• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนผู้อ่านบางคนเปรยว่าเข้าห้องสมุดประชาชนอนงคาราม ทำให้ผมนึกว่ามีความหลังกับห้องสมุดแห่งนี้

    ความหลังที่ไม่มีวันลืม!

    เมื่อผมเป็น ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ เดินทางสู่เมืองหลวงเป็นครั้งแรก สถานที่แรกที่ผมสอดส่ายสายตามองหาคือห้องสมุด เพราะอยากอ่านนิยาย

    ก็พบอยู่หลายที่ เช่น หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชนซอยพระนาง ห้องสมุดประชาชนปทุมวัน ห้องสมุดประชาชนอนงคาราม ห้องสมุดประชาชนสวนลุมพินี เป็นต้น

    นอกจากนี้ก็มีหอสมุดกลาง จุฬาฯ มีหนังสือนวนิยายอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก

    สถานที่เหล่านี้กลายเป็น ‘แหล่งมั่วสุม’ ของผมไปโดยปริยาย ถ้าไปที่ห้องสมุดประชาชนปทุมวันในวันหยุด ก็นั่งอ่านนิยายจากเช้าถึงเที่ยง เบรกกินบะหมี่เป็ดในร้านแถวนั้น (อร่อยมาก) แล้วไปอ่านต่อ ถ้าไปที่หอสมุดแห่งชาติ ก็อ่านทั้งวัน

    ส่วนห้องสมุดประชาชนอนงคารามมีความหลังฝังใจเป็นพิเศษ เพราะจะเข้าห้องสมุดแห่งนี้ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าไป

    วันหนึ่งหลังจากออกมาจากห้องสมุด ก็พบว่ารองเท้าของผมหายไปแล้ว ขณะที่ดื่มด่ำกับรสอักษร ขโมยก็ฉกรองเท้าผมไป

    จำไม่รู้ลืม เพราะต้องเดินออกจากวัดอนงคาราม ไปหาซื้อรองเท้าแตะราคาถูกคู่หนึ่งกลับบ้าน

    แสบมาก ไอ้โจรขโมยรองเท้า!

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-5-26

    หมายเหตุ อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เล่าคือ ผมเคยเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนแสงทองวิทยา ผมอาสาเป็นเพราะอยากอยู่กับหนังสือ ยืมกลับบ้านได้ทุกวัน

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มี 4 คำถาม

    1 ถ้าจำเป็นต้องทำงานที่ไม่ชอบ ขอมุมมองหรือวิธีจัดการครับ
    2 วิธีการเขียน
    3 ทำไมไม่วิจารณ์หนังไทย
    4 ควรจดทะเบียนสมรสหรือไม่?

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69fc52ab1faad3bcc5ccf577 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 14
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวพะงัน ปาย เยอะ ก็คงรู้นะว่ากำลังพูดเรื่องอะไร ไม่อยากเอ่ยบางชื่อบางประเทศ เดี๋ยวถูกมิสเตอร์อัลกอรึธึมเพ่งเล็ง

    สมัยผมเป็นเด็ก มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งชื่อ Exodus มาฉายบ้านเรา เด็กๆ ไม่รู้หรอกว่าเป็นหนังอะไร แต่พระเอก พอล นิวแมน หล่อ นางเอกสวย เพลงไพเราะมาก เท่านี้ก็พอแล้ว

    เพลงประกอบหนังชื่อ Theme of Exodus หรือ This land is mine ไพเราะ เด็กนักเรียนบางคนนำไปร้องในชั้นเรียนวิชาดนตรี

    เนื้อเพลงท่อนเปิดคือ

    This land is mine, God gave this land to me
    This brave, this ancient land to me
    And when the morning sun reveals her hills and plains
    Then, I see a land where children can run free

    Exodus เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างรัฐใหม่อิสราเอล อาจเรียกว่าเป็นการ 'ให้การศึกษา' คนดูทั่วโลกให้รู้จักรัฐใหม่นี้ โดยใช้ภาพยนตร์เป็นหัวหอก

    หลายปีต่อมา พอล นิวแมน ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเสียใจที่เล่นหนังเรื่องนี้

    ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพวกยิวถูกนาซีฆ่า ชาวยิวสองหมื่นคนหนีไปลี้ภัยที่เซี่ยงไฮ้ เพราะทางการจีนอนุญาตคนหนีร้อนมาพึ่งเย็น พื้นที่ที่พวกลี้ภัยอยู่เรียกว่า The Shanghai Ghetto

    เมืองไทยก็เช่นกัน คนไทยไม่ใช่คนไร้เมตตา ใครตกทุกข์ได้ยาก ก็มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเสมอ

    แต่ถ้ามายุ่งวุ่นวาย ป่วน คิดว่าเมืองไทยเป็นของตาย จะทำอะไรก็ได้ หรือเอ่ยประโยค "This land is mine" คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสบายใจ

