-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
วันก่อนเห็นคนในทำเนียบขาวตอบนักข่าวว่า "นี่ไม่ใช่สงคราม" เพราะ 'ปฏิบัติการโจมตีเฉพาะจุด' ไม่จัดเป็นสงคราม
ก็เอาที่สบายใจ
งั้นเราก็มาคุยเรื่อง 'ปฏิบัติการโจมตีเฉพาะจุด' ในอิหร่านก็แล้วกัน
มีคำถามว่าทำไมอิหร่านจึงโจมตีรัฐอาหรับรอบตัว เช่น บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย ดูไบ ฯลฯ และที่สำคัญ ทำไมโจมตีพลเรือนด้วย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจรัฐอาหรับเพื่อนบ้านของอิหร่านก่อน
ประเทศอาหรับที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านเหล่านี้ เรียกรวมๆ ว่ารัฐในกลุ่ม GCC
GCC คือ Gulf Cooperation Council เป็นการรวมตัวกันทางการเมือง เศรษฐกิจของหกประเทศได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ความจริง GCC คิดจะชวนสมาชิกเพิ่ม และยังคิดจะยกระดับเป็น Gulf Union เพื่อรวมพลังกดดันอิหร่านมากขึ้น แต่ยังไม่สำเร็จ
แล้วทำไมต้องกดดันกัน? ไม่ใช่พวกอาหรับเหมือนกันหรือ?
คำตอบคือไม่ใช่
เวลาพูดถึงตะวันออกกลาง หลายคนมักนึกภาพว่าพวกที่อยู่ในทะเลทราย ขุดน้ำมันขาย เป็นพวกเดียวกัน แต่ไม่ใช่ อิหร่านไม่ใช่ชาวอาหรับ ชาวอาหรับคือพวกที่ใช้ภาษาอาหรับ อิหร่านคือชาวเปอร์เซีย ใช้ภาษาเปอร์เซียหรือฟาร์ซี ส่วนมากเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งมีน้อยกว่านิกายซุนนี
เปอร์เซียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ อายุ 2,500 ปี คู่กับจีน ทั้งสองอารยธรรมนี้เชื่อมกันด้วยเส้นทางสายไหม คนที่อ่านนิยายของกิมย้งย่อมคุ้นกับตัวละครชาวเปอร์เซีย ลัทธิเม้งก่าใน ดาบมังกรหยก ก็มาจากเปอร์เซีย
ในอดีตกาล ชาวเปอร์เซียจำนวนไม่น้อยมารับราชการในสยาม เป็นต้นตระกูลบุนนาค บุรานนท์ ศุภมิตร ศรีเพ็ญ ฯลฯ
จุฬาราชมนตรีคนแรกของสยาม เจ้าพระยาบวรราชนายก ก็เป็นชาวเปอร์เซียในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เราคุ้นกันในชื่อ เฉกอะหมัด เป็นบรรพบุรุษของตระกูลบุนนาค
กลับมาที่ GCC
ประเทศในกลุ่ม GCC ร่ำรวยจากน้ำมัน ผู้นำและชนชั้นสูงใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ซื้อรถแพงๆ จำนวนมาก มีเงินเหลือเฟือ ก็สร้างตึกเท่ๆ กลางทะเลทราย เช่น ตึก Burj Khalifa (ดูไบ) ที่ ทอม ครูซ ปีนในหนังเรื่อง Mission Impossible – Ghost Protocol หรือ Palm Jumeirah โครงการบ้านจัดสรรรูปต้นปาล์มกลางทะเลที่ดูไบ ฯลฯ สำหรับคนที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้
พวก GCC จ่ายเงินให้สหรัฐฯมาปกป้อง ยอมให้ตั้งฐานทัพในประเทศตน สหรัฐฯก็ยินดีเพราะเท่ากับเอาอาวุธไปจ่อคอหอยอิหร่าน เป็น win-win situation สหรัฐฯได้แผ่อิทธิพลในตะวันออกกลาง และ GCC ได้ยามฝรั่งมาเฝ้าบ้าน
ในปี 2020 มีการเซ็นสนธิสัญญา The Abraham Accords ที่สหรัฐฯเป็นตัวกลาง
ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ต่อมาเพิ่มโมรอคโค ซูดาน เพื่อร่วมมือกันหลายด้าน จะเห็นว่าประเทศอาหรับเหล่านี้สนิทสนมจับมือกับอิสราเอลนี่ก็คือเหตุผลที่อิหร่านโจมตีประเทศในกลุ่ม GCC เพราะถือว่าร่วมมือกับศัตรู ในเมื่อยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพไปบุกอิหร่าน ก็เท่ากับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จะบอกว่าแค่จ้างยามมาเฝ้าหมู่บ้านไม่ได้
ตามข่าวบางสาย เมื่ออิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ มีทหารอเมริกันจำนวนหนึ่งหนีตายจากฐานทัพไปพักที่โรงแรม อิหร่านก็ส่งโดรนไปถล่มโรงแรม นอกจากนี้ก็ถล่มสนามบิน ท่าเรือ
ทำไมเล่นงานพลเรือนด้วย?
