-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
Remember, when you are dead, you do not know you are dead. It is only painful for others. The same applies when you are stupid.
จำไว้ เมื่อคุณตาย คุณไม่รู้ว่าคุณตาย มันแค่เจ็บปวดสำหรับคนอื่น
เหมือนกันเลยเมื่อคุณโง่เง่า
Ricky Gervais
คำกล่าวนี้คล้ายๆ ประโยคเด็ดในหนัง The Sixth Sense
"I see dead people. They're everywhere. They don't even know they're dead... They're everywhere."
มีคนเปลี่ยน dead เป็น dumb (โง่เง่า)
ลองอ่านดู ได้ใจความชัดเจน
1- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มี 3 คำถาม
คำถาม 1 “คนเราจำเป็นต้องมีชีวิตคู่ไหมคะ”
คำถาม 2 "คุณวินทร์เกลียดคนแบบไหนที่สุด"
คำถาม 3 “ทำอย่างไรถึงถนอมมือได้จากการซักผ้าด้วยมือครับ”อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69839375cc200d28d4f56ac8
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1- แชร์
- 17
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsคำถาม 3 นี่คุณวินทร์ในอีกจักรวาลหนึ่งเป็นคนถามใช่มั้ยครับ? 😂 -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เฮ้อ! ซักผ้านานเลย หรือว่าซื้อเสื้อผ้าใหม่ดี?
1- แชร์
- 6
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ไก่ชนสองตัวเผ่นโผนโจนทะยานกลางสนาม ไล่จิกตีกันชุลมุน คนดูล้อมวงส่งเสียง เดือยต่อเดือย จะงอยต่อจะงอย คนชมต่อคนชม
มันเป็นเวทีตีไก่ในราชสำนักพม่า ข้าราชการจำนวนหนึ่งล้อมวงดูไก่ชน เจ้าของไก่ชนทั้งสองเฝ้าดูเงียบ ๆ
แทงเดือยกันพักหนึ่ง ไก่ตัวหนึ่งก็ไล่จิกอีกตัวหนึ่ง ไก่ตัวที่ไล่จิกอีกตัวมีสีเหลืองปนขาว ปากขาว ขนปีกขาว หางสีขาวยาวเหมือนฟ่อนข้าว แซมขนแดง เกล็ดขาวแกมเหลือง หน้าแหลมยาวคล้ายนกยูง ตัวยาว หางรัดชิด แข้งขาวอมเหลือง เดือยดํางอน เล็บขาว นิ้วยาวเรียว เรียกไก่เหลืองหางขาว
ไก่เหลืองหางขาวไล่จิกแทงอีกตัวหนึ่งจนล้มกลิ้งวิ่งหนีไม่เป็นท่า แล้วส่งเสียงขันกังวานยาว
เจ้าของไก่ที่หนีคือมังสามเกียด ขัดเคืองใจ เอ่ยว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ”
เจ้าของไก่เหลืองหางขาวตอบกลับทันทีว่า “ไก่เชลยตัวนี้ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”
เจ้าของไก่เหลืองหางขาวคือพระองค์ดำหรือพระนเรศ พระโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นหนึ่งในเชลยที่ถูกนำตัวไปอยู่ในพม่า
...........................
