• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้เป็นวันไหว้ ตอนเช้ามีการไหว้บรรพบุรุษ ตอนค่ำมีการกินเลี้ยงที่เรียกว่า reunion dinner ตามปกติ

    ทุกครั้งที่มี reunion dinner ผมมักนึกถึงอดีตวัยเด็ก

    หากถามผมว่า ในชีวิตวัยเด็ก ท่อนไหนมีความสุขที่สุด คำตอบก็คือตรุษจีน

    ตรุษจีนไม่ใช่วันหยุดราชการของไทย แต่เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเป็นลูกจีน แต่ละคนก็เขียนใบลาหยุดสามวันรวดโดยพร้อมเพรียงกัน เหตุผลที่ใช้ในการลาก็บอกตรง ๆ คือ “ลาตรุษจีน”

    เมื่อนักเรียนหายไปแทบยกชั้น ครูก็ต้องหยุดสอนไปโดยปริยาย

    บรรยากาศความรื่นเริงเริ่มหลายสัปดาห์ก่อนวันเทศกาล  เราเริ่มทำความสะอาดบ้าน กวาดหยากไย่ใยแมงมุมออกจากทุกซอกทุกมุมของบ้าน เหตุผลคือความเชื่อว่า หากบ้านสกปรก เทพเจ้าจะไม่มาเยือน


    ในวันไหว้หรือ Chinese New Year Eve ผมตื่นเช้ามาก เพราะตื่นเต้นนอนไม่หลับ บางปีผมตื่นตั้งแต่ตีห้ามาแอบดูแม่เตรียมข้าวของ

    ตอนเช้ามีการไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ท้องฟ้า เทพเจ้า และผีไม่มีญาติ พ่อเคารพธรรมเนียมนี้อย่างเคร่งครัด พ่อใช้เวลาทำกระถางไหว้บรรพบุรุษ แบ่งเป็นกระถางใหญ่หนึ่งกระถาง กระถางเล็กสองกระถาง ซึ่งใช้กระป๋องนมตราหมีใส่ทรายไว้ ห่อด้วยกระดาษสีแดง

    นอกจากนี้ยังทำป้ายชื่อบรรพบุรุษ เขียนด้วยพู่กันจีนบนกระดาษแดง พ่อจะบรรจงเขียนรายชื่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วทีละชื่อ

    การไหว้บรรพบุรุษต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ

    ตรุษจีนเป็นเวลาเดียวในรอบปีที่พ่อปิดร้านสามวัน ช่วงสามวันนั้นห้ามทุกคนจับไม้กวาด มันอาจเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ต้องทำงาน อีกประการ ไม้กวาดหมายถึงกวาดเอามงคลออกจากบ้านไป

    ในช่วงตรุษจีนคนที่เหนื่อยที่สุดในบ้านคือแม่ ปกติแม่ก็ทำงานหนักอยู่แล้ว แต่ช่วงตรุษจีนต้องทำอาหารมากกว่าเดิม อาหารแต่ละจานสลับซับซ้อน เพราะความเชื่อว่าอาหารตรุษจีนต้องเป็นของพิเศษ

    อาหารจานที่ทำยากและต้องมีในวันตรุษจีนทุกปีคือ ห่ำช้อยกอน หรือที่เรารู้จักในชื่อ เคาหยก (หรือแค้วหยุก หรือแค้ว-ยงุก ออกเสียงยากหน่อย)

    ห่ำช้อยกอนคือผักดำ

    ห่ำแปลว่าเค็ม ช้อยแปลว่าผัก กอนแปลว่าแห้ง

    ผมเคยซื้อผักดำสำเร็จรูปตามตลาดใหญ่ ๆ ทั่วไปในกรุงเทพฯ แต่มันไม่เหมือนกับผักดำที่แม่ผมทำ จุดที่แตกต่างคือมันไม่ดำเท่าและไม่เค็มเท่า เป็นผักแห้งก็จริง แต่ไม่ใช่ผักแห้งเค็มตามสูตรดั้งเดิมของชาวจีนแคะ

