-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
คอมเมนต์หนึ่งที่ผมได้รับจากการวิจารณ์หนังในรอบหลายปีนี้คือ "วิจารณ์หนังคนอื่นว่าแย่ แล้วทำหนังเองเป็นไหม" ฯลฯ
อ่านคอมเมนต์แบบนี้แล้วก็ยิ้ม น้อยคนมากที่รู้ว่าผมเคยวนเวียนอยู่ในวงการทำหนัง
เมื่อเรียนจบคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2523 ผมไปทำงานสถาปนิกที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ 3-4 ปี ก็เปลี่ยนทิศไปเรียนต่อสายกราฟิกดีไซน์ที่นิวยอร์ก ตั้งใจไปเรียนวิชาที่ไม่มีสอนในเมืองไทยหรือยังมีน้อย เช่น กราฟิก ดีไซน์ conceptual illustration (วาดรูปโดยมีคอนเส็ปต์) การสร้างหนัง การทำ animation ฯลฯ รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอเมริกา ผมเป็นรุ่นแรกๆ ที่เรียนออกแบบด้วยเครื่อง Apple IIe
ผมเรียนได้ปีเดียว เงินที่เก็บมาก็หมด จึงออกมาทำงานเป็นสถาปนิกตอนกลางวัน วาดรูป ส.ค.ส. ขาย ฯลฯ และเริ่มเก็บวิชาเหล่านี้ในภาคกลางคืน
สำหรับวิชาสร้างหนังหรือ filmmaking ถ้าจะเรียนครบชุดจนได้ปริญญา ต้องใช้เวลาราว 3-4 ปี และค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ผมไม่มีเงิน ก็ใช้วิธีเรียนด้วยตัวเองจากตำราในห้องสมุด พอเข้าใจหลักการทำหนังขั้นพื้นฐานแล้ว ก็ข้ามขั้นไปสมัครเรียน filmmaking ระดับสูงขึ้น เรียนโดยไม่มีปริญญา เพราะหากจะเอาปริญญา ต้องเริ่มจาก basic filmmaking ค่าหน่วยกิตสูงกว่าราวสองเท่า
ผมเรียนทำหนังภาคปฏิบัติจริง ทั้งการเขียนบท การถ่ายทำ การกำกับ การตัดต่อ สมัยนั้นวงการหนังยังเป็นอนาล็อก ตัดต่อด้วยมือ เฟรมต่อเฟรม
ผมทำหนังตัวอย่างทั้งหนังคนแสดงกับ การ์ตูน animation วิชาละเรื่อง แล้วกลับเมืองไทย เพื่อเอาตัวอย่างผลงานไปสมัครงาน ดูว่าสายลมแห่งชะตากรรมจะพัดไปทางทิศไหน ทิศทำหนังหรือทิศโฆษณา
ผมกลับเมืองไทยยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ หางานยากมาก ประตูหลายบานปิดสนิท ผมไม่ได้เข้าไปในวงการทำหนัง แต่มีโอกาสเจาะเข้าสู่วงการโฆษณา จึงหันไปเอาดีทางสายโฆษณาและนักเขียนพร้อมกัน
ถามว่าถ้าวันนั้นได้ไปทำงานในบริษัทสร้างหนัง วันนี้จะได้เป็นนักสร้างหนังไหม ตอบตรงๆ ว่าไม่รู้ แต่เป็นไปได้สูงที่จะประกอบอาชีพทำหนัง เพราะตอนนั้นไฟการแต่งนิยายท่วมหัว เมื่อไม่ได้ไปทางหนัง ก็ไปทางเขียนนิยายเป็นพายุบุแคม หลังจากงานเขียนได้รับรางวัลสารพัด ก็เลิกคิดไปทางทำหนังโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ว่ากันตรงๆ ถ้าไปทางสายทำหนัง ก็อาจยากมากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะนิสัยอินโทรเวิร์ดของตัวเองไม่เหมาะกับอาชีพที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย
การทำหนังจึงเป็นทางที่ไม่ได้เดินต่อ แต่กระนั้นก็อยู่ใต้เงาของทางสายนี้เสมอมา
ถ้าสังเกตงานเขียนของผม จะพบว่ามันมีกลิ่นของบทหนังอยู่มาก คือห้วน กระชับ ตัดต่อแต่ละฉากเป็นท่อนๆ ทุกวันนี้ก็เขียนเรื่องสั้นและนวนิยายเหมือนเขียนบทหนัง นิยายหลายเรื่องที่ผมเขียนแทบเอาไปสร้างหนังได้เลย
