-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
นอกจากโรงหนังพหลโยธินรามาที่ผมไปเยือน ยังมีอีกโรงหนึ่งที่ผมถ่อไป
ศรีย่านเธียเตอร์
ชื่อโรงหนังก็บอกแล้วว่าอยู่แถวศรีย่าน
เวลานั้นผมยังเป็นนิสิต มีบ้านเช่าอยู่ที่ราชเทวี พญาไท ก็นังรถเมล์สาย 16 ไปศรีย่าน
เดินเข้าโรงไปมักเจอหนังฉายไปแล้วครึ่งเรื่องเสมอ
ศรีย่านเธียเตอร์อยู่ในตลาดศรีย่าน สภาพเก่าโทรม แต่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นโรงหนังที่ฮิตมากเมื่อ 50 ปีก่อน บ่อยครั้งคนดูเยอะ เก้าอี้ไม่พอ เราต้องยืนอยู่
ก็ดูจนจบครึ่งเรื่องหลัง พอคนดูเดินออก เราก็ไปนั่งดูเรื่องที่สอง จบแล้วก็ดูท่อนแรกของเรื่องแรก
ก็ดูกันมาอย่างนี้ไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง
ศรีย่านเธียเตอร์ฉายหนังทุกแนว ทั้งหนังฝรั่งไปจนถึงหนังจีนกำลังภายใน
ครั้งหนึ่งดูเรื่อง The Magic Blade สร้างจาก จอมดาบหิมะแดง (天涯·明月·刀 1976) ผลงานของฉู่เอี๋ยน ตี้หลงเป็นพระเอก
เป็นหนังพากย์ไทย ตอนหนึ่งเป็นฉากมืดๆ ตอนค่ำ คนพากย์ก็บรรยายว่า "ที่นี่ช่างวิเวกวังเวงวิเหวงโหวง"
เรียกเสียงฮาไปทั่วโรง
ไม่น่าเชื่อว่าคำพวกนี้ ผมจำมาได้จนบัดนี้
หลายปีมาแล้ว ผมตระเวณกรุงถ่ายรูปโรงหนังชั้นสองเกือบทั้งหมด เมื่อไปถึงศรีย่าน พบว่าศรีย่านเธียเตอร์ถูกทุบทิ้งแล้ว จึงถ่ายรูปรอบบริเวณมาให้ดูเป็นที่ระลึก
ผ่านไปหลายสิบปี พื้นที่แห่งความบันเทิงก็เงียบเหงา เป็นบรรยากาศที่ช่างวิเวกวังเวงวิเหวงโหวง
วินทร์ เลียววาริณ
5-11-261- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
พหลโยธินรามาเป็นโรงหนังชั้นสองที่ผมไปเยือนบ่อยๆ ครั้งยังเป็นวัยรุ่นและเงินค่าดูหนังมีจำกัด
พหลโยธินรามาตั้งอยู่ที่สะพานควาย ตรงข้ามมงคลรามา ถ้าเดินไปอีกทิศหนึ่งจะพบเฉลิมสิน ซึ่งฉายเฉพาะหนังไทย
ถ้าเดินจากเฉลิมสินต่อไปอีกช่วงหนึ่ง จะพบประดิพัทธ์เธียเตอร์
เยื้องๆ กับเฉลิมสิน ข้ามถนนมาอีกฝั่งจะพบโรงหนังนิวยอร์ค
จำไม่ได้ว่าลงท้ายด้วยรามาหรือเธียเตอร์
นี่เขียนจากความทรงจำอย่างเดียว
พหลโยธินรามาฉายหนังจีนกำลังภายในเป็นหลัก
หนังจีนกำลังภายในมักเป็นเรื่องจอมยุทธ์ที่วัยเด็กเป็นกำพร้า
ตอนหลังเข้าใจว่าพหลโยธินรามาไปฉายหนังกำพร้าอีกแบบหนึ่ง จนตำรวจมาตรวจสอบ
ก็ฉาย 5 เรื่องควบ คนเขาก็คิดว่าเป็นหนังสั้นล่ะมั้ง
ทางเข้าโรงหนังเก่าโทรม ติดป้ายโปสเตอร์หนังสองสามใบ
นานปีมาแล้ว ผมถ่ายรูปพวกนี้ก่อนโรงหนังพหลโยธินรามาจะหายไปจากจักรวาล
เป็นที่ระลึกถึงความหลังครั้งยังเป็นคอหนังละอ่อน
วินทร์ เลียววาริณ
4-11-261- แชร์
- 20
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(ต่อจากเมื่อวานนี้)