ทั้งพระองค์ดำและมังสามเกียดเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มฉกรรจ์ มังสามเกียดได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราชา ส่วนพระองค์ดำเป็นทหาร ร่วมรบกับพม่า เข้าสู่สมรภูมิตั้งแต่ยังเยาว์
ในปี พ.ศ. ๒๑๑๓ พระยาละแวกแห่งเขมรที่แต่เดิมเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ฉวยโอกาสที่อยุธยาบอบช้ำจากสงครามกับพม่า ยกทัพมาตี ทหารสองหมื่นคนรุกเข้าทางเมืองนครนายก ประชิดกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงบัญชาการรบ ทหารเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นเมืองหลายวัน แต่ไม่บรรลุผล ในที่สุดก็ยกทัพกลับไป
หลังสงครามครั้งนั้น กษัตริย์อยุธยาสั่งให้ขุดขยายคูเมืองด้านตะวันออก สร้างป้อมมหาชัย เตรียมรับศึกใหม่
ในรอยต่อปี พ.ศ. ๒๑๑๗-๒๑๑๘ กองทัพกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราชยกไปช่วยหงสาวดีตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พระยาละแวกฉวยโอกาสยกทัพเรือตีอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เขมรตั้งทัพแถบตำบลขนอน บางตะนาวและวัดพนัญเชิง ลงเรือหลายลำออกปล้นชาวเมือง
ทหารอยุธยายิงปืนใหญ่ใส่ที่ตั้งข้าศึก ลวงทหารเขมรออกมารบ แล้วถล่มด้วยปืนใหญ่ ทัพเขมรแตกพ่ายกลับไป
เขมรก็ยังยกทัพมาตีอยุธยาเรื่อย ๆ เพราะเชื่อว่าสยามยังอ่อนแอ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๓ เขมรยกทัพรุกหัวเมืองตะวันออก แล้วเดินหน้าต่อมาถึงเมืองสระบุรี
เวลานั้นพระองค์ดำเสด็จมาเยี่ยมกรุงศรีอยุธยา ทรงยกกำลังสามพันคนไปต้านทัพเขมร แม้ทหารน้อยกว่า แต่ทรงอาศัยกลยุทธ์ศึกเหนือกว่า ตีทัพเขมรแตกพ่ายกลับไป แสดงให้แผ่นดินอื่นเห็นว่า แม้ในวัยเยาว์ พระปรีชาสามารถในเชิงยุทธ์และสงครามของพระองค์ดำเป็นเลิศ หลังจากนั้นเขมรก็ไม่กล้าบุกอยุธยาอีกเลย
เมื่อพระชนมายุสิบเจ็ดพรรษา พระองค์ดำเสด็จกลับถึงกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๑๕ ได้รับพระราชทานนามว่า พระนเรศวร รับตำแหน่งพระมหาอุปราช ไปครองเมืองพิษณุโลก
ในปี พ.ศ. ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองสวรรคต หงสาวดีผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชบุตรนันทบุเรงขึ้นครองราชย์ ทุกหัวเมืองประเทศราชส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแก่พระเจ้าหงสาวดีตามราชประเพณี ยกเว้นเมืองคังที่แข็งเมือง
หงสาวดีส่งพระมหาอุปราชาบุกเมืองคัง แต่ตีเมืองไม่สำเร็จ จึงส่งพระสังขฑัตโอรสเจ้าเมืองตองอู นำกำลังไปตีเมืองคังเป็นรอบที่สอง ก็ไม่สำเร็จอีก ครั้งนี้จึงส่งพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาไปปราบ
กองทัพอยุธยาตีเมืองคังแตกในเวลาอันสั้น จนพระเจ้านันทบุเรงตกพระทัย ทรงปรึกษากับขุนทหาร
“พระองค์ดำตีเมืองคังได้อย่างไรในเวลาสั้นเช่นนี้?”
“พระองค์ดำเห็นว่าเมืองคังตั้งอยู่บนที่สูง ยุทธวิธีสมควรแตกต่างจากเมืองอื่น บุกตรง ๆ นั้นไม่ได้ผล พระองค์ดำจึงแบ่งทัพเป็นสองส่วน ใช้กำลังส่วนน้อยเข้าโจมตีด้านหน้า กำลังส่วนใหญ่เข้าตีด้านหลัง ผ่านทางลับเข้าสู่เมืองคัง”
“เขารู้ทางลับได้อย่างไร?”
“การศึกต้องพึ่งการข่าว เห็นชัดว่าเขาทำได้ดี”
“พระองค์ดำผู้นี้ช่างเก่งกาจยิ่ง”
ปี พ.ศ. ๒๑๒๖ อังวะขัดแย้งกับหงสาวดีและแข็งเมือง พระเจ้าอังวะยังเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองอื่น ๆ ให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้านันทบุเรงทรงสั่งให้เมืองแปร เมืองตองอู เมืองเชียงใหม่ และกรุงศรีอยุธยาไปตีอังวะ สมเด็จพระนเรศวรทรงรับคำสั่งจากพระบิดาก็ยกทัพไป
สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก ไปหยุดพักนอกเมืองแครง* เมื่อวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๒๗ พระนเรศวรเสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่องผู้รู้จักกันดีมาก่อน
พระมหาเถรคันฉ่องกล่าวว่า “อาตมามีเรื่องต้องแจ้งให้พระองค์ทราบ”
“เรื่องอันใด?”
