-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
สงครามอิหร่านตอนนี้มาถึงบท 'ซัดกันคนละหมัด'
เอ็งซัดโรงน้ำมันของข้า ข้าก็ซัดโรงน้ำมันของเอ็ง
ท่านตั้มอาจไม่แคร์ว่าโรงน้ำมันใครพัง แต่หากราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดกว่านี้ อาจจะถึง 200-300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เรือหายแน่
เพราะถึงตอนนั้นคนอเมริกันนั่นแหละจะเดินถนนไล่ท่านตั้ม เพราะตอนนี้โพลบอกว่าชาวอเมริกัน 59 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้
นอกจากอาจหลุดจากตำแหน่งแล้ว อาจเข้าคุกได้ด้วย
คิดดังนั้นแล้ว ท่านตั้มก็โทร.หาสหายเนทัน บอกว่า "อย่าทำ"
เช้านี้จึงมีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เนทันประกาศว่า สหรัฐฯไม่ได้รู้เรื่องการโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่าน อิฐเอนทำเองคนเดียว ('acted alone')
และสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำอีก
แต่สองคนนี้โกหกรายวันจนไม่มีใครเชื่อแล้ว
วันก่อนขณะที่บ้านเราเถียงกันเรื่องค่าอาหาร ส.ส. ท่านตั้มขอเงินจากรัฐสภา 200 พันล้านดอลลาร์ไปรบต่อ
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมิสเตอร์แหกเสร็จบอกว่า "It takes money to kill bad guys."
เฮ้อ! ทำไมไม่ส่ง เจสัน บอร์น ไปฆ่านะ ถูกกว่าเยอะ
รัฐมนตรีแหกเสร็จยังเล่าให้สื่อฟังว่า เขาบอกลูกชายวัยสิบสามของเขาว่า เราส่งทหารของเราไปทำสงครามกับอิหร่าน ทหารของเราตาย "เพื่อที่รุ่นของลูกจะไม่ต้องเจอกับนิวเคลียร์ของอิหร่านไง"
โชคดีลูกไม่ได้ถามต่อว่า แล้วทำไมเตี่ยไม่จัดการเกาหลีเหนือด้วย "เพื่อที่รุ่นของลูกจะไม่ต้องเจอกับนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไง"
200 พันล้านนี้มาจากภาษีชาวอเมริกัน
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านบอกว่า 200 พันล้าน (billion) ที่ขอนี่ เป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง
ถ้ารบต่อ มันจะบานปลายเป็น trillion ดอลลาร์
จนถึงวันนี้ผมก็ยังงงว่า อิฐเอนเปิดสงครามใหม่ทำไมในเมื่อยังไม่พร้อมรับแรงถล่ม
สงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว อิฐเอนโดนจัดหนักจนต้องขอให้ทรัมป์เจรจาสงบศึก ตั้มก็ถล่มจุดที่ว่ากันว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์นิวเคลียร์ของอิหร่าน แล้วบอกว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลายสิ้นซากไปแล้ว อิหร่านก็ถล่มฐานทัพอเมริกากลับพอเป็นพิธี ก่อนถล่มก็บอกให้อเมริกาถอนคนออกไปก่อน รวมทั้งหมาแมวด้วย เพราะมันเป็นสงครามสัญลักษณ์
