• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    เหตุการณ์ไฟไหม้ผับทำให้ต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง

    ผมเคยเล่าว่า งานแรกในชีวิตสถาปนิกของผมคือเขียนแบบอาคารหลังหนึ่งให้ 'ผิดกฎหมาย' นายทุนตึกแห่งนั้นสั่งให้สถาปนิกเขียนแบบตึกสองแบบ แบบแรกถูกต้องตามหลักวิชาส่งให้หน่วยงานรัฐ แบบที่สองซึ่งเป็นแบบสร้างจริงไม่มีทางหนีไฟอีกจุดหนึ่งตามที่กฎหมายบังคับ

    ผมลาออกจากงานนั้นไม่นานหลังจากนั้น จึงไม่รู้ชะตากรรมของตึกนั้น (จำไม่ได้ด้วยว่าตึกไหน) ได้แต่หวังว่าคนสั่งการจะเปลี่ยนใจ และหากสร้างผิดแบบ เจ้าหน้าที่รัฐที่ตรวจงานเมื่ออาคารเสร็จจะสั่งแก้ไข

    แต่ตลอด 40 ปีหลังจากนั้น เราได้ยินข่าวไฟไหม้อาคารที่สร้างผิดแบบเสมอ

    เราต่างก็รู้ว่ากลไกการซิกแซกของบ้านเราเป็นอย่างไร เราจึงเห็นอาคารสูงเกินกำหนดในซอยเล็ก ซึ่งเมื่อเกิดไฟไหม้ ยากต่อการคุมเพลิง แม้กฎหมายสั่งรื้อถอน ก็มีแรงต่อต้าน

    ประสบการณ์สถาปนิกในช่วงสั้นๆ นั้นบอกว่า ลำพังเจ้าของอาคารไม่สามารถทำผิดโจ่งแจ้งขนาดนี้ หากผู้เกี่ยวข้องทุกคนไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือเจ้าหน้าที่รัฐ

    ดังนั้นเมื่เกิดเหตุไฟไหม้ในอาคารสาธารณะมีคนตายทุกครั้ง หากจะมีบาป มันก็เปื้อนมือคนหลายฝ่ายหลายคน ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของ

    ถ้าคนที่เกี่ยวข้องไม่รู้จักละอายต่อบาปกรรม จะลงโทษคนสักกี่คน ย้ายสักกี่คน ก็เป็นได้เพียงผักชีโรยหน้า

    เราจึงไม่ควรรอให้นายทุนตาสว่าง บรรลุซาโตริ เห็นแจ้งในธรรม กลายเป็นคนรับผิดชอบต่อสังคม รอให้เจ้าหน้าที่รู้จักละอายต่อบาป เลิกคอร์รัปชั่น เราควรรับผิดชอบตัวเองก่อน

    วิธีการง่ายมากคือเวลาเข้าไปในอาคารใดก็ตาม ให้ดูทางหนีไฟก่อนเสมอ

    ทำให้เป็นนิสัย

    อย่าคิดว่าเวลาเกิดเหตุร้าย อาคารจะสว่างไสว แลเห็นทางหนีไฟชัดเจนเสมอไป โดยเฉพาะสถานบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลายที่มักจมในความมืดสลัว

    ครั้งที่ผมใช้ชีวิตในนิวยอร์กเมื่อหลายสิบปีก่อน ผมกับเพื่อนอาศัยในอพาร์ทเมนต์สูงห้าชั้นแห่งหนึ่ง คืนหนึ่งไฟไหม้ร้านอาหารชั้นล่าง ควันโขมง ฝรั่งที่อาศัยในตึกหนีตายไปก่อนล่วงหน้าโดยไม่เตือนเรา และมันมีทางหนีเพียงทางเดียว

    ผมกับเพื่อนหนีตายลงไปจากชั้น 4 ใช้ผ้าเปียกปิดจมูก พบว่าเรามองไม่เห็นทางเลย แต่เนื่องจากขึ้นลงบันไดนี้เป็นปี จึงคลำทางลงไปได้

