• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เป็นกำหนดที่ทรัมป์จะทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน ให้กลายเป็นยุคหิน

    แต่นาทีสุดท้ายทรัมป์ก็ยืดเวลาออกไปอีก

    แล้วประกาศชัยชนะ

    ถึงนาทีนี้ชาวโลกไม่แคร์ว่าทรัมป์จะโกหกหรือ TACO แต่การไม่ทำตามคำขู่ทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น อย่างน้อยก็ชั่วคราว

    หลายคนเชื่อว่าทรัมป์มีอาการโรคประสาทแน่นอน เพราะพูดแต่ละชั่วโมงไม่ตรงกัน

    นี่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูที่นิวยอร์กเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ชื่อ Being There

    หนังปี 1979 แสดงโดย ปีเตอร์ เซลเลอร์ส แสดงเป็นตัวละคร แชนซ์ (Chance)

    เรื่องนี้ดีมาก บทภาพยนตร์กวาดหลายรางวัล

    .......................

    (มีสปอยเลอร์ จำเป็นต้องเล่า ไม่งั้นก็ไปต่อไม่ได้ ใครอยากจะดู ก็หาดูเอาเองก่อนอ่าน ใน YouTube ก็มี)

    .......................

    ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชื่อ แชนซ์ เป็นคนสวนในบ้านหลังหนึ่ง เขาผ่านทั้งชีวิตในบ้านหลังนี้ แชนซ์รู้เรื่องเดียวคือทำสวน และมีกิจกรรมยามว่างอย่างเดียวคือดูโทรทัศน์ เมื่อเจ้านายของเขาถึงแก่กรรม ทนายความก็สั่งให้เขาออกจากบ้าน

    แชนซ์เดินทางไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ออกไปในโลกภายนอก แชนซ์เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เขาเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น แต่เขาจดจำการสื่อสารจากหนังต่างๆ ในโทรทัศน์

    เดินทางไประยะหนึ่ง เขาบังเอิญพบกับหญิงคนหนึ่ง ชื่อ อีฟ แรนด์ ภรรยาของเศรษฐีคนหนึ่ง เธอถามชื่อเขา เขาตอบว่า "Chance, the gardener" เธอได้ยินเป็น "Chauncey Gardiner"

    อีฟพาแชนซ์ไปที่คฤหาสน์ เบนสามีเธอกำลังป่วยระยะสุดท้าย เบนสังเกตเห็นการแต่งตัวของแชนซ์ประณีต แต่เป็นแบบโบราณ เพราะแชนซ์สวมชุดของเจ้านายเก่าของเขา เบนเข้าใจว่าแชนซ์เป็นผู้ดีเก่าตกยาก

    ทั้งสองสนทนากัน เบนเห็นว่าแชนซ์ฉลาด หลักแหลม ซึ่งเกิดจากการใช้ภาษากำกวม หรือคนละเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เพราะแชนซ์ฉลาด

    เบนเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี จึงพาแชนซ์ไปพบประธานาธิบดี ในช่วงหนึ่งพวกเขาพูดเรื่องเศรษฐกิจ แชนซ์เปรียบเทียบความเจริญของเศรษฐกิจกับการปลูกต้นไม้ในสวน ประธานาธิบดีเข้าใจว่าแชนซ์พูดเปรียบเทียบ นึกชมว่าาแชนซ์ฉลาด

    เมื่อประธานาธิบดีพูดกับประชาชน ก็เอ่ยชื่อ Chauncey Gardiner ทำให้ทันใดนั้นแชนซ์กลายเป็นดาวเด่นในวอชิงตัน ออกรายการสัมภาษณ์มากมาย

    แชนซ์ออกรายการต่างๆ พูดจาโดยไม่เข้าใจบริบท แต่มักโยงเข้ากับการทำสวน และยกคำพูดที่เขาได้ยินจากทีวี ผู้คนก็เชื่อว่าเขาฉลาดหลักแหลม บวกกับบุคลิกอ่อนโยนของเขา ใครๆ ก็ชอบเขา