ก็จบแค่นั้น
ผมเดาว่าถ้าขงเบ้งเป็นเนทัน ในช่วงเวลา 7-8 เดือนต่อมา แกคงจะปรับปรุง Iron Dome จนสมบูรณ์ จึงกล้าลงมือก่อสงครามในรอบนี้
ปรากฏว่าไม่ใช่ Iron Dome ก็ยังคงไม่ทำงาน
ผลของสงครามทำให้เมืองต่างๆ ของอิฐเอนถูกถล่มหนักกว่าสงคราม 12 วัน และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด บ้านเรือนพัง เศรษฐกิจล้ม ก็คงกลับไปไถเงินตั้มอีก
นี่แสดงว่าท่านตั้มกับสหายเนทันไม่เคยอ่านนิยายจีนกำลังภายใน ถ้าบทที่ 1 พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา ลูก หลาน ของพระเอกถูกฆ่า บทที่ 4 จะฝึกวิชาหลังพลัดตกเขา ถึงบทที่ 20 พระเอกจะแก้แค้นฆ่าล้างบางคนร้าย ไม่มีทางเจรจาด้วย
ในอดีตกาล อาณาจักรควาเรซเมียน (Khwarazmian) ถูก เจ็งกิส ข่าน ทำลายสิ้นซากเพราะชาห์ มูฮัมเหม็ด ที่ 2 ฆ่าพ่อค้าและทูตชาวมองโกล ก่อนอาณาจักรสิ้นลม ชาห์ มูฮัมเหม็ด ส่งคนไปเจรจา
เจ็งกิส ข่าน ฆ่าหมด เอ่ย "ทู เลท เด้อ มาย เฟรนด์"
เมื่อชาวนิชาปุระฆ่าพี่เขยของโตลุย บุตรชาย เจ็งกิส ข่าน กองทัพมองโกลก็ถล่มเมืองนิชาปุระและเมิร์ฟจนราบคาบ สังหารหมู่คนทั้งสองเมือง
หลักการ 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' นี้ใช้มาตั้งแต่กษัตริย์ฮัมมูราบีแห่งบาบิโลน นานก่อนคริสตกาล
ตามหลักพิชัยสงคราม ไม่ว่าของซุนหวู่หรือ เจ็งกิส ข่าน หรือ Carl von Clausewitz ถ้าไม่มั่นใจว่าจะชนะสัก 8 ส่วน 9 ส่วน ก็ไม่ก่อสงคราม
ฉะนั้นสงครามครั้งนี้ไม่มีทางจบตามทางเลือกของท่านตั้มและสหาย เพราะบทที่ 1 กำหนดทิศของพล็อตอย่างนั้น
สงครามอิหร่านน่าจะถูกใช้เป็นตำราเรียนของทหารในอนาคตว่า การทำสงครามโดยอารมณ์ชั่ววูบ ไร้แผนการ ส่งผลอย่างไร
และการประกาศชื่อคนที่อิฐเอนฆ่ารายวัน ยิ่งทำให้ศัตรูไม่มีทางยอมแพ้
ตอนนี้ท่านตั้มก็คงตกกระไดพลอยโจน รบต่อไป แล้วบอกประชาชนว่า "Make America great again." ขณะที่ชาวอเมริกันก้มหน้าก้มตาทำงานหาเช้ากินค่ำ เพื่อส่งเงินส่งลูกหลานไปทำสงครามให้เนทันเพื่อนรัก
แต่ไม่ต้องห่วงอเมริกาหรืออิฐเอนหรอก เพจนี้ต่างหากที่น่าเป็นห่วงกว่าว่าจะโดนปิดมั้ย เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
20-3-26(ขอบคุณภาพจาก AP)
1- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
นักเล่นหุ้นมีคำศัพท์ ‘ติดดอย’ หมายถึงหุ้นที่ลงทุนไว้ค้างคาอยู่ ราคาตกจนอยากเอาหัวชนฝาตาย จะขายก็ทำใจไม่ได้
จึง(ไร้รา)คาอยู่บนดอย!