    การรอดตายจากไฟไหม้ระยะทางสี่ชั้นในความมืดและควันรอบตัว ไม่มีทางเป็นไปได้สำหรับคนที่ไม่รู้ทางมาก่อน

    ดังนั้นสำรวจทางหนีไฟไว้ก่อนเสมอ และหากเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงหรือมีทางหนีไฟแค่ทางเดียว ก็เลี่ยงเสีย

    ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ

    0
    • 9 แชร์
    • 76
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ฝนหล่นจากฟ้าเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2560 นักเรียนโรงเรียนคาร์ดิแกน เมาน์เทน ที่นิวแฮมเชียร์ กลุ่มหนึ่งกับพ่อแม่ผู้ปกครองชุมนุมกันกลางแจ้งในพิธีฉลองการสำเร็จการศึกษาและมอบประกาศนียบัตร โรงเรียนเชิญผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ จอห์น รอเบิร์ตส์ กล่าวปาฐกถา

    ปาฐกกล่าวว่า “...ขอแสดงความยินดีต่อชั้นเรียน 2017 พวกเธอได้มาถึงหลักไมล์สำคัญหลักหนึ่ง ขั้นหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิตพวกเธอผ่านไปแล้ว ผมเสียใจที่ต้องเป็นคนบอกพวกเธอว่ามันเป็นขั้นที่ง่ายที่สุดในชีวิตพวกเธอ...

    “ปาฐกทั่วไปจะกล่าวอวยพรเหมือน ๆ กันคือให้พวกเธอโชคดี ผมจะไม่กล่าวเช่นนั้น และผมจะบอกว่าทำไม เป็นช่วง ๆ ในปีที่จะมาถึง ผมหวังว่าพวกเธอจะประสบความอยุติธรรม เพื่อที่พวกเธอจะรู้คุณค่าของความยุติธรรม ผมหวังว่าพวกเธอจะรู้สึกทรมานจากการถูกทรยศ เพราะนั่นจะสอนพวกเธอเรื่องความสำคัญของความจงรักภักดี เสียใจที่จะต้องกล่าว แต่ผมหวังว่าพวกเธอจะหงอยเหงาเป็นช่วง ๆ เพื่อที่พวกเธอจะไม่ใช้เพื่อนผิดทาง ผมขอให้พวกเธอจงโชคร้าย เช่นกัน เป็นช่วง ๆ เพื่อที่พวกเธอจะมีสติรับรู้บทบาทของจังหวะโอกาสในชีวิต และเข้าใจว่าความสำเร็จของพวกเธอมิใช่เรื่องสมควรได้ทั้งหมด และความล้มเหลวของคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องสมควรได้ทั้งหมดเช่นกัน และเมื่อพวกเธอล้มเหลว - เป็นช่วง ๆ ผมหวังว่าคู่แข่งของพวกเธอจะสมน้ำหน้าความล้มเหลวของพวกเธอ...

    "มันเป็นหนทางที่พวกเธอจะเข้าใจความสำคัญของน้ำใจนักกีฬา ผมหวังว่าพวกเธอถูกละเลยเพื่อที่จะรู้ความสำคัญของการรับฟังคนอื่น และผมหวังว่าพวกเธอได้รับความเจ็บปวดพอที่จะเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ว่าผมจะหวังเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น และพวกเธอจะได้รับประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้หรือไม่ ขึ้นกับความสามารถของพวกเธอที่จะมองสารที่มาพร้อมกับเรื่องร้าย...

    “เอาละ โดยทั่วไปเราคาดหมายให้ปาฐกมอบคำแนะนำให้ พวกเขามอบคำแนะนำที่ดีและข้อคิดที่มีประโยชน์ คำแนะนำมักคือให้พวกเธอจงเป็นตัวของตัวเอง... พวกเธอควรเข้าใจความหมายของมัน นอกเสียจากว่าเธอเป็นคนสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ในบางเรื่องเธอไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง แต่ควรพยายามเป็นบางอย่างที่ดีขึ้น คนบอกว่า ‘จงเป็นตัวของตัวเอง’ เพราะพวกนั้นต้องการให้เธอรู้จักต่อต้านความอยากเป็นคนที่คนอื่นอยากให้เธอเป็น แต่เธอไม่อาจเป็นตัวของตัวเองถ้าเธอไม่เรียนรู้ว่าเธอเป็นใคร และเธอไม่อาจเรียนรู้ว่าเธอเป็นใครจนกว่าเธอจะขบคิดเรื่องนี้...

