-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
หายไปราวสองอาทิตย์ ไม่ได้ลืม แต่ยุ่งกับข่าวการเมือง วันนี้กลับมาเล่าเรื่องเสียกรุงต่อ
หลังสงครามช้างเผือก พระราเมศวรถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี แต่สิ้นพระชนม์ระหว่างการเดินทาง พระมหาจักรพรรดิออกผนวช พระมหินทราธิราชพระชนมายุ ๒๕ พรรษาก็ขึ้นครองราชย์ต่อ
ด้วยความบาดหมางเก่าที่คาพระทัย สองกษัตริย์คือสมเด็จพระมหินทราธิราชกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชร่วมมือกันไปตีเมืองพิษณุโลก หมายกำจัดพระมหาธรรมราชา
ทัพอยุธยากับล้านช้างประชิดเมืองพิษณุโลก ทว่าตีเมืองไม่สำเร็จ เพราะทัพของพระเจ้าบุเรงนองมาช่วย ทัพทั้งสองก็ยกกลับ
ในปี พ.ศ. ๒๑๑๑ พระมหินทร์ฯอัญเชิญพระบิดาลาผนวชมาครองราชสมบัติเช่นเดิม
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระนเรศไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองที่เมืองหงสาวดี พระมหาจักรพรรดิกับพระมหินทร์ฯก็ยกทัพไปพิษณุโลก ชิงตัวพระวิสุทธิกษัตรีย์กับพระเอกาทศรถมาเป็นตัวประกันที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อปรามพระมหาธรรมราชาไม่ให้ทำการใด ๆ ต่อกรุงศรีอยุธยา
แผนไม่ได้ผลและส่งปฏิกิริยาย้อนศร พระมหาธรรมราชาหันไปขอความช่วยเหลือจากหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองจึงถือโอกาสนี้รุกอยุธยาอีกครั้ง คราวนี้หมายยึดเมืองโดยสิ้นเชิง
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๑๑๑ พระเจ้าบุเรงนองยาตราทัพเข้ารุกกรุงศรีอยุธยา ผ่านด่านแม่ละเมา เมืองตาก ประกอบด้วยเจ็ดทัพคือทัพพระมหาอุปราชา เมืองแปร เมืองตองอู เมืองอังวะ เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงตุง เมืองพิษณุโลกเข้าร่วมด้วย รวมพลกว่าห้าแสนคน
หลังสงครามช้างเผือก อยุธยาประเมินว่าอาจเกิดสงครามครั้งใหม่ ได้สร้างป้อมและหอรบเพิ่ม วางหอรบอยู่ห่างกันทุกแปดสิบก้าว เสริมสร้างกำแพงให้แข็งแรงขึ้น ตั้งปืนใหญ่บนกำแพงเมืองทุกยี่สิบก้าว
อยุธยาขอความช่วยเหลือจากล้านช้าง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก็ส่งกองทัพมาช่วยทันที พระมหาธรรมราชารู้ข่าวก็ทรงปลอมสาส์นแผ่นดิน ลวงให้กองทัพล้านช้างผ่านจุดที่ทหารพม่าซุ่มอยู่ กองทัพล้านช้างถูกตีแตกพ่ายกลับไป
รอยร้าวระหว่างพิษณุโลกกับอยุธยาลึกลงไปทุกที
ทัพพม่าตั้งค่ายบริเวณทุ่งลุมพลี พระยารามนายทหารอยุธยาสั่งการ “จงนำปืนนารายณ์สังหารยิงทัพหงสาวดี”
ฝ่ายอยุธยายิงปืนใหญ่นารายณ์สังหารถล่มทำลาย ทหารพม่าล้มตายจำนวนมาก ทหารพม่าจำต้องถอยทัพไปตั้งมั่นที่บ้านพราหมณ์เพื่อให้พ้นทางปืน
พระมหาอุปราชาเสนอในที่ประชุมนายทัพว่า “เราควรให้ยกทัพเข้าตีเมืองทุกด้านพร้อมกัน เรามีกำลังพอ”
บุเรงนองตรัสว่า “เราไม่เห็นด้วย จุดยุทธศาสตร์ของอยุธยาดีมาก มีน้ำล้อมรอบ หอรบแข็งแรงกว่าเดิม เราควรตีด้านตะวันออกด้านเดียว เป็นฝั่งที่คูเมืองแคบที่สุด ทำสะพานข้ามคูเมือง”
ทหารพม่าขนดินไปถมเป็นสะพาน ทหารอยุธยาที่รักษาด่านก็ยิงถล่มทหารพม่าที่ขนดิน ล้มตายไปมาก จนพม่าต้องถอยกลับไป
ระหว่างที่อยุธยาถูกปิดล้อม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิประชวรหนักนานยี่สิบห้าวันก็สวรรคต
สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ทว่าทรงไม่เอาพระทัยใส่ในการศึก มอบภาระการรบแก่พระยาราม
ทัพพม่าพยายามตีเมืองจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๑๒ ก็ยังไม่สำเร็จ สูญเสียไพร่พลไปมาก แม่ทัพอยุธยาจัดกำลังป้องกันพระนครแบบกองกลาง กระจายกำลังทุกจุดรอบกำแพงเมือง กำลังส่วนกลางพร้อมเสริมด้านที่ถูกรุกหนัก นอกจากนี้ยังถล่มข้าศึกด้วยปืนใหญ่ ครั้งหนึ่งกระสุนปืนใหญ่มาตกหน้าพลับพลาพระเจ้าบุเรงนอง
ชัยชนะยังห่างไกล พระเจ้าหงสาวดีทรงเรียกประชุมการศึก
“ใครเป็นแม่ทัพอยุธยา? ฝีมือนายทหารผู้นี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“พระยารามหรือพระยารามรณรงค์ เดิมเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร เมื่อสมเด็จพระมหินทร์ฯขึ้นครองราชย์ ทรงเรียกตัวพระยารามไปทำงานที่อยุธยา เลื่อนเป็นพระยาจันทบุรี ทรงไว้วางพระทัยพระยารามมาก เขาเป็นแม่ทัพสำคัญที่วางแผนคราวตีเมืองพิษณุโลก”
“เราต้องกำจัดเขาโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นการตีเมืองยากจักสำเร็จ”
“ทรงมีความคิดอ่านใด?”
