสซิกา ค็อกซ์ (Jessica Cox) เกิดมาไร้แขนทั้งสอง เป็นผลมาจากโรคหายาก หมอบอกว่าเธอจะช่วยเหลือตนเองไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่เธอทำให้หมอถอนคำพูด เพราะในวัยห้าเดือน เธอลากตัวไปไหนมาไหนได้เอง และในวัยสิบแปดเดือน เธอก็เดิน

    ในวัยสามขวบ เธอสามารถใช้เท้าตักอาหารใส่ปากเองได้

    เธอเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น ทำทุกอย่างเองด้วยเท้าเป็นหลัก ใช้ชีวิตแทบเหมือนคนปกติ

    เธอขับรถ เติมน้ำมันรถเอง สวมคอนแทคเลนส์เองด้วยเท้า หวีผมเอง พูดโทรศัพท์โดยใช้เท้า ใช้นิ้วเท้าพิมพ์ดีดบนคีย์บอร์ด 25 คำต่อนาที

    เธอสวมกางเกงโดยดัดแปลงตัวดูดกระจกให้เกี่ยวขอบเอวกางเกง แล้วขยับตัวสอดสองขาเข้าไปในกางเกง

    นานปีหลัง เธอบอกว่าการสวมเสื้อผ้าด้วยตัวเองเป็นการบรรลุชัยชนะที่น่าเฉลิมฉลองกว่าอย่างอื่น!

    ตั้งแต่อายุสิบสี่ เธอปฏิเสธแขนเทียม ฝึกใช้เท้าทำทุกอย่างแทนมือ

    เธอไร้แขน แต่พลังใจเต็มร้อย

    ตอนที่เธอเกิด พ่อของเธอไม่ได้เสียใจ มั่นใจว่าจะสอนลูกให้เป็นคนปกติ ครอบครัวทำให้เธอผ่านชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะพ่อแม่สอนเธออย่างคนปกติ

    ตอนเป็นเด็ก เธอเรียนเต้นรำ ในการแสดงครั้งแรก เธอขออยู่แถวหลัง แต่ครูบอกว่าไม่มีแถวหลัง หลังการแสดง เธอได้รับเสียงปรบมือ ทำให้มีกำลังใจเต้นรำต่อไป

    วันหนึ่งเธอพบครูสอนเทควันโดที่โรงเรียน ครูบอกว่ากายภาพไม่ใช่อุปสรรค อุปสรรคอยู่ที่ใจเท่านั้น เธอเรียนเทกกวนโด ฝึกฝนอย่างหนักจนได้รับสายดำ เธอเป็นนักเทควันโดสายดำไร้แขนคนแรกของสมาคมเทควันโดสหรัฐฯ

    แล้วไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนจบสายจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะริโซนา

    ..................

    หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย นักบินคนหนึ่งถามเธอว่าอยากบินในเครื่องบินเล็กเครื่องยนต์เดียวไหม เธอกลัวการบินเสมอ แต่ก็คว้าโอกาสนี้ ขึ้นเครื่องบินเล็กเป็นครั้งแรก และติดใจ ตั้งใจว่าจะเป็นนักบินให้ได้

    ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะเป็นนักบินได้ เธอติดรูปเครื่องบินลำหนึ่งที่โต๊ะทำงาน ทุกเช้ามองภาพนั้นและจินตนาการตัวเองเป็่นนักบิน

    กีฬาโดยเฉพาะเทควันโดสอนให้เธอมีวินัย ตั้งเป้าหมาย ทำให้ได้ ไม่ยอมแพ้ เมื่อทำได้แล้ว ก็ทำเป้าหมายใหม่ต่อไป

    เธอเรียนการบินจากผู้สอนสามคน ใช้เวลาสามปี เธอขับเครื่องบินโดยใช้เท้าทั้งสองแทนมือ เธอฝึกเรียนการบินอย่างหนักนานสามปี

    เธอกลายเป็นนักบินในที่สุด

    ไอดอลคนหนึ่งของเธอคือ Amelia Earhart ผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

    แล้วเธอก็กลายเป็นนักบินไร้แขนคนแรกของโลกที่ได้รับใบอนุญาตบิน

    เจสซิกากล่าวว่าห้วงเวลาที่รู้สึกตกต่ำทำให้รู้คุณค่าของห้วงเวลาที่ทำเรื่องสำเร็จ เธอบอกว่า อย่าปล่อยให้ความกลัวขวางทางของโอกาส

    เธอกล่าวว่า “ความพิการเป็นกรอบคิด อะไรก็ตามที่ขวางทางสู่การไขว่คว้าบางสิ่ง เมื่อนั้นมันจึงเป็นความพิการ ฉันอยากมองมันว่าเป็นอุปสรรคหรือความท้าทายมากกว่า นี่คือวิธีที่ฉันเป็นมาตลอดชีวิต ฉันไม่รู้จักวิธีอื่น ฉันแค่มีชีวิตโดยใช้เท้า”

    คนบางคนร่างกายครบสามสิบสอง แต่ไม่ใช้ รอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น

    กายสมบูรณ์ ใจพิการ

    คนบางคนไร้แขน แต่มีปีก บินข้ามอุปสรรคไปสู่ความฝัน

    โลกมีคนพิการทางกายภาพมากมายที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดที่ธรรมชาติให้มา สู้จนถึงที่สุด

    ล้มได้ แต่ไม่มีวันยอมแพ้

    ล้มได้ แต่ลุกขึ้นมาใหม่

    คนเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่ายังมีสายรุ้งที่เส้นขอบฟ้าเสมอ

    .

    มีคนถามเจสซิกาว่าทำไมเธอไม่ใช้แขนเทียม เธอไม่ชอบแขนเทียม บอกว่ามันหนัก ไม่สบาย “ที่สำคัญคือเมื่อใครคนหนึ่งจะกอดคุณ คุณจะขาดการสัมผัสนั้น”

    เธออาจเลือกถูก เพราะไม่เพียงเธอฝึกฝนตัวเองจนคุมเท้าได้ เธอยังรับรู้สัมผัสเมื่อคนรักของเธอกอดเธอ

    เจสซิกาแต่งงานในวัยยี่สิบเก้า ในงานแต่งงาน เธอป้อนเค้กให้เจ้าบ่าวด้วยเท้า! เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน สวมแหวนแต่งงานให้เขาด้วยนิ้วเท้า เขาสวมสร้อยข้อเท้าให้เธอ

    เธอสวมชุดเจ้าสาวแบบไร้แขน แต่เดินด้วยความสุข สวยงาม

    คนบางคนไร้แขน แต่มีปีก

    และทำให้คนอื่นรู้สึกว่ายังมีความหวัง

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-6-26

    (ภาพจาก flyingmag.com)

    จาก มากกว่าสามสิบสอง
    49 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 250 บาท = บทความละ 5.10 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/195/มากกว่าสามสิบสอง 
    https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q 
    โปรโมชั่นคอมโบ https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201 
    Shopee https://s.shopee.co.th/9UlyhN6c1q  
    โปรโมชั่นคอมโบ https://s.shopee.co.th/8zpi6W2V3T 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 23