-
วินทร์ เลียววาริณ0 วันที่ผ่านมา
ตอนที่ผมก่อตั้งสำนักพิมพ์ 113 ราวยี่สิบปีก่อนนั้น ผมมีหน้าที่ออกแบบปกหนังสือด้วย ตั้งแต่วันแรกผมก็ใช้ลายมือตัวเองเป็นชื่อเรื่อง คล้ายๆ ปกหนังสือหลายเล่มของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุค ‘โอเลี้ยงห้าแก้ว’
ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของปกสำนักนี้ไป
ลายมือของผมเขียนด้วยปากกาหัวตัดที่เรียกว่า calligraphy pen สามารถตวัดได้ทั้งเส้นบางและหนาในเส้นเดียว
นักออกแบบกราฟิกชอบใช้ปากกาแบบนี้เขียนลวดลาย การใช้เส้นหนาและบางน่าสนใจกว่าเส้นเท่ากันทั้งหมด
นอกจากใช้ทำปกหนังสือแล้ว ผมก็ใช้ calligraphy pen เซ็นชื่อ ไม่ว่าในงานหนังสือหรือนอกงาน
สมัยที่ไปเรียนที่นิวยอร์ก ผมโชคดีที่ผมเรียนวิชา Typography เป็นวิชาเกี่ยวกับตัวหนังสือ สมัยนั้นไม่ค่อยมีที่เรียน หรือคนไม่เห็นความสำคัญของตัวหนังสือ ตั้งแต่นั้นผมเน้นเรื่องฟอนต์ในการออกแบบเสมอ นักออกแบบก็สามารถใช้ลายมือเป็นฟอนต์ได้
ผ่านไปไม่นานก็มีหลายคนมาขอให้ทำลายมือนี้เป็นฟอนต์จริงๆ
แปลกใจว่ามีคนชอบลายมือนี้ด้วย! ทำให้นึกครึ้มใจครู่หนึ่งว่า เออ! เท่เหมือนกันนะถ้าทำเป็นฟอนต์ ตั้งชื่ออย่างนักออกแบบฟอนต์สมัยก่อน เช่น มานพติกา ก็คงเป็นวินติกา หรือวินทรีกา
แต่ในความจริงทำไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่ง เพราะตัวอักษรเดียวกันของผมในแต่ละประโยคแต่ละคำมีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ในชื่อเรื่องแต่ละชื่อ ผมตวัดเส้นไม่เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเสพยาบ้าหรือกัญชา เส้นสายก็จะยาวหน่อย
ผมเสียเงินไปมากกับปากกา calligraphy เพราะเห็นปากกาแบบนี้ทีไร หัวใจสั่นไหวกว่าตอนเจอสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเสียอีก มักอดใจซื้อไม่ได้ อยากลองดูว่าสาวแต่ละคน เอ๊ย! ปากกาแต่ละยี่ห้อเป็นอย่างไร
เมืองไทยหาปากกา calligraphy ยาก มีร้านเฉพาะแห่งสองแห่งมั้ง มักต้องไปซื้อจากต่างประเทศ
เนื่องจากปากกาพวกนี้แบบดีๆ ค่อนข้างแพง จึงต้องดูแลเหมือนสาวๆ เอ๊ย! เหมือนลูก ใช้เฉพาะในงานสำคัญเท่านั้น
ส่วนเซ็นเช็คร้อยล้านใช้ปากกาลูกลื่นด้ามละสองบาทก็พอ
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-261- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
มีคนบอกให้ผมลองใช้ AI เขียนหนังสือ ไม่ได้ให้เขียนทั้งหมด แต่ใช้มันเหมือนเครื่องทุ่นแรง
ผมก็ยังไม่ได้ลองสักที เพราะไอเดียที่เขียนค้างไว้ ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
ผมไม่มีปัญหาเรื่องไอเดียตันเลย แต่ปัญหาที่หนักกว่าไอเดียตันคือการขายหนังสือ
ถ้าจะเลิกเขียน ก็เพราะขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคิดไม่ออก
หลายปีนี้มีข่าวบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI หนาหูขึ้น ในประเด็น AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แม้แต่ในการเขียนนิยาย
สมองมนุษย์ใช้เวลานับล้านๆ ปีพัฒนามาจาก ‘โง่’ เป็น ‘ฉลาด’ แต่อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในรอบหลายปีนี้ เร็วแบบก้าวกระโดด ดังนั้นย่อมไม่แปลกหากวันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าเราในหลายเรื่อง ส่วนจะไปถึงขั้นสกายเน็ตใน The Terminator หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้
ในประเด็น AI เขียนนิยาย แล้วนักเขียนจะตกงาน ผมไม่เป็นห่วงสักนิด
ห่วงเรื่องขายมากกว่า เพราะเขียนมาก็อาจไม่มีคนอ่านเหมือนกับหนังสือที่ใช้คนเขียน
พูดสั้นๆ ผมมองไม่เห็นว่ามันมีปัญหาอะไร AI จะทำให้นักเขียนตกงานก็ต่อเมื่อนักเขียนสู้มันไม่ได้ ไม่ว่าจะมี AI หรือไม่ หากนักเขียนสู้คนอื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้ ก็ย่อมหายไปตามหลักวิวัฒนาการ
น็อต ทู วอร์รี!