ชีวิตเราทุกคนมีช่วงเวลาของการ ‘ติดดอย’ วาดฝันไว้อย่างสวยงาม แต่เจออุปสรรคจนก้าวต่อไม่ถูก ทำงานหนักแทบตาย กลับได้ผลติดลบ เหนื่อยกายว่าเหนื่อยแล้ว เหนื่อยใจยิ่งเหนื่อยกว่า
คนระดับผู้บริหาร เมื่อติดดอย อาการอาจหนักกว่าพนักงานระดับล่าง เมื่อตกงานก็ไม่สามารถยอมรับงานที่ค่าตอบแทนน้อยกว่าเดิม หรือตำแหน่งที่ลดความสำคัญลงจากเดิม เพราะติดบนดอยสูง จมไม่ลง คาอยู่บนดอยแห่งชีวิต
นี่เพราะไม่เข้าใจสัจธรรมความเปลี่ยนแปลงของชีวิตว่า ขึ้นดอยได้ก็ติดดอยได้ และติดดอยได้ ก็ขึ้นดอยใหม่ได้
แม้แต่ในเรื่องรักก็มีการ ‘ติดดอย’ หรือ ‘น้ำลง’ ยามรักหวานซึ้งตรึงตราแนบแน่นหัวใจ ยามหน่ายก็บ่ายหน้าลาจาก ทิ้งหัวใจอับเฉาอยู่ติดดอย
ทว่าทั้งชีวิตและความรักก็เหมือนหุ้น มีขึ้นก็มีลง มีลงก็มีขึ้น เหมือนท้องฟ้าสว่างได้ก็มืดได้ น้ำขึ้นได้และก็ลงได้ ฝนตกแล้วก็หยุดได้ มีฤดูใบไม้ร่วง ก็มีฤดูใบไม้ผลิ
เราก็รู้ดีอยู่ แต่เมื่อติดดอย ก็สติแตก จำไม่ได้ว่าชีวิตคือการขึ้นและลง
แต่ถ้าดำรงสติมั่น ก็จะเข้าใจและยอมรับน้ำขึ้นน้ำลงแห่งชีวิต
วันนี้อยู่คาดอย แต่พรุ่งนี้ชีวิตอาจดีกว่าวันนี้ วันนี้ความรักน่าเบื่อหน่าย วันพรุ่งนี้อาจแจ่มใสขึ้น หรืออาจพบรักใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
สิ่งที่ดีกว่าหุ้นก็คือ ชีวิตและความรักนั้นปั่นได้
ใช้ความขยัน อดทน ความเข้าใจเข้าช่วย
และการปั่นหุ้นชีวิตแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย!
วินทร์ เลียววาริณ
20-3-26อ่านฉบับเต็มได้จาก บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเอง
90 บทความกำลังใจสั้นๆ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 2 บาท+ (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/147/บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเองทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ฝรั่งมีสแลงเรียกคนบัดซบว่า asshole ภาษาไทยที่ใกล้เคียงน่าจะเป็น 'ไอ้เหี้ย' หรือหากใช้ภาษาสแลงยุคนี้คือ 'ไอ้สัส'
บางทีสัส (SAS) อาจจะย่อมาจาก Super ASshole
เอาละ เราจะสร้างหนังสักเรื่องโดยให้ตัวเอกเป็น asshole ได้ไหม เพราะไม่มีคนดูไหนชอบคนนิสัยแย่แบบนี้ สตูดิโอใหญ่ๆ ที่ทำหนังตามกระแสคงไม่เอาด้วย ชอบพระเอกแบบ hero ไม่เอา anti-hero
ก็คงเหลือแต่ A24
A24 เป็นบริษัททำหนังที่รวมนักสร้างหนังอินดี้และหนังแปลกๆ หลายเรื่องทำเงินและได้รับรางวัลชั้นสูง เช่น Moonlight (2016), Lady Bird (2017), Uncut Gems (2019), Everything Everywhere All at Once (2022), Past Lives (2023), The Brutalist (2024), Civil War (2024) ฯลฯ
และล่าสุด Marty Supreme
คนทำหนังเรื่องนี้คือ Josh Safdie ผู้มักทำงานร่วมกับพี่ชายของเขา Benny Safdie รู้จักกันในวงการว่า Safdie brothers เช่น Good Time (2017), Uncut Gems (2019) (เคยรีวิว Good Time นานมาแล้ว)
หลังจากนั้นสองพี่น้องก็แยกกันบินเดี่ยว นี่เป็นหนังบินเดี่ยวเรื่องแรกของ Josh Safdie
ส่วนคนพี่ Benny Safdie หลายคนคงไม่คุ้นชื่อ แต่นอกจากเป็นผู้กำกับหนังแล้ว เขายังถูก คริสโตเฟอร์ โนแลน จับไปเล่นเป็น Edward Teller บิดาแห่งระเบิดไฮโดรเจนในเรื่อง Oppenheimer