    การทำผักดำสูตรต้นตำรับเริ่มจากการทำผักสดสีเขียวให้เป็นผักสีดำ ขั้นตอนคือซื้อผักมาจากตลาด นำไปตากแดดจนแห้ง ก็แขวนบนราวตากผ้านั่นแหละ ตากแดดจนถึงเย็นก็นำมาเก็บไว้ วันรุ่งขึ้นก็นำไปตากต่อ ทำอย่างนี้เป็นอาทิตย์ ๆ จนผักกลายเป็นสีดำสนิท ก็นำมาม้วน โรยเกลือแบบจัดเต็ม ยัดใส่ไห เก็บไว้ได้เป็นปี

    ครั้นจะทำเคาหยก ก็นำผักในไหมาแช่น้ำจนความเค็มสลายคลายไป คั้นน้ำออกจนผักแห้งแล้วหั่นเป็นฝอย

    ทอดหมูสามชั้นด้วยไฟอ่อน ๆ จนกรอบ ใช้น้ำมันหมูที่ได้จากการทอดเล็กน้อยมาผัดผักดำที่หั่นเตรียมไว้จนหอม

    หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้น ๆ ใส่ในโถใบใหญ่ เรียงหมูตั้งฉากกับจาน ให้ส่วนที่เป็นมันหนาอยู่ข้างล่าง

    ผสมซีอิ๊วดำกับซีอิ๊วขาว น้ำตาล แป้งมัน เหล้าข้าวหมาก และเจือน้ำนิดหน่อยในถ้วยใบหนึ่ง ราดน้ำซีอิ๊วนี้ลงโถใส่หมู คลุมด้วยผักดำ นำไปนึ่งจนสุก เสร็จแล้วก็คว่ำโถลงบนจาน หมูสามชั้นก็จะเรียงจากบนลงล่างสวยงามน่ากิน

    และมันก็อร่อยจริง ๆ

    .......................

    เมนูอีกจานหนึ่งที่ผมชอบมากในช่วงตรุษจีนคือปลิงทะเลตุ๋น

    กรรมวิธีการทำยุ่งยากเอาการ เริ่มที่ซื้อปลิงทะเลสดจากตลาดมาแช่น้ำร่วมสัปดาห์ เพราะปลิงพวกนี้เนื้อแข็งแห้ง ตอนแช่น้ำกลิ่นเหม็นคลุ้ง หลังจากนั้นก็เอาปลิงมาขูดแกนแข็ง ๆ ทิ้ง

    ผัดปลิงทะเลกับขิงสด ใส่ขิงเข้าไปมาก ๆ เพื่อดับกลิ่น หลังจากนั้นก็นำไปล้าง จึงจะลงหม้อ แล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อน ใช้เวลาตุ๋นนานมาก จากปลิงเนื้อแข็งเป็นปลิงอ่อนนุ่ม

    สูตรของแม่รสชาติสุดยอด ผมกินปลิงทะเลมาหลายสิบปี ก็ยังไม่เคยเจอปลิงทะเลนุ่มในระดับนี้ มันแทบละลายในปาก

    ตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่คนเลี้ยงหมูนำผักสดมาให้เป็นเข่ง เพื่อตอบแทนที่เราให้อาหารเขาไปเลี้ยงหมูทุกวัน เศษอาหารสดในแต่ละวันจะไม่ทิ้งขยะ เทรวมในอ่างซึ่งคนเลี้ยงหมูมารับทุกเย็น

    ช่วงตรุษจีนยังอุดมด้วยขนมขบเคี้ยว ขนมที่ทำเองคือขนมเข่งชุบแป้งทอด และแปะก้วยต้มพุทราจีน ส่วนขนมพวกถั่วตัดซื้อสำเร็จรูปมาใส่ในถังโลหะ ฝาหน้ากรุกระจกเพื่อให้เห็นของภายใน

    แต่ของกินเล่นอย่างหนึ่งที่ต้องทอดเองคือข้าวเกรียบ

    ร้านยินดีสงขลาในเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องข้าวเกรียบมานานปี แม่ก็ซื้อข้าวเกรียบกุ้งกับข้าวเกรียบปลามาอย่างละถุง นำไปตากแดด พอถึงบ่ายแก่ ๆ ก็นำมาทอดด้วยน้ำมันเดือดจัด ข้าวเกรียบที่ตากแดดมาทั้งวันจะฟูขยายตัวใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า กรอบอร่อย ใส่ข้าวเกรียบในถังโลหะเช่นกัน กินตลอดช่วงตรุษจีน