มังสวิรัติมีหลายแบบ รายละเอียดแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมนิยมแบ่งดังนี้
1 Lacto-vegetarian ไม่กินเนื้อ ปลา สัตว์ปีก ไข่ รวมทั้งอาหารอื่นที่มีส่วนประกอบเหล่านี้ แต่กินนม เนย ชีส โยเกิร์ตได้
2 Ovo-vegetarian ไม่กินเนื้อ อาหารทะเล สัตว์ปีก นม แต่กินไข่ได้
3 Lacto-ovo vegetarian ไม่กินเนื้อ ปลา สัตว์ทะเล สัตว์ปีก แต่กินนมและไข่ได้
4 Pescatarian ไม่กินเนื้อ สัตว์ปีก ไข่ นม กินปลาได้
5 Vegan ไม่กินเนื้อ ปลา สัตว์ปีก ไข่ นม กลุ่มนี้ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เพราะไม่ต้องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์
6 Flexitarian พวกยืดหยุ่น เป็นมังสวิรัติแบบปรับตัวได้ กินอาหารหลักเป็นพวก plant-based แต่ก็กินเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ ปลา สัตว์ปีก แต่ไม่กินมาก
ความยืดหยุ่นของชาวมังสวิรัติแตกต่างกันออกไป บางคนจะกินเฉพาะผลไม้ที่หล่นเองจากต้น
ตัวละคร Keziah ในหนังเรื่อง Notting Hill เป็น fruitarian เธอบอกว่า “เราเชื่อว่าผลไม้และผักมีความรู้สึก เราคิดว่าการปรุงมันเป็นเรื่องโหดร้าย เรากินแต่ผลไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นเท่านั้น”
ตัวเอกว่า “งั้นการกินแคร์รอต...”
“การกินแคร์รอตก็คือการฆาตกรรม”
อาหารแบบ fruitarian จำกัดการกินมาก มากกว่าข้อจำกัดของมังสวิรัติและ vegan เสียอีก
ผลไม้เป็นอาหารธรรมชาติ มีวิตามินมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการบริโภคผลไม้อย่างเดียวไม่ใช่เรื่องดี เสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร
คนที่เป็นชาวมังสวิรัติต้องได้รับโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเพียงพอด้วย ไม่เช่นนั้นร่างกายจะทำงานไม่ได้
โดยปกตินักโภชนาการแนะนำว่า เราควรกินผลไม้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่กิน
จ๊อบส์กินผลไม้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์แน่ ๆ บางครั้งกินผลไม้และผัก 1-2 ชนิดติดต่อกันหลายสัปดาห์
ผักผลไม้ที่จ๊อบส์กินนั้นล้วนมีคุณภาพสูง เขามีพ่อครัวประจำครอบครัว
ในตู้เย็นของเขาไม่มีเครื่องดื่มโซดา มีแต่น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำแคร์รอต
แม้แต่เค้กงานแต่งงานของเขา ก็ยังเป็น vegan จนแขกเหรื่อกินไม่ลง!
.................
ปกติการบริโภคผลไม้ไม่ทำให้ค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index) สูง แต่ตัวเลขฟรุคโตสสูง
การบริโภคผลไม้ในระดับสุดโต่งยิ่งทำให้ระดับฟรุคโตสสูง
ฟรุคโตสคืออะไร?