“ตามอาตมามา”
เจ้าอาวาสนำทางพระองค์ดำไปที่ด้านหลังวัด ที่นั่นนายทหารคนหนึ่งยืนรออยู่
“ผู้นี้คือพระยาเกียรติพระราม พระองค์คงทรงรู้จักเขาดีแล้ว”
“ใช่”
อันพระยามอญผู้นี้มีกำลังพลที่เมืองแครง คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่กาลก่อน ต่างนับถือในฝีมือกันและกัน
พระมหาเถรคันฉ่องบอกพระยาเกียรติพระราม “ท่านจงกราบทูลพระองค์ให้ทราบตามความเป็นจริงที่เล่าให้อาตมาฟังเถิด”
พระยามอญกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพิ่งเดินทางมาจากหงสาวดี ได้รับหน้าที่หนึ่งซึ่งทำให้ข้าพเจ้าอัดอั้นตันใจ จึงเล่าให้พระมหาฯฟัง ท่านบอกให้แจ้งต่อพระองค์”
“เรื่องอันใดที่ทำให้ท่านอัดอั้นตันใจหรือ?”
“พระองค์ดำตีเมืองคังได้ในครานี้ ทำให้พวกพม่าไม่สบายใจอย่างยิ่ง เบื้องบนเกรงว่าพระองค์จะเป็นหอกข้างแคร่ของหงสาวดี ฝีมือการยุทธ์ของพระองค์ทำให้พวกเขาระแวงว่าอยุธยาจะแข็งเมือง”
“เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่ พระองค์ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึงแปดปี จึงทรงรู้ตื้นลึกหนาบางของพม่า”
“แล้วพวกเขาคิดการใดหรือ?”
“ตัดไฟเสียแต่ต้นลม”
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“พระเจ้านันทบุเรงทรงเรียกพระมหาอุปราชาไปพบ หลังจากนั้นพระมหาอุปราชาสั่งข้าพเจ้าให้เตรียมกำลัง สั่งว่าหากพระองค์ยกทัพจากเมืองพิษณุโลกขึ้นไปตีอังวะ พระมหาอุปราชาจะยกกำลังเข้าตีด้านหน้า ให้ข้าพเจ้านำทัพตีกระหนาบด้านหลัง กำจัดพระองค์ให้จงได้ ด้วยเหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงอัดอั้นตันใจ”
สดับแล้วทรงนิ่งไปนาน ทรงมาถึงทางสองแพร่งที่เกี่ยวพันกับชะตากรรม
มิใช่ชะตากรรมของพระองค์ หากคือชะตากรรมของบ้านเมือง
ถึงเวลาที่ไก่เชลยจะออกจากกรง
จึงมีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง ทั้งฝ่ายอยุธยาและเมืองแครง ทั้งทหารไทยและทหารมอญ ตรัสประกาศว่า “ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา...”
ทรงหลั่งน้ำในน้ำเต้าทองคำลงสู่แผ่นดิน
“...ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันสืบไปดุจดังกาลก่อน”
สายน้ำรินหลั่งจากน้ำเต้าไหลต่อเนื่อง แต่สายน้ำใจขาดสะบั้น
การตัดไมตรีหมายถึงสงคราม
น้ำหยุดไหล ถึงเวลาโลหิตหลั่งริน
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙........................
อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2
ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม
เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า)
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง) คุ้มที่สุดแล้ว
ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน เหมาะเป็นของขวัญ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
1- แชร์
- 23
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnarts“...ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันสืบไปดุจดังกาลก่อน” -
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ตอนนี้กำลังเปิดให้จองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน และปรัชญาญี่ปุ่นฉบับการ์ตูน Mini Wabi-sabi
ผู้อ่านบางท่านอาจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending) เป็นยังไง
เรื่องที่หักมุมเป็นระยะ ไม่ถือว่าเป็นหักมุมจบ เพราะ twist-ending ต้องหักมุมตอนจบเสมอ
ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน สร้างความบันเทิงจากการหักมุม
นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบเรื่อง หนี
........................