    หน่วยสืบราชการลับของหลายประเทศเริ่มสืบประวัติของแชนซ์ แต่ไม่พบอะไรเลย

    เบนผู้กำลังจะตายเสนอให้อีฟภรรยาใกล้ชิดกับแชนซ์ อีฟเข้าหาแชนซ์ แต่เขาไม่สนใจเรื่องเซ็กซ์ ก็จูบอีฟตามที่เขาเห็นในหนังทีวี แล้วหยุดกะทันหัน อีฟถามแชนซ์ว่า เขาชอบแบบไหน (หมายถึงเซ็กซ์) แชนซ์ตอบว่า "I like to watch." (ผมชอบดู - หมายถึงชอบดูโทรทัศน์) อีฟจึง... (ท่อนนี้ขออนุญาตเซ็นเซอร์)

    คะแนนนิยมของประธานาธิบดีตกต่ำ คนรอบตัวจึงเสนอให้แชนซ์เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

    ในตอนจบ แชนซ์เดินข้ามทะเลสาบโดยไม่จมน้ำ

    Being There เป็นหนังที่ต้องตีความ ออกแนวเสียดสีสังคม มันสะท้อนสังคมที่เลือกผู้นำตามภาพที่เห็นบนจอทีวี และตีความคำพูดของคนผู้นั้นตามที่สมองของตนอยากเชื่อ ไม่ว่าพูดเหลวไหลเลอะเทอะอะไร คนที่เชื่อก็ตีความว่าเป็นความฉลาด เป็นอัจฉริยะ ทำให้สามารถเลือกใครสักคนเป็นผู้นำ ทั้งที่คนผู้นั้นอาจเป็นคนปัญญาอ่อน

    นี่ก็คือคำตอบว่าทำไมชาวเยอรมันค่อนประเทศสามารถเดินตามฮิตเลอร์ไปสู่ความพินาศ และในยุคที่เต็มไปด้วยเด็กในร่างผู้ใหญ่ สามารถเชื่อคนที่ให้คำสัญญาว่างเปล่าบนหน้าจอโทรทัศน์

    เพราะเมื่อเลือกเชื่อภาพลวงตา ก็สามารถสั่งสมองให้เชื่อว่าตนเดินบนน้ำได้

    ท้ายที่สุดก็จมน้ำตายทั้งประเทศ

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    รถบรรทุกสินค้าคันหนึ่งแล่นเข้าใต้สะพานแห่งหนึ่ง แต่ลอดผ่านไปไม่ได้ เนื่องจากรถบรรทุกสูงกว่าท้องสะพานเล็กน้อย แม้ความต่างจะมีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงนิ้ว แต่คนขับก็จำต้องหยุดรถและเตรียมถอยกลับไปหาเส้นทางอื่น

    แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น ใครคนหนึ่งก็เสนอความคิดว่า ไม่จำเป็นต้องถอยกลับ เขายังสามารถขับรถลอดสะพานได้ เพียงแค่ปล่อยลมยางออกไปส่วนหนึ่ง ล้อรถจะแบนลงกว่าเดิมสักนิ้ว รถก็ต่ำพอลอดใต้สะพานนั้นไปได้

    บางปัญหาเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา มีทางแก้อยู่ตำตานี่เอง มองด้วยมุมเดิมมักไม่เห็น ขอเพียงเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อยเท่านั้นก็แก้ปัญหาที่ดูเหมือนสวนทางกับตรรกะได้ลุล่วงอย่างไม่น่าเชื่อ

    ในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เราควรแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ ‘รถ’ หรืออยู่ที่ ‘สะพาน’ แล้วแก้ตรงจุดนั้น

    สะพานปรับไม่ได้ แต่รถปรับระดับได้ ดังนั้นหากมองแต่ ‘สะพาน’ ก็อาจไม่เห็นทางออก

    คนส่วนมากมักมองว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บางครั้งไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะมองสถานการณ์แค่ที่จุดจุดเดียว

    ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ยังสอนเราว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ ‘ยอมเขาก่อน’ อาจช่วยแก้ไขหลายปัญหาได้

    หากไม่ยอมปล่อยลมยางออกไปบ้าง แข็งขืนดื้อดึงดันทุรังอย่างเดียว ปัญหาก็อาจยังคงเป็นปัญหา

    ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ก็คือหลักทางสายกลางของพุทธนั่นเอง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป เป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่สร้างปัญหาน้อยที่สุด

    บางครั้งเราก็ควรทำตัวเป็น ‘สะพาน’ บางครั้งเป็น ‘ยางรถ’

    บางเรื่องในชีวิตเราต้องเป็นสะพาน แข็งแกร่ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครหรืออะไร เช่นยืนหยัดหลักการความถูกต้อง ความยุติธรรม แต่ในบางเรื่องเราอาจต้องยอมเป็นยางรถยนต์ ยอมลดความแข็งลง ยอมเขาก่อน แล้วสถานการณ์ก็อาจดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

    ชีวิตมีทั้งการใช้ไม้แข็งและไม้อ่อน ไม่แข็งเสมอไป ไม่อ่อนตลอดเวลา

    สถานการณ์การเมืองหลายเรื่องของเราเป็นการเผชิญหน้าที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ผลก็คือการปะทะชนกัน ต่อให้ชนะก็เสียหายเช่นกัน โดยมากเป็นความเสียหายต่อส่วนรวม ดังที่คนโบราณเปรียบว่า เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

    ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าคนเป็นเจ้านายหรือลูกน้องก็ต้องรู้จักเป็น ‘สะพาน’ และ ‘ยางรถ’ ในโอกาสและสถานการณ์ที่พอเหมาะ

    เจ้านายที่แข็งตลอดเวลายากที่จะรักษาลูกน้องดี ๆ ไว้ แต่ถ้าอ่อนปวกเปียก องค์กรก็ล้มได้

    ทางสายกลาง!

    ปรัชญา ‘สะพาน-ยางรถ’ สามารถใช้ได้ดีในเรื่องความรักเช่นกัน

    หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็น ‘สะพาน’ อย่างเดียว ไม่ยอมเป็น ‘ยางรถ’ บ้าง ชีวิตคู่ก็ล่มได้

    ธอมัส เมอร์ตัน นักคิด-นักเขียน-นักปราชญ์ชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง มนุษย์ที่แท้ เขียนว่า “การเริ่มต้นของความรักคือการยอมให้คนที่เรารักเป็นตัวของพวกเขาเองโดยสมบูรณ์ ไม่ปรับแปลงพวกเขาให้เข้ากับภาพของเรา มิฉะนั้นเราก็รักเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่เราพบในพวกเขา”

    อย่าพยายามเปลี่ยนคนที่เรารักให้เหมือนเรา (ด้วยข้ออ้างว่าเพราะเรารักเขานี่นา) แต่หาทางอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เปรียบเหมือนสายน้ำที่เมื่อไหลเจอภูผา ก็รู้จักอ่อนตัวลง เมื่อเจอเศษดินเศษทราย ก็ไหลเชี่ยวกรากเพื่อชะล้างเศษซากออกไป

    เพราะชีวิตสั้นนิดเดียว อย่าผ่านไปอย่างสุดโต่ง ไม่สนุกหรอก

    และเพราะชีวิตก็เหมือนการขับรถ ช้าหรือเร็วก็ต้อง ‘ลอดใต้สะพาน’ ที่เตี้ยกว่ารถของเรา

    วินทร์ เลียววาริณ
    9-4-26
    จาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
    36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ถ้าไม่มีสงครามอิหร่าน ข่าวนี้จะดัง

    คือข่าวยานอวกาศ Artemis II เดินทางไปดวงจันทร์

    นี่เป็นโครงการไปดวงจันทร์อีกรอบของสหรัฐฯ หลังจากว่างเว้นไปห้าสิบปี

    สหรัฐฯไปดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 1969 ไม่ใช่เพราะรักการผจญภัย หรือต้องการค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องการเมืองโลกล้วนๆ

    ยังไง?

    หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ก็เป็นปฐมบทของสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีนิยมตะวันตกกับโลกคอมมิวนิสต์

    ในเดือนตุลาคม ปี 1957 สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกหนัก 184 ปอนด์ ชื่อ สปุตนิก 1 โคจรรอบโลกครบหนึ่งรอบในเวลาเก้าสิบนาที

    ผู้นำสหรัฐฯช็อกอย่างแรง รู้ว่าใครก็ตามที่ครองอวกาศจะครองโลก

    การส่งดาวเทียมดวงแรกของโซเวียตเป็นการแสดงให้สหรัฐฯเห็นว่า เทคโนโลยีของโซเวียตเหนือกว่า

    โซเวียตกระหน่ำดอกที่สอง ส่งสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไป และดอกที่สามส่งมนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกสำเร็จ ชื่อมิสเตอร์ ยูริ กาการิน

    สหรัฐฯเปิดประชุมฉุกเฉิน ต้องตามโซเวียตในด้านอวกาศให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกโซเวียตจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธติดดาวเทียม

    สงครามเย็นย้ายสมรภูมิจากบนพื้นโลกไปที่เหนือชั้นบรรยากาศโลก 
    สหรัฐฯระดมหัวกะทิมาสร้างจรวด ในระดับเดียวกับการทำระเบิดปรมาณูในโครงการแมนฮัตตัน

    ก้าวแรกๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า และผิดพลาด เช่น นักบินสามคนในอพอลโล 1 ถูกไฟคลอกตาย

    ขณะที่ดูเหมือนว่าอเมริกาจะแพ้ในเกมนี้ ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี กลับกำหนดนโยบายไกลกว่าแค่ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลก

    เคนเนดีกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาสูงในวันที่ 25 พฤษภาคม 1961 ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้สมควรรับภาระที่จะบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย ไม่มีโครงการอวกาศใดในช่วงเวลานี้ที่น่าทึ่งสำหรับมนุษยชาติและสำคัญต่อการสำรวจอวกาศในระยะยาว และไม่มีโครงการใดที่ยากเย็นและแพงในการบรรลุเป้านี้..."

    ทุกคนตะลึง ตั้งเป้าสูงมาก

    แต่เมื่อนโยบายชัดเจน ระดมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นเยี่ยมของประเทศมาทำงาน โครงการอพอลโลก็สำเร็จ ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 หนึ่งปีก่อนเส้นตายของเคนเนดี  หลังจากอพอลโล 11 ลงดวงจันทร์ โซเวียตก็เลิกคิดไปเหยียบดวงจันทร์ เพราะเป็นหมายเลข 2 ไม่มีคุณค่าอะไร

    อเมริกันชนะในเกมนี้

    เมื่อชนะก็ไม่คิดจะสานต่อโครงการนี้อีก เปลืองเงินเปล่าๆ

    แล้วทำไมตอนนี้จึงคิดไปดวงจันทร์อีกรอบ?

    ก็เพราะผ่านไปหลายสิบปี ทั้งอินเดียและจีนส่งยานไปดวงจันทร์ โดยเฉพาะจีนที่หายใจรดต้นคอ ใครจะรู้ว่าจีนจะไม่ไปตั้งฐานหรืออาณานิคมที่ดวงจันทร์ สหรัฐฯสัมผัสแรงสั่นสะเทือนนี้ จำต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อสกัดกั้นจีน

    นี่คือเหตุผลเดียวที่สหรัฐฯหวนกลับไปดวงจันทร์ หลังจากนั้นก็คงไปดาวอังคาร

    ในเมื่อเป็นโครงการใหม่ที่สานต่อจากโครงการอพอลโล (Apollo) ก็ต้องตั้งชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อน

    ปรากฏว่าตั้งชื่อ Artemis ได้เหมาะสมยิ่ง

    ยังไง?