    ถ้าให้หรูเริ่ด ก็ควรกินพร้อมน้ำอัดลม

    น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามของบ้าน ไม่ใช่เพราะสมัยนั้นเรารู้ว่ามันมีน้ำตาลมากแค่ไหน และไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร แต่เพราะมันแพงเกินไป ขวดละราว 1.50 บาทเกินกำลังชาวบ้านจะดื่มเล่น

    แต่ตรุษจีนเป็นเวลาเดียวในรอบปีที่เราได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำอัดลม พ่อสั่งน้ำอัดลมมาสามลัง ลังละ 24 ขวด ได้แก่เซเวนอัพ (ภาษาจีนเรียก ชิกอัพ) ซาสี่ (เฟรเซอร์) และน้ำส้มไบเล่

    ผมมารู้หลายปีหลังจากนั้นว่าซาสีก็คือ รูทเบียร์ เป็นเครื่องดื่มโปรดในวัยนั้น ทุกครั้งที่ดื่มรูทเบียร์ ก็มักระลึกถึงวัยเด็กที่สวยงาม

    เนื่องจากเราไม่มีตู้เย็น ก็ดื่มน้ำอัดลม ณ อุณหภูมิห้อง กระนั้นก็ถือว่าเลิศรส

    ตรุษจีนที่หาดใหญ่เป็นช่วงเวลาที่บรรดาโรงหนังงัดเอาภาพยนตร์ ‘ต้อนรับตรุษจีน’ มาฉายกันทั้งวันทั้งคืน โรงหนังทุกโรงพิมพ์โปรแกรมหนังในรอบหลายวันนั้นอย่างละเอียดยิบ แจกตามบ้าน เราก็ดูรายการหนังอย่างตื่นเต้น แล้วก็ไปดูหนังให้มากเรื่องที่สุดเท่าที่เงินอั่งเปาจะอนุญาต

    โรงหนังในหาดใหญ่ก็เป็นจุดเยือนของชาวใต้จังหวัดอื่น ๆ ด้วย ค่าดูหนังสมัยนั้น 5-10 บาท

    ตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่ดูหนังได้ไม่จำกัด เพราะสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากคือเราได้รับ ‘อั่งเปา’ หรือ ‘แต๊ะเอีย’ ราวห้าสิบปีก่อน เราได้รับเงินจากพ่อและญาติผู้ใหญ่คนละประมาณ 10 บาท จัดว่าหรูมากแล้ว เพราะดูหนังได้ราวสองเรื่อง

    โก้วเล้งเคยเขียนในนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่ง บรรยายฉากจอมยุทธ์ที่ผ่านเมืองน้อยในช่วงตรุษจีน มองดูเด็ก ๆ สวมเสื้อผ้าใหม่ และหัวเราะ แต่เขาผ่านห้วงยามนั้นอย่างเงียบเหงา

    ชีวิตที่ไม่มีวันตรุษเลยย่อมเงียบเหงา

    ชีวิตที่ไม่มีครอบครัวย่อมอ้างว้าง

    ผ่านไปหลายวันลูกโป่งก็แฟบ นอนกองบนพื้น บอกว่าความสุขตรุษจีนของปีนั้นยุติลงแล้ว รอคอยตรุษจีนปีถัดมา

    ความสุขไม่เคยยั่งยืน แต่ความทรงจำตรึงตราจารึกในความทรงจำจนวันตาย

    บางครั้งคนเราก็อยู่ด้วยความทรงจำ

    ตรุษจีนนี้ ขออวยพรให้ผู้อ่านเชื้อสายจีนทุกครอบครัว ประสบสุข มงคล และปลอดพ้นเรื่องไม่ดีทั้งปวง

    วินทร์ เลียววาริณ
    ตรุษจีน 2569

    (ข้อความจากหนังสือ ชีวิตที่ดี - ประวัติของ วินทร์ เลียววาริณ)

    https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 
    https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49 

    1
    • 1 แชร์
    • 18
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา
    1
    • 0 แชร์
    • 6
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อบ้านเมืองไม่สงบ มักจะเกิดเจ้าลัทธิที่อาสานำพาผู้คนสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม ผู้คนก็เชื่อ อาจเพราะพวกเขาไม่มีทางไป หรือต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ

    ใน สามก๊ก นักบวชจอมปลอมนามอีเกียด ตั้งตนเป็นเต้าหยินผู้มีอำนาจวิเศษแห่งกังตั๋ง ชาวบ้านชาวเมืองนับถือว่ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ มีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ ซุนเซ็กบุตรซุนเกี๋ยนทำอะไรอีเกียดไม่ได้

    จนเมื่อกังตั๋งเกิดภัยแล้ง อีเกียดทำพิธีเรียกฝน ซุนเซ็กก็สั่งจับอีเกียดมัดไว้บนกองฟืน และจุดไฟหมายเผาตายทั้งเป็น กล่าวว่าหากอีเกียดเป็นผู้วิเศษจริง ฝนย่อมตกลงมาดับไฟ หากอีเกียดเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จริง ย่อมไม่ตายจากกองไฟ

    แต่ชีวิตเป็นเรื่องประหลาด ปรากฏว่าขณะที่เพลิงไหม้ ฝนก็ตกลงมาจริง ๆ และดับไฟ คราวนี้ชาวบ้านชาวเมืองก็คุกเข่าเคารพอีเกียด บอกว่าอีเกียดเป็นผู้วิเศษโดยปราศจากข้อสงสัย

    แล้วซุนเซ็กทำอย่างไร? ง่ายมาก ซุนเซ็กก็ก้มลงคำนับอีเกียด กล่าวว่า "ที่แท้ท่านเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์จริง ไฟทำอันตรายท่านมิได้ ถ้าเช่นนั้นช่วยพิสูจน์อีกครั้งว่าอำนาจของท่านอยู่เหนือคมดาบเช่นกัน" ว่าแล้วก็แทงดาบเข้าร่างอีเกียด

    ผู้วิเศษก็ตาย

    ภาพยนตร์ชุด 28 Days/ Weeks/ Years เป็นเรื่องของโลกที่วุ่นวายเพราะซอมบี้กลืนประเทศ คนที่ไม่เป็นซอมบี้ก็ตั้งตนเป็นก๊วนต่างๆ คอยซ้ำเติมสังคมอีกที ทำร้ายคนดีๆ ที่กำลังหนีซอมบี้ บางคนก็ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิ นำคนไปกระทำเรื่องชั่วร้ายต่างๆ เพราะมันเป็นโลกที่ไร้ขื่อไร้แปแล้ว

    ก่อนจะเล่าต่อ ต้องเข้าใจจุดหนึ่ง ในหนังชุด 28 Days 'ซอมบี้' ที่เพ่นพ่านไล่กัดคนไม่ใช่ซอมบี้ตามขนบหนังซอมบี้ทั่วไป แต่เป็น Rage-infected humans

    ซอมบี้ทั่วไปจะตายแล้วฟื้นขึ้นมาเป็นซอมบี้ แต่ Rage-infected humans ติดไวรัสที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ Rage-infected humans จะวิ่งได้เร็วกว่า แต่ในที่นี้ผมจะเรียกรวมเป็นซอมบี้ เพื่อให้เข้าใจง่าย

    28 Years Later เป็นหนังไตรภาค ตอนที่สองที่เพิ่งเข้าโรงคือ Bone Temple เป็นเรื่องของแก๊ง 'อีเกียด' หัวหน้าแก๊งเชื่อว่าตนเป็นบุตรซาตาน ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อมาให้ทำเรื่องชั่วร้าย เขาสวมสร้อยไม้กางเขนกลับหัว

    28 Years Later: Bone Temple เรื่องนี้ผิดคาดมาก ก่อนเข้าโรงคิดว่าเป็นหนังไล่ล่าฆ่าซอมบี้ธรรมดา กลับกลายเป็นหนังลึกกว่าที่คิด หนังเล่าผลกระทบของซอมบี้ต่อสังคมคน มันพลิกหนังซอมบี้ไปอีกทิศหนึ่ง ไม่เน้นคนวิ่งหนีฝูงซอมบี้ หรือใครชนะใคร  หนังเรื่องนี้จึงแทบไม่ใช่หนังซอมบี้ไปแล้ว แต่เป็นหนังวิจารณ์สังคม ผสมปรัชญา จิตวิทยา การเมือง ประวัติศาสตร์ สังคม ในรูปของหนังซอมบี้

