-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
สัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมหลานตัวเล็กที่สิงคโปร์ และมีโอกาสกินทุเรียนที่นั่น กลับมาก็มีข่าวดรามาเรื่องไลฟ์สดขายทุเรียน
เฮ้อ! อย่าคุยเรื่องดรามาเลย ขี้เกียจรับมือทัวร์
วันนี้คุยเรื่องทุเรียนเฉยๆ ก็แล้วกัน
ทุเรียนที่ขายกันที่สิงคโปร์และมาเลเซียต่างจากบ้านเรา และเป็นทุเรียนที่ขายกันที่ทางภาคใต้ของไทยสมัยผมเป็นเด็ก
สมัยนั้นคนหาดใหญ่ยังไม่กินทุเรียนแบบคนภาคกลาง
ทุเรียนสมัยที่ผมกินในวัยเด็กมีขนาดค่อนข้างเล็ก กินตอนสุกแล้ว นั่นคือส่งกลิ่นออกมาแล้วค่อยเปิด
ราคาก็ยังไม่แพงเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านยังพอกินได้
บางทีก็กินกับข้าวสวย นั่นคือใช้ทุเรียนแทนกับข้าว
อย่าคิดว่าแปลกนะ ผมยังเคยเห็นคนกินข้าวสวยราดกาแฟ
ทุเรียนที่หาดใหญ่สมัยก่อนก็เหมือนทุเรียนที่สิงคโปร์ตอนนี้ ผลเล็ก พูเล็ก สีสันไม่น่ากินเสียเลย ส่วนรสชาติก็แปลกคือมีความขมเจืออยู่
บางลูกขมมาก บางลูกขมน้อย
ผมก็กินทุเรียนแบบนี้มาแต่เด็ก จนเมื่อมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จึงเพิ่งเปิดหูเปิดตาเห็นทุเรียนภาคกลาง ลูกใหญ่ พูใหญ่ รสหวาน สมัยนั้นมาจากระยองบ้าง นนทบุรีบ้าง
ผ่านไปหลายปี เมื่อกลับมาจากเมืองนอก ก็เห็นว่าคนกรุงกินทุเรียนแบบค่อนข้างห่าม เหมือนกินแอปเปิลหรือฝรั่ง
โดยรสนิยมส่วนตัวผมไม่ชมชอบทุเรียนในสภาพนี้ ชอบกินตอนสุกแล้วมากกว่า แต่ไม่สุกมากจนเละ
เดี๋ยวนี้กินทุเรียนน้อยลงไปมาก เพราะมักตามมาด้วยอาการร้อนใน แต่ก็ยอมยกเลิกกฎนี้ หากเจอทุเรียนดี บางทีญาติพี่น้องก็สั่งทุเรียนมาจากไร่ทางใต้ อร่อยจนยอมเลิกกฎ
แก่แล้ว ตามใจปากหน่อยคงไม่เป็นไร
กินทุเรียนก็ดีไปอย่าง ให้พลังงานสูง กินแล้วมีแรงซักผ้าได้ทีละหลายกะละมัง
วินทร์ เลียววาริณ
1-5-26ป.ล. ในรูปเป็นทุเรียนไทย มาจากทางใต้ รสชาติเยี่ยม
0- แชร์
- 11
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต
หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต
แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง
เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้
เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง
เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก
โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น
ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’
‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง
ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”
การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด
แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก
การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง
ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ
ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
เสียเวลาเปล่า
เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”
การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ
บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน
เซเนกาเขียนว่า “ความสุขที่แท้จริงคือการรื่นรมย์กับปัจจุบัน ปราศจากความวิตกยึดมั่นเรื่องอนาคต ไม่ปรุงแต่งตัวเราเองด้วยความหวังหรือความกลัว แต่จงพอใจกับสิ่งที่เรามี ซึ่งก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนที่ไม่ต้องการสิ่งใด พรประเสริฐที่สุดของมนุษย์อยู่ในตัวเราเอง และเอื้อมถึง คนมีปัญญาพอใจในสิ่งที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นอะไร ไม่ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่มี”
เล่าจื๊อกล่าวว่า “หากเจ้าหดหู่ เจ้ากำลังอยู่กับอดีต
หากเจ้าวิตก เจ้ากำลังอยู่กับอนาคต
หากเจ้ามีความสงบ เจ้ากำลังอยู่กับปัจจุบัน”ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ เราถูกสอนแต่เด็กให้คิดถึงแต่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ปัจจุบันที่ดี
เราถูกสอนให้นึกถึงเป้าหมาย และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นี่ทำให้หลายคนตีความผิด คิดว่าอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน
การวางแผนอนาคตไม่ใช่การใช้อนาคต มันก็คือแผนหรือโครงหลวม ๆ ให้เรารู้ แต่ไม่ใช่การใช้ชีวิตกับอนาคต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต เราจะล้มเหลวไหม เราจะสอบตกไหม เราจะ ฯลฯ
จนในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีปัจจุบัน
มองในมุมนี้ คนไร้ ‘อนาคต’ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าคนไร้ ‘ปัจจุบัน’!
คนมีปัญญาจึงนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ
วินทร์ เลียววาริณ
1 พฤษภาคม 2569อ่านฉบับเต็มจาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 11
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ไมเคิล แจ็คสัน ฉายา King of Pop เป็นบุคคลที่ชีวิตมีสีสันมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ดังนั้นใครก็ตามที่จะทำหนังเกี่ยวกับชีวิตของเขา ย่อมมีเนื้อหาและเกร็ดให้เขียนมากมาย เช่น ชีวิตวัยเด็กในวง The Jackson Five การไต่ขึ้นมาเป็นนักร้องระดับแถวหน้า ลีลาการร้องเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ การทำงานกับมือเซียน เช่น ควินซี โจนส์ และคนอื่นๆ โครงการเพลงเพื่อแอฟริกา (Heal the World, Earth Song) มุมมองของสีผิว เหตุผลที่เปลี่ยนสีผิว (เขาบอกว่าไม่ได้ทำ) คดีล่วงเกินเด็ก ความผูกพันกับนักร้องคนอื่น เช่น ไดอานา รอสส์, Paul McCartney, Lionel Richie พัฒนาการและที่มาของท่าเต้น Moonwalk Lisa Marie Presley ชีวิตคู่ของเขา ลูกของเขา ไปจนถึงความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวของเขา ฯลฯ
เกร็ดเกี่ยวกับเขามีมากมายจนไม่สามารถรวมในหนังสองชั่วโมงได้ ข้อดีคือไม่ว่าจุดใดก็ใช้เป็นคอนเส็ปต์หลักหรือกระดูกสันหลังของเรื่องได้
แต่ภาพยนตร์เรื่อง Michael ของ Antoine Fuqua ดูเหมือนจะเข้าข่าย "เสียของ" หนังเพียงแตะจุดนี้จุดนั้น ไม่เห็นพัฒนาการของตัวละครชัดเจนว่าทำไมไมเคิลทำอย่างนี้ อย่างนั้น หนังใช้เวลามากมายไปกับการแสดงดนตรีในที่ต่างๆ จนดูเหมือนลืมเล่าเรื่องหลัก หรือแกนหลักไม่ชัดเจนพอ
นี่ไม่ได้บอกว่าหนังไม่ดี หนังดีในระดับหนึ่ง ให้ความบันเทิงในระดับสูง สำหรับแฟนเพลง ไมเคิล แจ็คสัน ดูแล้วมีความสุขแน่นอน
นักแสดงที่รับบทไมเคิลทำได้ดีมาก เต้นดี จับวิญญาณของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้ เพลงต่างๆ ที่บรรจุในหนังล้วนเป็นเพลงดัง ไพเราะ เช่น Thriller, Beat It, Billie Jean ฯลฯ ล้วนเป็นเพลงในความทรงจำ
แต่โดยสาระ หนังก็พาเราไปได้ไกลแค่นั้น ไปไม่สุดทาง ทั้งที่มีเครื่องปรุงให้เลือกมากมาย มันเหมือนเป็นการรวมคลิปการแสดงของเขาเท่านั้น
ตัวละครอื่นๆ ที่มีศักยภาพสำหรับแต่งเรื่อง เช่น ควินซี โจนส์ ก็ปรากฏแค่แว่บๆ ไดอานา รอสส์, Paul McCartney, Lionel Richie ก็ไม่ปรากฏตัว
เมื่อเทียบกับหนังประวัตินักดนตรีไม่นานมานี้ เช่น A Complete Unknown หรือ Elvis ไปได้ไกลกว่า เพราะมีแกนเรื่องชวนขบคิดมากกว่า