    ตามตำนานกรีก Artemis กับ Apollo เป็นพี่น้องฝาแฝด คนแรกเป็นเทพธิดาแห่งการล่าคนหลังเทพธิดาแห่งตะวัน

    ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม โลกเราพัฒนาเทคโนโลยีเร็วที่สุด มากที่สุดในช่วงสงครามและเกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองโลก

    เมื่อจีนคุม rare earth ชาติอื่นๆ ก็ต้องรีบพัฒนา เมื่อสหรัฐฯสกัดกั้นชิพเข้าจีน จีนก็รีบพัฒนาชิพของตัวเองโดยด่วน

    สงครามเย็นไม่เคยยุติ เพราะเราแบ่งเขาแบ่งเราตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

    อยู่ด้วยกันดีๆ ไม่เป็น

    วินทร์ เลียววาริณ
    8 เมษายน 2026

    1
    • 0 แชร์
    • 30
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    หมอบอกชาคริตว่าเขามีนิ่วจำนวนมากในถุงน้ำดี มันอาจจะอุดตันเมื่อไรก็ได้ ชาคริตเห็นคลิปจาก YouTube ยืนยันว่าดื่มน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิลไซเดอร์มากๆ จะขับนิ่วในถุงน้ำดีออกมาเป็นเมือกสีเขียว โดยไม่ต้องผ่าตัด ชาคริตก็ไปซื้อมาดื่มทุกวันนานเป็นเดือน ทุกครั้งที่ถ่ายเมือกสีเขียวออกมา ชาคริตก็นึกดีใจว่านิ่วหลุดออกมาแล้ว ไม่นานต่อมาชาคริตปวดท้องอย่างรุนแรง หมอบอกว่านิ่วอุดตัน ต้องผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้ง

    ชาคริตเสียเงินเสียเวลาดื่มน้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิลไซเดอร์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะเขาเชื่อคำบอกเล่ามากกว่าจะค้นคว้าและศึกษาความจริงทางการแพทย์ซึ่งชี้ว่า ขับนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีนี้ไม่ได้

    ในสมัยนี้นิ่วอุดตันอาจไม่ทำให้ใครเสียชีวิต แต่หากเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เรากินยาผีบอก ก็อาจตายเร็วขึ้นเพราะข้อมูลผิดๆ

    ชาตรีกำลังตกงาน เพื่อนบอกเขาว่าเปลี่ยนชื่อแล้วจะเป็นมงคล ชีวิตจะดีขึ้น เพื่อนอีกคนบอกชาตรีว่าเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์แล้วชีวิตจะดี ชาตรีก็เปลี่ยนชื่อเป็นชาติกาลและเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ ชีวิตของเขาดีขึ้น ชาติกาลก็สรุปว่าการเปลี่ยนชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ได้ผลจริง ทั้งที่ความจริงเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เขาจึงได้งานทำ

    เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องวิเคราะห์ เชื่อทุกอย่างที่คนอื่นป้อนให้ กลบฝังด้วยประโยค “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” และ “เรื่องบางเรื่องอยู่เหนือมนุษย์” และมันก็ทำให้ประเทศชาติเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ปีละมหาศาล ในรูปของยาผีบอก การเสริมแต่งความงาม อาหารพิสดารเพื่อสุขภาพ ความงมงายในในเทพเจ้าชื่อแปลกๆ ใหม่ๆ ฯลฯ

    ถ้าได้ยินแล้วเชื่อเลยโดยไม่วิเคราะห์ว่ามันจริงหรือไม่ หรือจริงกี่ส่วน ก็ตกเป็นเหยื่อคนอื่นได้ง่ายดาย