ฟรุคโตสคือน้ำตาลชนิดหนึ่ง พบในผลไม้ น้ำผึ้ง ผักบางชนิด ต่างจากน้ำตาลทรายที่เราบริโภค (ซูโครส) ฟรุคโตสไม่ได้ย่อยโดยลำไส้ แต่ย่อยโดยตับ ตับจะเปลี่ยนฟรุคโตสเป็นกลูโคสเพื่อไปใช้งาน ส่วนที่ไม่ได้ใช้ก็เก็บไว้ในตับ หากมีมากเกินไป ก็กลายเป็นไขมันพอกตับ
เชื่อกันว่าผักและผลไม้เกินพอดีทำให้ตับและตับอ่อนทำงานหนัก และอาจทำให้เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน
คนไม่น้อยเชื่อว่าผลไม้เป็นสิ่งที่ดี จึงกินฟรุคโตสไม่ยั้ง อีกทั้งเมื่อไปเจาะเลือดดูค่าน้ำตาล จะพบว่าค่าน้ำตาลปกติ ทั้งนี้เพราะการตรวจเลือดไม่ได้ตรวจค่าฟรุคโตส
หากบริโภคมากเกินไป ฟรุคโตสก็ก่ออันตรายไม่แพ้น้ำตาลทรายขาว
ใน Cancer Research ฉบับสิงหาคม 2010 Dr. Anthony Healy of UCLA’s Jonsson Cancer Center เสนอทฤษฎีว่าการกินฟรุคโตสมาก ๆ เป็นการให้อาหารต่อเซลล์มะเร็ง
ผลไม้ย่อมมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมด้วยแร่ธาตุสารอาหาร เส้นใยอาหาร วิตามิน และช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง แต่ในทางกลับกัน หากบริโภคมากเกินไป อาจได้ผลตรงกันข้าม
ส่วนจ๊อบส์ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน
บางทีมันอาจมีความสัมพันธ์ระหว่างโรคกับการดื่มน้ำผักผลไม้มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจฟันธงว่าการกินของเขาส่งผลต่อโรค บางทีวิถีชีวิตและการทำงานของเขาก็อาจมีส่วน
ช่วงสุดท้ายของชีวิต จ๊อบส์พาลูกเมียไปเกียวโต แวะร้านซูชิวะ
แม้เขาจะเคร่งครัดเรื่องอาหารอย่างยิ่งยวด แต่ครั้งนี้เขายอมถอยให้ความอร่อย
เขากินซูชิปลาไหล เขากินอาหารมื้อนั้นอย่างเอร็ดอร่อย จนบอกเจ้าของร้านว่า “ผมไม่เคยกินซูชิอร่อยเท่านี้มาก่อน”
ลูกสาวของเขาที่ไปด้วยกันบอกว่า มันเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าพ่อเธอผ่อนคลาย เต็มอิ่ม ปล่อยวางกฎเกณฑ์การกินที่แสนจะเข้มงวด
มันอาจเป็นครั้งแรกที่จ๊อบส์เริ่มมองเห็นว่า อาหารอร่อยอาจสำคัญกว่าอาหารสุขภาพ และการกินกับคนที่รักอย่างมีความสุขอยู่เหนือจากกฎเกณฑ์สุขภาพใด ๆ
แต่เขาอาจเรียนรู้เรื่องนี้ช้าไป
เจ้าของร้านบอกว่า “โอกาสหน้ามาเยือนร้านอีกนะ”
จ๊อบส์ตอบว่าคงจะยากแล้ว เพราะเขาป่วยหนัก นี่อาจเป็นเที่ยวสุดท้ายที่มาเยือนเกียวโต
หลังจบมื้อนั้น เจ้าของร้านขอลายเซ็นจ๊อบส์ให้ลูกสาว ปกติจ๊อบส์ไม่ทำเรื่องแบบนี้ แต่ครั้งนี้อาจเพราะอารมณ์ดี จึงยอมเซ็นให้
มันติดอยู่ที่ร้านซูชิวะ ข้อความว่า “All good things” (ทุกสิ่งดี ๆ) ซึ่งย่อมาจาก “All good things must come to an end.” (ทุกสิ่งดี ๆ ต้องมาถึงจุดจบ)
ป้ายนี้ติดอยู่ที่ร้านนั้นจนทุกวันนี้
หนึ่งปีต่อมา Japanophile ชาวอเมริกันก็จากโลกไป
บางทีจ๊อบส์รู้ดีว่าท่อนสุดท้ายของประโยคหมายถึงเขาเองที่กำลังจะถึงจุดจบของชีวิต
หรืออาจเพราะเขาเห็นว่าประโยคเต็มมีสองท่อน ท่อนแรกมองโลกในแง่บวก (สิ่งดี ๆ) ท่อนหลังมองโลกในแง่ลบ (ความตาย) จึงเลือกเขียนเฉพาะท่อนบวก
คำถามคือ เรารู้ได้อย่างไรว่า อะไรคือ All good things สำหรับเราจริง ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
5-11-26(บางท่อนจาก หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์)
1- แชร์
- 23
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้เล่าเรื่องอันตรายของน้ำผลไม้เมื่อบริโภคมากเกินไป
ตัวอย่างเรื่องนี้คือ สตีฟ จ๊อบส์
อาหารเช้าของ สตีฟ จ๊อบส์ คือผัก ผลไม้ และน้ำผลไม้ อาหารเที่ยงคือน้ำผลไม้ ผลไม้ กับผัก อาหารเย็นคือผลไม้ ผัก และน้ำผลไม้ อาหารว่างคือน้ำผลไม้
เขากินอย่างนี้เป็นปี ๆ
บางวันเพื่อแก้ความเบื่อ เขาก็เปลี่ยนจากผลไม้ ก.เป็นผลไม้ ข. หรือจากผัก ค. เป็นผัก ง.
