• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ฮาร์ลาน โคเบน เป็นนักเขียนนวนิยายแนวทริลเลอร์-ลึกลับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง งานของเขาสร้างเป็นหนังและซีรีส์ ทั้งเวอร์ชั่นอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปแลนด์ อาร์เจนตินา บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ธรรมดา

    หนังสือแปลเป็นหลายสิบภาษา ขายไปร่วมร้อยล้านเล่ม

    เฮ้อ! ถอนใจ ขออนุญาตแสดงความอิจฉาหนึ่งนาที

    หลายปีก่อน โคเบนเซ็นสัญญากับ Netflix มูลค่าหลายล้าน (ดอลลาร์ไม่ใช่บาท) นำนวนิยาย 14 เรื่องของเขามาทำเป็นหนัง เริ่มตั้งแต่ปี 2020 มา

    เรื่องล่าสุดที่เพิ่งลง Netflix คือ I Will Find You

    ก่อนจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ ขอเล่าย้อนอดีตเมื่อ 33 ปีก่อน

    ปีนั้นคือ 1993 มีหนังทริลเลอร์เรื่องนี้ที่ไม่เพียงทำเงินถล่มทลาย นักแสดงยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงสมทบ อาจเป็นครั้งแรกที่หนังแนวนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง

    เรื่องนั้นคือ The Fugitive ตัวเอก (แฮริสัน ฟอร์ด) เป็นนักโทษคดีฆาตกรรมภรรยา หนีการจับกุม ตำรวจศาลหรือ United States marshal (ทอมมี ลี โจนส์) ไล่ล่าไปติดๆ บทสนุก บทพูดสนุก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการแพทย์

    ทอมมี ลี โจนส์ ได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ทำให้เขายินดีปรากฏตัวในภาคต่อ คือ U.S. Marshals (1998) โดยลอกพล็อตเดิมของตัวเอง ทำให้หนังตกหลุมความสำเร็จของตัวเอง

    (สองย่อหน้าต่อไปมีสปอยเลอร์พล็อตนิดหน่อย)

    I Will Find You ก็เป็นเรื่องการตามล่านักโทษ และเกี่ยวกับวงการแพทย์เช่นกัน

    ชายคนหนึ่ง (Sam Worthington) ถูกจับเข้าคุกตลอดชีวิต ข้อหาฆ่าลูกชายวัย 5 หลังจากติดคุกไปห้าปี เขาได้รับข้อมูลว่าบางทีลูกของเขายังไม่ตาย

    หนังแนวนี้มักสร้างตามสูตรสำเร็จ ตัวเอกคือคนที่เราลุ้นให้รอด ตัวเอกมีผู้ช่วยระหว่างทาง ตัวร้ายมักปรากฏตัวเป็นคนดีก่อน ตัวเอกมักถูกนักโทษคนอื่นรังแก เอฟบีไอหรือนักล่าฉลาด ตามรอยนักโทษไปแบบก้าวต่อก้าว มีการใช้ decoy (ตัวหลอก) เป็นระยะ ระหว่างทางต้องมีคนโดนลูกหลงโดนคนร้ายเก็บ แล้วโยนความผิดไปให้พระเอก ตอนท้ายเอฟบีไอพบความจริง ส่วนฉากเซ็กซ์มักไม่จำเป็น (เฮ้อ!)

    หนังแบบนี้สร้างมาบ่อย ถ้าเรื่องดี บทดี ก็รอด แต่ I Will Find You (ฉบับหนัง) ไปไม่ถึง เป็นคนละเกรดกับ The Fugitive แม้ว่าในจุดหักมุม เหตุผลของการก่ออาชญากรรมจะน่าสนใจกว่า The Fugitive ด้วยซ้ำ

    เนื่องจากหนังชุดนี้เดินไปในแนว The Fugitive ทำให้อดเปรียบเทียบกับเรื่องแรกไม่ได้

    ปัญหาคือหนังยาวเกินไป มีน้ำมากกว่าเนื้อ ฉากต่างๆ คลิเช่มาก แต่จุดอ่อนที่สุดคือหนังอิงความบังเอิญทั้งเรื่อง คนนี้บังเอิญอยู่ตรงนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คนนั้นบังเอิญอยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ฯลฯ การใช้ความบังเอิญมากขนาดนี้ทำให้บทหนังอ่อนลง เพราะไม่น่าเชื่อ

