-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ตอนนี้กำลังเปิดให้จองหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ฮานอย ฮิลตัน และปรัชญาญี่ปุ่นฉบับการ์ตูน Mini Wabi-sabi
ผู้อ่านบางท่านอาจไม่รู้ว่าเรื่องสั้นหักมุมจบ (twist-ending) เป็นยังไง
เรื่องที่หักมุมเป็นระยะ ไม่ถือว่าเป็นหักมุมจบ เพราะ twist-ending ต้องหักมุมตอนจบเสมอ
ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านชอบเรื่องนี้ ก็มีโอกาสชอบ ฮานอย ฮิลตัน เช่นกัน เพราะเป็นงานแนวเดียวกัน สร้างความบันเทิงจากการหักมุม
นี่คือเรื่องสั้นหักมุมจบเรื่อง หนี
........................
พวกนั้นตามล่าเขามาสี่สิบแปดชั่วโมงแล้ว! ท้องฟ้ายามเที่ยงตรงมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาเย็น เมฆฝนแผ่คลุมเบื้องบนดังเกิดสุริยคราส ลมแรงกรรโชก หอบพัดเอาใบไม้บนพื้นปลิวกระจัดกระจาย มันลอยไปลอยมาอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่ต่างไปจากความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เท่าใดนัก
เขาลุยโคลนข้ามลำธารสายเล็กที่ตื้นเขินแล้วไปยังฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก เพราะไม่ได้หยุดพักมานานหลายชั่วโมง เสบียงกรังที่ติดตัวมาก็เปียกโชกตอนที่เขาลุยข้ามลำน้ำมา เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไป พวกนั้นตามล่าเขามาติด ๆ
เขาจะต้องไปให้พ้นจากหุบเขานึ้ให้ได้ภายในวันนี้
หยุดก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุดออก สายตากวาดไปทั่ว จำได้ว่ามีทางด่านสายเล็กลอดหุบเขานี้ออกไป ถ้าพ้นจากเขตนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเขาทำสำเร็จแล้ว
เขาปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้าออก กูคิดผิดหรือเปล่าที่เสือกแหกคุกออกมา? กูทำไปเพราะต้องการจะออกมาจริง ๆ หรือเพียงเพื่อจะเอาชนะคนพวกนั้น?
เรื่องบ้า ๆ พวกนี้เริ่มต้นเมื่อสองวันก่อนนี่เอง...
......................
“สามปี สี่เดือน กับอีกสิบสองวัน...” ฝนพูดขึ้นลอย ๆ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงกินอาหารเย็น เมื่ออิ่มแล้วต่างคนต่างก็งัดบุหรี่ขึ้นมาจุดปล่อยควันโขมงไปทั่ววง “...กูเบื่อชีวิตในคุกนี่เต็มทีแล้วโว้ย!”
“ถึงขนาดนับวันนับชั่วโมงเชียวรึ ไอ้ฝน?...” ธาดา หนุ่มวัยสามสิบเศษ หนวดเครารุงรังถาม
“...อยากออกไปข้างนอกมากรึไง?”
“ถุย! สภาพข้างนอกนั่นมันแย่กว่าในนี้อีก...” ปุ้ย เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยอัดบุหรี่เต็มปอดก่อนพูดขึ้น “...มึงลองใช้ตีนก่ายหน้าผากตรองดูซิว่าหลายปีมานี้ เคยมีนักโทษหน้าไหนที่แหกคุกออกไปได้รอดซักคน”
“ข้างนอกคุกนั่นมันป่าดิบดี ๆ นี่เอง...” ธาดาเสริม
“...ไหนจะไข้ป่า ไหนจะทาก แล้วยังงูอีก น้ำในหนองก็กินไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไม่มีปัญญาแหกคุกนี่ออกไปเลยวะ จริงแมะ?”
“แหกคุกนี่มันจะยากเย็นอะไรวะ...” เขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ละเลียดควันบุหรี่ออกมาช้า ๆ
“...คุกนี่มีจุดบอดอยู่อย่างน้อยก็สามจุด ถ้าอยากหนีออกไปจริง ๆ ละก็ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร”
“อย่าโม้ไปหน่อยเลยวะ ไอ้แพน...” ปุ้ยขัดจังหวะ
“...เหี้ย! กูมาอยู่นี่แปดปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครไปพ้นหุบเขานี่รอดเลยซักราย”
“นักโทษพวกนั้นไม่ใช้สมองนี่หว่า...” แพนตอบ “...ถ้าทำอย่างที่กูวางแผนไว้ รับรองไปรอดแน่”
“ถ้าเป็นมึงจะหนีออกไปยังไง?”
“กูไม่บอกมึงหรอก”
“ชะ! ขี้โม้!”
“พับผ่า! กูทำได้จริง ๆ ถ้าอยากทำ” น้ำเสียงของแพนเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“พิสูจน์ให้ดูหน่อยซิ ไอ้แพน”
“แล้วกูจะได้อะไรขึ้นมา?”
“อิสรภาพไง!...” ปุ้ยพูดยักคิ้ว ทั้งหมดหัวเราะเฮ
“...เห็นใคร ๆ ที่นี่อยากได้มันจนตัวสั่นเหมือนจับไข้ หรือจะเอาเป็นเงินก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่นี่สี่คนยอมควักกระเป๋าให้คนละร้อย ถ้ามึงออกไปพ้นหุบเขานี้ได้โดยปลอดภัย จริงมั้ยพวก?”