ก็เหมือนกับการทำอาหาร จะใช้คนทำด้วยมือหรือจะใช้เครื่องจักรผลิต เราวัดกันที่คุณค่าของงาน หากงาน AI สามารถไปถึงขั้นมีความคิดสร้างสรรค์สูงมากและลุ่มลึกในแง่คิดด้วย ก็คงต้องให้ AI ทำ เช่นที่เราให้เครื่องจักรทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์มานานแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า AI จะทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือแทนคน
เรื่องนี้ปู่อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกไว้ก่อนตายว่า “Any teacher that can be replaced by a machine should be!”
ปู่อาร์เธอร์พูดขำๆ แต่ก็จริงนะ เพราะครูคนไหนที่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ก็สมควรถูกแทนที่หรอก
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-261- แชร์
- 34
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อคราวที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองโกเบในปี พ.ศ. 2538 ตึกรามบ้านช่องเมืองโกเบซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวพังพินาศ ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิต แต่สิ่งที่ผู้คนประหลาดใจก็คือเจดีย์โบราณยังคงยืนตระหง่านอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินสะเทือนขนาดเจ็ดริกเตอร์เลย
วิศวกรสมัยใหม่พบว่า โครงสร้างเสากลางของเจดีย์ออกแบบให้โยกไปมาได้ ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วง ช่วยถ่ายแรงกระแทกต่ออาคาร ดังนั้นไม่ว่าแรงที่มากระทบจะหนักหนาเพียงไร เจดีย์ก็รองรับอารมณ์พิโรธของแผ่นดินได้ ผลก็คืออาคารโบราณนี้อยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้ ภูมิปัญญาโบราณนี้กลายเป็นต้นแบบให้สถาปนิกและวิศวกรใช้ออกแบบอาคารสูงซึ่งปลอดภัยจากพายุและแผ่นดินไหว
นอกจากนี้คนโบราณยังรู้วิธีการใช้เส้นโลหะฝังพื้นเป็นระยะ การเซาะร่องบนกำแพงและพื้น เพื่อแก้ปัญหาการแตกร้าวจากการขยายตัวเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
โครงสร้างที่ป้องกันพายุ ความร้อน ล้วนประกอบด้วยข้อต่อที่เป็นอิสระจากกัน สะพาน โกลเด้น เกท ที่เมือง ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งต้องเผชิญลมแรงเป็นนิจ ก็ออกแบบมาแบบไม่ยึดแน่น เหมือนต้นอ้อที่โยกไหวได้เมื่อเจอพายุ แม้จะโคลงไปโคลงมา แต่ก็ไม่พัง
มนุษย์เราล้วนต้องผ่านสภาวะ 'ลมพายุ' หรือ 'แผ่นดินไหว' ทางจิตใจเป็นระยะ อาการ 'จิตตก' เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเมื่อ ต่อให้เป็นคนที่มีสติดีที่สุด เกิดจากหลายสาเหตุ บางคนนึกเรื่องอดีตที่ผ่านมาหลายสิบปี แต่ก็ยังมีอารมณ์กับมัน จิตของคนแกว่งไหวไปมาตามกระแสความคิด
บ่อยครั้งดีเปรสชั่นอารมณ์นี้เป็นส่วนผสมของความอ่อนล้าทางร่างกายและจิตใจ พักผ่อนนอนไม่พอ ทำให้หงุดหงิด เบื่อหน่าย หงอย กลัว ปนเปกัน
มนุษย์เงินเดือนกว่าค่อนโลกเกิดความเครียดทุกครั้งเมื่อเดินเข้าสำนักงาน หลายคนเก็บซ่อนความเครียดนั้นไว้ภายในไม่แสดงออก นานวันเข้ามันก็ปะทุออกในรูปของจิตตก
สิ่งแรกที่คนจิตตกพึงรู้ก็คือมีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงภาวะอารมณ์ของตน หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง บอกคนที่จิตตกด้วยคำแรง ๆ ว่า "หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย เวลามันหิวมันก็ครางหงิง ๆ ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอง ก็ตายเสียดีกว่า!"