    “ปราชญ์กรีก โสเครติส เคยกล่าวว่า ชีวิตที่มิได้สำรวจเป็นชีวิตที่ไม่น่าอยู่ และขณะที่คำคม ‘just do it’ (ลุยเลย) อาจจะดีสำหรับบางเรื่อง มันไม่ดีเท่าไรเมื่อเราพยายามขบคิดว่าเธอจะใช้ชีวิตข้างหน้าอย่างไร เคล็ดสำคัญอย่างหนึ่งในการมีชีวิตที่ดีไม่ใช่การใช้ ‘ชีวิตที่ดี’ ทางดีที่สุดที่จะสลัดคุณค่าต่าง ๆ ที่เป็นแกนกลางของตัวตนของเธออาจคือการไม่คิดถึงมันเลย...

    “ช่วงหลายปีนี้ ผมได้รู้จักกับพวกเธอหลายคนอย่างดี และผมรู้ว่าพวกเธอเป็นเด็กดี แต่พวกเธอก็เป็นเด็กอภิสิทธิ์ชนเช่นกัน และถ้าพวกเธอไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชนตอนมาที่นี่ ตอนนี้ก็เป็นอภิสิทธิ์ชนแล้วเพราะได้เรียนที่นี่ คำแนะนำของผมคืออย่าทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน

    “เมื่อพวกเธอไปเรียนต่อที่ใหม่ เดินไปหาและแนะนำตัวกับคนที่กวาดใบไม้ ตักหิมะ ทิ้งขยะ ทำความรู้จักชื่อของพวกเขา เรียกชื่อพวกเขาในช่วงที่อยู่ที่โรงเรียนนั้น อีกคำแนะนำหนึ่ง เมื่อพวกเธอเดินผ่านคนที่ไม่รู้จัก จงยิ้มให้ สบตาพวกเขา และเอ่ยคำทักทาย สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ พวกเขาจะจำได้ว่าเธอคือคนหนุ่มที่ยิ้มและเอ่ยคำทักทาย และมันไม่ใช่เรื่องแย่ที่เริ่มอย่างนั้น”

    .......

    ปาฐกถาของ จอห์น รอเบิร์ตส์ มิใช่คำแนะนำแก่นักเรียนจบใหม่ แต่สำหรับเราทุกคน

    ความเข้าใจเรื่องลบทำให้เราเข้าใจเรื่องบวก การสัมผัสเรื่องร้ายทำให้เราซาบซึ้งกับเรื่องดี ความทุกข์สอนให้เราอิ่มใจมากขึ้นเมื่อถึงเวลาสุข

    แม้แต่คนที่มีโชควาสนาสูงส่ง ชีวิตก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน มันมีหนามกุหลาบด้วย และเราควรมองหนามกุหลาบเป็นบทเรียน มิใช่อุปสรรค มองด้วยความหวังมิใช่ท้อแท้

    การเรียนรู้ชีวิตต้องการประสบการณ์ทั้งสองด้าน ดีและไม่ดี เพราะชีวิตเป็นเช่นนั้น

    และเพราะชีวิตที่มิได้สำรวจเป็นชีวิตที่ไม่น่าอยู่

    (ย่อความจากเรื่อง “ขอให้พวกเธอจงโชคร้าย” อ่านฉบับเต็มได้ในหนังสือ ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข สั่งซื้อได้ในเว็บนี้)

    2
    • 2 แชร์
    • 79
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา
    3
    • 0 แชร์
    • 5
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    บางช่วงยามของชีวิต เมื่ออยากเปลี่ยนวิธีการปลดปล่อยใจ ผมเปลี่ยนจากการปลดปล่อยด้วยอักษร หันเข้าหาพู่กันและสีอะคริลิก