Marty Supreme เป็นหนังดรามาที่มีองค์ประกอบสำคัญคือกีฬาปิงปอง ใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน คือปี 1952 ตัวเอกเป็น anti-hero พฤติกรรมน่ารังเกียจ หรือ asshole
นักแสดง Timothée Chalamet รับบทตัวละครคนนี้ได้ดี เขาแสดงได้ดีจนเราเกลียดตัวละครที่เขาสวมบท
มาร์ตีเป็นคนที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ
ตัวละครแบบนี้ยากที่คนดูจะรัก ดังนั้นการดูหนังเรื่องนี้จึงต้องดูแบบมองในมุมของพระเจ้าคือ เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใจนิ่งๆ ดูพัฒนาการของตัวละครไปเรื่อยๆ
ยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้สนุกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือหนังนำองค์ประกอบที่ประหลาดหลายอย่างมารวมกันเป็นยำรสแปลก บางฉากแปลก แต่น่าสนใจ เช่น ฉากน้ำผึ้ง
หนังแทรกซับพล็อตมากมาย ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับแกนหลักเท่าไร (หมายความว่าหากตัดทิ้งไป ไม่ทำให้เรื่องเสีย) และมีความบังเอิญมาผสม แต่โดยรวม Marty Supreme เป็นหนังดึงความสนใจเราได้ตลอด
หนังยาวมากสำหรับงานแบบนี้ ดูแล้วเหนื่อย แต่ก็รู้สึกดีในตอนจบ
นี่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน แต่คอหนังตัวจริงไม่น่าพลาด
ในตอนท้าย ตัวละคร asshole มองโลกอย่างเข้าใจดีขึ้น เมื่อเขาต้องเจอ asshole คนอื่นๆ
ฉากสุดท้ายหลอมความคิดทั้งหลายเข้าด้วยกันในฉากเดียว คล้ายชี้ว่า asshole ก็เปลี่ยนได้เมื่อความคิดตกผลึก
ส่วน asshole หลายตัวที่ก่อสงครามในตะวันออกกลางตอนนี้ ฆ่าเด็กบริสุทธิ์ตายโดยไม่มีคำขอโทษ คงเกินเยียวยา
9/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
19-3-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 30
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
- ฉากที่ 1 -
"ท่านประธานาธิบดีให้ ผอ. เข้าพบแล้วค่ะ"
ผู้อำนวยการองค์การลับผงกศีรษะ เดินตามเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้น ประตูเปิดออก เขาก้าวเข้าไป ชายในห้องทักทายเขา
"ท่าน ผอ."
เขาคำนับเจ้าของห้อง "ท่านประธานาธิบดี"
"ท่านประธานาธิบดีหาผมทำไมครับ?"
"ผมไม่ได้หาผม ผมมีผมเต็มหัวดีอยู่แล้ว"
"ครับ ขอโทษครับ ท่านประธานาธิบดีเรียกข้าพเจ้ามาทำไมครับ?"
"ผมอยากให้คุณจัดมือสังหารมาซักคน"
"มือสังหารของเราซักเป็นแต่ผ้า ซักประวัติคนไม่เป็นครับ"
"นี่มึงกวนตีนประธานาธิบดีเรอะ?"
"มิกล้า มิกล้า ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก ท่านประธานาธิบดีอยากจะฆ่าใครครับ? ผู้นำชาติไหน?"
"จะฆ่าก็ต้องชาตินี้ จะเป็นชาติหน้าชาติไหนได้ยังไงโว้ย"
"จริงครับท่าน ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอคารวะสามจอก สรุปจะฆ่าใครครับ บอกมาเลย ผมจัดการให้"
"ผมอยากให้คุณส่งมือสังหารไปฆ่านักเขียนไทยคนนึง มันกวนตีนกูมาก ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน มันเขียนกวนกูทุกวันเลย บางวันด่าด้วยภาษาจีน บางวันด่าด้วยอักษรย่อ"
"เขียนลงที่ไหน?"