สตีฟ จ๊อบส์ เป็นชาวมังสวิรัติแบบสุดโต่ง (มังสวิรัติ = มังสะ แปลว่าเนื้อสัตว์ + วิรัติ แปลว่างดเว้น เลิก)
เขาไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ผักผลไม้ และยังชอบอดอาหารเป็นระยะ
สตีฟ จ๊อบส์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ในวัยเพียง 56 ปีหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะอาหารที่เขากิน
จริงหรือไม่ที่การกินอาหารแบบฉบับของเขาทำให้เขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน และเสียชีวิตเร็วกว่าที่ควร?
ในปี 2003 จ๊อบส์ได้รับแจ้งจากหมอว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน ปีต่อมาเขาก็ประกาศข่าวนี้ให้ลูกจ้างทั้งหมดรู้
หมอแนะนำให้เขาเปลี่ยนอาหาร แต่ สตีฟ จ๊อบส์ ก็คือ สตีฟ จ๊อบส์ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา
หลังจากรู้ว่าเป็นมะเร็ง เขายังเชื่อว่าการกินผักผลไม้ช่วยรักษามะเร็งได้
เขาไม่รักษาโรคตามแผนปัจจุบัน เขารักษาแพทย์ทางเลือก ช่วงเก้าเดือนต่อมา เขารักษาโดยวิถีธรรมชาติ ฝังเข็ม กินสมุนไพร และอดอาหาร
ท้ายที่สุดร่างกายของเขาก็ไปไม่ไหว สตีฟ จ๊อบส์ ยอมรับการผ่าตัดในปี 2004 แต่ไม่ได้ฉายแสง ระหว่างนั้น ทิม คุก ดูแลบริษัท
เขาบอก วอลเทอร์ ไอแซคสัน คนเขียนชีวประวัติของเขาว่า เขาเสียใจที่ตัดสินใจไม่รักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน
สองปีต่อมา มะเร็งก็กลับมาอีก เขาอ่อนแอลง แต่ก็ยังทำงาน ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
ในกลางปี 2008 Bloomberg ตีพิมพ์ข่าวรายงานความตายของเขา มันกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก คนเริ่มเห็นว่าสุขภาพของเขาแย่ลงจริง ๆ แต่จ๊อบส์ก็ตอบข่าวลือนี้แบบขำ ๆ ในงานเปิดตัวสินค้าเมื่อเดือนต่อมาว่า “Reports of my death are greatly exaggerated.” (รายงานข่าวความตายของผมเว่อร์ไปมาก ๆ เลยนะ) เรียกเสียงฮาไปทั่วห้องประชุม
เขามีคนรักมาก ไม่มีใครอยากให้เขาตาย
แต่หลังจากนั้นดูเหมือนเขาโรยแรงลง เวลาเปิดตัวสินค้าใหม่ เขาก็มักไม่พูดคนเดียว กระจายบทให้คนอื่น ๆ พูดด้วย
ในฤดูใบไม้ผลิปี 2008 สถานการณ์ของเขาแย่ลง กินได้ยากเย็น น้ำหนักหายไป 40 ปอนด์ ปีนั้นเขารับการผ่าตัดบางส่วนของตับอ่อน หมอสั่งให้เขากินโปรตีนบ้าง
ขึ้นปี 2009 เขาก็ลางานหกเดือนเพื่อไปพักฟื้นสุขภาพ ระหว่างนั้น ทิม คุก ดูแลบริษัทแทน
เนื่องจาก ทิม คุก กับจ๊อบส์มีกลุ่มเลือดหายากเหมือนกัน ทิม คุก เสนอสละตับส่วนหนึ่งให้จ๊อบส์ แต่จ๊อบส์ปฏิเสธบอกว่า “ผมไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอก”
ต่อมาจ๊อบส์ก็เข้าผ่าตัดเปลี่ยนตับ
ในปี 2011 เขาก็ลาออกจากบริษัทที่เขาสร้างขึ้นมา เพราะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำงานหนักและดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน
จดหมายลาออกของเขาเขียนถึงกรรมการว่า “ผมเคยพูดเสมอว่า ถ้าวันหนึ่งผมไม่สามารถบรรลุหน้าที่ของผมและความคาดหมายในตำแหน่งซีอีโอแอปเปิล ผมจะแจ้งให้พวกคุณทราบ โชคไม่ดี วันนั้นได้มาถึงแล้ว”
ปี 2011 มะเร็งลามไปถึงกระดูก เขาเสียชีวิตในปีนั้น
ไม่มีใครรู้แน่ว่าโรคมะเร็งตับอ่อนของเขาเกิดจากอะไร อาหาร? พันธุกรรม? ไลฟ์สไตล์? สิ่งแวดล้อม? หรือว่าการอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เขาประดิษฐ์นานวันนานปี?