“ส่งทูตไปเจรจาว่าเราขอหย่าศึก โดยมีข้อแม้ว่าให้ส่งตัวพระยารามแก่พระเจ้าหงสาวดี จะยอมเลิกทัพ”
สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงปรึกษากับขุนทัพและเหล่าเสนา
“เราเหล่าเสนาเห็นพ้องกันว่าสมควรสงบศึก เพราะประชาราษฎร์ล้มตายกันมากพอแล้ว”
ขุนนางอีกคนหนึ่งว่า “ใช่ เพื่อเห็นแก่ราษฎร พระยารามควรเสียสละ”
พระยารามก็ยินยอมไปโดยไม่เกี่ยงงอน หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งแผ่นดิน คุ้มค่ายิ่ง
อยุธยาส่งพระยารามไปถึงปากศัตรู
ทว่าสิ้นพระยารามแล้ว บุเรงนองก็ยังไม่ยกทัพกลับ
สมเด็จพระมหินทร์ฯพิโรธยิ่ง บริภาษ “บุเรงนองผู้นี้ไร้สัจจะ”
ทว่าอยุธยายังไม่สิ้นคนดี หลังพระยารามสิ้นบทบาท พระศรีเสาวราชอนุชาต่างชนนีของกษัตริย์ ก็ป้องกันเมืองด้วยความสามารถ
ขึ้นปี พ.ศ.๒๑๑๒ บุเรงนองทรงสั่งให้ขุดสนามเพลาะเชื่อมต่อกัน ขนดินถมแม่น้ำ และสร้างเขื่อนกั้นให้น้ำไหลช้าลง โดยใช้ไม้ตาลกั้นน้ำ เรียกว่า หัวรอ (หัวรอคือหลักปักกันกระแสน้ำ)
ใกล้เวลาน้ำหลาก บุเรงนองยังตีอยุธยาไม่ได้ สถานการณ์คาราคาซัง
แล้วสถานการณ์ก็พลิก อยุธยาได้รับข่าวดีเป็นครั้งแรก พระยาจักรีที่เป็นตัวประกันหนีออกจากค่ายกักกันพม่าได้ กลับมาถึงอยุธยา ตามมาด้วยข่าวพระเจ้าบุเรงนองสั่งตัดหัวผู้คุมที่เลินเล่อ ปล่อยให้พระยาจักรีหนีออกมาได้
สมเด็จพระมหินทร์ฯดีพระทัยยิ่ง ตรัสว่า “ท่านกลับมาได้นับว่าดียิ่ง ท่านจงเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการรบแทนพระยารามเถิด”
วันหนึ่งพระศรีเสาวราชนำทหารกว่าหมื่นคนมาช่วยรบโดยพลการ พระยาจักรีทูลรายงานว่า “ข้าพระองค์พบความลับหนึ่ง”
“ความลับใด?”
“ยามที่ข้าพระองค์หนีมา ได้ยินพวกพม่าพูดกันว่าพระศรีเสาวราชเป็นไส้ศึกพม่า”
ด้วยข้อหานั้น พระศรีเสาวราชก็ถูกสำเร็จโทษ ณ วัดพระราม บรรดาทหารก็เสียใจ กองทัพอยุธยาอ่อนแอถึงขีดสุด เช่นเขื่อนปริร้าวที่ใกล้แตก
ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๑๑๒ มหาดเล็กคนสนิทมาทูลรายงาน “พระยาจักรีเปิดประตูเมือง”
พระมหินทร์ฯพลันทรงเข้าพระทัย เห็นภาพทะลุปรุโปร่ง ทรงรู้ทันทีว่าพระยาจักรีทรยศ พม่าตั้งใจปล่อยตัวพระยาจักรีมาเป็นไส้ศึก กลยุทธ์ของบุเรงนองคือกำจัดพระยาราม แล้วส่งพระยาจักรีกลับมาแทน บ่อนทำลายจากภายใน การที่ทหารยามพม่าถูกตัดหัวเมื่อพระยาจักรีหนี ก็เป็นเพียงแผนที่ทำให้อยุธยาหลงกล
พระองค์น่าจะทรงเฉลียวพระทัยว่าเสียพระยาหนึ่ง ได้พระยากลับมาหนึ่ง เป็นเรื่องบังเอิญเกินไป
บัดนี้ทรงรู้แล้วว่าเหตุใดพระยาจักรีสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ของทหารแต่ละหน่วย ตลอดจนความตายของพระศรีเสาวราช ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผน เพื่อให้การป้องกันพระนครอ่อนแอลงนั่นเอง เมื่อเห็นว่าถึงเวลา ไส้ศึกก็เปิดประตูเมือง
แต่สายเกินไปแล้ว
หัวรออยุธยาทานกำลังน้ำป่าแห่งพุกามมิได้ อยุธยาไม่ได้ล้มเพราะศัตรูภายนอก หากด้วยคนภายใน
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙........................
อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2
ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม
เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า)
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน เหมาะเป็นของขวัญ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
1- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
สมัยผมเป็นเด็ก ผมชอบตัด เก็บ และจดคำคมต่างๆ ไว้ในสมุดโน้ตเป็นประจำ
มีข้อความหนึ่งที่ผมตัดมาแปะไว้ในสมุดโน้ตปี 2513 และยังจดจำได้จนวันนี้ เป็นคำพูดของหลินยู่ถัง (林語堂) นักเขียนจีนต้นศตวรรษที่ 20
"การหาความเพลิดเพลินจากการอ่าน ได้รับยกย่องว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตที่เจริญแล้ว"
วิธีการเสพนิยายของคนยุคนี้อาจต่างจากสมัยผมเป็นเด็ก สมัยนี้เป็นเรื่องปกติที่อ่านเรื่องสั้นหรือบทความย่อหน้าแรกแล้วข้ามห้วยไปอ่านย่อหน้าสุดท้าย แล้วก็จบแค่นั้น
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในสมัย 50-70 ปีก่อน เพราะในสมัยนั้นคนไทย "หาความเพลิดเพลินจากการอ่าน" จริงๆ นิยายยิ่งยาวยิ่งชอบ
สมัยนี้คนจำนวนมากอ่านแบบเก็บบทสรุป พอให้ไม่ตกข่าว ลืมไปว่ายังมีการอ่านอีกแบบหนึ่งที่เป็น 'เสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตที่เจริญแล้ว'
นี่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตพฤติกรรมของคนอ่านยุคใหม่
มันอาจเกิดจากการที่เราอยู่ในโลกที่มัวแต่เสพข่าว เสพเรื่องชาวบ้าน สนใจแต่ว่าใครทำอะไรที่ไหน จนอาจลืมไปว่า ยังมีงานเขียนที่สร้างความบันเทิง เหมือนไปดูหนังสักเรื่องเพื่อผ่อนคลายสมอง
สมัยนี้ไปดูหนังในโรง ยังเล่นมือถือ
เรื่องสั้นหักมุมจบที่ผมโพสต์ให้อ่านฟรีถึงมือท่านก็เช่นกัน มันก็เป็นเหมือนไอติมหนึ่งถ้วย หรือขนมอร่อยๆ หนึ่งจาน ที่นักเขียนบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความบันเทิงเริงรมย์ของชีวิตของคนอ่าน
เขียนไว้ให้ "เอนจอย" ไม่ใช่เขียนไว้เพื่อให้ "รับทราบ"
และจะเอนจอยได้ ก็ต้องอ่านทั้งเรื่อง ไม่ใช่บางท่อน (ยกเว้นเขียนไม่ดีก็ว่าอีกอย่าง) เพราะเรื่องสั้นที่ดี ทุกๆ คำในเรื่องมีเหตุผลของการดำรงอยู่ อ่านข้ามแล้วจะเสียอรรถรส เหมือนกินไอติม เรากินทั้งถ้วยจึงจะดื่มด่ำกับรสชาติของมัน
โลกเรามีทั้งเรื่องที่ต้องการแค่ให้เรา "รับทราบ" เรื่องที่ให้เรา "มีความสุขในการเสพ" และเรื่องที่มีไว้ "ให้เราคิด" เพื่อพัฒนาสมอง
นักปรัชญาอังกฤษ ฟรานซิส เบคอน เขียนว่า "หนังสือบางเล่มมีไว้ชิมรส บางเล่มมีไว้กลืน และน้อยเล่มเอาไว้เคี้ยวและย่อย นั่นคือหนังสือบางเล่มมีไว้สำหรับอ่านบางส่วน เล่มอื่นๆ สำหรับอ่านแต่ไม่ถึงขนาดกระตุ้นความสงสัย และน้อยเล่มต้องอ่านทั้งหมด ด้วยความอุตสาหะและตั้งใจ"
(Some books are to be tasted, others to be swallowed, and some few to be chewed and digested; that is, some books are to be read only in parts; others to be read, but not curiously; and some few are to be read wholly, and with diligence and attention.”)