เวลาผ่านไปนานหลายสิบปีนับแต่วันที่ผมไปเรียนทำหนังที่นิวยอร์ก ผมพบว่าศิลปะก็คือศิลปะ หนัง หนังสือ บทกวี เพลง เป็นแค่ 'product' ที่แตกต่างของสิ่งเดียวกัน
ในชีวิตเราทุกคน มีหลายปัจจัยและตัวแปรที่ทำให้เราเดินตามทางที่เราเลือก ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ สำหรับคนที่ยืนบนทางแพร่งต้องเลือกอาชีพ ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอาดีที่สุดสายไหน
ผมเลือกทางสายนักเขียน ผ่านไปสี่สิบปี ก็ทิ้งรอยเท้าเล็กๆ ของเราเองไว้สายหนึ่ง ถึงจะ "ทำหนังไม่เป็น" ก็พอใจแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
1 ตุลาคม 25692- แชร์
- 28
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
รุกฆาต และ Mini Exist ขายเดี่ยวแล้ว สามารถถือเดี่ยวแยกเล่ม หรือรวมเล่ม
มีจำหน่ายทั้งในเว็บไซต์ผมและ Shopee
คนที่ได้โค้ดส่วนลดของ Shopee ก็อาจซื้อทางนั้นได้
จะมีจำหน่ายในงานหนังสือด้วย
....................
รุกฆาต เว็บ
https://www.winbookclub.com/store/detail/263/%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%86%E0%B8%B2%E0%B8%95Mini Exist เว็บ
https://www.winbookclub.com/store/detail/262/Mini%20Existขายคู่ เว็บ (ยังมีแถมหนังสือ เส้นสมมุติ)
https://www.winbookclub.com/store/detail/264/%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%86%E0%B8%B2%E0%B8%95%20+%20Mini%20Exist
........................................รุกฆาต Shopee
https://s.shopee.co.th/8fSl8rBTkBMini Exist Shopee
https://s.shopee.co.th/9peiX64c5Iขายคู่ Shopee (ยังมีแถมหนังสือ เส้นสมมุติ)
https://s.shopee.co.th/5LCJAsTKeE........................................
2- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อสิบห้าปีก่อน หนังไซไฟทริลเลอร์เรื่องหนึ่งชื่อ Limitless มาฉายในบ้านเรา เป็นผลงานของ Neil Burger นำแสดงโดย Bradley Cooper หนังสนุกและมีความสดใหม่ในการใช้ภาพ
หนังใช้เทคนิค fractal zooming (การซูมไม่สิ้นสุด) ภาพมุมสูง motion-control ฯลฯ ในยุคที่ยังไม่ใช้ CGI หนักเหมือนสมัยนี้ ถือว่าใหม่ทีเดียว
Neil Burger ทำหนังไม่มากนัก เรื่องอื่นๆ เช่น The Illusionist (2006), Divergent (2014)
ปีก่อน Neil Burger ปล่อยหนังใหม่ออกมา ชื่อเรื่อง Inheritance เป็นหนังสายลับกึ่งผจญภัย คราวนี้มีความใหม่อย่างหนึ่งคือถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยไอโฟน
ใช่ ไอโฟนในมือคุณนั่นแหละ
Inheritance มีพล็อตไม่ซับซ้อน เรื่องของหญิงสาวที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวงการสายลับโดยไม่ตั้งใจ มันเป็นหนังที่ให้กลิ่นสายลับมากกว่าจะเป็นหนังสายลับจริงๆ ให้อารมณ์การไล่ล่าแบบหนังชุด เจสัน บอร์น แต่ไม่มีฉากยิงกัน (แต่ทั้ง เจสัน บอร์น และ Inheritance ใช้กล้อง handheld คือถือด้วยมือเหมือนกัน ข้อแตกต่างคือเรื่องหลังเป็น handheld ของไอโฟน) เป็นหนังสเกลเล็กที่ทำได้ตื่นเต้นดี
หนังให้ความบันเทิงสูง และจบแบบหักมุม