    หลายคนเชื่อคำพูดหรือคำแนะนำของคนที่มีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพียงเพราะ “คนบอกเป็นถึงด็อกเตอร์เชียวนะ”

    อ่านไม่แตกไม่ทะลุ และไม่คิดสืบค้นข้อมูล เป็นปัญหาใหญ่มากของโลกโซเชียลในเวลานี้ ปัญหามันกว้างกว่าแค่ปัจเจก แต่มันทำลายทั้งสังคมและประเทศ

    ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศชาติเสียเงินปีละมหาศาล (เช่น เสียเงินซื้อยาผีบอก) ในด้านการพัฒนาประเทศ ก็ถอยหลังลงคลอง ในด้านการเมืองก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะคนไร้คุณภาพ คิดไม่เป็น เชื่อง่าย จูงจมูกง่าย ท้ายที่สุด ผลเสียก็ตกต่อสังคมส่วนรวม

    ดังนั้นหากเราต้องการสังคมที่ดีขึ้นในอนาคต ก็ต้องปลูกฝังคนที่มีคุณภาพแต่เล็ก

    คุณสมบัติสำคัญที่สุดของนักเรียนไม่ใช่การเรียนวิชา แต่คือการวิเคราะห์เป็น

    อย่าเพิ่งตกใจพอได้ยินคำว่า 'วิเคราะห์'

    วิเคราะห์ก็แค่บอกว่า "ระวัง! อย่ารีบเชื่อ หาหลักฐานก่อนเชื่อ"

    ไม่ใช้ความเชื่อนำทางชีวิต ให้ใช้ข้อมูลจริงเสมอ

    สำหรับคนทั่วไปจะทำอย่างไรที่จะแก้ไขจุดนี้?

    มีข้อแนะนำ 3 ข้อ :

    1 ได้ยินได้ฟังอะไรก็ตามที่ดีเกินจริง ให้สรุปทันทีว่ามันไม่จริง (If it seems too good to be true, it probably is.) แล้วค้นหาหลักฐานยืนยัน ถ้ามันไม่จริงก็จะได้รู้แน่ ถ้ามันจริงก็ไม่เป็นไร

    ตราบที่ข้อมูลยังไม่มีผลสรุป ให้สรุปไว้ก่อนว่าไม่จริง ทำให้เป็นนิสัย ชีวิตนี้ก็จะไม่ถูกใครหลอกง่ายๆ ไม่เสียเงินเสียทองง่ายๆ

    2 ตั้งข้อสงสัยกับทุกเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ยิ่งคนพูดเป็นอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สงสัยมากขึ้นสองเท่า หลังจากสงสัย ให้ค้นหาข้อมูลว่าที่ได้ยินได้อ่านมาจริงไหม พูดครบถ้วนไหม

    ทำไมเราต้องตั้งข้อสงสัยอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า? ก็เพราะสถานะของพวกเขาทำให้เราประมาท ไม่คาดว่าข้อมูลหรือสิ่งที่พวกเขาเสนออาจผิดได้

    อย่าลืมว่า

    ก. อาจารย์ก็ผิดได้

    ข. อาจารย์ปลอมมีเยอะมาก

    ค. อาจารย์จริงที่ไร้จริยธรรมก็มีมาก

    3 อัปเดตข้อมูลตลอดเวลา เพราะข้อมูลใดที่จริงในวันนี้ อาจจะไม่จริงในวันพรุ่งนี้ หรือจริงในบริบทหนึ่ง อาจไม่จริงในอีกบริบทหนึ่ง

    ถ้าเราไม่อยากให้ลูกหลานของเราอยู่ในประเทศที่จมอยู่ในความมืดบอดทางปัญญา ก็ต้องปลูกฝังความสามารถในการคิดทะลุและมองทะลุด้วยแว่นวิเคราะห์