คนในวงการแพทย์หลายคนเชื่อว่าการรักษาโดยการแพทย์ทางเลือกเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของเขา บอกว่ามันก็คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม เพราะมะเร็งของเขายังพอมีทางรักษาได้ แต่บางคนก็ว่าตอบยากว่าเกี่ยวกับอาหารการกินหรือไม่
จากหนังสือประวัติของเขาเขียนโดย วอลเทอร์ ไอแซคสัน ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วัยรุ่น เขาชอบอาหารออร์กานิค พืชผักผลไม้
เมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัย เขาเคยสูบกัญชา และเสพยาแอลเอสดี ทว่าตั้งแต่ปี 1979 เขาก็เลิกยาเสพติดทั้งหลาย
เขาเริ่มกินผัก หลังจากรู้จักเซน เพราะศูนย์เซนที่เขาไปเยือนให้อาหารมังสวิรัติฟรี
การกินของเขาได้รับอิทธิพลจากหนังสือหลายเล่ม เช่น Diet for a Small Planet โดย Frances Moore Lappe
มันเป็นหนังสือดังในปี 1971 พูดถึงผลกระทบของการผลิตเนื้อสัตว์ต่อสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนอาหารในโลก ผู้เขียนเห็นว่ามนุษย์เราควรกินอาหารพืชผักมากกว่ากินเนื้อสัตว์
หนังสือเล่มนี้ยังให้ตำราอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก
อิทธิพลของหนังสือทำให้เขาเลิกกินเนื้อสัตว์ และอดอาหาร เขาไม่กินอาหารขยะอีกเลย
นอกจากนี้เขายังทึ่งไอเดียในหนังสือ The Mucusless Diet Healing System โดย Arnold Ehret ผู้เขียนเสนอว่าร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องจักรธาตุลม เดินเครื่องดีที่สุดด้วยผลไม้และผักไร้แป้ง ผู้เขียนบอกว่าโปรตีนและไขมันนั้นไม่เป็นธรรมชาติ
อิทธิพลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้จ๊อบส์เป็น fruitarian ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มนม ไม่กินธัญพืช
ดูเหมือนเขาฝังหัวความคิดนี้ หลังจากนั้นก็กินแต่ผักผลไม้ และแทบไม่แตะโปรตีนกับไขมันเลยทั้งชีวิต เขากินผลไม้ซึ่งมีฟรุคโตสสูง เขากินแบบนี้มาตั้งแต่วัยรุ่น เขามีความเชื่อว่าการกินพืชผักป้องกันมะเร็งและโรคร้ายอีกหลายโรค
บางครั้งกินผลไม้ชนิดเดียวทั้งอาทิตย์ เช่น แอปเปิล ผักที่เขากินต้องเป็นแบบไร้แป้งเท่านั้น เขาเชื่อว่าการกินแบบนี้ทำให้ร่างกายสะอาด
เล่ากันว่าเขาตั้งชื่อคอมพิวเตอร์ที่เขาผลิตว่า Apple เพราะเพิ่งกลับมาจากไร่แอปเปิล
ตอนเป็นวัยรุ่นเขายังชอบอดอาหาร วันสองวันบ้าง ทั้งอาทิตย์บ้าง แล้วกินผักใบเขียว เขาบอกว่าทำอย่างนี้แล้วรู้สึกดีมาก ร่างกายสดชื่น เขาพบว่าการอดอาหารสามารถทำให้เกิดภาวะสบาย ปีติยินดี เหนือโลก
เขาเชื่อว่า ถ้ากินอาหารธรรมชาติ ก็ไม่ต้องหาหมอ ไม่ต้องอาบน้ำบ่อย ๆ เขาอาบน้ำอาทิตย์ละหน มีกลิ่นตัวจนคนรอบตัวบ่น
คนรอบตัวบอกว่าเล็บของเขามีสีเหลืองจาง ๆ นอกจากนี้จ๊อบส์ยังดื่มน้ำแคร์รอตมากจนผิวกายของเขาอาบสีส้ม