การถ่ายทำด้วยไอโฟนทำให้สามารถถ่ายในมุมที่กล้องขนาดใหญ่ทำได้ยากกว่าและแพงกว่า ทำให้สามารถแอบถ่ายในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องขออนุญาต และลดขนาดกองถ่ายลง ท้ายที่สุดก็ลดงบสร้างหนัง
หนังเรื่องนี้อาจแผ้วทางให้การสร้างหนังทำได้ง่ายขึ้น และลดต้นทุนลง เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่กล้องถ่ายหนัง แต่เป็นบทหนังที่เป็นหัวใจของเรื่อง
หนังได้คะแนนต่ำใน IMDb และ Rotten Tomatoes แต่อย่าไปสนใจคะแนนพวกนั้นเลย เพราะหนังดีกว่าที่คิด
ฉายทาง Netflix
วินทร์ เลียววาริณ
30-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 16
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ในช่วงบั้นปลายชีวิตของผู้นำทั้งสามก๊ก แต่ละก๊กก็ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ และยังรบพุ่งกันอยู่เพื่อรวมแผ่นดินเป็นของฝ่ายตน
การศึกระหว่างพระเจ้าเล่าปี่กับฝ่ายกังตั๋ง นำทัพโดยลกซุน พระเจ้าเล่าปี่สั่งให้ทหารตั้งค่ายเรียงรายไปตามสองฝั่งน้ำ ระยะทางเจ็ดร้อยลี้
ม้าเลี้ยงที่ปรึกษาทางทหารถวายคำแนะนำพระเจ้าเล่าปี่ให้ปรึกษาขงเบ้งก่อน พระเจ้าเล่าปี่ไม่พอพระทัย ตรัสว่าเรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร พระองค์มีประสบการณ์ทำศึกมาทั้งชีวิต
เมื่อเห็นว่าเจ้านายไม่ฟังเสียง ม้าเลี้ยงก็ส่งม้าเร็วไปหาขงเบ้งที่เสฉวน นำแผนการตั้งค่ายไปให้ขงเบ้งดู ขงเบ้งเห็นแผนการศึกของพระเจ้าเล่าปี่แล้วก็ตกใจ มองออกว่าหากข้าศึกจุดไฟเผา ทั้งกองทัพจะพินาศ ในอดีตก็มีบทเรียนคราวโจโฉแตกทัพเรือมาแล้ว เมื่อเขาสั่งผูกเรือทั้งหมดเข้าด้วยกัน
คำห้ามของขงเบ้งไปไม่ทันการณ์ เพราะกองทัพลกซุนโจมตีก่อน ในราตรีหนึ่งเมื่อลมแรง ทหารกังตั๋งก็จุดไฟเผาค่ายของพระเจ้าเล่าปี่พินาศ เพลิงรายล้อมปิดทุกทางหนี ยาวต่อเนื่องทั้งเจ็ดร้อยลี้
พระเจ้าเล่าปี่ทรงรอดชีวิตมาได้เพราะทหารเอกจูล่งบุกฝ่าวงล้อมศัตรูเข้าไปช่วย ด้วยฝีมือทวนที่เป็นหนึ่งในแผ่นดิน จูล่งฆ่าทหารเอกฝ่ายศัตรูอย่างง่ายดาย ช่วยพระองค์ออกมาได้
พระเจ้าเล่าปี่แตกทัพหนีไปถึงเมืองเป๊กเต้เสีย ไพร่พลเจ็ดสิบห้าหมื่นเหลือเพียงสามร้อยคน ตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์
สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งในสังคมการปกครองคือการวิจารณ์หรือแย้งผู้ใหญ่ หรือกระทั่งการพูดความจริงกับผู้ใหญ่
การเคารพต่อผู้อาวุโสเป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกมาแต่โบราณ เมืองไทยมีประเพณีการทักทายคือ ผู้มีอายุน้อยกว่าไหว้ผู้มีอายุมากกว่าก่อนเสมอ
ขณะที่ประเพณีฝรั่งใช้ระบบการจับมือกัน เป็นการติดต่อเชิงราบ ด้วยแนวคิดแบบเสมอภาค ข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องเล็งว่าใครมีอายุมากกว่าใคร และคำนวณว่าใครควรไหว้ใครก่อน
แต่กระนั้นก็ยังมีแรงกดเชิงดิ่งแฝงอยู่ เสียงของผู้ใหญ่มักดังกว่า
เรามีบ่วงที่เรียกว่า ‘ความเกรงใจ’ และ ‘สัมมาคารวะ’ รัดจนแน่น จนบางครั้งแยกมันไม่ออกจาก ‘ความถูกต้อง’ และ ‘ความจริง’