"เพจของมัน"
"งั้นทำไมไม่ให้มาร์คจัดการ?"
"บทลงโทษของมาร์คมันเบาไป แค่ปิดเพจที่ขัดมาตรฐานฌุมฌน ไม่ไหวอะ เบามั่กมั่ก"
"ได้ครับ เดี๋ยวจัดการให้"
..............................
- ฉากที่ 2 -
"ท่าน ผอ. เรียกผมมาทำไม?"
"มีงำให้ทาน"
"งำเป็นอาหารประเภทไหนครับ ไม่เคยได้ยิน"
"มีงำให้ทานก็คือมีงานให้ทำ คำผวนน่ะ รู้จักมั้ย?"
"งำ เอ๊ย! งานอันใด?"
"งานที่คุณถนัด"
"ผมถนัดซักผ้า"
"อีกงานที่คุณถนัดนอกจากซักผ้า"
"ก็คือฆ่าคน จะให้ผมฆ่าใคร?"
"นักเขียนไทยคนนึง มันบังอาจกวนตีนเบื้องบน"
"นักเขียนคนนั้นชื่ออะไร?"
"ชื่อคล้ายๆ มอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ"
"มันอยู่ที่ไหน?"
"มันอยู่ในตู้เย็น ส่วนเผือกอยู่ในตลาด"
"ท่านปักหมุดมาเลย จะได้ไปฆ่าถูกที่"
"หมุดคือ F-32"
"รุ่นเครื่องบินหรือ?"
"ไม่ใช่ เป็นเบอร์บูธงานหนังสือ สายลับของเราบอกว่า มันจะไปปรากฏตัวที่งานหนังสือทุกวัน"
"แล้วจะให้ฆ่ากลางวันแสกๆ หรือ?"
"ฆ่าคน ไม่ใช่ฆ่ากลางวัน คุณจะฆ่ากลางวันได้ยังไง"
"ครับท่าน ฆ่าคน ตอนกลางวันแสกๆ"
"แล้วอย่าฆ่าแบบเลือดสาด มันดูโหดไป ทำให้ดูเป็นอุบัติเหตุ"
"อย่างเช่น?"
"งานหนังสือมีหนังสือมาก ให้กองหนังสือล้มทับมันตายคาที่"
"เอ๊ะ! หนังสือล้มทับแล้วตายด้วยหรือ?"
"ตายซี เพราะนักเขียนคนนี้ชอบเขียนงานวรรณกรรมเครียดๆ หนักๆ หนังสือของมันจึงหนักมาก ทับกบาลสองสามเล่มก็ตายแล้ว อีกอย่างนักเขียนผอมบางเพราะเป็นโรคไส้แห้ง ตายไม่ยากหรอก"
"ถ้าไส้แห้ง ทำไมยังเป็นนักเขียนครับ?"
"มันทำเป็นอยู่สองอย่างคือเขียนหนังสือกับซักผ้า"
"โอ! งั้นหรือ ท่านหานักฆ่าคนอื่นเถอะครับ ผมไม่รับจ๊อบนี้"
"ทำไม?"
"ผมสงสารมันอะ เขียนหนังสือก็มีกรรมแล้ว ซักผ้ายิ่งมีกรรมกว่า อย่างนี้ไม่ฆ่าทรมานกว่านะ"
..............................