เมื่อเราแยกแยะมันได้ ก็จะสามารถพัฒนาตัวเราเอง เพราะรู้ว่าเมื่อไรอ่านเพื่อรับทราบ เมื่อไรอ่านเพื่อบันเทิง และเมื่อไรอ่านเพื่อความรู้และปัญญา
วินทร์ เลียววาริณ
3 กุมภาพันธ์ 25691- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้มัวแต่ติดตามข่าวการเลือกตั้งในบ้านเรา ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองโลก ทั้งที่มีเรื่องน่าสนใจและน่าเป็นห่วงกว่านโยบายแต่งงานกับมนุษย์ต่างดาว หรือนโยบายขยายองคชาติของคุณเต้ เอ๊ย! ขออภัย! เรียงคำผิด นโยบายของคุณเต้เรื่องขยายองคชาติ
เรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือสหรัฐฯส่งกองเรือรบ Armada ไปที่อ่าวเปอร์เซีย เตรียมถล่มอิหร่าน
(ทรัมป์ใช้คำว่า Armada มาจากคำละติน armāta หมายถึงกองเรือรบขนาดใหญ่ เช่น กองเรือรบของสเปนสมัยโบราณ มีนัยของความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เช่น ในหนังเรื่อง Elizabeth: The Golden Age)
อย่าไปสนใจเหตุผลเลย ถ้าอยากถล่ม ก็ถล่ม
อิหร่านรู้ตัวมาตั้งแต่สหรัฐฯบุกอิรักและอัฟกานิสถานแล้วว่า ช้าหรือเร็วจะโดนบ้าง จึงเตรียมพร้อมตั้งแต่นั้นแล้ว แต่ก็พยายามยื้อมาเรื่อย จนเซ็นสัญญา JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) กับสหรัฐฯในสมัยโอบามา แต่แล้วถูกทรัมป์ฉีกสัญญาทิ้งในปี 2018 เพราะอิสราเอลไม่เห็นด้วย
เมื่อกลางปีก่อน (2025) สหรัฐฯนัดหมายอิหร่านไปเจรจาสันติภาพ แต่ไม่ทันได้เจรจา อิสราเอลก็ถล่มอิหร่าน เป็นที่มาของสงคราม 12 วัน (13-24 มิถุนายน 2025)
อิหร่านยิงกลับ ขีปนาวุธฝ่า Iron Dome ของเลื่องชื่อของอิสราเอลได้สำเร็จ
ผ่านไปหลายวัน อิสราเอลกระซิบบอกสหรัฐฯให้บอกอิหร่านว่าขอเจรจาหยุดรบ อิหร่านยอม
ช่วงท้ายของสงคราม 12 วัน (22 มิถุนายน 2025) สหรัฐฯส่งขีปนาวุธ 'bunker buster' สามลูกไปถล่มสถานที่ตั้งการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer เป็นการถล่มเชิงสัญลักษณ์ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าที่นั่นไม่มีอะไร
หลังจากนั้นอิหร่านก็ถล่มฐานสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ก่อนยิงก็แจ้งให้สหรัฐฯอพยพคนหนีไป ก็เป็นสงครามสัญลักษณ์อีกเช่นกัน
มาปีนี้ หลังจากจัดการกับเวเนซุเอลา สหรัฐฯก็เคลื่อนป้อมบินลอยน้ำไปที่อิหร่าน นี่คือหนังเรื่อง สงคราม 12 วัน ภาคสอง อลังการงานสร้างกว่าภาคแรก
อิหร่านบอกว่า คราวนี้ไม่ขอเล่นสงครามสัญลักษณ์แล้วนะ เบื่อแล้วละ
หากเที่ยวนี้โดนสหรัฐฯถล่ม ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์หรือไม่ อิหร่านจะถือว่านี่เป็นการประกาศสงคราม จะยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลาง บวกอิสราเอล บวกประเทศในตะวันออกกลางทุกประเทศที่ยอมให้สหรัฐฯ-อิสราเอลใช้น่านฟ้าตนในการถล่มอิหร่าน
ทำไมอิหร่านกร้าวอย่างนี้?
คำตอบคืออิหร่านไม่มีทางถอยแล้ว การเดินขบวนเมื่อธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา สหรัฐฯและอิสราเอลไม่เคยปิดบังว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้มีคนตายไปมากมาย อิสราเอลไม่มีทางเลิกคิดทำลายอิหร่าน งั้นทำไมไม่สู้แตกหักไปเลย
"ให้มันจบที่รุ่นเรา"
คำว่า 'จบ' มีนัยว่า ถ้าจะพัง ก็ขอทำลายอิสราเอลให้ราบทั้งประเทศไปด้วย
ผลคือซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศว่า จะไม่ให้ใครใช้น่านฟ้าในศึกใหม่ครั้งนี้
กองทัพสหรัฐฯยังเหนือกว่าอิหร่านหลายขุม แต่การที่สหรัฐฯยังเงื้อง่าอยู่ นักวิเคราะห์การเมืองโลกเชื่อว่าเพราะอิสราเอลยังไม่แน่ใจผลที่ตามมา
หากขีปนาวุธอิหร่านฝ่า Iron Dome มาได้ในรอบก่อน แสดงว่าอิหร่านมีศักยภาพที่จะทำลายอิสราเอลราบไปพร้อมกัน เราไม่รู้ว่าครึ่งปีนี้ รัสเซียกับจีนส่งอาวุธอะไรมาช่วย
แต่เรารู้ว่าในการเดินขบวนเมื่อเดือนก่อน เมื่ออิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ อีลอน มัสก์ ยังให้บริการ Starlink เหนือท้องฟ้าอิหร่าน และเป็นรัสเซียกับจีนที่ส่งเครื่องมือมาบล็อกสัญญาณ Starlink สำเร็จ
นาทีนี้เราจึงได้ยินทรัมป์บอกว่า อิหร่านต้องการเจรจา และตอนนี้เปิดโอกาสมีการเจรจา 'ดีล' สุดท้ายอยู่