หลายคนคงอยากบอกว่า รู้อารมณ์ตัวเองน่ะไม่ยาก แต่แก้ไขมันไม่ง่ายนะ หลวงพ่อ! ผมชอบจินตนาการจิตของคนเป็นเหมือนแก้วน้ำใสที่มีตะกอนนอนก้นอยู่ ตะกอนอารมณ์เหล่านี้มีมากหรือน้อยแล้วแต่สภาพจิตใจของแต่ละคน ตะกอนเหล่านี้เปลี่ยนสีได้ตามแรงกระทบ สีแดงคือความโกรธ สีเขียวคือความริษยา สีเทาคือความกลัว สีน้ำเงินคือความโศกเศร้า ฯลฯ
ทุกครั้งที่แก้วแห่งจิตใบนี้ถูกเขย่า ตะกอนจะฟุ้งขึ้น ยิ่งฟุ้งมาก แก้วน้ำก็ยิ่งขุ่นมัว ทำให้ยิ่งมองไม่เห็นหนทาง
ความพยายามต้านทานหรือปฏิเสธความคงอยู่ของมันอาจไม่ได้ผล บางครั้งยอมโอนอ่อนผ่อนตามมันไปเหมือนต้นอ้อกลางพายุ ใช้สติเฝ้าติดตาม รอจนกระทั่งมันอ่อนกำลังลงไปเอง
หลักการก็คือปล่อยใจให้เป็นอิสระ เหมือนโครงสร้างเสากลางของเจดีย์โบราณที่โยกไปมาได้
ขยะทั้งหลายในใจก็เหมือนตะกอนในแก้วน้ำที่ถูกเขย่า มองให้ดี มองให้นานพอ มันก็จะตกลงมานอนก้นเอง ก็เช่นเดียวกับหลักฟิสิกส์ สรรพสิ่งล้วนเสื่อมสลาย ไม่มีอะไรที่สามารถดำรงอยู่ตลอดกาล รวมทั้งอารมณ์ ดังนั้นไม่ต้องคิดกำจัดตะกอนแห่งจิตใจ ปล่อยให้มันแกว่ง ใช้สติตามการแกว่งไกวให้ทัน
แล้วตะกอนเหล่านั้นก็จะนอนก้นอีกครั้ง และแก้วน้ำแห่งจิตก็จะสดใสอีกครั้ง
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-26จาก สองปีกของความฝัน
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝัน
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283951- แชร์
- 26
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ญาติสนิทคนหนึ่งของผมไม่เคยพูดคำหยาบ แต่ในช่วงหนึ่งภรรยาของเขาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสามีว่าเขาเริ่มใช้คำว่า ‘แม่ง’ ต่อท้ายประโยคบ่อย ๆ เมื่อถามว่าทำไม เขาเองก็แปลกใจเพราะไม่เคยรู้สึกตัวว่าตนเองเอ่ยคำนั้น แต่ก็นึกได้ว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเขาย้ายไปทำงานที่ใหม่ นั่งติดเพื่อนร่วมงานผู้สบถคำ ‘แม่ง’ ทุกประโยค ผ่านไปหกเดือน เขาก็ติดคำสบถนั้นมาโดยไม่รู้ตัว
นี่คือ ‘แรงดึงดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
เคยสังเกตไหมว่า เวลาใครบางคนในห้องผิวปากเพลงสักเพลง บางเวลาในวันนั้น คุณอาจเผลอฮัมเพลงนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
เรามักเห็นสามีภรรยาหลายคู่ที่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยก คือมีกิริยานิสัยต่าง ๆ คล้ายกันมาก ความจริงแล้วต่อให้คู่ครองที่เคยมีนิสัยใจคอต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่ออยู่ร่วมกันระยะหนึ่ง ก็มัก ‘จูนเครื่อง’ เข้าหากัน ปรับตัวจนในที่สุดต่างคนต่างก็ติดนิสัยของอีกฝ่ายมา ทำให้ดูเหมือนว่ารู้ใจกัน นี่คือ ‘แรงดึดดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
