-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
มนุษย์เราชอบโยงเรื่องเข้าหากัน เวลาอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคสักโรค เรามักโยงเข้ากับตัวเองเสมอ ยกตัวอย่างเช่นอ่านบทความเกี่ยวกับวัณโรค พบว่าอาการของวัณโรคคือ :
ปวดหัว - ก็นึกทันทีว่า ใช่! วันก่อนเราปวดหัว
ไอ - วันนั้นเราก็ไอนี่นา!
กลางคืนมีเหงื่อออก - เออ! คืนก่อนเรามีเหงื่อออก
ครั่นเนื้อครั่นตัว - ใช่อีก... สองวันก่อนก็มีอาการนี้
ดูรายการอาการสิบอย่าง เป็นเสียแปดอย่าง สรุปว่าเป็นวัณโรคแน่เลย สรุปเสร็จสรรพแล้วก็กลุ้มใจนอนไม่หลับ ยิ่งนอนไม่หลับ ร่างกายก็ยิ่งมีอาการตามในรายการ คราวนี้กลางคืนมีเหงื่อออกมากกว่าเดิม ก็ยิ่งมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นโรคนี้แน่ ๆ
ความจริงการปวดหัว ไอ มีเหงื่อออกกลางคืน ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็เป็นอาการของโรคอีกหนึ่งล้านสองแสนสามหมื่นชนิด!
เพื่อนคนหนึ่งมีจุดแดงหลายจุดตามตัว สามัญสำนึกบอกว่าเป็นไข้เลือดออกแน่ ๆ เพราะแถวบ้านมีคนเคยถูกยุงลายกัด หมอตรวจแล้วบอกว่าแพ้อากาศ! คนละเรื่องเลย!
เพื่อนกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวป่า กลับมามีอาการไข้ พอคนหนึ่งบอกว่าสงสัยเป็นมาลาเรีย คนที่เหลือก็รู้สึกว่าตัวเองก็มีอาการของมาลาเรียขึ้นมาทันใด เมื่อไปหาหมอตรวจแล้วพบว่าไม่มีใครเป็นอะไรสักรายเดียว
ทั้งหมดนี้เรียกว่า การคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานพอ จับแพะชนแกะ แล้วสรุปเลย ไม่วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ ไม่มีข้อมูลครบถ้วน
มันบอกว่าบ่อยครั้งสามัญสำนึกใช้เป็นเหตุผลไม่ได้
การระแวงว่าตนเองเป็นโรคนั้นโรคนี้เรียกว่า hypochondriacหรือตีตนไปก่อนไข้ มนุษย์สายพันธุ์นี้วัน ๆ คิดว่าตัวเองเป็นโรคอะไรสักโรค ปวดหัวก็ต้องสแกนหัว เพราะคาดว่าอาจเป็นมะเร็งสมอง ปวดท้องก็คาดว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ แม้ไม่ปวดก็ยังคิดว่าอาจเป็นอะไรสักอย่าง!
การทำตัวเป็นหมอทั้งที่ไม่รู้จริงก็วุ่นแล้ว แต่การทำตัวเป็นหมอเดาในชีวิตยิ่งแย่ใหญ่ เรื่องที่บรรดาหมอเดาชอบนักก็คือเรื่องส่วนตัวของคนอื่น มนุษย์สายพันธุ์นี้เป็นคนรักสัตว์ ชอบจับแพะชนแกะ เช่น เห็นหญิงสาวสวมกระโปรงสั้นเดินกับฝรั่งก็สรุปว่าเป็นหญิงบริการแหง ๆ เห็นผู้หญิงออกจากวัดตอนค่ำ ก็สรุปว่าพระวัดนี้มั่วสีกาแน่ ๆ
โลกอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้กลายเป็นถังขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คนมารวมกันเพื่อ ‘เมาธ์’ คาดเดาโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน นึกอะไร จินตนาการอะไรก็เขียนออกมา คอมเมนต์ที่หนึ่งกลายเป็นคอมเมนต์ที่สอง สาม สี่ ห้า... ต่อยอดไปเรื่อย ๆ จนหาความจริงไม่เจอ
ในการใช้ชีวิตส่วนตัว ใช้จินตนาการเชิงลบทางอารมณ์เมื่อไร ก็คือสร้างทุกข์เมื่อนั้น
นี่ก็คือการปรุงแต่งความคิดขึ้นมาเองเป็นความทุกข์
นี่ก็คือเดาสร้างทุกข์ ก่อให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น
ลูกกลับบ้านดึกก็คาดว่าไปเที่ยวกลางคืน ลูกเพื่อนโทรมก็คาดว่าติดยา สามีกลับบ้านดึกก็คาดว่ามีคนอื่น ใครเอาของมาให้ก็คิดว่ามีเจตนาแฝงหรือต้องหลอกใช้เราแน่ เห็นเจ้านายยิ้มให้ก็คิดว่าต้องมีไม่ดีอะไรสักอย่าง ปกติเขาไม่เคยยิ้มกับเรานี่นา! หรือว่าเขาจะไล่เราออก?