    หนังรุนแรงมาก หลายฉากเลือดสาด บางตอนแทบอ้วก เช่น ฉากกระชากหัวคน แต่ข้ามจากฉากรุนแรงเหล่านี้แล้ว เนื้อหาหนังยังคงน่าสนใจตามสไตล์งานของ Alex Garland คนสร้าง Ex Machina, Annihilation, Civil War, Warfare ล้วนไม่ธรรมดา หนังแทบทุกเรื่องของการ์แลนด์แฝงแง่คิด ชวนขบต่อ

    หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ นอกจากไม้กางเขนกลับหัวที่โยงกับเรื่องพระเยซู พระคัมภีร์ ซาตาน สวรรค์ นรก ฯลฯ ก็มีดักแด้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนรูป (transformation) แปลงจากคนเป็นซอมบี้ จากซอมบี้เป็นคน จากเด็กเป็นผู้ใหญ่

    หนังสะท้อนมุมต่างๆ ของมนุษย์ต่างๆ คนดี คนเลว คนดีที่ต้องเดินตามคนเลว คนดีที่พยายามแก้ปัญหา ความบ้าคลั่งกับความสงบ ความสิ้นหวังกับความหวัง การกระทำชั่วที่เลือกได้กับเลือกไม่ได้

    หนังเปรียบเทียบความชั่วร้ายสองแบบ แบบแรกคือคนที่ติดเชื้อไวรัส กลายเป็นซอมบี้ ฆ่าคนอย่างโหดร้าย แต่พวกเขากระทำโดยไร้สติสัมปชัญญะ ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เหมือนเครื่องจักร ไม่มีทางเลือก

    ประเภทหลังคือคนที่มีสติสัมปชัญญะปกติ พวกนี้มีทางเลือก แต่เลือกทำชั่ว ไม่ว่าเพราะความบ้าคลั่ง หรือวัยเยาว์ที่เก็บกด ฯลฯ กลายเป็นผู้วิเศษแห่งวิหารกระดูก

    ใน 28 Years Later ภาค 1 พ่อของตัวละครเด็ก 'สไปก์' บอกลูกว่า ฆ่าพวกซอมบี้ได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องศีลธรรม พวกซอมบี้ไม่มีวิญญาณ สมองตายแล้ว เหมือนนาซีฆ่าคนยิว เพราะถือว่าเป็น subhuman (ต่ำกว่ามนุษย์)

    มุมมองแบบนี้ยังปรากฏในโลกปัจจุบัน ที่ขันขื่นคือนาซีฆ่าคนยิวเพราะเห็นว่าเป็นพวกชั้นต่ำ ยิวก็ฆ่าปาเลสไตน์เช่นกัน ทั้งที่มีทางเลือกที่จะไม่ฆ่า

    หนังยังยกตัวอย่างผลของการไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศที่ชนะกดขี่ประเทศที่แพ้จนจมดิน ส่งผลให้เกิดคนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมา และทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

    ประโยคหนึ่งในหนังที่เอ่ยหลายครั้ง "Memento mori" เป็นภาษาละติน แปลว่า จงจำว่าเจ้าก็ต้องตาย มันบอกว่าความตายเลี่ยงไม่พ้น ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตให้ดีที่สุด และมีความหมาย

    แต่ในยุคที่ซอมบี้ครองเมือง เราจะหาความหมายให้ชีวิตอย่างไร และทำไมเล่า

    กระนั้นตัวละครหมอในเรื่อง (Ralph Fiennes) ก็ยังพยายามทำเรื่องที่มีความหมายในยุคที่ไม่มีความหมาย

    หนังเป็นส่วนผสมของโศกนาฏกรรมแห่งความรุนแรง ความเกลียด ความรัก ความเข้าใจ และวิธีมองโลก เหมือนค็อคเทลที่มีส่วนผสมประหลาด และให้รสชาติที่ดีอีกแบบหนึ่ง เช่น ในตอนท้ายเรื่อง นักแสดง Ralph Fiennes เต้นเพลง The Number of the Beast ของ Iron Maiden ให้แก๊งซาตานดูแบบ มิวสิก วิดีโอ บ้าคลั่งดี ฉากนี้เป็นไฮไลท์ของงานเลย!