    โดยเฉพาะทัศนคติคนอิษราเอร 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์ และเห็นด้วยกับการก่อสงครามอิหร่าน ฆ่าเด็กไม่กี่ขวบ เพื่อจะขยายดินแดนโดยอ้างพระคัมภีร์ว่าเป็น 'แผ่นดินพันธสัญญา' บอกตรงๆ เราไม่อยากต้อนรับคนไร้หัวใจแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเงินมากแค่ไหน

    เมืองไทยกับนโยบายฟรีวีซ่าเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสายพันธุ์กเฬวรากมารวมกันที่นี่ คนไทยกลุ่มหนึ่งต้องการแต่เงิน หลับตาไม่มองภาพรวม

    ผมไม่ได้กลัวคนพวกนี้มายึดบ้านเราหรอก ผมกลัวคนไทยสายพันธุ์โลภมากกว่า

    ถ้าไม่ระวัง วันหนึ่งเราคงได้ดูหนังเรื่อง แผ่นดินพะงันธสัญญา

    เพลงประกอบเริ่มต้นว่า "Thailand is mine, Thais gave this land to me"

    วินทร์ เลียววาริณ
    8-5-26

    1
    • 1 แชร์
    • 44
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในบันทึกเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ผมเล่าประสบการณ์ในวัยเด็กเมื่อ 60-70 ปีอย่างละเอียด ผู้อ่านบางท่านบอกว่าความจำผมดีเลิศ

    อย่าเพิ่งชมครับ เพราะความจำผมไม่ได้ดีเลิศอะไร ผมแค่บันทึกไว้ดีเท่านั้น

    ผมเก็บสมุดพกทุกเล่มไว้ครบครัน ยังอยู่ในสภาพดี ข้อมูลในนั้นบอกว่าแต่ละปีครูประจำชั้นชื่ออะไร แต่ละเทอมผมเรียนอะไร ได้คะแนนเท่าไร ครูชมหรือตำหนิอะไรบ้าง

    ในเวลาต่อมา ผมบันทึกทุกอย่างไว้ในไดอารี บอกหมดว่าวันนี้ดูหนังเรื่องอะไร ที่โรงไหน รอบกี่โมง ไปดูกับหญิงสาวคนไหน เป็นหลักฐานมัดตัวที่เผลอบันทึกไว้

    เหล่านี้เป็นบันทึกที่ผมใช้อิงตอนเขียนเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย

    ไดอารีมีประโยชน์มาก มันดีกว่าความทรงจำของคนเสียอีก เพราะบันทึกวันต่อวัน

    ผมหยุดเขียนไดอารีมานานแล้ว เพราะดำเนินชีวิตเป็นเส้นตรง ข้อความแต่ละวันเริ่มซ้ำซาก

    แต่ตอนนี้กำลังคิดจะเริ่มใหม่ ไม่ใช่เพราะอยากบันทึกชีวิตwว้เขียนประวัติอีก แต่เพราะความจำแย่มาก คิดจะเขียนไดอารีเพื่อทบทวนความจำที่กำลังย่ำแย่ จะได้รู้ว่าเดือนก่อนป่วยเป็นอะไร กินยาอะไร แพ้ยาอะไร จะได้บอกหมอถูก หรือใครยืมเงินเราเท่าไร เป็นต้น

    สำหรับคนทั่วไป การจดไดอารีเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสมองและใจ

    ดีต่อสมองคือได้ฝึกสมองให้คิดว่าทำอะไรมาในวันนั้น

    ดีต่อใจคือ ช่วยทำให้มองภาพรวมของวันที่ผ่านมา และเข้าใจทุกอย่างชัดขึ้น จะปลงอะไร ก็ปลงก่อนเข้านอน จะด่าใครก็ด่าในไดอารี แล้วเข้านอนอย่างสบายใจ

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 48
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    พ่อผมยึดรากเหง้าของความเป็นจีนอย่างสูง แม้มีลูกสิบคน แต่ก็เจียดเงินให้ลูกทุกคนเรียนภาษาจีน ค่าเล่าเรียนเดือนละ 25 บาท เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา ราคาของรากเหง้าและวัฒนธรรมไม่ถูก

    ผมจำชื่อครูสอนภาษาจีนไม่ได้แล้ว เป็นหญิงจีนวัยราว 40-50 อาศัยอยู่ในห้องแถวไม้แห่งหนึ่ง ไม่ใกล้บ้านผม แต่ก็ไม่ไกลเกินเดินเท้า

    ทุกเย็นผมเดินไปเรียนภาษาจีน บางครั้งก็เดินไปเรียนพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กข้างบ้าน ผมสะท้อนฉากชีวิตจริงนี้ในเรื่องสั้น เช็งเม้ง

    “ทุกเย็นผมกับฮกเดินไปเรียนภาษาจีนพร้อมกัน เรามักแวะที่สวนมะละกอกลางทาง เล่นฟันดาบโดยใช้ก้านใบมะละกอ เมื่อเด็ดใบออกก็ได้อาวุธประจำตัว เป็นกระบี่จอมยุทธ์ สมมุติตัวเองเป็นมือกระบี่อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์จีน”