การพูดกับผู้ใหญ่ในเชิงโต้แย้งและวิจารณ์จึงต้องใช้เทคนิคชั้นสูง เพราะอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้ แต่ถ้าลูกน้องไม่พูดเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ องค์กรก็อาจล้มได้ เพราะเจ้านายไม่ได้ทำถูกเสมอไป
เรามีค่านิยมไม่สวนแย้งผู้ใหญ่ อาจเพราะเราถูกอบรมมาแต่เด็กว่า ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน จึงรู้มากกว่า
แต่ความจริงคือการอาบน้ำร้อนมาก่อนเป็นคนละเรื่องกับการรู้มากกว่า และการรู้มากหรือรู้น้อยก็เป็นคนละเรื่องกับสัมมาคารวะ ปนกันเมื่อไร องค์กรก็อาจล้มได้ เพราะไม่มีใครกล้าชี้จุดผิดพลาดของผู้ใหญ่
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล บอกว่าคำวิจารณ์มีหน้าที่เหมือนกับความเจ็บปวดของร่างกาย เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี
ไม่เจ็บก็ไม่รู้ว่าร่างกายมีปัญหา
วินทร์ เลียววาริณ
30-9-26จาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20TaoShopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
Shopee โปรโมชั่น
https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-(S11)-กอดหนาม-ผ่าสมองไอน์สไตน์-MiniTao-ราคาปก-825.-พิเศษ-640.-พร้อมลายเซ็นนักเขียน-i.90206829.25115927514?sp_atk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f8650520&xptdk=7b908643-99d5-42ab-b178-8d87f86505202- แชร์
- 31
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
David Ayer เป็นผู้กำกับหนังที่ทำหนังฆ่าๆ แกงๆ มาหลายเรื่อง เช่น Fury (แบรด พิตต์) Street Kings (คีอานู รีฟส์) The Beekeeper (เจสัน สเตธัม) ฯลฯ
ล่าสุดเขาหันมาจับหนังแนวอ่อนโยนต่อหัวใจ ร่วมงานกับ แบรด พิตต์ อีกรอบ คือ Heart of the Beast
Heart of the Beast เป็นหนังแนว survival film การผจญภัยของคนกับสุนัข German Shepherd ในป่าอะลาสกา
น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมดูซึ่งตั้งคำถามว่า หมามี PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) จากสงครามได้ไหม
นี่เป็นหนังผจญภัยแบบละมุนหัวใจ ประมาณ Hachi: A Dog's Tale + Togo + The Call of the Wild + 127 Hours
นี่เป็นหนังการผจญภัยร่วมกันของสองชีวิตที่บาดเจ็บจากสงคราม และพบสงครามครั้งใหม่ในป่า ด้วยเดิมพันคือชีวิต
หนังมีตัวละครน้อยมาก ฉากหนึ่งในตอนต้นเรื่อง ตัวละคร Watkins (J. K. Simmons) มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้ James Belmont (แบรด พิตต์) ข้อความหนึ่งในหนังสือคือ "It's not who you live for. It's who you'd die for."
นี่บอกความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาทั้งเรื่อง
หนังสวยงาม ได้อารมณ์และบรรยากาศตั้งแต่เปิดเรื่อง เป็นหนังเน้นอารมณ์มากกว่าพล็อต เป็นหนังอบอุ่นหัวใจเรื่องหนึ่ง และมีโอกาสสูงที่ทำให้ผู้ชมเสียน้ำตาได้
(บรรทัดสุดท้ายเป็นสปอยเลอร์นิดหน่อย)
บอกไว้ก่อนสำหรับคนไม่ชอบหนังหมาตาย ไม่ต้องกังวล หมาไม่ตาย
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)
วินทร์ เลียววาริณ
29-9-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
3- แชร์
- 30