งานหนังสือ ศูนย์สิริกิติ์ 26 มีนาคม - 6 เมษายน
บูธ วินทร์ เลียววาริณ F-32
แล้วเจอกัน1- แชร์
- 36
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsโฆษณาที่จับคนอ่านได้อยู่หมัด ขอคารวะสามจอก 😀 -
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
(ผมรอให้จบดรามาโรงเรียนเตรียมอุดมก่อน ค่อยคุยเรื่องนี้ในวันนี้ เพราะมันเกี่ยวกับการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมก็จริง แต่ไม่เกี่ยวกัน)
เรื่องการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมนั้น ผมก็เคยมีประสบการณ์ตรง
นั่นคือปี 2516 ผมเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 จากหาดใหญ่ เดินทางเข้ากรุงเป็นครั้งแรก เพื่อสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 (สมัยนั้นยังมี ป. 7 ตามด้วย ม.ศ. 1-3 แล้วค่อยไปต่อชั้นเตรียมอุดม ม.ศ. 4-5)
ผมไม่รู้จักโรงเรียนอะไรทั้งสิ้นในเมืองกรุง แต่ตอนนั้นเด็กต่างจังหวัดแทบทุกคนที่ไม่สอบเข้าสวนกุหลาบฯหรืออัสสัมชัญ จะเลือกโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยโรงเรียนอื่นๆ อีก 9 แห่ง
ผมก็เช่นกัน เลือกโรงเรียนตามสูตรสำเร็จ เลือกโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียนบดินทรเดชาฯ เป็นอันดับสอง ไล่ไปเรื่อยเหมือนคนอื่นที่สมัคร
ไม่รู้จักสักโรงเรียน ไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนเตรียมอุดมดียังไง
สมัยนั้นก็สอบแบบไม่วุ่นวายอะไร ก่อนเข้าห้องสอบ เพื่อนคนหนึ่งที่ไปสอบด้วยถามโจทย์ข้อหนึ่ง ผมไม่รู้เรื่องเลย จึงพบว่าเตรียมสอบมาไม่ดีพอ เด็กต่างจังหวัดไม่พร้อมเท่าเด็กกรุงเทพฯ
ตอนทำข้อสอบ ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ประกาศผลออกมาติดอันดับสอง ก็ไปเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชาฯ
ไม่ได้เสียใจที่สอบไม่ได้โรงเรียนอันดับแรก เพราะไม่รู้จักแต่ละโรงเรียนเลย แต่เป็นครั้งแรกที่เห็นความสำคัญของการเตรียมตัว
จะว่าไปแล้ว โรงเรียนบดินทรเดชาฯก็จัดเป็นโรงเรียนสาขา 2 ของโรงเรียนเตรียมอุดม บนเสื้อกลัดเข็มพระเกี้ยวเหมือนกัน แต่มีอักษรย่อ บ.ด.
ผมเป็นรุ่นที่ 3 ของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ และเป็นรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าวสมัยที่ถนนลาดพร้าวยังเป็นดินโคลน เดินทางลำบากมากโดยเฉพาะฤดูฝน ส่วนสองรุ่นแรกก็เรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมนั่นแหละ
ผ่านไปสองปี เพื่อนๆ ร่วมรุ่นโรงเรียนบดินทรเดชาฯส่วนมากก็สอบเข้าคณะที่ต้องการ เพราะแต่ละคนเรียนจริงจัง เอาถ่านทั้งนั้น ไม่เที่ยวเตร่ ไม่สังสรรค์ เรียนอย่างเดียว
ทำให้เข้าใจบทเรียนบทแรก เรียนที่ไหนอาจไม่สำคัญเท่าเรียนจริงจังไหม
ทุกความล้มเหลวสามารถเป็นบทเรียน
เกือบค่อนห้อง พอสอบผ่าน ม.ศ. 4 ได้ ก็ไปสอบเทียบ ม.ศ. 5 เอาใบผ่านมาให้อุ่นใจ เรียนชั้น ม.ศ. 5 แค่ให้สอบผ่าน แต่ใช้เวลาทั้งปีเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
คราวนี้เตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นปี
และก็สอบเข้าได้คณะแรกที่ต้องการ
ทำให้เข้าใจบทเรียนบทที่สอง วางแผนดี เตรียมตัวดี สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ชีวิตที่เหลือของผมเดินไปด้วยทัศนคติว่า อยากทำอะไรก็ทำได้ อยากเปลี่ยนอาชีพไปเข้าวงการไหนก็เข้าได้ แต่ต้องลงมือทำจริงจัง วางแผนดี และทำงานหนัก
วินทร์ เลียววาริณ
19 มีนาคม 25691- แชร์
- 30