    ฉาก 'มิวสิก วิดีโอ' นี้มีเกร็ดแปลกเกร็ดหนึ่งคือ นักแสดงที่รับหัวหน้าแก๊งซาตาน Jack O'Connell ก็เคยรับบทร้องเพลงปิศาจใน Sinners

    'วิหารแห่งกระดูก' สะท้อนว่าการที่เจ้าลัทธิบ้ามีคนเดินตาม ฆ่าคน ทำเรื่องชั่วร้าย ไม่ได้เป็นแค่หนัง แต่ในประวัติศาสตร์โลก เจ้าลัทธิอย่างอีเกียดเกิดขึ้นทุกช่วงของประวัติศาสตร์ ฮิตเลอร์ สตาลิน ไปจนถึงผู้นำโลกหลายคนในยุคปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าผู้คนสามารถเดินตามผู้นำบ้าได้จริง

    บางทีไวรัสซอมบี้ฝังอยู่ในตัวเรามานานก่อนโลกมีซอมบี้

    9.5/10
    ฉายในโรงภาพยนตร์

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-2-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 27
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    สมัยผมยังเป็นวัยรุ่น เคยสงสัยว่าทำไม แกรนด์ แคนยอน เป็นของอเมริกา, ภูเขาไฟฟูจิเป็นของญี่ปุ่น, ภูผางามแห่งกุ้ยหลินเป็นของจีน, ป่าอะเมซอนส่วนใหญ่เป็นของบราซิล, เกรท แบร์รีเออร์ รีฟ เป็นของออสเตรเลีย, ป่าห้วยขาแข้งเป็นของไทย, น้ำมันใต้ดินเป็นของประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง ฯลฯ

    หากเราจะไปเยี่ยมชม แกรนด์ แคนยอน ก็ต้องไปเข้าคิวขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกา เพราะอเมริกามีสิทธิ์ขาดเป็นเจ้าของมัน เช่นเดียวกัน หากอยากไปชื่นชมภูเขาไฟฟูจิ ก็ต้องไปขออนุญาตประเทศญี่ปุ่น อยากล่องป่าอะเมซอน ก็ต้องไปขออนุญาตบราซิล ฯลฯ

    ย้อนหลังไปสักห้าพันปีก่อน มนุษย์คนไหนอยากไปที่ไหนในโลก ก็ไปได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร เพราะเวลานั้นโลกยังไม่มีประเทศ ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีวีซ่า

    คิดดูก็น่าประหลาด จู่ ๆ โลกก็ถูกกาแบ่งเขตขีดเส้นว่าส่วนนี้เป็นของฉัน ส่วนนั้นเป็นของคุณ

    ตอนเด็กกว่านี้ ผมเคยคิดว่าตนเองคงเป็นมนุษย์พันธุ์ประหลาดซึ่งชอบคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผมไม่เคยเจอใครที่คิดอย่างนี้ ออกจะรู้สึกโดดเดี่ยวทางความคิด จนกระทั่งวันหนึ่งอ่านพบคำพูดของ โสเครติส ยอดปราชญ์แห่งกรีกโบราณว่า “ข้าฯมิใช่ชาวเอเธนส์ มิใช่ชาวกรีก ข้าฯเป็นพลเมืองของโลก” จึงรู้ว่ามีคนเคยตั้งคำถามความคงอยู่ของชาติมาแต่สมัยโบราณแล้ว

    สมัยหนุ่มๆ ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมโลกเราต้องมีชาติและประเทศ ชีวิตมนุษย์คงง่ายกว่าเดิมมาก ๆ หากเราทุกคนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไม่ต้องขอวีซ่า ไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและสารพัดด่านอื่น ๆ ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตรา และกติกาอีกหลายข้อ โลกจะประหยัดทรัพยากรมหาศาลเพียงใด

    เมื่อฟังเพลงของ จอห์น เลนนอน “Imagine there’s no countries...”  ก็ให้รู้สึกว่าโดนใจจริง ๆ

    หลายปีก่อนมีโอกาสอ่านหนังสือ I, Asimov : A Memoir อัตชีวประวัติของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลก ไอแซค อสิมอฟ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเอง ก็ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นที่พบว่าโลกยังมีมนุษย์ประหลาดพันธุ์นี้อยู่! หรือตามเนื้อเพลงของเลนนอนว่า “... but I’m not the only one.”