สหรัฐฯยกทัพมาถึงหน้าบ้านศัตรู แล้วถอยไปง่ายๆ ย่อมเสียเชิง แต่จะรบกัน ก็อาจพังไปหมด น้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซจะหยุดไปนาน เศรษฐกิจโลกจะพังไปพร้อมกัน เพียงเพราะอิสราเอลอยากถล่มอิหร่าน
แต่ทรัมป์ไม่ใช่สุมาอี้ เมื่อยกทัพไปถึงหน้าเมืองแล้วเห็นขงเบ้งดีดพิณบนเชิงเทิน ก็ยอมถอยกลับ ถ้าสุมาอี้ไม่มั่นใจเต็มร้อย ก็ยอมถอย ไม่กลัวเสียหน้า
ทางลงที่ดีที่สุดหากสหรัฐฯเห็นว่ารบแล้วไม่คุ้มคือ ทรัมป์ประกาศต่อชาวโลกว่า "กูชนะอีกแล้วว่ะ อิหร่านยอมทำตามแรงบีบของสหรัฐฯแล้ว อีกประการเราทำเพื่อเห็นแก่สันติภาพในภูมิภาคนี้ แล้วอย่าลืมรางวัลโนเบลปีหน้านะ" แล้วถอยทัพไปเงียบๆ
ต่อให้โลกรู้ว่าทรัมป์โกหก ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) ก็ยังยืนอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน
แต่อีกนั่นแหละ เราไม่มีทางรู้ว่าตัวแปรอย่าง Epstein files ที่เพิ่งโผล่ใหม่อีกรอบ จะกระตุ้นให้เกิดสงครามเบี่ยงเบนความสนใจเร็วขึ้นหรือไม่
ทุกอย่างในโลกเชื่อมโยงกัน
วินทร์ เลียววาริณ
2-2-26ป.ล. 1 Doomsday Clock เป็นโครงการของนักวิทยาศาสตร์ ตำแหน่งเข็มนาฬิกาจะชี้ว่าโลกในตอนนั้นใกล้สงครามนิวเคลียร์แค่ไหน
ป.ล. 2 The Epstein files เป็นแฟ้มความลับฉาวโฉ่โดย Jeffrey Epstein เป็นเอกสารหนา 6 ล้านหน้า บวกรูปถ่ายและวิดีโอ เก็บหลักฐานด้านเซ็กซ์ของคนดังทั่วโลก รวมทั้งทรัมป์ มันจะเป็นหลักฐานที่ส่งพิษต่อคนสำคัญและนักการเมืองทั่วโลก ระดับประธานาธิบดีหลายคน นายกฯ ราชวงศ์อังกฤษ ฯลฯ
1- แชร์
- 47
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ผู้อ่านหลายท่านเห็นประกาศจองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน แล้วอาจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending) เป็นยังไง
เรื่องที่หักมุมเป็นระยะ ไม่ถือว่าเป็นหักมุมจบ เพราะ twist-ending ต้องหักมุมตอนจบเสมอ
ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน
นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบ เรื่อง ปล้นห้านาที
........................
การปล้นร้านขายทองกิมไป๊กินเวลาเพียงห้านาที มันเป็นร้านใหญ่ที่สุดในถิ่นนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดสด ปริมาณทองที่ซื้อขายกันในแต่ละวันสูงกว่าร้านใหญ่ ๆ หลายร้านที่เยาวราช มีพนักงานขายแปดคน เจ้าของร้านจ้างตำรวจเฝ้าตลอดเวลา แต่ในช่วงห้านาทีนั้น ตำรวจแวะไปกินข้าวในตลาด เป็นโอกาสให้คนร้ายลงมือ
ผมชี้ไปที่จอโทรทัศน์ซึ่งแสดงภาพการปล้นครั้งนี้ เอ่ยกับชายร่างอ้วนใหญ่เชื้อสายจีนผู้นั่งข้างผม เขาเป็นนักธุรกิจร้านขายทอง นาม โอภาส นันทนาภรณ์ มีร้านขายทองยี่สิบกว่าร้านทั่วประเทศ
“คนร้ายรู้ดีว่าตำรวจไปกินข้าวตอน 11.15 น. ซึ่งปกติใช้เวลาสิบห้านาที คนร้ายที่รอจังหวะอยู่ก็บุกเข้าไปในร้าน เขาสวมผ้าคลุมหัว ชักปืนขู่ทุกคนให้นอนบนพื้น แล้วชักค้อนขนาดใหญ่ขึ้นมากระหน่ำบนตู้กระจกอย่างแรง แต่ไม่ทันได้ทองไป ตำรวจก็วิ่งกลับมา...
“อย่างไรก็ตาม คนร้ายก็เผ่นหนีไปทันเพราะเพื่อนที่ขี่มอเตอร์ไซค์รออยู่ให้สัญญาณเขาว่าตำรวจกลับมาก่อนเวลา คนร้ายทั้งคู่ใช้มอเตอร์ไซค์หนีไป ตำรวจวิ่งตาม แต่ไม่ทัน จึงยิงปืนนัดนึงใส่คนร้าย แต่ไม่สามารถหยุดคนร้ายได้...”
โอภาส นันทนาภรณ์ หัวเราะ
“ถ้าวิ่งไล่ทันก็แปลก! ตำรวจเฝ้าร้านทองก็อุ้ยอ้ายอย่างนี้แหละ วัน ๆ นั่งอยู่กับที่ ไม่เคยออกกำลังกาย ดูในเทปนี่พุงพลุ้ยเชียว ยิงอะไรก็ไม่ถูก เหมือน ‘จ่าเฉย’ เอาไว้ขู่คนร้ายอย่างเดียว”
ผมยิ้ม
“อย่างไรก็ตาม คนร้ายก็ไม่ได้ทองไปซักชิ้นเดียว เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง”
โอภาสว่า “ผมเห็นข่าวนี้แล้วในทีวี แต่ไม่เห็นละเอียดเท่าในเทปวงจรปิดที่คุณนำมาให้ดูนี่ อืม! โชคดีนะที่ตำรวจคนนั้นกินข้าวเร็ว จึงกลับมาทัน”
ผมสั่นศีรษะ
“เปล่า ตำรวจไม่ได้กินข้าวเร็ว แต่คนร้ายใช้เวลามากเกินไปต่างหาก”
“งั้นคงเป็นโจรสมัครเล่น”
“เปล่า เขาเสียเวลากับการทุบกระจกนานเกินไปต่างหาก”
นักธุรกิจร้านทองครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็หัวเราะชอบใจ
“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณจึงเอาเทปนี้มาให้ผมดู กระจกตู้ร้านที่ถูกปล้นนี้เป็นสินค้าของคุณใช่มั้ย?”