“ใช่!” เสียงพรรคพวกอีกสามคนขานรับ
อิสรภาพเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนได้รับมาแต่กำเนิด แต่บางคนกลับไม่ระวังทำมันหล่นหายในชีวิต เมื่อนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขึ้นมาทันที
แต่สำหรับแพน อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาในตอนนี้ ศักดิ์ศรีต่างหาก ทำไมพวกนั้นต้องท้าเขาด้วย เขารู้ว่าการพนันดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชาวคุกทั้งหลาย ไม่ว่านักโทษหรือผู้คุมผ่านเวลาอันเงียบเหงานี้ไปได้
เขานึกในใจ สี่ร้อยบาท! ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยในเวลาหลังสงครามเช่นนี้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาอยากออกไปจากที่นี่ เขารู้ว่าการแหกคุกออกไปมีทางทำได้ แต่ไม่เคยมีความอยากที่จะทำจนกระทั่งถึงวันนี้
นาทีนี้เขาอยากพิสูจน์ให้คนพวกนี้เห็นว่า คนอย่างเขารู้จักใช้สมองมากกว่าใช้แรง
...............................
ทัณฑนิคมแห่งนี้ตั้งขึ้นที่ชายป่าสักในภาคเหนือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน ล้อมรอบด้วยปราการที่มนุษย์สร้างขึ้นและปราการธรรมชาติ ป่าดงดิบ ทาก งูพิษ ไข้ป่า น้ำที่เป็นพิษ นักโทษที่อยู่ที่นี่เป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
ทุกวันพวกเขาต้องทำหน้าที่ตัดต้นไม้ ถางป่า และลำเลียงท่อนไม้ออกมาโดยใช้ช้างลาก ตลอดเวลาทำงานมีผู้คุมอยู่อย่างใกล้ชิด โทษของการหนีคือความตายสถานเดียว เพราะถึงจะรอดจากกระสุนปืนผู้คุมไปได้ ก็อาจตายในป่าด้วยไข้จับสั่น หรือหลงทางจนอดตาย ถึงกระนั้นก็ยังมีนักโทษเดนตายหนีออกไปเรื่อย ๆ พวกนั้นคงคิดว่าถ้ายังขืนอยู่ในคุกต่อไป ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตายลงเพราะงานหนักหรือไข้ป่า สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า
ฟ้าเริ่มสางแล้ว อากาศเย็นยะเยือก แพนรู้สึกหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูก เขารู้ว่าพวกนั้นจะต้องตามมาในเวลาอันสั้น เขามีเวลาไม่มาก ผู้คุมทุกคนมีปืนลูกซอง อาหาร น้ำ และเสื้อกันหนาว แต่ละคนกระเหี้ยนกระหือรือในการทำหน้าที่เป็นผู้ล่า
ตะวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากยอดไม้เขามองเห็นพวกนั้นลิบ ๆ บนเนินเขา พวกผู้คุมตามมาเร็วกว่าที่เขาคาด เขามุ่งหน้าเดินต่อไป ระยะทางอีกสิบห้ากิโลเมตรกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ผู้หนีใช้มีดฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางแล้วเดินลุยข้ามไป บางครั้งลำตัวของเขาครูดกับกิ่งไม้จนเสื้อขาดเป็นทางยาว แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าอย่างอดทนต่อไปไม่หยุด ภาพของเงินสี่ร้อยบาทปรากฏขึ้นในใจของเขาสลับกับใบหน้าของคนพวกนั้น
หลังเที่ยงเขางัดเสบียงขึ้นมากินอย่างรีบ ๆ แล้วก็หนีต่อไป ทางด่านเริ่มเปลี่ยนเป็นดินสีแดงแห้งกรัง เมื่อหลายปีก่อนบริเวณนี้เคยมีชาวป่ามาทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งน้ำในห้วยตื้นเขินลงจึงอพยพจากไป ซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง
แพนลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม น้ำเป็นโคลนสีแดงดื่มไม่ได้ เขาพบว่าฝูงทากหลายสิบตัวเกาะติดขาทั้งสองของเขา เมื่อพ้นลำห้วยเขาทรุดตัวนั่งลงแกะทากออกทีละตัว เมื่อนั้นจึงพบว่าเสบียงกรังของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำโคลน
“ไอ้ห่า” เขาสบถ อาหารที่เขาตั้งใจว่าจะใช้เป็นเสบียงสักสองสามวันเป็นอันต้องโยนทิ้งไป
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทุกที ในชั่วโมงที่สามสิบเขาเริ่มหมดแรง เดินช้าลงเรื่อย ๆ สภาพของเขาตอนนี้เริ่มทรุดโทรมเพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว ระยำ! เขาสบถ กูควรจะยอมแพ้แล้วหันหน้ากลับไปตอนนี้ดีหรือไม่?