    ยอมรับว่าฝีมือยังอยู่ห่างไกลจากมาตรฐาน

    จึงทำได้แค่ปลดปล่อย

    งานศิลปะเป็นเรื่องของใจ ผมเห็นว่าถ้าคนวาดรู้สึกอิ่มใจตอนวาด ก็พอแล้ว

    วาดเสร็จแล้วก็ยกให้คนที่อยากได้รูปติดห้อง แต่ไม่มีปัญญาซื้องานของจิตรกรมีชื่อ

    บางรายให้ไปแล้ว ไม่นานเขาก็โทร.เรียกให้ไปรับคืน

    ภาพบ้าอะไรก็ไม่รู้ ดูไม่รู้เรื่อง และไม่สวยด้วย

    กลุ้มใจจริงๆ!

    ตอนหลังจึงไม่ค่อยได้วาด ไม่ใช่เพราะหาคนรับไม่ได้ แต่เพราะค่าสีและผืนผ้าใบแพงมาก

    ......

    ครั้งหนึ่งเพื่อนนักสะสมภาพมืออาชีพเห็นเข้า แสดงความสนใจอยากได้ ทำให้หัวใจฮึกเหิม วินาทีนั้นนึกจะวางปากกา ลาไปฝึกวิทยายุทธ์วาดภาพจิตรกรรมในถ้ำสักสิบปี แล้วค่อยออกมาท่องยุทธจักร ดีไหม?

    ตอบเองก็ได้ว่าไม่ดี เพราะตั้งใจจะเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

    ไม่อยากเจริญรอยตามท่านพี่แวนโก๊ะห์ เพราะท่านพี่ตัดหูตัวเอง แล้วยิงตัวตาย ไส้แห้งแต่หูยังครบดีกว่า

    น้อยคนรู้ว่าผมเคยสมัครเรียนคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    ตอนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อปี 2518 ผมเลือกคณะจิตรกรรมฯเป็นลำดับ 2 ต่อจากคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ กะว่าถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ก็จะเรียนจิตรกรรม

    ผมเป็นนักเรียนสายวิทย์น้อยคนมากที่เลือกเรียนคณะจิตรกรรมฯ เพราะไม่มีอาจารย์คนไหนแนะนำ มีแต่คนบ้าที่เลือกแบบนี้ เพราะทำให้ต้องเตรียมสอบถึง 13 วิชา ขณะที่คนสอบสายอื่นเตรียมแค่ 4-5 วิชา

    ตอนที่ผมสอบเข้าถาปัด จุฬาฯได้ อาจารย์คนหนึ่งที่สัมภาษณ์ผมคือ อาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร ท่านเห็นรายการคณะที่ผมเลือกแล้วประหลาดใจ ถามว่าทำไมผมจึงเลือกคณะจิตรกรรมฯ

    ผมตอบว่าอยากวาดรูป

    รู้ทีหลังว่าอาจารย์แสงฯก็เคยเรียนที่คณะจิตรกรรมฯมาก่อน และเป็นศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี

    นึกไม่ออกว่า ถ้าผมเข้าคณะจิตรกรรมฯได้ ชีวิตจะผกผันไปทำอะไร จะหันมาเขียนหนังสือหรือเปล่า

    อย่างไรก็ตาม ผมเรียนรู้จากประสบการณ์นานปีหลังจากนั้นว่า ไม่ว่าจะเรียนสถาปัตย์ จิตรกรรม หรือการเขียนหนังสือ มันก็ใช้หลักเดียวกันนั่นแหละ เป็นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเดียวกัน ต่างกันแค่ผลลัพธ์ที่ออกมา

    มาถึงจุดจุดหนึ่ง ผมก็ไม่ได้สนใจแล้วว่าจะต้องเป็นหรือถูกเรียกว่าจิตรกร ประติมากร นักเขียน หรืออะไร อยากเขียนก็เขียน อยากวาดก็วาด อยากปั้นก็ปั้น

    อาจเพราะเหตุนี้ที่ทำให้กล้าผสมงานฝั่งจิตรกรรมเข้ากับวรรณกรรม เช่นที่ทดลองกับชุด a day

    เพราะผมเชื่อว่าศิลปะไม่อาจแยกแขนงได้อย่างเด็ดขาดจริงๆ

    ......