หากคนสองคนมีนิสัยใจคอโดยพื้นฐานเป็นคนดี การถูกแรงดึงดูดเข้าหาก็เป็นเรื่องดี ทว่าถ้าคบหาคนชั่วร้าย ก็จะติดนิสัยพฤติกรรมไม่ดีมา เริ่มที่จิตใต้สำนึก แล้วค่อย ๆ แพร่ไปยังจิตสำนึก นานวันเข้าก็กลายเป็นตัวตนของเขาผู้นั้นไป
คนโบราณจึงย้ำนักย้ำหนาว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
แรงดึงดูดของความชั่วนั้นทรงพลังยิ่ง ต่อให้คนที่มีสติก็อาจถูกดูดเข้าไปหาง่ายดาย
ผู้ใหญ่ยังสอนว่า การเกลือกกลั้วกับคนเลวก็เหมือนการจับถ่านไฟ ยามร้อนแดงก็ไหม้มือ เมื่อเย็นก็เปื้อนดำ ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างไร
มีแต่เสียกับเสีย
เล่นกับงู สักวันเมื่อเผลอก็ถูกงูกัด
ในสังคมที่คนจำนวนมากใช้ความโลภเป็นเข็มทิศนำทาง ใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นไฟฉาย โอกาสที่เราจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เห็นคนชั่วร่ำรวย คนโกงบ้านโกงเมืองมีข้าวของมากมาย ทั้งยังไม่ต้องรับกรรมจากกฎหมาย นาน ๆ เข้า มโนธรรมและความรู้สึกสำนึกชั่วดีก็สั่นคลอนได้ การเห็นคนทำชั่วได้ดีอาจทำให้เราเกิดโมหะอยากทำชั่วบ้าง เริ่มที่ระดับจิตใต้สำนึก สะสมนานวันเข้า วันหนึ่งก็เปลี่ยนใจหันมาทำชั่ว
ผู้หญิงโสเภณีร้อยละร้อยไม่เคยคิดขายตัวมาก่อน แต่เมื่อคลุกคลีกับเพื่อน ๆ ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นจากการขายตัว ไม่นานก็อาจเปลี่ยนใจ ด้วยข้ออ้างอมตะว่า “ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น” หรือ “นิดเดียวเท่านั้นน่า” หลายคนไม่เคยคิดจะถ่ายภาพนู้ด แต่เมื่ออยู่ใกล้แรงดึงดูดที่ทรงพลังพอ ก็เปลี่ยนใจได้ไม่ยากเย็น
นี่คือกฎของแรงดึงดูด
แรงดึงดูดแบบนี้ทำงานเป็นลูกโซ่ กระทบต่อกันไปทีละห่วง สังคมที่มีคนเลวมากกว่าคนดี ไม่ช้านานก็ทำให้คนส่วนใหญ่เน่าไปด้วย
การต้านแรงดึงดูดด้านลบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมั่นคงทางจิต มีสำนึกที่ดีทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และกำลังใจอันเข้มแข็ง
เห็นหมากินขี้ก็ไม่ต้องกินขี้ตามหมา
หลุดจากแรงดึงดูดด้านลบได้เมื่อไร ถึงจะไม่ร่ำรวย ไม่มีข้าวของมากเหมือนคนอื่น แต่ก็ได้ของตอบแทนมาหนึ่งอย่างคือรสชาติของชัยชนะเหนือจิตที่ใฝ่ต่ำ และมันจะกลายเป็นแรงดึงดูดที่ดี ดึงให้คนรอบตัวเป็นคนที่มีคุณค่าไปด้วย
และในโลกนี้ มีกุศลใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นคนมีค่า?