    อสิมอฟซึ่งพื้นเพเป็นชาวยิวเขียนว่า “โลกไม่สมควรถูกหั่นแบ่งย่อยออกเป็นร้อย ๆ ชิ้น แต่ละชิ้นมีกลุ่มคนอยู่อาศัยโดยกำหนดขอบเขตของพวกเขาเอง และถือว่าสวัสดิการและความมั่นคงแห่งชาติของพวกเขาเองอยู่เหนือข้อพิจารณาอื่น ๆ...

    “ผมขอไปด้วยกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และยินดีที่เห็นแต่ละกลุ่มมองเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นพวกรักนิวยอร์ก ถ้าผมต้องไปอาศัยอยู่ใน ลอส แองเจลิส ผมก็รักที่จะขลุกกับชาวนิวยอร์กด้วยกัน และร้องเพลง Give My Regards to Broadway อะไรทำนองนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็ควรที่จะดำรงความมีวัฒนธรรมและมีเมตตาต่อกัน ผมจะต่อต้านหากมันหมายถึงว่าแต่ละกลุ่มเหยียดหยามและกระสันจะทำลายล้างกลุ่มอื่น ผมต่อต้านการที่แต่ละกลุ่มติดอาวุธตนเองเพื่อบังคับใช้ศักดิ์ศรีและอคติของกลุ่มตน...

    “โลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งคุกคามอารยธรรมและจุดจบของดาวเคราะห์ในสถานะของโลกที่อยู่อาศัยได้ มนุษยชาติมิอาจละลายเงินทองและสภาพจิตใจไปกับการทะเลาะเบาะแว้งที่ไร้สาระและไม่จบสิ้นภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทั้งหมด มันควรมีสำนึกของโลกาภิวัตน์ซึ่งทำให้โลกรวมตัวกันแก้ปัญหาที่แท้จริงซึ่งกระทบต่อทุกกลุ่มเหมือน ๆ กัน เรื่องนี้ทำได้จริงหรือเปล่า? คำถามนี้ก็เหมือนกับประโยค : มนุษยชาติจะอยู่รอดได้หรือเปล่า?...

    “ผมไม่ใช่ชาวไซออนนิสต์ (พวกชาตินิยมยิวซึ่งสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล) เพราะผมไม่เชื่อในเรื่องชาติ และเพราะลัทธิไซออนนิสม์เพียงแต่ต้องการจัดตั้งประเทศขึ้นมาอีกหนึ่งประเทศเพื่อให้โลกยุ่งยาก ก่อตั้งประเทศขึ้นมาอีกหนึ่งเพื่อจะมี ‘สิทธิ’ และ ‘ความต้องการ’ และ ‘ความมั่นคงของชาติ’ และเพื่อทำให้รู้สึกว่ามันต้องปกป้องตนเองจากประเทศเพื่อนบ้าน...

    “มันไม่มีชาติหรอก มีแต่มนุษยชาติ และหากเราไม่ทำความเข้าใจโดยเร็ว โลกจะไม่มีชาติ เพราะไม่เหลือมนุษยชาติ”

    คำถามคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งจะไม่มีประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ตามบทเพลงของ จอห์น เลนนอน ? เป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไปหรือเปล่า?

    คำตอบคือ ก่อนหน้าที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถือสิทธิครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้ ทุกชีวิตในโลกไม่เคยรู้จักเส้นพรมแดนประเทศ  และหลังจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนตายหรือหายไปจากดาวเคราะห์ดวงนี้ เส้นพรมแดนก็จะหายตามไปโดยอัตโนมัติ มันเป็นเพียงเส้นสมมุติที่ขีดขึ้นชั่วคราวระหว่างที่เราทั้งหลายกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น