    จัดว่าเป็นงานระดับธรรมดาของโคเบน (หมายถึงหนัง เพราะไม่รู้ว่าหนังสือจะดีกว่าหรือไม่)

    ข้อดีคือ แม้ว่าหนังจะอ่อน แต่กลับดูสนุกดี จับเราให้ดูจนจบได้ในเวลาวันกว่าๆ

    ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ดูได้ ยังไงหนังก็ไม่ยืดเท่าเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน

    6.5/10
    (ฉายทาง Netflix)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    22-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตัวละครอาชญากร 'นีล แม็คคอลีย์' ในหนังเรื่อง Heat (1995) บอกตำรวจที่กำลังหาทางจับเขาว่า เขาถือหลักประจำชีวิตว่า ไม่ผูกมัดตัวเองกับใครหรืออะไร คนอย่างเขาต้องสามารถ "เดินออกไปภายใน 30 วินาที" เมื่อเขาสัมผัส 'ความร้อน' ใกล้ๆ คืออันตรายที่มาเยือน

    หมายความว่าเขาสามารถทิ้งบ้านช่อง คนรัก และหนีไปทันทีที่สัมผัสอันตราย

    ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับใคร

    แต่ในที่สุดเขาก็ตกหลุมรัก แต่ก็เลือกหนีไปใน 30 วินาที แต่ท้ายที่สุด ก็นำไปสู่ความตายของเขา

    แต่บางทีเราอาจใช้หลักคิด "เดินออกไปภายใน 30 วินาที" กับความตายของเราเองได้

    '30 วินาที' นี้คือมรณานุสติ

    ก่อนเราหลับไปในแต่ละคืน ให้ลองคิดว่ามันคือ 30 วินาทีสุดท้าย เรากำลังก้าวออกไปจากโลกใบนี้โดยไม่มีความผูกพัน จากครอบครัว จากคนรัก แต่จากไปด้วยความเข้าใจสัจธรรมของความตายที่มาเยือนเราทุกคน

    จิตพ้นความยึดติด ยึดมั่นถือมั่น และเป็นอิสระ

    มีคำสอนของอาจารย์เซนอย่างหนึ่งว่า ให้นอนหลับทุกคืนเสมือนหนึ่งเป็นการตาย ปล่อยวางทุกอย่าง

    หากเราตายไปในคืนนั้น ก็จากโลกไปอย่างสงบ

    หากเราตื่นขึ้นมาอีกในวันรุ่ง วันใหม่ก็คือโบนัสแห่งชีวิต

    นี่ก็คือปรัชญาญี่ปุ่น อิคิงะอิ คือคุณค่าของการมีชีวิต

    เมื่อได้ชีวิตมาอีกหนึ่งวัน ก็เห็นคุณค่าของวันใหม่นั้น และอยากทำอะไรดีๆ

    ด้วยวิธีคิดแบบนี้ เราอาจมองโลกวันใหม่ด้วยความขอบคุณ มองเห็นทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในวันนั้นเป็นเรื่องสวยงาม เพราะเรามีเวลาบนโลกอีกแค่วันเดียว ก่อนที่เราจะก้าวเดินออกจากโลกใน 30 วินาทีอีกครั้ง

    วินทร์ เลียววาริณ
    22-6-26

    1
    • 0 แชร์
    • 38
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้ให้คะแนน ทนายปีศาจ 9/10 ตะลึงไปหลายคน บ้างว่าให้มากไป

    ผู้อ่านอย่าไปจริงจังตัวเลขมากนัก ตัวเลข 8.7/10 หรือ 9/10 หรือ 9.2/10 มันก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถือว่าหนังดี

    ช่วงหลังให้คะแนนแบบลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เหมาเอา

    เหมือนทำอาหาร กะๆ เอา

    คะแนน 9/10 นี่ธรรมดามากนะครับ ผมให้บ่อย

    คะแนน 10/10 ผมก็ให้ไปนับร้อยเรื่อง ให้ง่ายๆ ขอเพียงเรื่องเข้าเกณฑ์

    พูดง่ายๆ คือหากเรื่องมีคอนเส็ปต์สด ก็รับคะแนนไปตุนแล้ว 8 ถ้าเล่าดีและมีสาระ ก็ได้ 10/10