นึกถึงสีหน้าของพวกนั้นที่จะต้องหัวเราะเยาะเขาหากเขายอมแพ้ เขาได้แต่ก้าวเดินต่อไป
เที่ยงวันที่สองเขาเลียน้ำหยดสุดท้ายจากกระติก เหนื่อย! เหนื่อยเหลือเกิน! เขาทรุดตัวลงหอบ ขอบตาทั้งสองดำคล้ำ ตลอดคืนวานเขาแทบไม่ได้นอนหลับเลยเพราะฝูงยุงจำนวนหลายร้อยตัวบุกรบกวน
ไม่ไหวแล้ว! นั่งพิงกับต้นไม้ และโดยไม่ตั้งใจเขาผล็อยหลับไป ไม่ได้ยินเสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล
เม็ดฝนที่ตกเปาะแปะลงบนใบหน้าของเขาปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ายามบ่ายปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา หยาดน้ำไหลย้อยจากใบหน้าเขาลงมา ไม่รู้ว่ามันเป็นหยาดเหงื่อหรือหยาดฝน อ้าปากกว้างปล่อยให้น้ำฝนไหลเข้าปาก ดื่มจนเต็มอิ่มแล้วลุกขึ้น ได้เวลาหนีต่อไปอีกแล้ว!
สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้นมาก ยังเหลือระยะทางอีกไม่ถึงสองกิโลเมตร เขาก็จะพ้นจากขุมนรกนี้แล้ว
ก้าวขาวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป บริเวณนี้เป็นป่าโปร่ง เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้ต้นหนึ่ง มองลงมา ครู่ใหญ่ต่อมาเขาก็เห็นพวกนั้นอยู่ในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร กลุ่มนักล่าตามมาใกล้กว่าที่เขาคิด คงจะตามมาไม่หยุดในช่วงเวลาที่เขาหลับ
สายตาของเขากวาดไปพบลำธารสายหนึ่งเบื้องหน้า มันถูกเศษใบไม้ทับถมจนตื้นเขิน แต่ยังมีน้ำไหลอยู่บ้าง ดินโดยรอบเป็นโคลนเลน เขาก้าวขาตั้งใจเดินลุยข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พื้นดินยุบลงไปเห็นรอยเท้าของเขาชัดเจน
เขาชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในสมอง มองไปรอบตัว สายตาหยุดที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาข้ามไปถึงฝั่งตรงข้าม เม้มริมฝีปากแล้วปีนขึ้นต้นไทรใหญ่นั้น ค่อย ๆ ไต่ไปตามกิ่งที่ทอดข้ามไปจนถึงฝั่งตรงข้าม และกระโดดลงมา
เขาถอดเสื้อที่ขาดเหวี่ยงลงกับพื้น ปลดกระติกน้ำทิ้งไว้ใกล้ ๆ เดินถอยหลังข้ามฝั่งกลับมาทางเดิม ปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนคบไม้ประดู่ยักษ์ที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร และรอคอยอย่างใจเย็น
เขาหวังว่าพวกนั้นจะตามรอยเท้าเขาไปยังฝั่งตรงข้าม เสื้อผ้าและกระติกน้ำที่เขาทิ้งไว้บนทาง คงช่วยทำให้พวกนั้นคิดว่าตามรอยเท้าไปถูกทางแล้ว
แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า และแล้วเสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าก็ดังลอดออกมา จากที่ซ่อนเขามองเห็นชายสามคนนั้นอย่างชัดเจน ผู้คุมทุกคนถือปืนลูกซองในมือ หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปโดยรอบ เขาหลบวูบ ไม่กล้าโผล่หน้าออกไปดูอีก
“เห็นรอยเท้านั่นมั้ย?” เสียงผู้คุมนายหนึ่งลอยแว่วมา
“ใช่รอยเท้าไอ้แพนมันแน่” อีกคนหนึ่งตอบ
“รอยยังใหม่อยู่ ตามมันไปเลย มันคงยังไปได้ไม่ไกล”
“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่ง! ไอ้แพนนี่มันฉลาด มีลูกเล่นมากน่าดู ไม่แน่ว่ามันจะมีแผนอะไร...”
“ปัดโธ่! ข้าได้กลิ่นมันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้ว”
เสียงฝีเท้าทั้งสามคู่ค่อย ๆ เงียบหายไป
ครู่หนึ่งมีเสียงร้องแว่วมา “นั่นไงเสื้อของมัน เราตามมาถูกทางแล้ว...”
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
เขานอนซ่อนตัวอยู่อีกสิบห้านาที ก่อนปีนลงมาช้า ๆ พวกนั้นหลงกลเขาแล้ว ตอนนี้เขาจะเผ่นไปในอีกทิศทางหนึ่ง
สลัดแข้งสลัดขาแล้วก้าวยาว ๆ ออกไป พักใหญ่ก็ผ่านดงต้นสักใหญ่ ขนาดหลายคนโอบ ฝนหยุดตกแล้ว บรรยากาศภายนอกเงียบสงบ เงียบจนผิดสังเกต!
กริ๊ก!
เขาหยุดนิ่ง หันหน้ากลับมา
ผู้คุมสามคนนั้นยืนตระหง่านอยู่ในดงต้นสัก ปืนลูกซองสามกระบอกเรียงหน้ากระดานเล็งมาที่เขา พวกนั้นแกล้งตามรอยเขาไปแล้วย้อนกลับมาดักรอเขาที่นี่!
ผู้คุมทั้งสามแสยะยิ้ม “เป็นไงวะ ไอ้แพน... แผนสูงนะเราน่ะ..”
เขาเงียบ
“...แต่จะแน่แค่ไหน กูก็เดาแผนมึงออก เพราะกูรู้จักมึงดี”
เงียบ!
“เห็นรึยังว่าไม่เคยมีใ่ครแหกคุกนี้ออกไปได้ซักคน แต่ยังไงก็นับว่ามึงเก่งเหมือนกันที่รอดมาได้นานตั้งสามวัน ตอนนี้ยอมแพ้แล้วยังวะ?”
