• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ผมสอนคำคำหนึ่งคือ 自爱 (จื้ออ้าย) แปลว่ารักตัวเอง

    ‘รักตัวเอง’ ในที่นี้ไม่มีนัยของอีโก้หรือหลงตัวเอง แต่หมายถึงการรักดี ใฝ่ดี เอาถ่าน รักเรียน รักการพัฒนาตนเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ เพราะต้องการชีวิตที่ดีขึ้น

    คนจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งหลักแหล่งในเมืองไทยส่วนมากยากจน มาแบบสองมือเปล่า ใคร ๆ ก็ต้องการลืมตาอ้าปาก

    แต่ยากจะทำได้หากไม่ถือปรัชญาจื้ออ้าย

    เพราะจื้ออ้ายทำให้ใฝ่ดี ทำงานจริงจัง ไม่หลงในอบายมุข ไม่เล่นการพนัน ไม่คิดรวยทางลัด เพราะมันไม่มีจริง ทำงานหนัก อยากได้อะไร ก็ลงมือลงแรงหามา ไม่โกงใคร

    เมื่อรักตัวเอง ก็ต้องการให้ตัวเองก้าวพ้นความลำบาก มีชีวิตที่ดีขึ้น มีคนนับถือ

    นี่เป็นคำที่มีค่าต่อชีวิตทุกคน ถ้าใช้เป็น ไม่เพียงแต่พัฒนาตัวเองให้ก้าวพ้นความยากจน แต่พัฒนาตัวตนของเราด้วย

    คนเราเมื่อเอาถ่าน ก็จะเลือกรับแต่ของดี ๆ เข้ามาใส่ตัว รับความรู้ รับปัญญา รับคำวิจารณ์ แต่ไม่รับขยะความคิดใด ๆ

    ผมโชคดีที่ได้รับการปลูกฝังวิธีคิดแบบนี้มาแต่เด็ก นิสัยรักการอ่านการเรียนฝังในดีเอนเอและโครโมโซม ทั้งชีวิตก็มีแต่การเรียน

    พ่อแม่ผมไม่ได้ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียน เพราะความยากจน แต่โชคดีที่รู้จักคำคำนี้

    แม่ผมไม่ได้เรียนหนังสือ แต่พูดภาษาจีนได้ทุกตระกูล ไม่ว่าจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แม้แต่ภาษาไทยใต้ ก็พูดได้คล่องแคล่ว ผมเกิดทางใต้แท้ ๆ ยังพูดไม่ได้

    .......................

    คนจีนสมัยก่อนมีลูกมาก และฐานะไม่ดี พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาส่งเสียลูกทุกคนเรียนจนจบ โดยเฉพาะลูกผู้หญิง แทบไม่ได้เรียนเลย

    แต่พ่อเชื่อว่าสิ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างหรือทำให้ลืมตาอ้าปากได้ก็คือการศึกษา

    ดังนั้นยากจนยังไงก็ต้องให้ลูกเรียนหนังสือ ครอบครัวผมผู้หญิงเรียนจบเหมือนผู้ชาย

    ทว่าภาระการส่งเสียค่าเล่าเรียนลูกสิบคนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ผมจำได้ว่าเวลาต้องจ่ายค่าเทอม ผมเป็นคนท้าย ๆ ในห้องที่จ่าย

    หลังจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนแสงทองวิทยาเวลานั้น ผมเตรียมตัวเตรียมใจว่าจะไม่ได้เรียนต่อ การเรียนต่อหมายถึงต้องไปกรุงเทพฯ และพ่อแม่ผมไม่มีเงินส่งไปเรียน มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้เรียนหนังสือชั้นสูง ๆ

    มีโอกาสสูงมากที่ผมจะเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 แล้วมาทำงานค้าขายที่บ้าน

    อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผมก็กัดฟันส่งเสียลูกทุกคนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นสูงสุดของอำเภอในเวลานั้น ที่เหลือไปดิ้นรนเอาเอง

    วิธีดิ้นรนของครอบครัวผมคือ พี่ส่งเสียน้อง

    คนเป็นพี่จึงเหนื่อยหน่อย ต้องเรียนไปทำงานไป โดยทำงานตอนกลางวัน เรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ แล้วส่งเสียน้องต่อไปเรื่อย ๆ แบบ pay it forward

    ก็ดิ้นรนมาจนได้

    ผมจริงจังกับการเรียน เพราะรู้ว่าถ้าสอบตกก็คือเสียเงินเพิ่ม เป็นเรื่องรับไม่ได้ ดังนั้นการมีแฟนในวัยเรียนก็ถูกตัดออกจากสมการชีวิตนักศึกษาโดยสิ้นเชิง

    ...........................

