• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับเรื่อง 'นิราศโรงพยาบาล' ผู้อ่านหลายคนส่งสารทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน รวมทั้งโทรศัพท์ แสดงความเป็นห่วง และถามว่าเป็นอะไร

    ผมไม่สามารถตอบทุกท่าน เพราะทั้งตัวมีสายท่อยางเกะกะ ไม่อยู่ในสภาพที่จะคุยกับใคร

    ถึงหมอให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่มีแรง

    ก็ขอติดค้างไว้ก่อน ถ้าร่างกายดีขึ้น ค่อยเขียนเล่านะครับ

    อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจ

    มันก็เป็นแค่ความไม่สะดวกเล็กๆ และ It will pass.

    ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    0
    • 0 แชร์
    • 4
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69fc5313dcf7e30bcfc4d6e3 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    0
    • 0 แชร์
    • 4
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันนี้หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ ยังเหนื่อยและเพลีย คงต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง

    ก็แจ้งข่าวให้ทราบ ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง ไม่ได้ตอบทุกคน แต่ขอบคุณในน้ำใจครับ

    15 พฤษภาคม 2569

    1
    • 0 แชร์
    • 7
    Regnarts
    ขอให้พี่วินทร์ หายจากโรคภัย กลับมาแข็งแรงในเร็ววันครับ 🙏🙏🙏
    ดูความเห็น 1 รายการ ...
  • วินทร์ เลียววาริณ
    6 วันที่ผ่านมา
    1
    • 2 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    7 วันที่ผ่านมา

    กวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยเปรยประโยคหนึ่งว่า “เดี๋ยวนี้มีแต่คนอยากเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักอยากเขียน”

    พูดง่ายๆ คือ มีคนจำนวนมากมองนักเขียนเป็น ‘สถานะ’ มากกว่า ‘งาน’

    มีความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างสองคำนี้ ‘อยากเป็นนักเขียน’ คือการทำอะไรก็ได้ให้คนรับรู้ว่าตัวเองเป็นนักเขียน

    ส่วน ‘อยากเขียน’ นั้นชัดเจนในตัวมันเอง คืออยากเขียน จะมีสถานะนักเขียนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต คนอยากเขียนไม่ได้อยากเปลี่ยนสังคมหรือทำเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่หรอก แค่อยากเขียนบรรเทาอาการคันในหัว!

    เขาตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า “แปลกนะ คนที่อยากเป็นนักเขียนมักไม่ได้เป็น ส่วนคนที่ได้เป็นนักเขียนมักคือคนที่อยากเขียน”

    ผมว่าไม่แปลก เพราะคนอยากเขียนอาจเขียนมากกว่า

    อาการของคนอยากเขียนก็คล้ายๆ อาการของคนติดฝิ่น นั่นคือวันไหนไม่มีควันฝิ่นเข้าร่าง ก็เกิดอาการลงแดง อยากอาเจียน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ตาขวางเหมือนหมาบ้า อยากกัดคน (เอ้อ! ผมไม่เคยเสพฝิ่นหรอก ฟังเขาเล่ามา แต่งเติมอีกนิดหน่อย!) ครั้นพอได้เขียนอะไรสักประโยคสองประโยค อาการก็ทุเลาลงทันตาเห็น

    ถ้าวันไหนเขียนอะไรที่อ่านแล้วเข้าที ก็เหมือนเสพฝิ่นเต็มที่ มีความสุขชื่นมื่นรื่นเริงทั้งวัน

    คนอยากเขียนมีลมหายใจได้ด้วยการเขียน มีสาระหรือไม่มีก็ช่าง แค่อยากเขียน เหมือนคัน ก็ต้องเกา

    ดังฉะนี้ ใครอยากเขียน ก็เขียน อย่าเพิ่งรีบคิดไปไกลว่าจะพิมพ์งานที่ไหน จะขายได้กี่เล่ม จะสวมสูทตัวไหนไปรับรางวัล เขียนๆๆๆๆ เขียนให้หายคันในหัวใจ เขียนแล้วมีความสุขก็เท่ากับได้รับรางวัลเรียบร้อยแล้ว

    อาจินต์ ปัญจพรรค์ แนะนำคนอยากเป็นนักเขียนว่า

    “งานเขียนมิใช่ทางแก้ปัญหาของชีวิต งานเขียนไม่ใช่ขอนไม้ที่ลอยไปให้ผู้โดนมรสุมชีวิตเกาะพยุงชีพ ผมขอแนะนำว่าอย่าเป็นนักเขียนเพราะความทุกข์ร้อนเข็ญใจ จงอย่าเป็นนักเขียนเพราะต้องการความเมตตาสงสารจากใคร

    "อักษรศิลปะเกิดจากดวงใจที่คร่ำครวญได้, แต่ร้อยบรรณาธิการผู้อารีรวมกันก็สร้างนักเขียนหนึ่งคนไม่ได้ จงเขียนด้วยใจรักงานเขียน เขียนด้วยความเพียร เขียนด้วยความทนทาน ความรักในการเขียนจะให้ศิลปะ ความเพียรให้ผลงาน ความทนทานให้พลังที่จะเดินทางไปข้างหน้าเมื่อได้เป็นนักเขียน”

    เขียนด้วยความทนทาน!

    ความจริงคือคนที่ไม่ได้เป็นนักเขียนร้อยละร้อยไม่ใช่เพราะเขียนแย่ แต่เพราะเลิกล้มกลางคัน เพราะจะเป็นนักเขียนต้องทนทานเหมือนยางรถยนต์ แล่นไปได้ทุกสภาพถนน ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ หมุนไปข้างหน้าตลอดเวลา

    > บางท่อนจาก เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ (พิมพ์ครั้งแรก 2558)

    1
    • 4 แชร์
    • 63