หนังจะน่าจดจำกว่านี้หากจับประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่สะกิดต่อมคิดมาเล่น เช่น ประเด็นความเงียบเหงาของคน หรือประเด็นสีผิว หรือ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนรักเพลงของ ไมเคิล แจ็คสัน หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเติมเต็มอารมณ์เพลง เหมือนได้โดยสารยานเวลากลับไปในยุคที่ราชาเพลงป๊อปยังครองโลก
7.7/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
30-4-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ผมผ่านเวลาเกือบทั้งวันที่โรงพยาบาลจุฬาฯ
มีนัดตรวจสุขภาพ ดูความพร้อมของร่างกายก่อนผ่าตัดในเดือนหน้า
เริ่มต้นที่เจาะเลือด
เจาะเลือดเสร็จก็พบเจ้าหน้าที่พยาบาลเพื่ออธิบายขั้นตอนต่างๆ ของการตรวจ
ปรากฏว่าที่เจาะเลือดมาไม่ครบรายการ ต้องเจาะอีกรอบ
ไม่ทันหมดครึ่งวัน ก็โดนเข็มแหลมๆ ทะลวงผิวหนังบอบบางน่าทะนุถนอมไปสองรู
โชคดีนะที่เราเป็นพวกรักความเจ็บปวด (ไม่งั้นจะเป็นนักเขียนได้นานขนาดนี้หรือ)
ผ่านการเจาะเลือดสองรอบ ตรวจปัสสาวะ ก็ถึงคิวเอ็กซเรย์ปอด วัดคลื่นหัวใจ ฯลฯ
หลังจากนั้นก็พบหมอ
ปรากฏว่าสอบผ่าน หมออนุญาตให้ผ่าตัดได้
การผ่าตัดใหญ่ในวัย 70 มีขั้นตอนเยอะ ต้องตรวจละเอียด แต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะร่างกายแข็งแรงเตะปี๊บหลายใบได้สบายๆ
ปี๊บทิพย์น่ะ!
ในวัยนี้พบว่าหลายส่วนของร่างกายเปลี่ยนไป
สิ่งแรกคือความสูง มันหดลงไปถึงสองเซ็นติเมตร
แปลว่าร่างกายคนแก่หดสั้นลงเป็นเรื่องจริง
โชคดีนะที่หดแค่ความสูง อวัยวะส่วนอื่นไม่หดไปด้วย
เฮ้ย! อย่าคิดมาก ผมหมายถึงนิ้วมือน่ะ
เพราะหากนิ้วหด พิมพ์งานไม่ได้ จะทำอะไรกินล่ะ
การตรวจร่างกายครั้งนี้พบว่า ระบบและการบริการของโรงพยาบาลจุฬาฯสุดยอดมาก โดยเฉพาะบุคลากร ช่วยเหลือคนไข้ดีมาก น่าประทับใจกว่าโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเสียอีก
แต่บริการดียังไง ก็ขอไม่ไปบ่อยๆ นะ
เอาละ ก็แจ้งให้ทราบว่า ประมาณเดือนหน้าผมต้องลาป่วยราวหนึ่งสัปดาห์
ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไร เพราะเข้าใจว่าชีวิตดำเนินไปตามสัจธรรมโลก
เกิด แก่ เจ็บ และตาย
เจ็บไม่ว่า ขออย่างเดียว อย่าหดมากไปกว่านี้เลย
ผมหมายถึงนิ้วมือน่ะ
หดไปสองเซ็นติเมตร ซักผ้าลำบาก เป็นปัญหาแน่
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
30-4-261- แชร์
- 30