“ใช่ครับ มันพิสูจน์ว่ากระจกของผมใช้ได้ดีจริง เจอค้อนทุบขนาดนั้นยังไม่แตก”
โอภาส นันทนาภรณ์ สบตาผมยิ้ม ๆ “คุณเข้าใจเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ตกลง ผมจะเปลี่ยนกระจกร้านทองทุกสาขาของผมเป็นกระจกของคุณ”
“ขอบคุณครับ”
ผมเก็บเทปนั้นใส่กระเป๋าเอกสาร แล้วลาเขามา
ครอบครัวของผมทำธุรกิจตู้กระจกมานานสามชั่วคน ผมเป็นทายาทรุ่นที่สาม ปู่ของผมมาจากเมืองจีน ทำงานนานาชนิด ตั้งแต่กุลีแบกข้าวสาร เลี้ยงเป็ดไก่หมู ขายยาจีน ขายก๋วยจั๊บ แม้กระทั่งขายโลงศพ แต่ในที่สุดก็เปิดร้านทำกรอบรูปที่ถนนสี่พระยา เพราะเพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบงานด้านนี้
เมื่อพ่อรับช่วงร้านกรอบรูปต่อจากปู่ พ่อทำงานหนักวันละสิบห้าชั่วโมงเพราะต้องเลี้ยงลูกแปดคน ตลอดเวลานั้นพ่อพยายามหาลู่ทางใหม่ ๆ ในที่สุดก็ลองสั่งกระจกมาขาย กิจการไปได้ดีกว่าที่คาด พ่อจึงปิดร้านทำกรอบรูป เอาดีด้านกระจกอย่างเดียว ต่อมาพ่อลองทำตู้กระจกต่าง ๆ ออกมาจำหน่าย
วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งขอให้พ่อต่อตู้กระจกร้านทอง สั่งว่า “เอาอย่างแข็งแรงที่สุด”
พ่อซื้อกระจกดีที่สุดจากเมืองนอกมาทำ มันทนแรงทุบได้ดี ลูกค้าคนนั้นพอใจมาก เป็นที่มาของการขยายกิจการไปในวงการตู้กระจกร้านทองและร้านเครื่องประดับ
เมื่อผมรับช่วงต่อจากพ่อนั้น กิจการกำลังรุ่งเรือง แต่ไม่มีอะไรในโลกที่แน่นอน สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เศรษฐกิจฟุบลงทั่วหน้า ร้านทองหลายร้านปิดกิจการ ทำให้ธุรกิจร้านต่อตู้กระจกดิ่งลงไปด้วย ผมต้องลดพนักงานลงถึงสามในสี่
ผมระดมกำลังสมองจากญาติพี่น้อง พี่ชายคนหนึ่งของผมแนะนำให้จ้างนักการตลาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
“จะได้ทำการตลาดให้ถูกวิธี”
เป็นที่มาของการว่าจ้าง สมพร กระจ่างจินต์ อดีตเซลส์แมนขายรถจักรยานยนต์ แต่ตลอดเวลาสามปีที่เขาทำงานกับผม เขาไม่มีผลงานที่น่าประทับใจ
ผมเกือบไล่เขาออกไปแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งผมก็เปลี่ยนใจเพราะเขาร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ ขอร้องไม่ให้ผมไล่เขาออก
เขาแสดงรูปถ่ายครอบครัวของเขาให้ผมดู เล่าว่าลูกของเขาเกิดมาปัญญาอ่อน เมียต้องลาออกจากงานประจำมาดูแลลูกเต็มเวลา เขาต้องมีงานทำ
จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ไล่เขาออก ผมเห็นใจเขา ผมมีลูกชายคนหนึ่งเป็นออทิสติก และผมยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่ผมจะแบกรับเขาไว้อีกนานเท่าไร?
ครั้งสุดท้ายก็เช่นครั้งก่อน ๆ ผมบอกเขาให้คิดหนักขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขาย
“ถ้าบริษัทเรายังมียอดขายตกอย่างนี้ ผมก็ไม่มีปัญญาจ้างคุณจริง ๆ”
อย่างไรก็ตาม ฟ้าก็เปิดเมื่อวานนี้เมื่อคนร้ายปล้นธนาคารช่วยทำการตลาดแทนให้เรา
.......................
ผมเดินผิวปากเข้าไปในสำนักงาน เลขานุการของผมสบตาผมยิ้ม ๆ เอ่ยว่า “อารมณ์ดีอย่างนี้แสดงว่าได้ลูกค้าใหม่... โอภาส นันทนาภรณ์”
“อ้าว! ทำไมคราวนี้เขายอมคุณล่ะคะ?”
“เพราะโชคดีมีคนร้ายคนนึงไปปล้นร้านทองกิมไป๊ ทุบกระจกไม่แตก เลยกลับไปตัวเปล่า กิมไป๊ซื้อตู้กระจกจากบริษัทเรา การปล้นนี้เป็นการสาธิตสินค้าของเราที่ดีกว่าโฆษณาใด ๆ ผลก็คือเราได้ดีลเปลี่ยนตู้ทุกร้านของคุณโอภาส เป็นเงินยี่สิบล้าน”
“ยินดีด้วยค่ะ”
“นี่ต้องขอบคุณไอ้โม่งคนนั้นต่างหากที่ทำให้เราได้ลูกค้าใหม่ และต่อไปนี้คงได้มาเพิ่มอีก...”