พวกนั้นตามล่าเขามาสี่สิบแปดชั่วโมงแล้ว! ท้องฟ้ายามเที่ยงตรงมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาเย็น เมฆฝนแผ่คลุมเบื้องบนดังเกิดสุริยคราส ลมแรงกรรโชก หอบพัดเอาใบไม้บนพื้นปลิวกระจัดกระจาย มันลอยไปลอยมาอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่ต่างไปจากความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เท่าใดนัก
เขาลุยโคลนข้ามลำธารสายเล็กที่ตื้นเขินแล้วไปยังฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก เพราะไม่ได้หยุดพักมานานหลายชั่วโมง เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็เปียกโชกตอนที่เขาลุยข้ามลำน้ำมา เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไป พวกนั้นตามล่าเขามาติด ๆ
เขาจะต้องไปให้พ้นจากหุบเขานึ้ให้ได้ภายในวันนี้
หยุดก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดออก สายตากวาดไปทั่ว จำได้ว่ามีทางด่านสายเล็กลอดหุบเขานี้ออกไป ถ้าพ้นจากเขตนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเขาทำสำเร็จแล้ว
เขาปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้าออก กูคิดผิดหรือเปล่าที่เสือกแหกคุกออกมา? กูทำไปเพราะต้องการจะออกมาจริง ๆ หรือเพียงเพื่อจะเอาชนะคนพวกนั้น?
เรื่องบ้า ๆ พวกนี้เริ่มต้นเมื่อสองวันก่อนนี่เอง...
......................
“สามปี สี่เดือน กับอีกสิบสองวัน...” ฝนพูดขึ้นลอย ๆ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกินอาหารเย็น เมื่ออิ่มแล้วต่างคนต่างก็งัดบุหรี่ขึ้นมาจุดปล่อยควันโขมงไปทั่ววง “...กูเบื่อชีวิตในคุกนี่เต็มทีแล้วโว้ย!”
“ถึงขนาดนับวันนับชั่วโมงเชียวรึ ไอ้ฝน?...” ธาดา หนุ่มวัยสามสิบเศษ หนวดเครารุงรังถาม
“...อยากออกไปข้างนอกมากรึไง?”
“ถุย! สภาพข้างนอกนั่นมันแย่กว่าในนี้อีก...” ปุ้ย เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยอัดบุหรี่เต็มปอดก่อนพูดขึ้น “...มึงลองใช้ตีนก่ายหน้าผากตรองดูซิว่าหลายปีมานี้ เคยมีนักโทษหน้าไหนที่แหกคุกออกไปได้รอดซักคน”
“ข้างนอกคุกนั่นมันป่าดิบดี ๆ นี่เอง...” ธาดาเสริม
“...ไหนจะไข้ป่า ไหนจะทาก แล้วยังงูอีก น้ำในหนองก็กินไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไม่มีปัญญาแหกคุกนี่ออกไปเลยวะ จริงแมะ?”
“แหกคุกนี่มันจะยากเย็นอะไรวะ...” เขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ละเลียดควันบุหรี่ออกมาช้า ๆ
“...คุกนี่มีจุดบอดอยู่อย่างน้อยก็สามจุด ถ้าอยากหนีออกไปจริง ๆ ละก็ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร”
“อย่าโม้ไปหน่อยเลยวะ ไอ้แพน...” ปุ้ยขัดจังหวะ
“...เหี้ย! กูมาอยู่นี่แปดปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครไปพ้นหุบเขานี่รอดเลยซักราย”
“นักโทษพวกนั้นไม่ใช้สมองนี่หว่า...” แพนตอบ “...ถ้าทำอย่างที่กูวางแผนไว้ รับรองไปรอดแน่”
“ถ้าเป็นมึงจะหนีออกไปยังไง?”
“กูไม่บอกมึงหรอก”
“ชะ! ขี้โม้!”