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-26บางท่อนจาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์!ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 39
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หลังบ้านผมเป็นสนามฟุตบอลของการรถไฟฯ เป็นพื้นที่รกร้าง การรถไฟฯจึงทำเป็นสนามฟุตบอลให้ชาวเมืองใช้ แต่มีคนเล่นฟุตบอลประปราย และนาน ๆ ทีจะมีเกมใหญ่ เวลาส่วนใหญ่สนามฟุตบอลเป็นที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และวัวของชาวบ้าน
พื้นที่รอบสนามฟุตบอลปลูกต้นไม้เปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ ช่วงผมเป็นเด็ก มีต้นหูกวางขนาดใหญ่สูงมาก ใบหูกวางร่วงเกลื่อนพื้น ต้นหูกวางนี่เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้น สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง
ที่มุมหนึ่งมีต้นฝรั่งที่บ้านหลังใดหลังหนึ่งปลูกไว้ ออกลูกเต็มต้น แต่รสชาติไม่เป็นสับปะรด (แน่ละซี ก็มันเป็นฝรั่งนี่นา!)
ต่อมาแม่ผมปลูกต้นหลิวเป็นแถวริมสนามฟุตบอล สาเหตุก็เพราะมีคนบอกว่ารากต้นหลิวต้มกับถั่วแดงรักษาโรคดีซ่านได้ แม่จึงขอพันธุ์จากคนที่เดินทางมาจากเมืองจีน ปรากฏว่ามันขึ้นงอกงามในดินหาดใหญ่ มันโตจนสูงพอสมควร ต้นหลิวทำให้บรรยากาศสนามฟุตบอลดูดีขึ้น
แต่เช่นเดียวกับต้นไม้อื่น ๆ ไม่ช้าไม่นานต้นหลิวก็หายไป
ใกล้บ้านเราปลูกต้นหางนกยูงก็เติบโต ออกดอกแดงสะพรั่งตามฤดูกาล
ต่อมาเราก็ปลูกต้นหม่อน เติบโตออกลูกดกทั้งปี บางทีก็เรียกให้เพื่อนบ้านมาเก็บกิน ผลก็คือปากและลิ้นดำเป็นแถว
สนามฟุตบอลมีสัตว์หลายชนิดโผล่มาหา นาน ๆ ทีก็มีงูมา ค้างคาวก็บินมาเยี่ยมเป็นระยะ เคยเห็นนกนางแอ่นซึ่งน่าจะหลงทางมาจากทะเลสาบสงขลา
นกนางแอ่นตัวนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบเรื่องสั้น รักกันหนึ่งร้อยปี
............................
“ลูกรู้ใช่ไหมว่าทำไมลูกมีชื่อว่า เฟยเยี้ยน ?”
แน่ละฉันรู้ แม่เคยเล่าว่าตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมาทำรังใต้หลังคาบ้านเรา ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากทะเลได้อย่างไร และทำไมจึงคิดว่าใต้หลังคาเป็นถ้ำที่มันทำรัง แต่วันหนึ่งมันก็คงคิดได้และบินจากไป มันส่งเสียงร้องเหมือนลาแม่ขณะที่ฉันถีบแม่เบา ๆ ราวกับรับรู้เสียงนกนางแอ่น แม่จึงตั้งชื่อฉันว่า เฟยเยี้ยน แปลว่า นางแอ่นบิน ............................