    ผมเห็นด้วยกับพ่อว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และเราหยุดเรียนไม่ได้

    ตลอดชีวิตผมถือหลักสองข้อนี้เสมอ

    1 เรียนหนังสือตลอดชีวิต ไม่มีหยุด

    2 ให้วิทยาทานคนอื่นเสมอ สนับสนุนคนที่ด้อยโอกาสให้ได้เรียน

    ในกาลต่อมา ผมส่งเสียคนใช้และพี่เลี้ยงเด็กของผมไปเรียนจบหลายคน และไม่เคยหวงเรื่องความรู้ ให้วิทยาทานต่อทุกคนที่อยากรู้เสมอ

    สอนทุกคนว่าใครมีโอกาสเรียน ก็เรียนให้ดี มันคือของขวัญแสนประเสริฐ ไม่ใช่ทุกคนได้รับของขวัญนี้

    วินทร์ เลียววาริณ
    19-5-26

    ..........................

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    0
    • 0 แชร์
    • 11
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ ระหว่างที่กำลังฟื้นฟูเรี่ยวแรง จะโพสต์เรื่องชุด ชีวิตที่ดี ต่อไปก่อนนะครับ)

    โลกของผมในวัยเด็กแทรกอยู่ระหว่างถนนไม่กี่สาย บ้านเลขที่ 113 ยืนหยัดอยู่ ณ ถนนสาย 1 นานหลายสิบปี มันเป็นถนนสายเงียบชั่วนาตาปี ไม่เคยมีกิจกรรมน่าตื่นเต้นบนถนนสายนี้ ยกเว้นครั้งเดียวเมื่อผมเห็นฝรั่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งจูบกัน

    เวลานั้นหาดใหญ่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ยกเว้นบาทหลวงโรงเรียนแสงทองแล้ว เราไม่เคยเห็นชาวตะวันตกที่นี่

    ตรงข้ามบ้านผมเป็นร้านกาแฟ ขายกาแฟโบราณที่ใช้ถุงผ้าชงกาแฟ (สมัยนั้นเราไม่เรียกว่ากาแฟโบราณ เพราะมันทันสมัยที่สุดแล้ว) หากต้องการนำกลับไปดื่มที่บ้าน ก็บรรจุใส่กระป๋องนมที่มีเชือกกล้วยทำเป็นหูหิ้ว

    ต่อมาตึกแถวข้าง ๆ ร้านกาแฟพัฒนาเป็นโรงแรมสูงเจ็ดชั้นชื่อ คิงส์ โฮเต็ล มันเป็น ทอล์ค ออฟเดอะ ทาวน์ ทันที เพราะเวลานั้นตึกรามบ้านช่องในหาดใหญ่สูงสองชั้นเป็นส่วนใหญ่ ตึกแถวสามชั้นสี่ชั้นก็มีบ้าง แต่น้อยมาก สูงเกินห้าชั้นไม่มี ตึกสูงเจ็ดชั้นถือว่าสูงมาก

    แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือมันเป็นตึกสูงตึกแรกในภาคใต้ที่มีลิฟต์

    ทันใดนั้นใคร ๆ ก็ต้องไปเยือน ‘ตึกระฟ้า’ ในเมืองหาดใหญ่ให้ได้ การใช้ลิฟต์ขึ้นตึกเจ็ดชั้นถือเป็นความฝันสุดยอดของคนใต้ยุคนั้น มันเท่จริง ๆ

    เนื่องจากโรงแรมนี้อยู่ที่ถนนสาย 1 เยื้องบ้านผม ดังนั้นผมก็เป็นพวกอยู่ในถิ่นตึกเท่ไปโดยปริยาย

    เราอยู่ในถิ่น ‘คูล’ แต่เด็กนะเนี่ย!

    แต่กระนั้นถนนสาย 1 ก็ยังคงเป็นถนนสายเงียบ

    ถัดไปถนนชีวิตของผมเป็นถนนสาย 2 และสาย 3 และต่อไปอีกไม่กี่ถนนก็เป็นโรงเรียน

    ถนนสาย 3 พลุกพล่านที่สุด ร้านรวงมากมาย ในยุครุ่งเรือง ถนนสาย 3 มีแสงสว่างเจิดจ้าค่อนคืน สมัยผมเป็นเด็กมีโรงหนังชื่อโอเดียน ฉายหนังจีนเป็นหลัก

    .....................