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsขอให้การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และคุณวินทร์กลับมาแข็งแรงเป็นปกติในเร็ววันครับ 🙏🙏🙏 -
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
นิยายเป็นเรื่องสะท้อนมนุษยชาติโดยปริยาย แต่มิได้หมายความว่ามันจะมีอยู่สายทางเดียว เป็นไปได้ไหมที่จะเขียนเรื่องมุมอื่น ๆ ของมนุษย์ เรื่องสังคม เรื่องมนุษยชาติ เรื่องจักรวาล
อย่าคิดว่าจะเขียนแต่เรื่องสนุกหรือเรื่องลุ่มลึกทางใดทางหนึ่งแค่ทางเดียว นักเขียนควรเป็นอิสระจากกรอบคิด ก้าวข้ามกติกา ความเคยชิน ลองเขียนเรื่องที่ไม่เคยเขียนมาก่อนบ้าง จึงจะสนุก หากนักเขียนไม่สนุกกับการเขียนหนังสือ ผู้อ่านจะสนุกได้อย่างไร จำเป็นไหมว่าเรื่องสะท้อนสังคมต้องเป็นเรื่องของชาวบ้านถูกไล่ที่ สิ่งแวดล้อมเสียหาย มันอาจเป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องนักสืบ เรื่องอิงประวัติศาสตร์ เรื่องแฟนตาซี ฯลฯ ก็ได้ อาจสามารถสะท้อนสังคมเหมือนกัน และอาจไปไกลกว่าแค่สะท้อนสังคมก็ได้
ส่วนแนวทาง สไตล์ รูปแบบ ก็สามารถเปิดกว้างลองสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ ถ้าลงมือขุดหา ก็จะเจอ
แต่ข้อมูลคนเรามีจำกัด ดังนั้นนักเขียนจึงต้องเติมความรู้และความคิดใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ต้องตามโลกทัน นักเขียนต้องอ่านมาก ถ้าเป็นไปได้ควรอ่านหนังสือทุกประเภท นิตยสารต่าง ๆ อ่านเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ ควรรับรู้เรื่องโลกภายนอก ควรรู้เรื่องการเมือง ปรัชญา สังคม ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเราต้องทำงานด้านนั้น แต่การอ่านกว้างทำให้ความคิดกว้าง ทำให้เกิดการแตกหน่อทางความคิด พล็อตก็จะกว้างขึ้น
อีกข้อหนึ่ง นักเขียนควรมีคุณสมบัติของการเป็นนักคิดด้วย คือไม่ใช่รอสิ่งที่เป็นข้อมูลชั้นสองที่ผู้อื่นพูดหรือเล่าให้ฟัง เราคิดริเริ่มขึ้นมาก่อนได้ เป็น เทรนด์เซ็ตเตอร์ (trendsetter) เดินนำหน้าผู้อ่านสักสองสามก้าวเสมอ
นักเขียนยังควรมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต รักชีวิต รักมนุษยชาติ มิเช่นนั้นจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติทำไมให้เหนื่อย นักเขียนควรมอบสิ่งดีงามแก่ผู้อ่าน ไม่ใช่ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เขียนหนังสือเพื่อสร้างชื่อเสียงหรือผลประโยชน์อย่างเดียว นี่คือความแตกต่างของนักเขียน ก. กับนักเขียน ข.