บ่อยครั้งก็จับแพะชนแกะ รวมกับข้อมูลที่ได้รับมาก่อนล่วงหน้า เช่น หมอดูบอกว่าช่วงนี้มีเคราะห์ ก็รวมกับการคาดเดาว่าเจ้านายจะไล่เราออก สรุปเสร็จสรรพว่าจะถูกไล่ออกแน่นอน เป็นต้น
กลายเป็นคนที่ไม่มีความสุข ขี้ระแวง
บางทีเราทุกคนมีสัญชาตญาณมองโลกในแง่ร้ายเพื่อความอยู่รอดของเรา จินตนาการในเชิงลบถ้ามีพอประมาณก็ช่วยให้ระวังตัว แต่มีมากไปก็เกิดทุกข์
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรเปลี่ยนการคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานเป็นการคาดเดาโดยมีหลักฐาน หรือเหตุผล หาข้อมูลให้ครบถ้วน
ไม่รู้จริง ไม่มีข้อมูลพอ ก็อย่าทำตัวเป็นหมอเดา อะไรที่ไม่รู้มูล ไม่มีหลักฐาน ก็อย่าไปเติมเชื้อไฟให้กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจริง ๆ
สมองของเรามีพื้นที่จำกัด อย่าเปลืองพื้นที่เก็บข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ สมองมีไว้คิด ไม่ใช่เป็นที่เก็บขยะ
ร่างกายเรามีลำไส้ใหญ่ไว้เก็บของเสียแล้ว อย่าใช้สมองเป็นที่เก็บของเสียอีก
อาหารขยะทำให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ความคิดขยะก็ทำให้เกิดไวรัสอารมณ์เช่นกัน อาจเป็นอันตรายกว่า เพราะมันแพร่ต่อให้คนอื่นได้
วินทร์ เลียววาริณ
9-6-26บางท่อนจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวันทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 9
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
วันหนึ่งเมื่อ 4 ปีก่อน ผมนึกอย่างไรไม่รู้ แปลงหนังสือเซนที่เขียนเป็นฉบับย่อความ เขียนแบบไม่ซีเรียส ใส่การ์ตูนเข้าไป ตั้งใจทำมาแจกมากกว่าคิดจะขาย
ผมชอบอ่านงานปรัชญามานานแล้ว แต่หนังสือทั้งหมดที่อ่านมานั้นล้วนเครียด อ่านยาก เพราะต้องปีนบันไดไปอ่าน
หลังจากเขียนมาหลายเรื่องหลายเล่ม กระจัดกระจายไปตามเล่มต่างๆ ก็คิดว่าจะลองเขียนปรัชญาต่างๆ เป็นฉบับย่อยง่ายๆ เล่าแบบง่ายที่สุด
เป็นที่มาของหนังสือ Mini Zen
ตามมาด้วย Mini Tao
ปรากฏว่ามีคนอ่านเหมือนกัน
จึงเข็นเล่ม 3 เล่ม 4 ออกมาคือ Mini Stoic (ปรัชญากรีก) ต่อด้วย Mini Wabi-sabi (ปรัชญาญี่ปุ่น)
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็เข็นออกมาอีกสองเล่ม แต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์
เล่ม 5 คือ Mini Exist คือเล่าปรัชญา Existentialism เข้าใจค่อนข้างยาก แต่พยายามทำให้อ่านโดยไม่ต้องใช้บันได