แม้มีคำเตือนจากหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารว่า การกินแบบนี้อาจไม่ดีต่อร่างกาย มีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร แต่เขาก็ยังคงเดินไปตามวิถีที่เขาเชื่อ
เขาเชื่อว่าเขาฉลาดพอ
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
4-11-26(บางท่อนจาก หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์)
1- แชร์
- 35
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
หายไปหลายอาทิตย์ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ วันนี้มาโม้เรื่องโรงหนังต่อ
จะเล่าประสบการณ์ดูหนังของผมในยุค 50 ปีก่อน สมัยที่โรงหนังยังเป็นแบบ stand alone
สุภาษิตจีนบอกว่า หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกหนึ่งเหรียญจงซื้อดอกไม้ ด้วยนัยว่าชีวิตนอกจากต้องอิ่มกายแล้ว ยังควรอิ่มใจด้วย
สุภาษิตของผมในสมัยวัยรุ่นคือ หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกเหรียญหนึ่งให้ดูหนังความอิ่มใจของผมคือการเสพภาพยนตร์!
เมื่อผมเดินทางมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในวัย 17 วิถีชีวิตอย่างหนึ่งของผมที่เปลี่ยนไปก็คือการดูหนัง สมัยเมื่ออยู่ที่ต่างจังหวัด โรงหนังมีจำกัด จำนวนภาพยนตร์ก็น้อย ครั้นพบว่ากรุงเทพฯอุดมด้วยโรงหนัง ผมก็กลายเป็น 'วัยรุ่นใจแตก' เสพติดการดูหนัง เช่นที่ห้ามใจมิให้อ่านนิยายในห้องเรียนไม่ได้
การดูหนังในสมัยห้าสิบปีมาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำได้สะดวกเช่นการดูดีวีดีเถื่อนในสมัยนี้ สำหรับผมหมายถึงการเดินทางออกจากบ้านด้วยรถเมล์ไปโรงภาพยนตร์ หากเป็นโรงหนังที่ไกลออกไป เช่น ฝั่งธนฯ หรือบางซื่อ ก็ต้องนั่งรถเมล์หลายทอด
ผมไม่เคยนึกฝันว่ากรุงเทพฯมีโรงหนังมากเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงหนังแบบ 'ยืนเดี่ยว' (stand alone) ชื่อโรงหนังยุคนั้นมักลงท้ายด้วยคำว่า รามา,เธียเตอร์ เป็นหลัก หลายโรงหนังนิยมใช้ชื่อเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลก เช่น เอเธนส์(พญาไท), นิวยอร์ค (สะพานควาย), ปารีส (สะพานขาว), ชิคาโก (เฉลิมพันธ์), ลอนดอน (สุขุมวิท), ลาสเวกัส (จรัญสนิทวงศ์) เป็นต้น
ค่าดูหนังในโรงชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีก่อน เรื่องละ 10, 15, 20, 25, 30 บางโรงสูงสุดที่ราคา 40 บาท ขณะที่ราคาข้าวแกงจานละ 5-10 บาท (สมัยนั้นน้ำเปล่าฟรี) ที่นั่งชั้นสิบบาทมักมีเพียง 1-2 แถว ตามมาด้วย 15 บาทอีกสัก 2-3 แถว ดังนั้นเมื่อมีเงินน้อยแต่ชอบดูหนัง ทุกครั้งจะไปซื้อตั๋วแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ที่นั่งดี