    ถ้าเป็น original concept ก็มักรับไปก่อน 9-9.5

    หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ส่วนใหญ่จึงได้ 10/10

    ไม่ขี้เหนียวคะแนนหรอก

    ส่วนพวก 2/10 ถือเป็นสัญลักษณ์มากกว่า บอกว่าเป็นหนังตระกูล lazy writing

    ต่อไปนี้คือรายการ 10/10 เท่าที่ผมมีบันทึกการรีวิว ประมาณ 80 เรื่อง ความจริงยังมีอีก

    ใครดูหนังในรายการนี้แล้ว ไม่เห็นด้วยกับคะแนน ก็แสดงว่ารสนิยมการดูหนังเราต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แค่ต่างกัน

    ถ้าเห็นด้วยกับผมสัก 75% ก็แสดงว่าเรามีรสนิยมดูหนังตรงกัน

    รายการหนังคะแนน 10/10 (เท่าที่รีวิว อาจตกหล่นไปบ้าง)

    ....................................

    ภาพยนตร์

    The Legend of 1900 (1998)

    Green Book (2018)
    Inception (2010)
    Interstellar (2014)
    Blade Runner 2049 (2017)
    The Matrix (1999)
    Ex Machina (2014)
    Apocalypse Now (1979)
    Roma (2018)
    The Usual Suspects (1995)
    The Last Emperor (1987)
    Fight Club (1999)
    Braveheart (1995)
    Terminator 2: Judgment Day (1991)
    มหา’ลัยเหมืองแร่ (2548)
    Groundhog Day (1993)
    Memento (2000)
    The Godfather (1972)
    The Godfather Part 2 (1974)
    The Shawshank Redemption (1994)
    Gladiator (2000)
    The Irishman (2019)
    Raiders of the Lost Ark (1981)
    Blue Giant (2023)
    The Whale (2022)
    Dune: Part Two (2024)
    12th Fail (2023) Fight Club (1999) Mad Max: Fury Road (2015)
    Maharaja (2024)
    The Man from Earth (2007)
    Perfect Days (2023)
    The Brutalist (2024)
    Andhadhun (2018)
    Asakusa Kid (2021)
    Memories of Murder (살인의 추억 2003)
    Every Day A Good Day (日日是好日 2018)
    Drive My Car (ドライブ·マイ·カー 2021)
    Joker (2019)
    The Shape of Water (2017)
    Saturday Night Fever (1977)
    Contact (1997)
    The Jungle Book (2016)
    3 Idiots (2009)
    Arrival (2016)
    Once Upon a Time in the West (1968)
    Das Boot (1981)
    All Quiet on the Western Front (2022)
    The Father (2020)
    Oppenheimer (2023)
    The Two Popes (2019)
    A Serious Man (2009)
    The Reader (2008)
    Sin City (2005)
    Tenet (2020)
    Past Lives (2023)
    In the Mood for Love (2000)
    2046 (2004)
    Train Dreams (2025)
    One Battle After Another (2025)

    Pulp Fiction (1994)
    Inglourious Basterds (2009)

    ....................................

    หนังโทรทัศน์ / ซีรีส์ / หนังสั้น

    Chernobyl (2019)
    The Queen’s Gambit (2020)
    Love Death + Robots 1 (2019)
    The Terror (2018)
    The Crown (2016-2023)
    Delhi Crime (2019)
    Game of Thrones (2011-2019)
    Kingdom 1-2 (2019-2020)
    The Summit of the Gods (2021)
    Dinner for Few (2014)
    Two Strangers Who Meet Five Times (2017)
    If Anything Happens I Love You (2020)
    The Present (2020)
    Zima Blue (2019)
    True Detective (2014-2019)
    American Primeval (2025)
    Breaking Bad (2008-2013)
    Better Call Saul (2015-2022)

    ....................................

    สารคดี

    The Bee Gees: How Can You Mend a Broken Heart (2020)
    My Octopus Teacher (2020)

    ....................................