สนามฟุตบอลยังอุดมด้วยแมลง มีแมลงปอมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหิ่งห้อย พวกมันออกมาท่องราตรีกันเป็นฝูง ไฟในตัวส่องสว่างไปรอบ เราก็จับมันใส่ถุง ใช้แทนโคมไฟ ความสว่างเทียบได้กับหลอดไฟ 0.05 วัตต์กระมัง! แต่เป็นไฟที่โรแมนติกที่สุดในโลก
นอกเหนือจากสัตว์ขาจร ก็มีขาประจำ ได้แก่สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ไก่ เป็ด วัว แพะ
ใช่ ชาวบ้านปล่อยวัว แพะ เล็มหญ้า แล้วทิ้งขี้ไว้ดูต่างหน้าให้หายคิดถึง มันก็เป็นปุ๋ยธรรมชาติ
แต่มันก็เป็นอันตรายเช่นกัน
เปล่า ไม่มีใครอุตริไปกินขี้วัวจนท้องเสีย หรือขี้วัวทำให้เกิดโรคระบาดใด ๆ แต่วันหนึ่งในช่วงตรุษจีน เจ้าตี๋ที่อยู่บ้านติดสนามฟุตบอลเหมือนกัน อุตริปักประทัดตรุษจีนบนกองขี้วัว แล้วจุดไฟ
ตอนนี้เหมือนฉากในหนังการ์ตูน Tom & Jerry ประทัดเกิดด้านขึ้นมา เจ้าตี๋ก็เดินไปตรวจดูประทัด ปรากฏว่าเกิดระเบิดเสียงกึกก้อง ขี้วัวสด ๆ สาดเต็มหน้าเจ้าตี๋
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงระเบิดหัวเราะของเด็ก ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์
เอาละ นอกจากไก่ เป็ด วัว แพะแล้ว ก็มีปลา
หาดใหญ่ยุคนั้นเป็นเมืองสายฝน เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วมสนามฟุตบอล จนแปลงสนามเป็นบึงขนาดย่อม มีสัตว์น้ำว่ายเวียนอย่างสบายใจ ทั้งปลาช่อน ปลาหมอ ปลาไหล กุ้ง เขียด กบ อึ่งอ่าง คางคก ว่ายน้ำอย่างเสรีและเป็นสุข
ฝูงแมลงปอและแมลงหลายชนิดบินเรี่ยบนผิวน้ำใสเหนือสนามฟุตบอล บางตัวเกาะบนแผ่นน้ำ แลดูไม่เหมือนสนามฟุตบอลใด ๆ ในโลก
แน่นอน บรรดาเด็ก ๆ และชาวบ้านก็พากันไปจับปลากลางสนามฟุตบอล
ในสายตาของเด็กน้อย ผมมองภาพนั้นแล้วตั้งคำถามมากมาย จินตนาการไปไกล ผมนึกไม่ออกจริง ๆว่า ปลาเหล่านั้นโผล่มาจากไหน ในเมื่อสนามฟุตบอลไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำลำคลองสายใด
ภายหลังผมก็ได้คำตอบว่า คูริมสนามเชื่อมกับคลอง เมื่อน้ำในคลองเอ่อท้นท่วมตลิ่ง น้ำคลองก็เชื่อมกับสนามฟุตบอลไปโดยปริยาย ฝูงปลาน้อยใหญ่ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่นฟุตบอล นอกจากนี้บางทีอาจมีไข่ปลาหมอ ปลาไหลฝังใต้สนามฟุตบอล ชอนไชออกมาเมื่อน้ำท่วม
และเช่นเดียวกับภาพอื่น ๆ ของสนามฟุตบอลที่ผมเห็นและนำไปเขียนเรื่องสั้น ฉากน้ำท่วมสนามฟุตบอลนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่อง ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เปรียบสนามฟุตบอลเป็นโลกและจักรวาล ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลก็คือชีวิตต่าง ๆ ที่ปรากฏบนโลกเรา มันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้
นี่ก็ทำให้น่าขบคิดว่า เราทุกคนปรากฏและอาศัยอยู่ใน ‘สนามฟุตบอล’ แห่งดาราจักรนี้เพียงช่วงสั้น ๆ และในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรายังว่ายใน ‘สนามฟุตบอล’ เราทำอะไรบ้าง
วินทร์ เลียววาริณ
27-5-26(ภาพวาดสนามฟุตบอลมองจากหลังบ้านผู้เขียน หลังฝนตกใหญ่ 70 ซม. x 100 ซม., สีอะคริลิก วาดเมื่อ 29 กรกฎาคม 2552)
.........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1- แชร์
- 34