อย่างไรก็ตาม ผมค้นพบด้วยความรื่นรมย์ว่า กรุงเทพฯมีสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่เจ็ดของโลก นั่นคือ 'โรงหนังชั้นสอง' เป็นขวัญใจคนเบี้ยน้อย ส่วนใหญ่ฉายหนังสองเรื่องควบในราคาประหยัด บางโรงก็ฉายถึง 3-5 เรื่องควบ คุ้มกว่าคุ้ม
ราคาตั๋วโรงหนังชั้นสองมีหลายราคา เช่น 10, 12.50, 15, 20 บาท มักแบ่งชั้นตามโครงสร้างของโรงหนัง เช่น ชั้นล่าง 10 บาท ชั้นบน 20 บาท เป็นต้น เมื่อเทียบกันแล้ว ก็ยังประหยัดกว่าการดูหนังในโรงชั้นหนึ่งมาก
โรงหนังชั้นสองขายตั๋วทั้งวันไม่มีเวลาเฉพาะ เนื่องจากคนเข้าออกตลอดเวลา บ่อยครั้งผมเดินเข้าโรงหนังดูหนังกลางเรื่อง แล้วค่อยดูต้นเรื่องเมื่อมันเวียนมาถึงอีกรอบ
โรงหนังชั้นสองสมัยนั้นเป็นโรงที่สะอาด ที่นั่งหุ้มเบาะอย่างดี หลายโรงยังไม่เปลี่ยนไปฉายหนังโป๊เหมือนปัจจุบัน โดยทั่วไปเริ่มฉายหนังเรื่องแรกเวลาสิบโมงเช้า เรื่องที่สองราวเที่ยง หลังจากนั้นก็มีโฆษณาบ้างตามสมควร ก่อนเริ่มฉายเรื่องแรกอีกที ไล่ไปเรื่อย ๆ ยันเที่ยงคืน
บ่อยครั้งที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ภาพบนจอก็ดับวูบ พร้อมตัวอักษร "ขออภัย หนังมาไม่ทัน" คนดูก็ต้องทำใจ เพราะหนังในโรงชั้นสองมักเป็นหนังวิ่ง ฉายหลายโรง มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งรอก นำม้วนหนังจากโรงหนึ่งไปอีกโรงหนึ่ง ในโปรแกรมที่สนุกมากและถูกขัดจังหวะ คนดูก็ส่งเสียงตะโกนลั่นโรงว่า "ฉายซักทีสิโว้ย!" ด้วยความหงุดหงิด
ก็น่าจะหงุดหงิดจริง กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มาขัดจังหวะเสียได้!
ตั๋วโรงหนังชั้นสองไม่มีเลขที่นั่ง จะนั่งที่ใดก็ได้ จะเข้าออกเวลาใดก็ได้ จะดูกี่เที่ยวก็ได้ นี่จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้โรงหนังชั้นสองใช้ตั๋วเดิมที่เก็บจากคนดูไปขายซ้ำ เรียกว่า ตั๋วเวียน เหตุผลง่าย ๆ ก็เพื่อเลี่ยงภาษี คนดูก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตั๋วนั้นอยู่แล้ว แต่ทางราชการไม่ชอบใจ
ไม่นานเกินรอรัฐบาลก็แก้ลำโดยการออกตั๋วหนังแบบ 'หวยภาพยนตร์' นั่นคือ หางตั๋วหนังทุกใบสามารถนำไปตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ หากเลขท้ายตรงกับรางวัลของหวยรัฐ ก็เอาไปขึ้นเงินได้ 500 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้คนดูก็ไม่ยอมให้โรงหนังเก็บตั๋วของตนไปขายเวียนอีก
วินทร์ เลียววาริณ
3-11-26(ป.ล. รูปทั้งหมดนี้ผมตระเวนถ่ายไว้ก่อนโรงหนังโดนทุบทิ้ง)
1- แชร์
- 32
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsเด็กบ้านนอกเข้ากรุงปี '29 ก็ได้ดูโรงหนังชั้นสองที่ฉาย 2 เรื่องควบเหมือนกัน แถวหอพักที่มีก็ นครนนท์ นนทบุรีรามา(แต่ก๊วนผมเรียกนนทบุรีลามกเพราะหนังที่ฉายส่วนใหญ่นั้น😅) และศรีพรสวรรค์ เสียดายที่ปัจจุบันเจ๊งไปหมดทุกโรงแล้ว😰