    ผมชอบวาดสีน้ำกับสีอะคริลิก แต่ทำได้ไม่ถึงขั้นที่ตนพอใจทั้งคู่

    ผมไม่เคยเรียนเทคนิคการใช้สีอะคริลิกมาก่อน ความจริงตอนแรกอยากจะใช้สีน้ำมัน แต่พอเจอประสบการณ์เวลาล้างแปรงและพื้นที่ที่เลอะ วุ่นวายมาก จึงใช้สีอะคริลิก เพราะล้างด้วยน้ำได้ง่ายกว่า

    ข้อดีของสีแบบนี้ก็คล้ายสีน้ำมันคือวาดทับได้ และผมก็วาดทับเป็นประจำ เพราะบ่อยครั้งวาดไปแล้วไม่ชอบ

    ครั้งหนึ่งตั้งใจวาดอยู่นาน มองภาพที่วาดเสร็จแล้วไม่ชอบเลย ไม่รู้จะทำยังไง นึกอะไรไม่รู้ ก็ยกภาพไปที่ลานซักล้าง ฉีดน้ำจากสายยางใส่เพื่อล้างสีเดิมออก

    แต่สีอะคริลิกเมื่อเกาะติดผ้าใบแล้ว ก็ใช่ว่าจะล้างออกได้ง่ายๆ ผลก็คือมันกลายเป็นภาพเลอะๆ เขลอะๆ

    เพ่งดูภาพเลอะๆ นั้นครู่หนึ่งก็บอกว่า “เออ! เสร็จแค่นี้ก็แล้วกัน”

    จบงานเรียบร้อย

    มิน่าจึงไม่รุ่งในด้านวาดรูป
     

    3
    • 0 แชร์
    • 53
    Tigger
    ผมว่าอาจารย์ใจร้อน ติดเรื่องมาตรฐานมาจากการถนัดด้านกราฟิกหรือเปล่าครับ แวนโก๊ะห์ไม่ได้ตัดหูตัวเองเพราะขัดสนในควารู้สึกผม แต่ตัดเพราะความเสียใจ ชอกช้ำ เพราะมีปัญหากับโกแกง สำหรับชีวิตที่หดหู่ ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนเข้าใจ มีเพียงน้องชายที่เป็นกำลังใจเพียงคนเดียวคือ ธีโอ โกแกงจึงเป็นอะไรละ.. ในความรู้สึกเค้า มีช่วงเวลาร่วมกันกับคนที่ชอบเหมือนกัน เป็นผม ผมก็อาจตัดมากกว่าหู! อันนี้ล้อเล่น55 อาจารย์เป็นโรคติดเพอร์เฟคหรือเปล่า ถ้าตัวเราเองยังไม่ชอบ แล้วใครจะชอบละครับ55 เหมือนอาจารย์ทำให้พ่อบ้านหลายคนชอบกะละมังได้นั่นละครับ คิดเห็นเช่นไร โปรดชี้แนะ จาก snake snake fish fish😁😊
    ดูความเห็น 3 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    Iron Man เป็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร ชื่อจริงว่า โทนี สตาร์ค คุณลักษณ์พิเศษของเขาคือเกราะป้องกันตัว เกราะของเขาไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ป้องกันอาวุธของศัตรู ยิงไม่เข้า

    Iron Man สร้างเกราะชนิดต่าง ๆ มาใช้งานปราบเหล่าร้าย และปรับปรุงเกราะหลายแบบ เช่น เกราะ MK III (Classic Armor), เกราะ MK VI (Recovery Armor), เกราะ MK VIII (Neo-Classic), เกราะวอร์แมชชีน, เกราะเอ็กซตรีมมิส ฯลฯ