    วินทร์ เลียววาริณ 
    21-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 39
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    หม่าจู่เต้าอี้ หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า หม่าจู่ (แปลว่าอาจารย์หม่า) ญี่ปุ่นเรียกว่า บะโซ (709-788) เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงมรณภาพ ก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์หนานเยี่ยหัวรั่งที่หนานซาน หนึ่งในห้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแผ่นดินจีน

    ครั้งหนึ่งหม่าจู่นั่งทำสมาธิอย่างเคร่งเครียด อาจารย์หนานเยี่ยหัวรั่งเห็นเข้าก็ถามว่า "เจ้านั่งสมาธิเพื่ออะไร?"

    "ศิษย์ต้องการเป็นพุทธะ"

    อาจารย์ของเขาได้ยินเช่นนั้นก็ก้มลงหยิบแผ่นกระเบื้องแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ใช้หินก้อนหนึ่งขัดกระเบื้องแผ่นนั้นเงียบ ๆ

    "อาจารย์กำลังทำอะไร?"

    "ขัดแผ่นกระเบื้องให้เป็นกระจกเงา"

    "อาจารย์จะขัดแผ่นกระเบื้องให้เป็นกระจกเงาได้เช่นไร?"

    "แล้วเจ้าจะกลายเป็นพระพุทธได้เช่นไรด้วยการนั่งสมาธิ?"

    ................

    อธิบาย : ความหมายของอาจารย์คือมองไม่เห็นว่า คนเราจะเกิดพุทธภาวะได้อย่างไรจาก 'การขัด' หรือทำใจให้บริสุทธิ์ จริงอยู่การนั่งสมาธิช่วยในการรวมศูนย์ แต่การยึดติดกับการนั่งสมาธิก็เป็นอุปสรรคต่อการรู้แจ้งเช่นกัน

    ในเรื่องนี้หม่าจู่ถามอาจารย์ต่อ "เช่นนั้นศิษย์ควรทำเช่นไร?"

    อาจารย์เอ่ย "เมื่อวัวลากเกวียน หากเกวียนไม่ขยับ เจ้าจะหวดเกวียนหรือจะหวดวัว? เจ้านั่งสมาธิเพื่อฝึกเซนหรือว่านั่งสมาธิเพื่อจะเป็นพระพุทธ? หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อฝึกเซน เซนนั้นไม่เกี่ยวกับการนั่งหรือนอน หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อจะเป็นพระพุทธ พระพุทธก็ไม่มีท่าร่างที่ตายตัว เจ้าไม่ควรยึดติดกับสิ่งใด หากเจ้านั่งสมาธิเพื่อเลียนแบบพุทธองค์ ก็คือการฆ่าพุทธองค์ การยึดติดท่านั่งก็คือการออกไปจากหลักการเดิม"

    ต่อมาหม่าจู่ก็กลายเป็นมังกรเซนองค์สำคัญอีกท่านหนึ่ง

    ............................

    วินทร์ เลียววาริณ
    21-6-26

    จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
    มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/213/%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%202%20%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A1%202 

    Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ 

    1
    • 0 แชร์
    • 22
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    หลายสิบปีนี้ ผมบ่นว่าละครไทยไม่ไปไหน บ่นจนเลิกบ่น หลังจากได้ยินนายทุนให้เหตุผลเดิมๆ ว่า คนดูไม่ชอบหนังที่ต่างออกไป ผมเขียนในหนังสือ หัวกลวงในหลุมดำ ว่า "หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ คนดูจะเลิกดูหรือ"

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรารีไซเคิลงานเดิม มีแต่ละครชิงรักหักสวาท ตบตีแย่งผู้ชาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราเดินตามหลังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ราว 100 ปีแสง

    เราไม่สามารถสร้างหนังตำรวจเลว พระชั่ว ข้าราชการทุจริต ครูเลว มักไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ เพราะ "ไม่เหมาะสมกับศีลธรรมอันดี" ขณะที่หนังเกาหลีสร้างเรื่องตำรวจชั่ว ข้าราชการชั่ว นักการเมืองชั่ว ไร้ขีดจำกัด เพราะหนังสะท้อนความจริงได้

    แต่เมื่อวงการหนังโลกเปลี่ยน ค่ายสตรีมมิงทำให้ข้อจำกัดของการเล่าเรื่องที่ในประเทศหนึ่งๆ ทำไม่ได้หายไป สตรีมมิงกลายเป็นพื้นที่สากล