    ไม่มีทางอื่น

    วินทร์ เลียววาริณ
    8 เมษายน 2026

    1
    • 0 แชร์
    • 40
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    taco (ทาโก) เป็นอาหารประจำชาติยอดนิยมของชาวเม็กซิกัน ใช้แผ่นแป้งตอร์ติยา (Tortilla) มาห่อเนื้อและผัก

    คอนักอ่านวรรณกรรมย่อมคุ้นคำว่า ตอร์ติยา มันเป็นชื่อหนังสือ Tortilla Flat ของ จอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนรางวัลโนเบล (เป็นหนังสือดีเล่มหนึ่ง มีฉบับไทยแปลโดย ประมูล อุณหธูป ชื่อไทย โลกียชน ขอแนะนำ)

    Tortilla Flat ในที่นี้ไม่ใช่ชื่อแฟลตหรือคอนโด แต่หมายถึงพื้นที่คนยากจนในมอนเทอรีย์ แคลิฟอร์เนีย

    คอนักอ่านนิยายจีนกำลังภายในก็ย่อมคุ้นชื่อหนังสือ วีรบุรุษสำราญ ของโก้วเล้ง ตัวละครหลักสี่คนอาศัยร่วมกันในคฤหาสน์ซอมซ่อนาม เคหารุ่มรวย

    วีรบุรุษสำราญ ดัดแปลงมาจาก Tortilla Flat

    กลับมาที่ทาโก

    แผ่นแป้งตอร์ติยาที่ใช้ทำทาโกมีทั้งแป้งตอร์ติยาขาวและแป้งตอร์ติยาข้าวโพด ส่วนเนื้อสัตว์ที่ใส่ในทาโกมักเป็นไก่ หมู และวัว ส่วนผักนิยมใช้ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ ใส่เชดดาร์ชีสหรืออื่นๆ เติมซอสแล้วแต่ชอบ

    นี่คือ taco

    สะกดด้วยอักษรเล็ก

    แต่ถ้าทาโกสะกดด้วยอักษรใหญ่ TACO จะให้ความหมายทางการเมืองโลกทันที

    TACO ย่อมาจาก Trump Always Chickens Out

    แปลว่าพี่ตั้มปอดแหกเสมอ

    ที่มาของคำสแลงนี้คือ นักข่าวของ Financial Times ชื่อ Robert Armstrong ตั้งข้อสังเกตว่า คุณพี่ตั้มมักชอบขู่ชาวโลกเรื่องขึ้นภาษี ทำให้ตลาดหุ้นตก หลังจากนั้นพี่แกก็ถอยกลับ ทำให้ตลาดหุ้นดีดขึ้นมาตามเดิม (มีคนบอกว่ามันอาจเป็นวิธีปั่นหุ้นอย่างหนึ่ง)

    อาการถอยกลับด้วยความกลัวนี้ ภาษาฝรั่งว่า chicken out

    ปกติคำว่า chicken เป็นสแลงหมายถึงคนขี้ขลาด ไม่กล้า

    chicken out จึงเป็นอาการกลัวจนต้องเลิกแผนเดิม ยกตัวอย่าง เช่น บอกเพื่อนว่าจะเลิกซักผ้าแล้ว แต่เปลี่ยนแผนถอยกรูดทันทีที่สบตาเมีย ดังนี้เป็นต้นไม่เป็นใบและราก

    อาการ chicken out ของคุณพี่ตั้มปรากฏในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น บอกว่าจะถล่มที่นั่นที่นี่ แต่เปลี่ยนใจ แล้วก็ประกาศชัยชนะ

    ล่าสุดวันนี้คุณพี่ตั้มเพิ่งประกาศว่า จะถล่มอิหร่านให้ราบทั้งประเทศ หากไม่ยอมเจรจาภายในวันพรุ่งนี้

    เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาดูว่าท่านพี่จะกินทาโกไก่ (chicken taco) หรือ TACO ใหญ่ (chicken out)

    เคี้ยกเคี้ยก

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-4-26

    1
    • 0 แชร์
    • 46