เขามองหน้าผู้คุมทั้งสาม ทรุดตัวลงกับพื้นแล้วตอบอย่างหมดแรง
“เออ! ยอมแพ้แล้ว!”
ผู้คุมลดปืนลงก่อนพูดขึ้นว่า “เอาละ เลิกสนุกกันได้แล้วพวก! ไอ้แพนมันแพ้แล้ว ไอ้ฝนเอาข้าวที่เหลือให้มันกิน ไอ้ปุ้ยเอาชุดพัสดีใหม่ให้มันใส่ด้วย จุ๊! จุ๊! ดูสภาพมันซีวะ ต่อให้ชนะพนันก็ไม่คุ้มกันเล้ย พับผ่า! เป็นผู้คุมอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ เสือกอยากลองเป็นนักโทษซะนี่”
......................................
เรื่องที่ท่านอ่านจบนี้มาจากรวมเรื่องสั้นชุด สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง เล่มที่ 1 ของชุดนี้
ตอนนี้กำลังเปิด pre-order พร้อมโปรโมชั่น เล่มที่ 4 - ฮานอย ฮิลตัน จะเปิดจองอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะไม่มีการลดในราคาพิเศษขนาดนี้
ฮานอย ฮิลตัน งานเรื่องสั้นหักมุมจบชุดที่ 4 ต่อจาก สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง, ร้อยคม และ แมงโกง เป็นงานบันเทิง ให้ความพึงใจในตอนจบซึ่งเป็นคุณลักษณ์ของงานเขียนตระกูลนี้
หนา 216 หน้า ขนาดประมาณ 14.5 x 21 ซม.
จำนวนเรื่องสั้น 22 เรื่อง ราคาปก 315 บาทpre-order พร้อมโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ กดลิงก์ https://www.winbookclub.com/store/detail/256/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%20+%20Mini%20Wabi-sabi
***สำคัญ*** ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน คือชื่อ / ที่อยู่จัดส่ง / โทร. / อีเมล
แล้วแนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่งหากท่านสั่งผ่านเว็บไม่ได้จริงๆ ก็สั่งทาง inbox นี้ได้
1- แชร์
- 11
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คาดไม่ถึงว่าโพสต์เรื่องเลือกตั้งเมื่อวานนี้กลายเป็นกระทู้ร้อน
อาจเพราะตอนนี้คนยังอินกับการเมือง การเลือกตั้ง และการทะเลาะกัน
ใจเย็นๆ ครับ เราคนไทยด้วยกัน เชื่อว่าต่างก็หวังดีต่อประเทศ เพียงแต่วิธีการอาจไม่ตรงกัน ก็ถกกันได้
หัวข้อถกข้อหนึ่งที่น่าสนใจที่เกิดจากโพสต์นี้คือคำถามว่า "อะไรควรมาก่อน ระบอบหรือคน?"
บางความเห็นบอกว่า "หากวางระบอบดี แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง"
ข้อนี้มองได้สองมุม โดยทฤษฎีก็ใช่ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ว่าจะใช่เสมอไป
เราสามารถดูตัวอย่างจริง นั่นคือสหรัฐอเมริกา ประเทศเสาหลักประชาธิปไตยของโลก
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่วางระบบการเมืองไว้มั่นคงมาก มีประธานาธิบดีปกครอง มีรัฐสภาคุม มีการตรวจสอบเข้มข้น เป็นเจ้าแห่งหลักการ
แต่เมื่อเจอบุรุษชื่อทรัมป์ ระบบที่ว่าดีก็ไปต่อไม่เป็น
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อประเทศต่างๆ วันต่อวันตามใจชอบ ขู่ยึดประเทศนั้นประเทศนี้ ส่งทัพไปบุกที่นั่นที่นี่ ทิ้งระเบิดที่นั่นที่โน่น ทั้งหมดทำโดยไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งจัดว่าผิด เข้าข่ายใช้อำนาจมิชอบ แต่พวกที่อยู่ในสภาก็ลืมตาปริบๆ อ้าปากพะงาบๆ ทำอะไรเขาไม่ได้
นี่ก็คือตัวอย่างว่า ระบอบดีเมื่อเจอผู้นำบางประเภท ระบอบก็ไม่เป็นระบอบเหมือนกัน
สหรัฐฯต่อต้านรัฐประหารทั่วโลก และชอบลงโทษรัฐบาลที่ก่อรัฐประหาร (ยกเว้นได้ไฟเขียวจากวอชิงตันก่อน) แต่ในวันที่ 6 มกราคม 2021 หลังจากทรัมป์แพ้เลือกตั้ง กลุ่มสนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา ก่อ 'รัฐประหาร' แต่ไม่สำเร็จ ถูกจับไปหลายพันคน แต่พอทรัมป์ขึ้นมาครองอำนาจรอบใหม่ เซ็นแกร๊กเดียว ปล่อยกบฏออกจากคุกหมด
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของระบอบที่ดี แต่ถูกบิดเบี้ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้าในวันเกิดกบฏที่วอชิงตัน ลีกวนยูยังมีชีวิตอยู่ เขาคงหัวเราะเสียงดัง เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับระบอบ
ลีกวนยูบอกว่า เป็นเรื่องตลกที่โลกตะวันตกพยายามส่งออกสินค้าที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ “เพราะโครงสร้างแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมมีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รากเหง้าต่างกัน”