“พับผ่า! กูทำได้จริง ๆ ถ้าอยากทำ” น้ำเสียงของแพนเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“พิสูจน์ให้ดูหน่อยซิ ไอ้แพน”
“แล้วกูจะได้อะไรขึ้นมา?”
“อิสรภาพไง!...” ปุ้ยพูดยักคิ้ว ทั้งหมดหัวเราะเฮ
“...เห็นใคร ๆ ที่นี่อยากได้มันจนตัวสั่นเหมือนจับไข้ หรือจะเอาเป็นเงินก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่นี่สี่คนยอมควักกระเป๋าให้คนละร้อย ถ้ามึงออกไปพ้นหุบเขานี้ได้โดยปลอดภัย จริงมั้ยพวก?”
“ใช่!” เสียงพรรคพวกอีกสามคนขานรับ
อิสรภาพเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนได้รับมาแต่กำเนิด แต่บางคนกลับไม่ระวังทำมันหล่นหายในชีวิต เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขึ้นมาทันที
แต่สำหรับแพน อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาในตอนนี้ ศักดิ์ศรีต่างหาก ทำไมพวกนั้นต้องท้าเขาด้วย เขารู้ว่าการพนันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชาวคุกทั้งหลาย ไม่ว่านักโทษหรือผู้คุมผ่านเวลาอันเงียบเหงานี้ไปได้
เขานึกในใจ สี่ร้อยบาท! ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในเวลาหลังสงครามเช่นนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขารู้ว่าการแหกคุกออกไปมีทางทำได้ แต่ไม่เคยมีความอยากที่จะทำจนกระทั่งถึงวันนี้
นาทีนี้เขาอยากพิสูจน์ให้คนพวกนี้เห็นว่า คนอย่างเขารู้จักใช้สมองมากกว่าใช้แรง
...............................
ทัณฑนิคมแห่งนี้ตั้งขึ้นที่ชายป่าสักในภาคเหนือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน ล้อมรอบด้วยปราการที่มนุษย์สร้างขึ้นและปราการธรรมชาติ ป่าดงดิบ ทาก งูพิษ ไข้ป่า น้ำที่เป็นพิษ นักโทษที่อยู่ที่นี่เป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
ทุกวันพวกเขาต้องทำหน้าที่ตัดต้นไม้ ถางป่า และลำเลียงท่อนไม้ออกมาโดยใช้ช้างลาก ตลอดเวลาทำงานมีผู้คุมอยู่อย่างใกล้ชิด โทษของการหนีคือความตายสถานเดียว เพราะถึงจะรอดจากกระสุนปืนผู้คุมไปได้ ก็อาจตายในป่าด้วยไข้จับสั่น หรือหลงทางจนอดตาย ถึงกระนั้นก็ยังมีนักโทษเดนตายหนีออกไปเรื่อย ๆ พวกนั้นคงคิดว่าถ้ายังขืนอยู่ในคุกต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายลงเพราะงานหนักหรือไข้ป่า สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า
ฟ้าเริ่มสางแล้ว อากาศเย็นยะเยือก แพนรู้สึกหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูก เขารู้ว่าพวกนั้นจะต้องตามมาในเวลาอันสั้น เขามีเวลาไม่มาก ผู้คุมทุกคนมีปืนลูกซอง อาหาร น้ำ และเสื้อกันหนาว แต่ละคนกระเหี้ยนกระหือรือในการทำหน้าที่เป็นผู้ล่า
ตะวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากยอดไม้เขามองเห็นพวกนั้นลิบ ๆ บนเนินเขา พวกผู้คุมตามมาเร็วกว่าที่เขาคาด เขามุ่งหน้าเดินต่อไป ระยะทางอีกสิบห้ากิโลเมตรกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ผู้หนีใช้มีดฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางแล้วเดินลุยข้ามไป บางครั้งลำตัวของเขาครูดกับกิ่งไม้จนเสื้อขาดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าอย่างอดทนต่อไปไม่หยุด ภาพของเงินสี่ร้อยบาทปรากฏขึ้นในใจของเขาสลับกับใบหน้าของคนพวกนั้น
หลังเที่ยงเขางัดเสบียงขึ้นมากินอย่างรีบ ๆ แล้วก็หนีต่อไป ทางด่านเริ่มเปลี่ยนเป็นดินสีแดงแห้งกรัง เมื่อหลายปีก่อนบริเวณนี้เคยมีชาวป่ามาทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งน้ำในห้วยตื้นเขินลงจึงอพยพจากไป ซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง
แพนลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม น้ำเป็นโคลนสีแดงดื่มไม่ได้ เขาพบว่าฝูงทากหลายสิบตัวเกาะติดขาทั้งสองของเขา เมื่อพ้นลำห้วยเขาทรุดตัวนั่งลงแกะทากออกทีละตัว เมื่อนั้นจึงพบว่าเสบียงกรังของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำโคลน
“ไอ้ห่า” เขาสบถ อาหารที่เขาตั้งใจว่าจะใช้เป็นเสบียงสักสองสามวันเป็นอันต้องโยนทิ้งไป
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที ในชั่วโมงที่สามสิบเขาเริ่มหมดแรง เดินช้าลงเรื่อย ๆ สภาพของเขาตอนนี้เริ่มทรุดโทรมเพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว ระยำ! เขาสบถ กูควรจะยอมแพ้แล้วหันหน้ากลับไปตอนนี้ดีหรือไม่?
นึกถึงสีหน้าของพวกนั้นที่จะต้องหัวเราะเยาะเขาหากเขายอมแพ้ เขาได้แต่ก้าวเดินต่อไป
เที่ยงวันที่สองเขาเลียน้ำหยดสุดท้ายจากกระติก เหนื่อย! เหนื่อยเหลือเกิน! เขาทรุดตัวลงหอบ ขอบตาทั้งสองดำคล้ำ ตลอดคืนวานเขาแทบไม่ได้นอนหลับเลยเพราะฝูงยุงจำนวนหลายร้อยตัวบุกรบกวน
ไม่ไหวแล้ว! นั่งพิงกับต้นไม้ และโดยไม่ตั้งใจเขาผล็อยหลับไป ไม่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล
เม็ดฝนที่ตกเปาะแปะลงบนใบหน้าของเขาปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ายามบ่ายปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา หยาดน้ำไหลย้อยจากใบหน้าเขาลงมา ไม่รู้ว่ามันเป็นหยาดเหงื่อหรือหยาดฝน อ้าปากกว้างปล่อยให้น้ำฝนไหลเข้าปาก ดื่มจนเต็มอิ่มแล้วลุกขึ้น ได้เวลาหนีต่อไปอีกแล้ว!
สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้นมาก ยังเหลือระยะทางอีกไม่ถึงสองกิโลเมตร เขาก็จะพ้นจากขุมนรกนี้แล้ว
ก้าวขาวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป บริเวณนี้เป็นป่าโปร่ง เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้ต้นหนึ่ง มองลงมา ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็เห็นพวกนั้นอยู่ในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร กลุ่มนักล่าตามมาใกล้กว่าที่เขาคิด คงจะตามมาไม่หยุดในช่วงเวลาที่เขาหลับ
สายตาของเขากวาดไปพบลำธารสายหนึ่งเบื้องหน้า มันถูกเศษใบไม้ทับถมจนตื้นเขิน แต่ยังมีน้ำไหลอยู่บ้าง ดินโดยรอบเป็นโคลนเลน เขาก้าวขาตั้งใจเดินลุยข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พื้นดินยุบลงไปเห็นรอยเท้าของเขาชัดเจน
เขาชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในสมอง มองไปรอบตัว สายตาหยุดที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาข้ามไปถึงฝั่งตรงข้าม เม้มริมฝีปากแล้วปีนขึ้นต้นไทรใหญ่นั้น ค่อย ๆ ไต่ไปตามกิ่งที่ทอดข้ามไปจนถึงฝั่งตรงข้าม และกระโดดลงมา
เขาถอดเสื้อที่ขาดเหวี่ยงลงกับพื้น ปลดกระติกน้ำทิ้งไว้ใกล้ ๆ เดินถอยหลังข้ามฝั่งกลับมาทางเดิม ปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคบไม้ประดู่ยักษ์ที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร และรอคอยอย่างใจเย็น
เขาหวังว่าพวกนั้นจะตามรอยเท้าเขาไปยังฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าและกระติกน้ำที่เขาทิ้งไว้บนทาง คงช่วยทำให้พวกนั้นคิดว่าตามรอยเท้าไปถูกทางแล้ว
แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วเสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าก็ดังลอดออกมา จากที่ซ่อนเขามองเห็นชายสามคนนั้นอย่างชัดเจน ผู้คุมทุกคนถือปืนลูกซองในมือ หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาหลบวูบ ไม่กล้าโผล่หน้าออกไปดูอีก
“เห็นรอยเท้านั่นมั้ย?” เสียงผู้คุมนายหนึ่งลอยแว่วมา
“ใช่รอยเท้าไอ้แพนมันแน่” อีกคนหนึ่งตอบ
“รอยยังใหม่อยู่ ตามมันไปเลย มันคงยังไปได้ไม่ไกล”
“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง! ไอ้แพนนี่มันฉลาด มีลูกเล่นมากน่าดู ไม่แน่ว่ามันจะมีแผนอะไร...”