ผมมองเข้าไปในห้องทำงานของผม เห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่ง ผมขมวดคิ้ว
“สมพรมาทำไม? มาลาออกหรือ?”
หล่อนยิ้มเล็กน้อย
“เปล่าค่ะ คุณจำไม่ได้หรือคะว่ามีประชุมการตลาดกับเขา? เขามารอคุณแต่เช้า”
ผมพึมพำกับตัวเอง “น่าเสียดาย ขยันแต่ไม่มีผลงาน”
บางทีวันนี้ผมน่าจะจัดการเรื่องของเขาให้เรียบร้อยสักที ผมขยับเทปกล้องวงจรปิดของร้านกิมไป๊ในมือ ด้วยของชิ้นนี้ ผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างเขาอีกแล้ว เขาคงร้องไห้อีก แต่คราวนี้ผมต้องใจแข็ง
ผมเดินเข้าไปในห้องทำงาน สมพรลุกขึ้นทันที
ผมบอกเขา “คงไม่ต้องประชุมอะไรกัน เพราะผมมีแผนการตลาดใหม่ที่ได้ผล”
“แผนอะไรครับ?”
ผมเล่าเรื่องการไปพบ โอภาส นันทนาภรณ์ ให้เขาฟังสั้น ๆ แล้วชูเทปกล้องวงจรปิดของร้านกิมไป๊
“นี่เครื่องมือส่งเสริมการขายที่ดีกว่าโบรชัวร์ทุกชนิด วันนี้ผมขายตู้ให้คุณโอภาสไปยี่สิบล้าน”
นัยน์ตาเขาเป็นประกาย “นี่เป็นวิธีขายของที่ดีมากเลย...”
“ใช่ ก็มาถึงจุดที่ผมอยากพูดกับคุณมานานแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้คุณอีก บอกตรง ๆ ผมไม่สามารถแบกคุณไปตลอดชีวิต คุณต้องหาทางแก้ปัญหาของคุณเอง...”
“แต่...”
“อย่าเพิ่งพูดอะไร คุณสมพรก็รู้ว่าตั้งแต่มาทำงานที่นี่ คุณไม่มีผลงานอะไรเลย ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง ผมให้เวลาคุณมานานพอแล้วที่จะพิสูจน์ตัวเอง แต่คุณก็ช่วยผมไม่ได้ จนเทวดามาช่วย โชคดีนะที่วันนี้ฟลุคเจอไอ้โม่งปล้นร้านกิมไป๊ช่วยสาธิตสินค้าของเราจนผมได้ลูกค้าใหม่...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“ผมว่าผมช่วยบริษัททำยอดขายแล้วนะครับ วันนี้ผมเพิ่มยอดขายให้บริษัทถึงยี่สิบล้าน...”
เขาคงมองสีหน้าที่ประหลาดใจของผมออก ชี้ที่เทปวงจรปิดบนโต๊ะ “ผมก็คือไอ้โม่งคนนั้นเอง”
ผมงันไป กระซิบ “คุณน่ะหรือ... ที่...”
เขาพยักหน้า “ก็คุณบอกให้ผมคิดหนักขึ้น คิดนอกกรอบ...”
“ทำไมจึงเสี่ยงอย่างนั้น?”
เขาฝืนยิ้ม “ผมมีลูกพิการทางสมอง ผมไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว ถ้าไม่ทำก็ตกงาน”
.......................
ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถอดเสื้อออก มองตัวเองในกระจกเงา ถอนใจยาว
อีกครั้งผมเปลี่ยนใจไม่ไล่เขาออก
ผมเข้าใจสมพร นึกถึงพ่อมีลูกแปดคน กว่าจะเลี้ยงลูกทุกคนให้มีวันนี้ ก็เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส มิพักเอ่ยถึงลูกพิการ
ผมใจไม่ดำพอไล่เขาออก แม้ไม่เชื่อเรื่องที่เขาเล่า เขาทำทุกอย่างเพื่อรักษางานของเขา เศรษฐกิจเลวร้ายอย่างนี้ ผมเองก็ยังรู้สึกจนตรอก
ผมแกะผ้าพันแผลที่หัวไหล่ซ้ายออก เป็นรอยแผลสดยาว แต่ไม่ลึกนัก
ใครบอกว่าตำรวจเฝ้าร้านทองอุ้ยอ้าย ยิงอะไรไม่ถูก...
......................................
เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด ร้อยคม เล่มที่ 2 ของชุดนี้
ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน
ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้
หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาทpre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi
***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล
แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่งหากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้
1- แชร์
- 23
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ห้องนั้นมืดสลัว แสงสว่างเดียวมาจากเทียนไขบนเชิงเทียนทองเหลืองโบราณ ชายชราหนวดเคราขาวยาวที่นั่งบนพื้นคือพ่อหมอ โหรใหญ่แห่งแผ่นดิน สืบสายโหรมาหลายชั่วคน
ชายหลายคนนั่งไม่ไกลจากพ่อหมอ คนหนึ่งเอ่ย "ท่านโหรช่วยดูดวงเมืองหน่อยซิว่า หลังเลือกตั้งเมืองไทยจะเป็นอย่างไร"
โหรใหญ่วัยชราพยักหน้า เอ่ย "เลือกตั้งทีไร ก็มาให้ทำนายทุกที"
"ก็พ่อหมอทายถูกทุกที"
โหรชราพยักหน้าหงึกๆ "ศาสตร์การทำนายของเราเป็นตำราโบราณ สูญหายไปจากยุทธจักรมาหลายร้อยปี จนเมื่ออาจารย์ของอาจารย์เราตกขาว..."