    และนี่ทำให้ซีรีส์เรื่องหนึ่งของไทยได้เกิด

    ทนายปีศาจ (Devil Lawyer)

    ทนายปีศาจในเรื่องนี้คือตัวละคร ‘จิตตรี’ ทนายความที่ใช้เล่ห์กลอุบายทุกชนิดเพื่อชนะคดี ว่าความให้คนเลว สร้างพยานเท็จ หลักฐานเทียม ฯลฯ เทียบกับ Saul Goodman ใน Better Call Saul แล้ว Saul Goodman ก็เป็นนักบุญ

    เปิดฉากแรกๆ ดูเป็นหนัง courtroom drama แต่เมื่อเดินเรื่องไปเรื่อยๆ มันกลายเป็นหนังการเมืองและหนังสะท้อนสังคม ผสมทริลเลอร์และดรามา

    หนังจับประเด็นสังคม สิทธิมนุษย์ชน การค้ามนุษย์ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยุติธรรม และความอยุติธรรม ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ปรากฏในงานวรรณกรรม ไม่ใช่เรื่องอ่านเล่น เวลาประกวดวรรณกรรมซีไรต์ ก็มีแต่ประเด็นเหล่านี้

    โอกาสที่จะทำหนังโดยเล่นประเด็นทั้งหมดเหล่านี้เละมีสูง

    แต่หนังเรื่องนี้รอด

    ความแตกต่างของ ทนายปีศาจ จากหนัง courtroom drama อื่นๆ คือคอนเส็ปต์ใช้มารขจัดมาร หรือพิษข่มพิษ ใช้คนเลวปราบคนเลว แม้ว่าไม่จัดว่าเป็นคอนเส็ปต์ใหม่ (Dexter ฝนตกขึ้นฟ้า ก็ใช้คอนเส็ปต์นี้) แต่เมื่อนำมาใช้ในงานตระกูลนี้ ก็มีความสด

    นอกจากความสดในคอนเส็ปต์ การนำเสนอก็มีความสดในหลายจุด เช่น เทคนิคการอธิบายฉากฆาตกรรมโดยใช้ซิมูเลชั่น น่าจะได้รับอิทธิพลจากฉากผู้หญิงชุดแดงในหนังเรื่อง The Matrix แม้ไม่ใช่ original แต่เมื่อใช้ในงานตระกูลฆาตกรรม กลับลงตัวดี

    ฉากสำนักงานของทนายความที่ซ่อนในย่านทรุดโทรมก็แปลกใหม่ดี

    หนังเรื่องนี้ใช้ซับพล็อตเปลืองมาก หลายซัพพล็อตก็ไม่จำเป็นและทำให้เรื่องยาวเกินไป แต่ก็ต้องชมคนเขียนบทที่สามารถเชื่อมทุกซับพล็อตเข้าด้วยกันแทบไร้รอยตะเข็บ และบทกระชับ

    บทสนทนาเต็มไปด้วยแก๊ก one-liner และ tagline เช่น ฉากตัวละคร 'เมฆ' ขอจับมือ ‘ทนายจิตตรี’ เธอบอกว่า "จำเป็นหรือ" หลังจากจับมือ เธอบอกว่า "ดูหนังเยอะนะ" เป็นการแทรกอารมณ์ขันในหนังที่ไม่มีอะไรน่าขัน

    อีกจุดหนึ่งที่น่าขำ คืออัยการใช้ผ้าปิดตาข้างเดียว เหมือนจะเป็นนัยว่า มองความจริงครึ่งเดียว หรือปิดตาด้านที่มองความจริง

    คล้ายนวนิยาย กระบี่ใจพิสุทธิ์ ของกิมย้ง ตัวละครแทบทุกคนในเรื่องนี้เป็นสีเทา เทาอ่อนบ้าง เข้มบ้าง ดำบ้าง คนที่เทาก็อาจลดความเทาหรือเพิ่มความดำ คนที่ขาวก็เปลี่ยนเป็นเทา

    ตัวละคร ‘ทนายจิตตรี’ คล้ายตัวละคร 'Elizabeth Sloane' ในหนังเรื่อง Miss Sloane มาก (รับบทโดย Jessica Chastain) เป็นหญิงแกร่ง ไม่กลัวใคร ชนกับทุกคน และใช้เซ็กซ์ชั่วคราวเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากงานหรือความเก็บกด