“ปัดโธ่! ข้าได้กลิ่นมันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้ว”
เสียงฝีเท้าทั้งสามคู่ค่อย ๆ เงียบหายไป
ครู่หนึ่งมีเสียงร้องแว่วมา “นั่นไงเสื้อของมัน เราตามมาถูกทางแล้ว...”
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
เขานอนซ่อนตัวอยู่อีกสิบห้านาที ก่อนปีนลงมาช้า ๆ พวกนั้นหลงกลเขาแล้ว ตอนนี้เขาจะเผ่นไปในอีกทิศทางหนึ่ง
สลัดแข้งสลัดขาแล้วก้าวยาว ๆ ออกไป พักใหญ่ก็ผ่านดงต้นสักใหญ่ ขนาดหลายคนโอบ ฝนหยุดตกแล้ว บรรยากาศภายนอกเงียบสงบ เงียบจนผิดสังเกต!
กริ๊ก!
เขาหยุดนิ่ง หันหน้ากลับมา
ผู้คุมสามคนนั้นยืนตระหง่านอยู่ในดงต้นสัก ปืนลูกซองสามกระบอกเรียงหน้ากระดานเล็งมาที่เขา พวกนั้นแกล้งตามรอยเขาไปแล้วย้อนกลับมาดักรอเขาที่นี่!
ผู้คุมทั้งสามแสยะยิ้ม “เป็นไงวะ ไอ้แพน... แผนสูงนะเราน่ะ..”
เขาเงียบ
“...แต่จะแน่แค่ไหน กูก็เดาแผนมึงออก เพราะกูรู้จักมึงดี”
เงียบ!
“เห็นรึยังว่าไม่เคยมีใ่ครแหกคุกนี้ออกไปได้ซักคน แต่ยังไงก็นับว่ามึงเก่งเหมือนกันที่รอดมาได้นานตั้งสามวัน ตอนนี้ยอมแพ้แล้วยังวะ?”
เขามองหน้าผู้คุมทั้งสาม ทรุดตัวลงกับพื้นแล้วตอบอย่างหมดแรง
“เออ! ยอมแพ้แล้ว!”
ผู้คุมลดปืนลงก่อนพูดขึ้นว่า “เอาละ เลิกสนุกกันได้แล้วพวก! ไอ้แพนมันแพ้แล้ว ไอ้ฝนเอาข้าวที่เหลือให้มันกิน ไอ้ปุ้ยเอาชุดพัสดีใหม่ให้มันใส่ด้วย จุ๊! จุ๊! ดูสภาพมันซีวะ ต่อให้ชนะพนันก็ไม่คุ้มกันเล้ย พับผ่า! เป็นผู้คุมอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ เสือกอยากลองเป็นนักโทษซะนี่”
......................................
เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง เล่มที่ 1 ของชุดนี้
ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน จะเปิดจองอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะไม่มีการลดในราคาพิเศษขนาดนี้
ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้
หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาทpre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi
***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล
แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่งหากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้
1- แชร์
- 31