เขาเห็นว่าฝ่ายตะวันตกกำลังกอดหลักการประชาธิปไตยแบบ “ถูกต้อง” และตัดสินสังคมอื่นที่ไม่เดินตามตนว่าเป็นโลกที่ล้าหลัง ยังไม่พัฒนา และ “ไม่ถูกต้อง”
แต่การที่ผู้นำสหรัฐฯในวันนี้กระทำเรื่องที่ไม่น่าจะเรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ก็ชี้ว่า บางที ‘ประชาธิปไตย’ เป็นแค่หลักการที่พูดให้ฟังดูดีเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ใครมีอำนาจ ก็คือเจ้าของประเทศ
ลีกวนยูพูดว่า “ผมไม่เคยเป็นนักโทษของทฤษฎีใด สิ่งที่นำทางผมคือเหตุผลและความจริง บททดสอบความสำเร็จที่ผมประยุกต์กับทุกทฤษฎีหรือโครงการคือ ‘มันใช้ได้ผลหรือเปล่า?’ บททดสอบความสำเร็จคือผลงาน ไม่ใช่คำสัญญา”
เขาไม่สนใจวิธีคิดแบบระยะสั้นของนักการเมืองตะวันตก บางคนหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนนโยบายที่ประชาชนไม่ชอบออกไป เขามองไปไกล ๆ เสมอ
ลีกวนยูบอกว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นที่นิยมตลอดเวลา คุณจะปกครองผิดพลาด ผมไม่เคยหมกมุ่นกับโพลความเห็นใด ๆ หรือโพลความนิยม ผมคิดว่าผู้นำที่สนใจเรื่องเหล่านี้ เป็นผู้นำที่อ่อนแอ”
ลีกวนยูพูดเรื่อง ‘oriental values’ เสมอ เขามองว่า สังคมคิดแบบขงจื๊อยังใช้ได้ เช่น ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม นี่ทำให้เขาสร้างบ้านสำหรับทุกคน
เขาเชื่อเรื่องการยึดมั่นในความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ ศักดิ์ศรี การอุทิศตนเพื่องาน นี่เป็นคุณค่าของ ‘จินจื่อ’ (君子แปลว่าสุภาพชน)
หลักการของขงจื๊อคือ ประเทศต้องมาก่อน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน ขงจื๊อพูดเรื่องนี้มากว่าสองพันปีแล้ว นั่นคือการสร้างคนดีเริ่มที่การศึกษาอบรมที่ดี
คนไทยยุคก่อนใช้คำว่า ‘ศึกษาอบรม’ ครอบคลุมทุกอย่าง
ศึกษาคือปัญญา อบรมคือจริยธรรม
การสร้างคนในอุดมคติมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่โดยหลักการมีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้น คือปัญญากับจริยธรรม
ปัญญาคือรู้เรื่องความเป็นไปของสังคมและโลก รู้ว่าเรามาทำอะไรในโลกนี้ ในสังคมนี้ รู้บทบาทของเราในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของสังคม
จริยธรรมคือความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ความละอายต่อบาป ละอายต่อการทำชั่ว
ดังนั้นการปฏิรูปเพื่อสร้างคนตามแนวคิดของขงจื๊อก็คือการสร้างระบบ เช่น ในด้านการศึกษา สอนคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์
.......................
โลกเรามีนักการเมืองสองประเภท ประเภทแรกสร้างความนิยมให้ตนเอง ทำอะไรนิดหน่อยก็ออกมาพูดๆๆ โชว์ผลงาน
ประเภทที่สองทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว โดยไม่สนใจว่าสังคมหรือโลกมองตนอย่างไร แต่ทำงานจริงๆ
ประเภทแรกเป็นนักการเมือง ประเภทที่สองเป็นรัฐบุรุษ
นี่ก็คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้าเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนคนก่อนดีกว่า
แน่ละ บางคนแสดงความเห็นว่า คนอย่างลีกวนยูหายาก จะไปฝันว่าเมืองไทยจะมีคนอย่างนี้ได้อย่างไร
คิดอย่างนี้หดหู่เกินไป เพราะเท่ากับยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากน้ำครำ ต้องรอเทวดามาโปรดอย่างเดียว
ความจริงคนเก่งแบบนี้มีในเมืองไทย แต่ไม่มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศ หรือไม่ชอบการเมืองน้ำครำ
จึงเป็นหน้าที่ของเราประชาชน ค่อยๆ ช่วยกันใส่น้ำดีเข้าไปในน้ำครำ ที่สำคัญไม่เติมน้ำครำลงไปเพิ่ม วันหนึ่งน้ำครำก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใสขึ้นบ้าง ค่อยๆ ไป ค่อยๆ ไป
เพราะถ้าเราหวังรอให้นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายให้บทลงโทษการคอร์รัปชั่นคือโทษประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัข คงต้องรอ next life afternoon
วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คิดสักนิดก่อนเทน้ำลงไปในหีบเลือกตั้ง ดูให้ชัดว่ามันเป็นน้ำดีหรือน้ำครำ
และถอดแว่นตาดำออกก่อนดู
วินทร์ เลียววาริณ
5-2-26