"ตกเขา?"
"ใช่ ตกเขา และพบคัมภีร์นี้ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก็ฝึกฝนจนสำเร็จ เป็นโหรหลวง"
"พ่อหมอเริ่มทำนายเลยก็ได้ ไม่ต้องอารัมภบทมาก ท่อนนี้เราอ่านจากงานของกิมย้งก็ได้"
"เอางั้นก็ได้ ไม่มี foreplay เลยนะพวกคุณ"
โหรชราหยิบกระดานชนวนมาวางบนตัก
"ทำไมพ่อหมอไม่ใช้ iPad?"
"มึงจะบ้าหรือ? ศาสตร์ดวงชะตาเป็นของโบราณ จะมาไอแพดไอเผิดไอคอนสยามอะไร"
"ขออภัย"
"พวกคุณต้องรู้ก่อนว่าการผูกดวงคือการจำลองตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า เวลา และสถานที่เกิดของแต่ละคน"
"ทำไมทำนายดวงเมืองจึงต้องผูกดวงคนครับ?"
"นี่แสดงว่าไม่เข้าใจหลัก Butterfly Effect เลย ทุกสิ่งทุกคนในจักรวาลเกี่ยวข้องกันหมด เคลื่อนไหลไปตามหลักเอนโทรปี้"
"จำเป็นต้องทำนายถึงขนาดนี้เลยหรือ?"
"ไอ้เวร มึงจะฟังต่อไหม กวนกูทุกประโยคเลย"
"เค้าขอโทดดดด"
"นี่กูพูดถึงไหนแล้ว?"
"ถึงเรื่องปี้"
"ใช่ ทุกสิ่งทุกคนในจักรวาลเกี่ยวข้องกันหมด เคลื่อนไหลไปตามหลักเอนโทรปี้ ดังนั้นเราก็ต้องเอาวันเกิดของนักการเมืองทุกคนที่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้มาคำนวณ"
"ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง"
"เราจะคำนวณวัน เดือน ปี เวลาเกิด และสถานที่เกิด หาตำแหน่งลัคนาและดวงดาวในจักรราศี โดยแบ่งออกเป็น 12 ภพ เช่น ตนุ กดุมภะ สหัชชะ..."
"ไม่ต้องบอกหมดก็ได้ ผมจำไม่ได้"
"นอกจากนี้เรายังต้องผูกดวงกับพืชและสัตว์"
"อะไรนะครับ?"
"โธ่! นี่พวกมึงไม่ฟังเลยนะ ก็บอกแล้วว่ามันเป็น Butterfly Effect ทุกสิ่งทุกคนเกี่ยวข้องกันหมด ดังนั้นเราก็ต้องเอาดวงของพืช เช่น ส้ม กับดวงของสัตว์ เช่น หนูมาคำนวณด้วย"
"โอ้! เวรี่ ดีพ ลึกซึ้งข้าวเหนียวมาก"
"หลังจากผูกดวงรวมทั้งหมด ก็จะได้เลขชุดสุดท้ายที่กำหนดชะตาบ้านเมือง"
โหรใหญ่วัยชราขีดเขียนบนแผ่นกระดานชนวนครู่ใหญ่ ก็ถอนใจ
"ผลออกมาไม่ดีหรือ?"
"เปล่า กูเหนื่อย สายตาก็ไม่ค่อยดี ใครซักคนไปซื้อเอ็ม 100 มาหน่อยซิ"
หลังจากดวดเอ็ม 100 ไปสองขวด โหรใหญ่ก็ขีดเขียนต่อ ในที่สุดก็ปรากฏวงกลม มีเส้นพาดผ่าน และตัวเลขมากมาย
"เอาละ ได้ตัวเลขมาแล้ว"
"เลขอะไร?"
"เลขดวงชะตาบ้านเมืองหลังเลือกตั้งไง คือเลข 12-1-13-2-1-11"
"แปลว่า?"
"มึงใจเย็นๆ ซี"
"ครับ พ่อหมอ"
"ถึงจุดนี้มันก็ซับซ้อนหน่อย เพราะบ้านเมืองสมัยนี้ต้องเกี่ยวข้องกับฝรั่ง จึงต้องใช้ศาสตร์ตะวันตกมาผสม นั่นคือหลัก Numerology คือเทียบ 1 = A, 2 = B, 3 = C ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึง Z"
"แล้ว?"
"ก็ถอดเลขเป็นตัวหนังสือซี 12 คือ L, 1 คือ A, 13 คือ M..."
"สรุปมาเลยพ่อหมอ ผมเป็นวัยรุ่นใจร้อน"
"บอกว่าอย่ารีบ เอ้า! เริ่มใหม่ 12 คือ L, 1 คือ A, 13 คือ M, 2 คือ B, 1 คือ A, 11 คือ K"
โหรใหญ่หอบเบาๆ
"ดังนั้น 12-1-13-2-1-11 ก็คืออักษร L-A-M-B-A-K อ่านว่าลำบาก"
"แล้วแปลว่า?"
"แปลว่าลำบาก"
(สวัสดีวันจันทร์)
วินทร์ เลียววาริณ
วันที่ 2 เดือน 2 ปี 691- แชร์
- 18