    หลักสูตร Chinese 101 หรือที่ถูกน่าจะเป็น Chinese Torture 101 เริ่มด้วยหนังสือจีนมาตรฐาน บทที่ 1 คือ “ม่ามา ม่ามาไหล ไหลไหลไหล ม่ามาไคว่ไหล ไคว่ไหลคั่นตี้ตี้” ฯลฯ

    ต่อมาก็ขึ้นเล่ม 2 3 4 ไล่ไปเรื่อย ความสนุกเริ่มลดลงตามลำดับ การเรียนภาษาจีนกลายเป็นการฝึกความอดทน

    หลักสูตรภาษาจีนนี้มีทั้งคัดลายมือ อ่านออกเสียง แต่ที่ผมเกลียดที่สุดคือ dictation (เขียนตามคำบอก)

    ความจริงมันก็ไม่ใช่ dictation เป๊ะ แต่เป็นการท่องจำและเขียนจากเนื้อความที่ครูกำหนดให้ท่องมา โดยให้คว่ำหนังสือไว้ ห้ามแอบดู

    แล้วใครเล่าจะแอบดูหนังสือตอนครูมองอยู่ล่ะ?

    ครูมีนักเรียนหลายคน เมื่อครูเผลอ เราก็แอบเปิดหนังสือมาดู แล้วเขียนตาม

    ก็ขึ้นชั้นใหม่มาได้เรื่อย ๆ ความยากเพิ่มขึ้น

    ผมเกลียดการเรียนพิเศษภาษาจีน แต่มันเป็นภาคบังคับของชีวิตลูกจีนในเมืองไทย หากใช้ภาษาของท่านโก้วเล้งคือ “คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง” (人在江湖,身不由己.)

    แล้วสวรรค์ก็โปรด ภาษานิยายจีนกำลังภายในคือ ‘วาสนาในคราเคราะห์’

    ผลสอบอันดับที่ 25 ทำให้พ่อสั่งให้ผมเลิกเรียนภาษาจีน เรียนพิเศษเฉพาะภาษาอังกฤษ

    ..................

    ตรงกันข้ามกับ Chinese 101 ผมชอบเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมาก

    พ่อรู้ว่าภาษาอังกฤษจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต จึงเจียดเงินให้เรียน

    ครูสอนภาษาอังกฤษเป็นคนจีน ชื่อครูซิ้วหมิ่น ภาษาอังกฤษของแกเป็นที่เลื่องลือในหาดใหญ่ แกเปิดบ้านสอนภาษาอังกฤษอย่างเดียว มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

    ครูซิ้วหมิ่นไม่สอนตัวต่อตัว แต่สอนเป็นชั้น ในตอนหัวค่ำมีนักเรียนจำนวนมากไปเรียน

    ตำราที่ครูสอนคือ Oxford Progressive English for Adult Learners ของ A.S. Hornby ก็เรียนไปหลายเล่ม ผมพัฒนาภาษาอังกฤษจากครูซิ้วหมิ่นมาก หลายปีต่อมาเมื่อผมไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 ที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าหลักสูตรชั้นเตรียมอุดมศึกษาสอนหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ผมเรียนจบมานานแล้ว แปลว่าครูซิ้วหมิ่นสอนเด็กต่างจังหวัดด้วยตำราของนักเรียนชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ

    ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ย้อนหลัง!

    ภาษาอังกฤษของผมอยู่ในเกณฑ์ดีมาตั้งแต่เด็ก ทุกอาทิตย์ผมซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนมาอ่าน ชื่อ Student Weekly (ชื่อเดิม Kaleidoscope) ของ Bangkok Post คอลัมน์ที่ผมชอบคือเกม crossword ผมพัฒนาเรื่องคำศัพท์จากการเล่นปริศนาอักษรไขว้มากทีเดียว เพราะมันบังคับให้ผมเปิดหาคำจากพจนานุกรม

    สำหรับชะตากรรมภาษาจีนของผมนั้นสะดุดไปหลายปี มันเป็น ‘unfinished business’ อย่างหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 2 ผมติดนิยายจีนกำลังภายในอย่างหนัก จนเกิดความอยากอ่านนิยายต้นฉบับภาษาจีน

    วันหนึ่งผมก็ไปเยาวราช ซื้อพจนานุกรมจีนไทยฉบับ จักร วรศีล มาหนึ่งเล่ม กับหนังสือเรื่อง 三少爺的劍 (ซาเสียวเอี้ย) ของโก้วเล้งสองเล่ม แล้วเริ่มต้นเรียนภาษาจีนใหม่ด้วยตัวเอง

    บางครั้งคนในยุทธจักรก็เป็นตัวของตัวเอง

    วินทร์ เลียววาริณ
    8-5-26

    ..........................

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น

    สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    1
    • 1 แชร์
    • 32