นักเขียนไม่ควรให้ยาพิษแก่คนอ่าน มันไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น อะไรก็ตามที่ทำให้คนอ่านอ่านแล้วโง่ลง ก็คือยาพิษทั้งนั้น ส่วนอะไรที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วมีปัญญามากขึ้น ก็คือยาเสริมกำลังในชีวิต จรรยาบรรณของนักเขียนคือมอบปัญญาในรูปความบันเทิงให้คนอ่าน
ปรมาจารย์นิยายจีนกำลังภายใน กิมย้ง กล่าวว่า “ผมหวังว่านวนิยายของผมจะช่วยให้เยาวชนมีสำนึกช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีความคิดความอ่าน รู้จักผิดชอบชั่วดี”
พนมเทียนให้สัมภาษณ์แก่ ประภัสสร เสวิกุล ตีพิมพ์ในหนังสือ ลึกจากลิ้นชัก เรื่องคำแนะนำต่อนักเขียนรุ่นหลัง เขาตอบว่า “ผมเห็นว่านักเขียนทุกคนเป็นเลือดเนื้อชีวิตเดียวกับผมทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าส่วนมากอาจจะอาวุโสน้อยกว่า สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ให้นักเขียนรุ่นหลังก็คือ จงอย่าแสวงหาชื่อเสียงในเฉพาะการเขียน หรือทรัพย์สินอย่างเดียว จงให้สิ่งที่ดีงามแก่ผู้อ่านหรือสาธารณชนด้วย...
สิ่งดีงามของผมหมายถึงด้านมนุษยธรรม ผมรักบูชามนุษยธรรมมากที่สุดครับ คนเราถ้ามีมนุษยธรรมแล้ว คุณธรรมก็จะตามมาครับ เมื่อคุณธรรมตามมาแล้ว ศีลธรรมก็จะตามมาอีก จริยธรรมก็จะตามมาทีหลัง แต่ก่อนอื่นขอให้ยึดหลักมนุษยธรรมไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม มนุษยธรรมบางขณะก็ขัดด้านกับศีลธรรมบ้างเหมือนกัน มนุษยธรรมกับศีลธรรมไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป แต่จะมาตามกัน ขอให้คิดถึงมนุษยธรรมก่อน แล้วศีลธรรมก็จะ ตามมาทีหลังโดยอัตโนมัติ จงให้สิ่งนี้แก่ผู้อ่านของเรา...
นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด ขอให้ข้อเขียนของเราจงมีประโยชน์แก่สังคมบ้าง อย่าให้แต่เรื่องสิ่งเพลิดเพลินสนุกสนานอย่างเดียว ให้เขาเป็นคนดี มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีมโนธรรม อย่าลืมเรื่องมนุษยธรรมครับ ไม่ว่าท่านจะเขียนเรื่องไปทำนองไหน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากนักเขียนรุ่นหลังทุกคนไว้”
นักเขียน กฤษณา อโศกสิน กล่าวว่า “การเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาเขียนเล่น ๆ และเขียนอะไรไร้สาระได้ เพราะสิ่งที่เราจะเขียนต้องผ่านกระดาษของเราไปสู่สายตาของประชาชน จะมากหรือน้อยก็ถือว่าต้องไปสู่สาธารณะแล้ว ดิฉันจึงมีความรู้สึกว่า จะต้องให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากข้อเขียนของเราเต็มที่ ทุกวิถีทางที่จะทำได้ จึงตั้งเป้าในการเขียนไว้ว่า หนึ่ง ให้ความดี สอง ให้ความจริง สาม ให้ประโยชน์ สี่ให้ความคิดใหม่ ๆ และห้า ให้อารมณ์ใหม่ ๆ ดิฉันยึดห้าอย่างนี้เป็นหลักปฏิบัติ ฉะนั้นก็มีความสะดวกใจที่จะปรุงอาหารจานนี้ จานนั้น ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรืออุดมคติที่ตั้งไว้”
นักเขียน ชาติ กอบจิตติ กล่าวว่า “สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ หนึ่ง ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป สอง ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง สาม ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ...
“อาชีพนี้โอกาสฟลุคไม่มีเลย... เขียนหนังสือหนึ่งเรื่อง 100-200 หน้า มันไม่มีทางฟลุค การพิสูจน์ความเป็นตัวจริงอีกอย่างคือคุณต้องยืนระยะได้ ผมเคยพูดเปรียบคือ คุณต้องยืนครบยก อาชีพอย่างนี้มันใช่วิ่ง 100 เมตร มันคือการวิ่งมาราธอน ใช่ว่า 100 เมตรเข้าเส้นชัยแล้วเลิกเลย”
> บางท่อนจาก เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ (พิมพ์ครั้งแรก 2558)
1- แชร์
- 36