และเล่ม 6 Mini Matrix เล่าปรัชญาทั้งโบราณสมัยเพลโต เดคาร์ต จวงจื่อ ฯลฯ มาจนถึงสมัยใหม่ โดยใช้หนังเรื่อง The Matrix เป็นแกนกลาง
ผมไม่รู้หรอกว่าคนอ่านสนใจไหม หรือกลัวคำว่าปรัชญาแค่ไหน แต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าปรัชญาทั้งหลายเป็นเรื่องที่ควรอ่าน เพราะมันเปิดโลกทัศน์ของการมองชีวิตได้ดี
และหากจะมีสักประโยคเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้น ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
8-6-261- แชร์
- 27
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ครั้งหนึ่งหมอบอกคนไข้ผู้เป็นญาติห่าง ๆ คนหนึ่งของผมว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อยากกินอะไร ก็กินไปเถอะนะ”
เท่านั้นเอง คนไข้รายนี้ก็กินอะไรไม่ลง เพราะมันมีนัยว่ามีแต่คนใกล้ตายเท่านั้นที่หมอมักอนุญาตให้กินตามสบาย
ความจริงหมอไม่ได้หมายความอย่างที่คนไข้คิด คนไข้แม้จะมีโรคประจำตัว แต่ก็ไม่มีความผิดปกติร้ายแรงที่ทำให้กินอะไรไม่ได้ เพียงแต่คำพูดของหมอเปิดช่องให้ตีความและคิดไปทางอื่นได้ และโดยสัญชาตญาณ คนไข้ส่วนใหญ่ก็มักคิดไปในทางลบ
เคยไหมที่คุณแน่ใจเหลือเกินว่าเรื่องที่คุณเจอต้องเป็นอย่างหนึ่ง แต่พบว่าความจริงกลับเป็นอีกอย่างที่คาดไม่ถึงจริง ๆ มันมิเพียงสวนทางกับเหตุผลของคุณ แต่เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่าด้วย
ครั้งหนึ่งผมมีอาการชาที่ปลายนิ้ว วูบหนึ่งก็คิดไปไกลว่าอาจเป็นอาการขั้นแรกของอัมพาต หรือพาร์กินสัน หรือใครจะรู้? - มะเร็งสมอง! เมื่อไปให้หมอตรวจก็พบว่าเกิดจากนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไปจนเส้นสายที่คอตึง ส่งผลให้เกิดการชาที่นิ้ว บิดตัวสองสามที อาการชาก็หายไป
ชาวบ้านที่ไหนเล่าจะไปรู้ว่าอาการชาที่ปลายนิ้วเป็นผลมาจากต้นคอ ไกลกันตั้งโยชน์!
อีกครั้งหนึ่งเมื่อเป็นหวัด ผมไปหาหมอขอยาลดน้ำมูกเพื่อแก้ความรำคาญ บอกหมอด้วยความมั่นใจว่าไม่เอายาปฏิชีวนะ เพราะ “เดี๋ยวจะไปออกกำลังกายให้เหงื่อออก พิษจะได้ออกมากับเหงื่อ”
หมอบอกเรียบ ๆ ว่า “คุณจะบ้าหรือ? ออกกำลังกายตอนเป็นหวัด เชื้อไวรัสเข้าหัวใจได้นะ”
อ้าว! เหรอ! มันสวนทางกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง ใครจะไปนึกว่ามีตัวแปรอีกอย่างคือไวรัสเข้าหัวใจ!
หลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงถือคติว่า อย่าสรุปเอาเองในเรื่องที่ตัวเองไม่ใช่มืออาชีพ ในเรื่องสุขภาพ อะไรที่ไม่รู้จริง ก็ถามหมอ เงินเต็มบ้าน แบ่งให้โรงพยาบาลบ้าง!