..................................อ่านเกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของลีกวนยูและการสร้างชาติของเขา ได้จากหนังสือ สร้างชาติจากศูนย์
สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของลีกวนยู ที่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กร ผู้บริการ นักการเมือง
เว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/248/สร้างชาติจากศูนย์
Shopee https://shopee.co.th/product/90206829/29061345680/1- แชร์
- 26
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsยังคงมีความเห็นเหมือนเดิมครับ ว่าตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
Iron Man เป็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร ชื่อจริงว่า โทนี สตาร์ค คุณลักษณ์พิเศษของเขาคือเกราะป้องกันตัว เกราะของเขาไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ป้องกันอาวุธของศัตรู ยิงไม่เข้า
Iron Man สร้างเกราะชนิดต่าง ๆ มาใช้งานปราบเหล่าร้าย และปรับปรุงเกราะหลายแบบ เช่น เกราะ MK III (Classic Armor), เกราะ MK VI (Recovery Armor), เกราะ MK VIII (Neo-Classic), เกราะวอร์แมชชีน, เกราะเอ็กซตรีมมิส ฯลฯ
นี่คือโลกของแฟนตาซี
แต่โลกของความจริงก็มีเกราะพิเศษที่ดีกว่าเกราะของ Iron Man เสียอีก
ลองจินตนาการว่าเรามีเกราะพิเศษห่อหุ้มเรา เมื่อมีคนด่า เสียงด่านั้นกระทบเกราะ แล้วร่วงลงกองที่พื้น
เมื่อมีเสียงหนวกหู มันก็เพียงกระทบภายนอก แล้วร่วงหล่น ไม่สามารถทะลุเข้าไปรบกวนจิตเราได้
เมื่อมีข่าวร้าย มันก็กระทบเกราะ ทำอะไรเราไม่ได้
เมื่อมีเรื่องร้ายภายนอก มันก็ไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะมันร่วงก่อนจะเข้าไปข้างใน
นี่คือเกราะรุ่นพิเศษที่เรียกว่า เกราะกันทุกข์
เกราะพิเศษนี้ทำงานด้วยสวิตช์เปิด
สวิตช์นี้เรียกว่า สติ
เมื่อไม่ใช้ มักจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ
.
พระไพศาล วิสาโล เขียนหนังสือ ลำธารริมลานธรรม ว่า หลวงพ่อชา สุภทฺโท เป็นพระป่าในภาคอีสาน ครั้งหนึ่งชาวบ้านจัดงานฉลองนานสามวันสามคืน ในงานจัดมหรสพเปิดเสียงดังมาก เสียงข้ามไปถึงวัดป่าที่อยู่ห่างไปหนึ่งกิโลเมตร เสียงดนตรีรบกวนทั้งคืน พระทั้งวัดนอนแทบไม่ได้
พระในวัดขอร้องผู้ใหญ่บ้าน ให้มหรสพยุติตอนตีหนึ่ง พระจะได้มีเวลาหลับบ้าง เนื่องจากต้องลุกขึ้นมาทำวัตรตอนตีสาม ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธ พระในวัดจึงไปหาหลวงพ่อชา ขอให้ท่านช่วยไปบอกชาวบ้านให้หรี่เสียงลง ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ชาวบ้านคงจะทำตาม
หลวงพ่อกลับบอกว่า “เสียงไม่ได้รบกวนท่าน ท่านต่างหากที่รบกวนเสียง”
คำพูดนี้ทำให้พระทั้งหลายได้คิด เสียงเป็นแค่เสียง ดังเพียงไรก็ไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ หากเราปล่อยวางมัน ไม่ปรุงแต่งเป็นทุกข์
สามวันสามคืนนั้น เสียงมหรสพยังดังอยู่ แต่มันไม่รบกวนใจพระในวัดอีกต่อไป
เกราะแห่งสติสามารถทำให้สิ่งที่มากระทบร่วงตก ไม่ทันได้ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ ไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางจิต
เห็นเครื่องปรุงทุกข์ แต่ไม่ปรุงเป็นทุกข์
ครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพฯ หลังจากฉันเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านเชิญท่านไปเอนกายพักก่อนเดินทางกลับวัดที่สิงห์บุรี เนื่องจากเห็นว่าท่านเดินทางมาเหนื่อย
ขณะเอนนอน ก็ได้ยินเสียงเกี๊ยะกระทบพื้นดังมาจากข้างบ้านซึ่งเป็นร้านขายของ เสียงคนเดินลากเกี๊ยะนั้นทำให้ศิษย์คนหนึ่งรำคาญบ่นเสียงดังขึ้นมา
หลวงปู่ผู้นอนหลับตาอยู่จึงกล่าวเตือนศิษย์ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง"
เกราะแห่งจิตมีประสิทธิภาพและประโยชน์มากกว่าเกราะของซูเปอร์ฮีโร เพราะมันทำให้เราไม่สร้างความทุกข์
ที่สำคัญคือมันไม่ใช่แฟนตาซี
วินทร์ เลียววาริณ
5-2-26จากหนังสือ เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarmทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คนส่วนมากคงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร พรรคไหน นโยบายใด แต่บางคนก็อาจยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะมอง ‘สินค้า’ ที่แต่ละพรรคขายเป็นเพียงพยับแดดลวงตา
สำหรับเรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝั่งต่างก็ให้เหตุผล ฝ่ายหนึ่งว่าถ้าไม่รื้อรัฐธรรมนูญ ประเทศพังแน่ เพราะมันสืบทอดเผด็จการ ฯลฯ อีกฝ่ายว่าถ้ามันปราบโกงด้วย จะไปรื้อทำไม ฯลฯ
ถกแบบนี้ยากจะได้บทสรุป เพราะเป้าหมายและมุมมองต่างกัน หรืออาจมีธงแห่งอคติตั้งไว้ก่อนแล้ว
นักอ่านหลายคนถามว่าผมจะเลือกพรรคไหน จะกาฉีกหรือไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตบอกแค่วิธีเลือกของผมก็แล้วกัน
แต่ผมต้องบอกก่อนว่า ผมมีวิธีมองโลกในแบบของผม ผมเป็นพวก pragmatic (เน้นปฏิบัติ) ไม่แคร์ยี่ห้อระบอบ ผมไม่ได้มองโลกแบบ 1 + 1 = 2 แต่ไม่ว่าจะเป็น 1 + 1 = 2 หรือ 1 + 1 = 3 ก็ต้องมีธรรมนำ
นี่คือจุดยืนและจุดที่ใช้คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
อีกไม่ถึงสองเดือน ผมจะมีอายุ 70 ผมผ่านเหตุการณ์การเมืองไทยมานาน ฉากแรกๆ ที่ผมเห็นตอนเด็กก็เป็นการเมืองเข้มข้นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจจากจอมพล ป. จอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง
สิ่งที่ผมเห็นตลอดหลายสิบปีนี้วนเวียน ซ้ำซาก จนสรุปได้ดังนี้
1 นักการเมืองส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและกลุ่มของตน ส่วนน้อยมากทำเพื่อชาติ
2 ระบบการเมืองเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง มีการลงทุน มีการซื้อเสียง มีการตลาด มีการคืนทุน มีการแสวงหากำไร
3 เราใช้โควตาเป็นหลัก จึงค่อนข้างยากที่จะได้มืออาชีพในการปกครอง นานๆ จะโผล่มาสักคนสองคน เช่น ผู้ว่าธนาคารชาติ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น
4 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลจากรัฐประหารส่วนใหญ่เหมือนกัน คือต่างก็บริหารแบบเน้นผลระยะสั้น น้อยรัฐบาลนักที่คิดวางโครงสร้างประเทศในระยะยาว 20-30 ปี
5 ทั้งระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการต่างก็สามารถทำให้ดีได้ และทำให้เลวได้พอๆ กัน
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ผู้นำจากการเลือกตั้งก็สามารถทำลายประเทศได้มโหฬาร บางคนใช้ระบบทุจริตเชิงนโยบาย โกงกินจนบ้านเมืองแทบพัง
ในทางตรงข้าม ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มือตงฉินที่สุดของแผ่นดิน กลับมาจากระบอบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อานันท์ ปันยารชุน ก็มาจากคณะ รสช.
6 เผด็จการรัฐสภาร้ายกว่าเผด็จการรัฐประหาร ทำไม? ก็เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ผ่านการเลือกตั้งมี ‘ความชอบธรรม’ กว่า ขณะที่เผด็จการรัฐประหารจะถูกด่าเช้าเย็นและถูกตรวจสอบตลอดเวลา โดยเฉพาะจากนานาชาติ จะทำอะไรก็ต้องระวังตัว เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการตกจากหลังเสือ
ตัวอย่างของเผด็จการรัฐสภาแบบเงียบๆ คือทุจริตเชิงนโยบายทั้งหลาย แบบโฉ่งฉ่างหน่อยก็เช่นการลักหลับในสภาตอนตี 4 พวกนี้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น
7 เราอยู่ในกรอบคิดว่า แค่เปลี่ยนกฎบางข้อแล้วประเทศจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น เราสามารถมีนายกฯคนนอกได้มาแต่ไหนแต่ไร จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทุกคนก็โยนความผิดไปที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร คนเดียว ในเมื่อ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯคนนอก ง่ายนิดเดียว ก็แก้กฎหมายให้นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง เท่านี้ประเทศก็เจริญขึ้นทันที!
8 คอร์รัปชั่นเป็นรากฐานของประเทศ และประชานิยมก็คือคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง
เหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นในบ้านเมืองเราในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
แล้วจะแก้อย่างไร?
ก็ต้องปฏิรูประบบ
แต่ ‘ปฏิรูประบบ’ ในความหมายของผมไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญ มันหมายถึงแก้คน
............................
มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยที่เปลือก เป็นเผด็จการในเชิงปฏิบัติ แต่ลีกวนยูนำพาชาติไปเป็นประเทศชั้นหนึ่งได้เพราะเน้นคนซื่อสัตย์ ไม่เน้นระบอบ
ลีกวนยูบอกว่า เขาไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่เขาทำเรียกว่าระบอบอะไร เขาพูดขำๆ ว่า ไอ้เรื่องทฤษฎีการปกครองนั่น ปล่อยให้พวกนักศึกษาปริญญาเอกไปทำวิจัยก็แล้วกัน ชีวิตจริงมันเป็นอีกเรื่อง
ลีกวนยูดึงสิ่งที่ดีของทุกระบอบมาใช้ มันไม่สำคัญที่ยี่ห้อระบอบ มันสำคัญที่ว่าประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก เป้าหมายของการเมืองของเขาคือให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อราษฎร นักการเมืองต้องสะอาดและมีคุณธรรม
นี่ก็คือ 1 + 1 = 3 ที่มีธรรมนำ
เมื่อเทียบกับเมืองไทยที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายสิบฉบับแล้ว แต่ไม่มีฉบับไหนทำให้เราพัฒนาถึงขั้นสิงคโปร์ ทำไม? บางทีคำตอบไม่ได้อยู่ที่กฎ แต่อยู่ที่คนใช้กฎ
อ่านให้ดี! นี่ไม่ได้บอกว่าไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แค่บอกว่าอย่าแก้เพราะไร้เดียงสาว่าแก้แล้วจะทำให้เมืองไทยเป็นสวรรค์ในพริบตา
ประเด็นที่ผมชี้คือระบอบไม่สำคัญเท่าคน ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้ระบอบอะไร ไม่ว่าจะปกครองด้วยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรืออะไร ประเทศจะดีจะเลวขึ้นกับคน
และคนจะดีได้ ก็ด้วยจริยธรรม
เปลี่ยนระบอบโดยคนไร้จริยธรรมร้อยหน ก็พังร้อยหน ตัวอย่างมีนับไม่ถ้วน
ดังนั้นวิธีเลือกตั้งของผมคือ(พยายาม)เลือกคนที่มีจริยธรรม หรือคนที่พอมีจริยธรรมเหลืออยู่บ้าง
วิธีหนึ่งที่จะคัดคนไร้จริยธรรมออกไปคือดูพฤติกรรมการโกหก คนที่โกหกหน้าตาย พูดไม่เคยตรงกัน สามารถเปลี่ยนจุดยืน 180 องศาเพื่อให้ได้รับเลือก คือคนที่เราไม่ควรเลือก เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองหลายสิบปีของเราชี้ชัดว่า คนโกหกไม่ทำชั่วไม่โกงกินไม่มี
คนมีกลิ่นตัวเปลี่ยนชุดใหม่อะไร ก็มีกลิ่นตัว
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้อ่านควรมองภาพรวมของประเทศในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้า อย่ามองสั้นๆ แค่ 4 ปีของวงจรเลือกตั้ง
เราเป็นหนี้ลูกหลานเหลนของเราที่จะส่งต่อประเทศไทยในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อย ไม่ใช่รัฐล้มเหลว
วินทร์ เลียววาริณ
4 กุมภาพันธ์ 2569 / 4 วันก่อนวันเลือกตั้ง1- แชร์
- 40
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ -
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
เซลล์ของมนุษย์ผลัดถ่ายใหม่เสมอ เซลล์เก่าร่วงโรย เซลล์ใหม่มาแทนที่ เป็นเช่นนี้ทั่วทั้งร่างกาย
โดยนัยนี้ เราเป็นคนใหม่ตลอดเวลา! หรืออาจพูดได้ว่าเรา 'เกิดใหม่' ตลอดเวลา
มองจากมุมของเซลล์แล้ว เราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราเมื่อยี่สิบปีก่อน
สิ่งที่เป็น 'ตัวเรา' อาจจะเป็นเพียง 'ความเคยชิน' ที่สืบทอดมาเท่านั้น
ทั้ง ๆ ที่ความเคยชินหลายอย่างเป็นเรื่องไม่ดี แต่กระนั้นคนจำนวนมากก็ยังเลือกที่จะใช้เวอร์ชั่นเก่าไปจนวันตาย
แน่นอน ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมที่เคยชิน แต่นาน ๆ ครั้ง เราก็สมควรพิจารณาตนเองว่า ควรอัพเกรดตัวเองหรือไม่ และที่จุดใด
การพิจารณาประเมินตัวเองทั้งทางกายและใจทำให้เรารู้ว่าตนเองกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ชีวิตดีขึ้นหรือตกต่ำลงจากอดีต ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเศรษฐกิจเสมอไป
หลายคนอาจมีฐานะการเงินดีขึ้นกว่าเมื่อ 5-10 ปีก่อน แต่คุณภาพชีวิตอาจแย่ลงกว่าเดิม ไม่มีความสุขเหมือนเก่า
เมื่อประเมินตนเองได้ ก็ใช้ข้อมูลนี้ตัดสินใจว่าจะอัพเกรดตัวเองหรือไม่อย่างไร
แม้จะไม่รวยกว่าเดิม แต่อย่างน้อยที่สุดก็สมควรอัพเกรดตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่มีความสุขกว่าเดิม การปรับปรุงตัวเองอาจง่ายกว่าที่คิด เริ่มเปลี่ยนที่ทัศนคติ
ในทางกายภาพ อัพเกรดตัวเองให้ แข็งแรงขึ้น ให้เส้นรอบเอวลดลง ให้หัวใจเต้นดีขึ้น
ในทางความคิด เปิดกว้างมากขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหวนกลับเข้าห้องเรียนใหม่หรือไม่ก็ตาม
ในทางจิตใจ ลดความเครียด เติมน้ำดีเข้าไปในหัวใจ ลดความโลภ เพิ่มความพอเพียง บ่นน้อยลง ด่าคนน้อยลง มองด้านดีของคนอื่นมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้เรา 'เกิดใหม่' เป็นคนใหม่ที่มีความสุขกว่าเดิม ซึ่งอาจจะดีกว่าการเปลี่ยนเซลล์เสียอีก
วินทร์ เลียววาริณ
4-2-26จากหนังสือเสริมกำลังใจ สองปีกของความฝัน
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝันทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1- แชร์
- 23