    ก็ถือโอกาสพูดถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึง คือฉากเซ็กซ์

    โดยเนื้อหา ฉากเซ็กซ์ใน ทนายปีศาจ เป็นส่วนที่จำเป็นต่อเรื่อง แต่เป็นฉากเซ็กซ์ที่ค่อนข้างสะดุด เมื่อตัวละครหญิงไม่เปลือยในฉากที่น่าจะเปลือย

    ในวงการหนัง นักแสดงหญิงฮอลลีวูดจะทำสัญญาก่อนถ่ายหนังว่าจะเปลือยหรือไม่เปลือย หรือจะเปลือยได้แค่ไหน นักแสดงหญิงจำนวนมากไม่ยอมรับบทที่ต้องเปลือย คนทำหนังก็แก้ด้วยการใช้ body double คือนักแสดงอีกคนที่รับจ้างเปลือยแทนให้

    หากไม่ใช้ body double ก็ออกแบบฉากเซ็กซ์ให้เข้าใจว่านักแสดงหญิงเปลือยโดยไม่ต้องเปลือยจริง ยกตัวอย่างเรื่องเดิม Miss Sloane Jessica Chastain ไม่เปลือยกาย กล้องแค่โคลสอัพใบหน้าเธอแค่ไม่กี่วินาที เธอก็ขยับตัว ใช้ผ้าคลุมตัว เท่านี้ก็รู้ว่านี่เป็นฉากเซ็กซ์ ทำให้ฉากเซ็กซ์ดูเป็นธรรมชาติ

    เอาละ นี่ย่อมไม่ใช่จุดสำคัญของเรื่อง

    หนังเรื่องนี้ทำให้เรามองสังคมด้วยสายตาคู่ใหม่ มันถามว่าเราเห็นอะไรบ้าง เวลาเราเห็นสาวเสิร์ฟชาวพม่าในร้านอาหารกลางกรุง เราเห็นอะไรมากกว่านั้น?

    ผู้รับเหมาคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเขาขนคนงานก่อสร้างชาวพม่าและเขมรกลับบ้านหลังจากทำงานมาทั้งวัน ก็พบด่านที่รอดักจับแรงงานที่เข้าเมืองโดยไม่มีใบอนุญาต แต่จะปล่อยหาก...

    คนในวงการยุติธรรมคนหนึ่งเคยบอกผมว่า ทุกจุดในกระบวนการยุติธรรม มีช่องว่างให้สามารถบิดเบือนคดีได้

    หนังชี้ว่าระบบนั้นบิดเบี้ยว ดังที่ตัวละครพูดว่า “เข้าใจหมดเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง แต่กลืนมันไม่ลงจริงๆ”

    ตัวละคร ‘ทนายจิตตรี’ เป็นเพียงภาพสะท้อนของเราทุกคน ตั้งคำถามกับผู้ชมด้วยว่า ผู้ชมเป็น 'ปีศาจ' หรือไม่ หากในบางท่อนของหนัง เราคนดูเชียร์คนทำผิด เราก็คือคนสีเทา

    เราทุกคนเป็นสีเทาโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเส้นแบ่งแยกปีศาจกับคนดีนั้นหนาแค่ไม่กี่อะตอม

    ครับ นี่เป็นซีรีส์ที่สร้างความหวังใหม่ให้วงการหนังไทยว่า หากกล้าก้าวออกจากกรอบคิดและกติกาเดิมๆ ที่ว่า "คนดูไม่ชอบหนังที่ต่างออกไป" เราก็สร้างหนังดีได้ไม่แพ้เกาหลี

    ข่าวดีคือนาทีนี้ระยะห่างของหนังไทยกับหนังเกาหลีลดไป 1 ปีแสง ถือว่าเป็นแสงสว่างแห่งความหวังที่ปลายอุโมงค์ของวงการหนังไทย

    จบแล้วนะ

    อ้อ! เกือบลืมไป จะถามผู้อ่านว่าบทวิจารณ์บทนี้แรงไปหรือไม่

    ไม่ต้องนอกเรื่อง ตอบแค่ใช่หรือไม่

    9/10
    ฉายทาง Netflix

    วินทร์ เลียววาริณ 
    20-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 56