    นี่คือโลกของแฟนตาซี

    แต่โลกของความจริงก็มีเกราะพิเศษที่ดีกว่าเกราะของ Iron Man เสียอีก

    ลองจินตนาการว่าเรามีเกราะพิเศษห่อหุ้มเรา เมื่อมีคนด่า เสียงด่านั้นกระทบเกราะ แล้วร่วงลงกองที่พื้น

    เมื่อมีเสียงหนวกหู มันก็เพียงกระทบภายนอก แล้วร่วงหล่น ไม่สามารถทะลุเข้าไปรบกวนจิตเราได้

    เมื่อมีข่าวร้าย มันก็กระทบเกราะ ทำอะไรเราไม่ได้

    เมื่อมีเรื่องร้ายภายนอก มันก็ไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะมันร่วงก่อนจะเข้าไปข้างใน

    นี่คือเกราะรุ่นพิเศษที่เรียกว่า เกราะกันทุกข์

    เกราะพิเศษนี้ทำงานด้วยสวิตช์เปิด

    สวิตช์นี้เรียกว่า สติ

    เมื่อไม่ใช้ มักจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ

    .

    พระไพศาล วิสาโล เขียนหนังสือ ลำธารริมลานธรรม ว่า หลวงพ่อชา สุภทฺโท เป็นพระป่าในภาคอีสาน ครั้งหนึ่งชาวบ้านจัดงานฉลองนานสามวันสามคืน ในงานจัดมหรสพเปิดเสียงดังมาก เสียงข้ามไปถึงวัดป่าที่อยู่ห่างไปหนึ่งกิโลเมตร เสียงดนตรีรบกวนทั้งคืน พระทั้งวัดนอนแทบไม่ได้

    พระในวัดขอร้องผู้ใหญ่บ้าน ให้มหรสพยุติตอนตีหนึ่ง พระจะได้มีเวลาหลับบ้าง เนื่องจากต้องลุกขึ้นมาทำวัตรตอนตีสาม  ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธ พระในวัดจึงไปหาหลวงพ่อชา ขอให้ท่านช่วยไปบอกชาวบ้านให้หรี่เสียงลง ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ชาวบ้านคงจะทำตาม

    หลวงพ่อกลับบอกว่า “เสียงไม่ได้รบกวนท่าน ท่านต่างหากที่รบกวนเสียง”

    คำพูดนี้ทำให้พระทั้งหลายได้คิด เสียงเป็นแค่เสียง ดังเพียงไรก็ไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ หากเราปล่อยวางมัน ไม่ปรุงแต่งเป็นทุกข์

    สามวันสามคืนนั้น เสียงมหรสพยังดังอยู่ แต่มันไม่รบกวนใจพระในวัดอีกต่อไป

    เกราะแห่งสติสามารถทำให้สิ่งที่มากระทบร่วงตก ไม่ทันได้ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ ไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางจิต

    เห็นเครื่องปรุงทุกข์ แต่ไม่ปรุงเป็นทุกข์

    ครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพฯ หลังจากฉันเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านเชิญท่านไปเอนกายพักก่อนเดินทางกลับวัดที่สิงห์บุรี เนื่องจากเห็นว่าท่านเดินทางมาเหนื่อย

    ขณะเอนนอน ก็ได้ยินเสียงเกี๊ยะกระทบพื้นดังมาจากข้างบ้านซึ่งเป็นร้านขายของ เสียงคนเดินลากเกี๊ยะนั้นทำให้ศิษย์คนหนึ่งรำคาญบ่นเสียงดังขึ้นมา

    หลวงปู่ผู้นอนหลับตาอยู่จึงกล่าวเตือนศิษย์ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง"

    เกราะแห่งจิตมีประสิทธิภาพและประโยชน์มากกว่าเกราะของซูเปอร์ฮีโร เพราะมันทำให้เราไม่สร้างความทุกข์

    ที่สำคัญคือมันไม่ใช่แฟนตาซี

    (จากหนังสือ เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซื้อได้โดยตรงที่ www.winbookclub.com)

    4
    • 1 แชร์
    • 51