วินทร์ เลียววาริณ
8-6-26บางท่อนจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน1- แชร์
- 20
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ช่วงที่กำลังพักฟื้นนี้ หมอสั่งห้ามทำงานหนัก
แต่กลับไม่ฟังคำหมอ ทำงานหนักตลอด
อ๋อ! เปล่าทำงานแบกหามของหนัก หรือออกแรงอะไร นั่งสบายๆ ในห้องแอร์นี่แหละ
แต่งนิยายนักสืบสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อ
เป็นงานหนัก (หัว) มาก
โครงเรื่องมันยาก นอกจากต้องแต่งเรื่องใครฆ่าใคร-ที่ไหน-ทำไมแล้ว ยังต้องเสียบรีเสิร์ชประวัติศาสตร์ยุคนั้นเข้าไปด้วย
วางโครงคร่าวๆ ว่า น่าจะต้องใช้สิบกว่าตอนจึงเล่าครบเหตุการณ์สำคัญในยุคนั้น
ตอนนี้เขียนไปถึงตอนที่ 3
ยังอีกยาว
คอนเส็ปต์งานชุดนี้ก็ประมาณ พุ่มรัก พานสิงห์ (ย้อนยุค) ผสม ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน บวก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม
เดินเรื่องเป็นปีๆ แบบ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เขียนด้วยภาษาเก่าที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน
ต้องศึกษาภาษางานพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 กับ สี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
อีกสักปีคงเสร็จมั้ง
ตอนนี้งานยังเขียนไม่ถึงครึ่ง แต่ทำปกเสร็จแล้ว ถ้าเขียนไม่เสร็จก่อนตาย ก็คงขายปกอย่างเดียว
วินทร์ เลียววาริณ
7-6-261- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เซียงเหยียนจี้เสียนเคยเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ไป่จ้างหวยไห่ ได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดเฉลียวและหัวไวอย่างยิ่ง เขาสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้ดี เมื่ออาจารย์ไป่จ้างหวยไห่มรณภาพ เขาก็มาเป็นศิษย์ของเหวยซานหลิงยิ่ว
เหวยซานหลิงยิ่วบอกเขาว่า "อาตมาได้ยินว่าเมื่อเจ้าอยู่กับอาจารย์ไป่จ้างหวยไห่นั้น เจ้าสามารถให้คำตอบถึงสิบทางต่อคำถามเดียว นี่แสดงว่าเจ้ามีสติปัญญาสูงส่งโดยแท้ คำถามเรื่องการเกิดการตายนั้นเป็นคำถามพื้นฐานของเซน ลองบอกอาตมาว่าอะไรคือสถานะของเจ้าก่อนที่เจ้าเกิดจากพ่อแม่ของเจ้า"
คำถามนี้ทำให้เซียงเหยียนจี้เสียนงงไปนาน เหมือนตกในหมอกหนา เขาพยายามค้นหาคำตอบจากพระสูตรต่าง ๆ แต่ไม่สามารถพบอะไร
เขาให้คำตอบอาจารย์หลายครั้ง แต่ทุกครั้งอาจารย์ก็สั่นหัว เขาขอให้อาจารย์เฉลยคำตอบแก่เขา แต่อาจารย์ปฏิเสธ บอกว่า "สิ่งที่อาตมาพูดเป็นความเข้าใจของอาตมาเอง มันไม่ช่วยอะไรเจ้าแต่อย่างไร"
เซียงเหยียนจี้เสียนคิดนานก็หาคำตอบไม่พบ ในที่สุดก็ยอมแพ้ ถอนหายใจ บอกตัวเองว่า "เราไม่สามารถท้องอิ่มได้จากการดูภาพอาหาร"
เซียงเหยียนจี้เสียนลาจากอาจารย์ไป ท่องไปทั่ว เขากลายเป็นพระพเนจร เดินทางจากวัดหนึ่งไปอีกวัดหนึ่ง
เขาเดินทางไปถึงวัดของปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง ที่นี่เขาพำนักชั่วคราว และทำหน้าที่กวาดพื้นลานและตัดหญ้า
วันหนึ่งขณะกวาดพื้น เขาพบเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่ง จึงหยิบมันเหวี่ยงทิ้งไป มันลอยไปกระทบต้นไผ่เป็นเสียงกังวานใส
เขาหยุดนิ่ง เสียงของไผ่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง และไม่ใช่ไผ่ทุกลำเกิดเสียงได้ เสียงใสของลำไผ่เกิดจากการกระทบกันของสองสิ่ง ราวกับเป็นเสียงร้องของต้นไผ่เมื่อมีอะไรมากระทบ เสียงนั้นทำให้เขาลืมทุกสิ่งที่เขารู้มา
พลันเขาก็ตื่นรู้ เข้าใจความหมายของตัวตนที่แท้ของเขาที่ไม่ได้กำเนิดมาจากการเกิดของเขา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
7-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
1- แชร์
- 30