    โลกหน้าบ้านของผมค่อนข้างเงียบ แต่โลกหลังบ้านยิ่งเงียบกว่า มันเป็นสนามฟุตบอลของการทางรถไฟ จุดที่เหล่ามัจฉาแหวกว่ายยามฝนตกหนักจนน้ำท่วมสนาม

    โลกของผมเล็กมาก เพราะภายในเมืองเล็ก ผมยังขีดเส้นล้อมตัวด้วยการสร้างโลกส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง โลกของจินตนาการวัยเด็ก

    อย่างไรก็ตาม ผมเดินทางไปไกลกว่าเขตเมือง ประตูเมืองของผมตั้งอยู่ที่ห้องสมุดประชาชน จากห้องสมุด ผมเดินทางข้ามรูหนอนไปยังโลกในจินตนาการซึ่งกว้างกว่าเมืองทั้งเมือง และโลกทั้งใบ

    ผมค้นพบว่าผมรักการอ่านชนิดเข้าเส้นเลือด มันคือยานเวลา มันคือยานข้ามจักรวาล อาจเพราะผมเป็นชาว introvert ทำให้รักการอ่าน หรืออาจเพราะนิสัยรักการอ่านทำให้ผมเป็น introvert

    ผมมีนิสัยใจคอและบุคลิกภาพคล้ายพ่อ พ่อก็น่าจะเป็นพวก introvert โลกส่วนตัวสูงเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ INTJ ก็คงเป็น INFJ หรือ ISTJ แถว ๆ นั้น

    ผมนึกเสียดายเสมอว่า ทำไมผมไม่สนิทกับพ่อ จะได้ฟังเรื่องราวชีวิตต่าง ๆ เชื่อว่าต้องมีมากมายแน่นอน ผมไม่รู้เลยว่าบ้านเกิดพ่อเป็นอย่างไร อดอยากยากแค้นเช่นไร ทำอะไรกิน ปู่ย่าของผมเป็นใคร ฯลฯ แต่เนื่องจากทั้งพ่อและผมเป็นพวก introvert เราจึงไม่ได้คุยกันจริง ๆ ผมไม่เคยสัมภาษณ์พ่อ ต่อให้ถาม พ่อก็คงไม่ตอบ นาน ๆ จึงจะเผลอหลุดออกมาบ้างนิดหน่อย เช่น เรื่องที่พ่อต้องอดข้าวเพื่อสะสมเงินเก็บ จนกลายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจมาเมืองไทย และไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย

    ถ้าผมย้อนอดีตได้ ก็คงกลับไปถามพ่อ แต่ใครเล่าจะย้อนอดีตได้?

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-5-26

    ..........................
    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับเรื่อง 'นิราศโรงพยาบาล' ผู้อ่านหลายคนส่งสารทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน รวมทั้งโทรศัพท์ แสดงความเป็นห่วง และถามว่าเป็นอะไร

    ผมไม่สามารถตอบทุกท่าน เพราะทั้งตัวมีสายท่อยางเกะกะ ไม่อยู่ในสภาพที่จะคุยกับใคร

    ถึงหมอให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่มีแรง

    ก็ขอติดค้างไว้ก่อน ถ้าร่างกายดีขึ้น ค่อยเขียนเล่านะครับ

    อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจ

    มันก็เป็นแค่ความไม่สะดวกเล็กๆ และ It will pass.

    ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    1
    • 0 แชร์
    • 42
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69fc5313dcf7e30bcfc4d6e3 

    ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 17
  • วินทร์ เลียววาริณ
    4 วันที่ผ่านมา

    วันนี้หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ ยังเหนื่อยและเพลีย คงต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง

    ก็แจ้งข่าวให้ทราบ ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง ไม่ได้ตอบทุกคน แต่ขอบคุณในน้ำใจครับ

    15 พฤษภาคม 2569

    1
    • 0 แชร์
    • 17
    Regnarts
    ขอให้พี่วินทร์ หายจากโรคภัย กลับมาแข็งแรงในเร็ววันครับ 🙏🙏🙏
    ดูความเห็น 1 รายการ ...