    ทว่าก่อนที่ใครจะคิดว่าโลกไร้ประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก็คงต้องลองมองในมุมของวิทยาศาสตร์ ในอดีตกาลนานแสนนานมาแล้ว โลกมีหลายทวีป แล้วเปลือกโลกเคลื่อนผลักให้ทวีปทั้งหลายรวมกันเป็นทวีปเดียว (ชื่อว่า แพนเจีย) 250 ล้านปีต่อมา มหาทวีปก็แยกเป็นโลกที่เรารู้จักเวลานี้

    250 ล้านปีจากนี้ ทวีปต่าง ๆ ในโลกจะถูกแรงขับเคลื่อนของผืนโลกอัดเข้าหากันจนกลายเป็นทวีปเดียว ประเทศทั้งหลายก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เป็นอิตาลีกับสเปนจะเปลี่ยนเป็นภูเขาสูง เส้นแบ่งประเทศทั้งหมดในโลกจะถูกลบไปหมดโดยปริยาย ความเป็นชาติสูญไป หากเวลานั้นมนุษยชาติยังดำรงอยู่และอยากมีประเทศ ก็ต้องขีดเส้นสมมุติกันใหม่ และสงครามคงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น

    โลกนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของประเทศไหน ไม่ใช่แม้ของมนุษยชาติ เรายึดมันมาครอบครองโดยพลการ

    โลกาภิวัตน์นำพาโลกเข้าสู่ยุคทองของการสื่อสาร การเดินทาง และบริโภคนิยม มันทำลายโลกในหลาย ๆ ด้าน แต่ในด้านดีมันก็ทำให้โลกใกล้ชิดกันขึ้น และทำให้เราเห็นมายาของเส้นสมมุตินี้ชัดขึ้น การเข่นฆ่าทำร้ายประชาชนในมุมโลกหนึ่งสามารถเป็นข่าวในอีกมุมโลกหนึ่งภายในไม่กี่นาที หรือกระทั่ง ‘เรียลไทม์’! เราสวมเสื้อผ้า กินอาหาร ดูหนังเรื่องเดียวกันกับคนในอีกซีกโลกหนึ่งในเวลาเดียวกัน จนในบางขณะ เราอาจนึกถามว่า ถ้าเช่นนั้นเรามีเส้นสมมุติไปเพื่ออะไร

    เรามีโลกหนึ่งเดียวเสมอ เรามีมนุษยชาติเดียว เรามีป่าไม้ป่าเดียวคือของทั้งโลก เรามีแม่น้ำสายเดียวคือสายน้ำของทั้งโลก เรามีมหาสมุทรเดียว แผ่นดินเดียว อากาศเดียว ท้องฟ้าเดียว น้ำทั้งหมดก็คือน้ำเดียวกัน วนเวียนไปตามที่ต่าง ๆ อากาศทั้งหมดก็คืออากาศเดียวกัน ไหลเวียนไปตามมุมต่าง ๆ ชีวิตทั้งหมดก็คือชีวิตเดียวกัน มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน ที่เหลือเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่เราสร้างขึ้นมา

    บ้านที่คุณอยู่อาศัยตอนนี้ เมื่อร้อยปีก่อนอาจเป็นที่เข่นฆ่ากันของคนสองกลุ่ม สองพันปีก่อนอาจเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณสักแห่ง ร้อยล้านปีก่อนอาจเป็นที่เดินเล่นของไดโนเสาร์ พวกมันอาจสืบพันธุ์ที่นี่

    ไม่มีอะไรถาวร เส้นเขตแดนเป็นเรื่องชั่วคราว ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติชี้ว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอเพียงเรามีความรู้ ปัญญา ความฝัน และความมุ่งมั่น

    (จากคำนำของหนังสือ เส้นสมมุติ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 25
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    แนบหลักฐานการโอนไปที่ namol113@gmail.com หากชำระเงินแล้วไม่ส่ง เราจะไม่รู้ว่าเป็นลูกค้าคนไหน และอาจส่งผลให้ไม่ได้จัดส่ง

    ตอนนี้หนังสือกำลังผลิตอยู่ ผมจะเข้าโรงพิมพ์ไปเซ็นชื่อราวปลายเดือนนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มจัดส่ง

    หนังสือเล่มแยกจะจำหน่ายหลังจากจัดส่งคนที่จอง pre-order แล้ว ราวๆ ต้นมีนาคม และในงานหนังสือ

    วินทร์ 15-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 23