คำตอบที่นักวิเคราะห์การเมืองส่วนมากเห็นด้วยคือ ต้องการให้ GCC รู้รสความเจ็บปวดบ้าง "พวกกูเจ็บมานานแล้ว พวกมึงลองดูบ้าง"
การโจมตีสนามบิน โรงแรม ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าแค่อาคาร ดูไบมีชื่อเสียงเรื่องความปลอดภัย เป็นแหล่งท่องเที่ยว ต่อไปนี้คงไม่มีใครไปอีกพักใหญ่ เท่ากับทำลายเศรษฐกิจดูไบในชั่วข้ามคืน
นอกจากนี้การโจมตีประเทศ GCC บางประเทศเช่น บาห์เรนซึ่งมีชาวชีอะห์มากถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศปกครองโดยซุนนี ก็อาจทำให้เกิดการลุกฮือเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมือง เพราะสหรัฐฯกับอิสราเอลไปฆ่าผู้นำศาสนาของฝ่ายชีอะห์
คำถามต่อไปคือ GCC จะสู้กลับไหม คำตอบคืออาจจะ แต่ถ้าส่งโดรนไปถล่มอิหร่าน ก็เท่ากับยกระดับการรบ ความเข้มข้นของสงครามก็เปลี่ยนรูป มีความเสี่ยงว่าคลังน้ำมันของ GCC อาจถูกทำลาย เพราะการส่งโดรนไปทำลายคลังน้ำมันไม่ใช่เรื่องยาก GCC ต้องคิดให้ดี และต้องประเมินให้ดีว่าคุ้มหรือไม่
ล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังพิจารณายึดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่อิหร่านฝากไว้ในธนาคาร GCC ผลที่ตามมาอาจหนักกว่านั้น
GCC ไม่ต้องการสงคราม แต่เมื่อเลือกยอมให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ ก็เท่ากับเลือกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว
ก่อนเกิดสงคราม GCC เตือนสหรัฐฯแล้วว่า "อย่าทำ" และบอกว่าจะไม่ให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน แต่ก็ห้ามไม่อยู่
ความจริงประเทศในกลุ่ม GCC ก็มีกองทัพทันสมัย แต่เชื่อว่าคงคิดหนักว่าจะทำสงคราม เชื่อว่าคงทำแค่ป้องกันตัวมากกว่า เช่น แค่ยิงสกัดโดรนที่เข้ามาโจมตี เป็นต้น
ตอนนี้ GCC พบว่าตนเองกำลังจ่ายบิลค่าสงคราม เป็นราคาของการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ตามคติมิตรของศัตรูคือศัตรู
GCC อาจต้องภาวนาให้อิหร่านแพ้สงครามครั้งนี้ ซึ่งแปลว่าอิหร่านพินาศทั้งประเทศ GCC ก็จะปลอดภัย
แต่หากสหรัฐฯและอิสราเอลแพ้สงครามครั้งนี้ ฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลางจะสูญสิ้น เพราะประเทศในกลุ่ม GCC เริ่มเห็นแล้วว่า สหรัฐฯปกป้องพวกเขาไม่ได้ตามสัญญา
ไม่แปลก เพราะหน้าที่หลักของสหรัฐฯไม่ใช่ปกป้อง GCC แต่คืออิสราเอล
วินทร์ เลียววาริณ
6-3-261- แชร์
- 31
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
สมัยผมเป็นเด็กอ่านเจอบทบรรณาธิการสำนักพิมพ์หนึ่งสอนผู้อ่านว่า สรรพนาม ‘ข้าพเจ้า’ ในนวนิยาย ไม่ได้หมายถึงนักประพันธ์
เหตุเพราะนักอ่านอ่านแล้วเชื่อว่า ผู้เขียนไปผจญภัยในป่า ในต่างแดนอย่างที่เขียนจริงๆ ยกตัวอย่าง ‘ข้าพเจ้า’ ใน ล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ ไปเจอเสือช้าง มนุษย์ประหลาด ซากไดโนเสาร์ ฯลฯ
สมัยนั้นงานประพันธ์หลายเรื่องใช้ สรรพนาม ‘ข้าพเจ้า’ เช่นงานของหลวงวิจิตรวาทการ เรียมเอง น้อย อินทนนท์ ฯลฯ
พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์ ชอบใช้สรรพนาม ‘ผม’ ในนิยาย แต่ ‘ผม’ ก็ไม่ได้หมายถึงนักประพันธ์
มาถึงวันนี้ ไม่นึกว่าผมเองต้องรับบทบรรณาธิการคนนั้นอีกครั้ง เพราะยังมีคนเข้าใจอย่างนี้เหมือนกัน สังเกตจากคอมเมนต์ในบทความที่ผมเล่าโดยใช้ สรรพนาม ‘ข้าพเจ้า’ มักจะคิดว่าหมายถึงผม
บางเรื่องผมอาจจะใช้ประสบการณ์ของผมจริง แต่มาเล่าในลักษณะกึ่งนิยาย
สมมุติผมเขียนว่า “ข้าพเจ้าไปดื่มเหล้าทั้งคืน” อย่างนี้ไม่น่าจะเป็นผมแน่ๆ เพราะผมกินเหล้าสองโมเลกุลก็เมาแล้ว
ถ้าเขียนว่า “ข้าพเจ้าไปนอนกับหญิงสาวเจ็ดคน” อย่างนี้เป็นนิยาย อย่าบ้าจี้ไปบอกที่บ้านผมนะ เดี๋ยวผมหัวแตกละยุ่ง
มันก็กลับมาอยู่ที่เรื่องเก่า นั่นคืออ่านระหว่างบรรทัด พยายามอ่านให้ออกว่าคนเขียนเขียนขำๆ ไปยังงั้น หรือเสียดสี หรือสะท้อนอะไร
ถ้าเรื่องนั้นมีความเหนือจริงค่อนข้างมาก ก็ให้เดาว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่อาจใช้ความเหนือจริงสะท้อนสาระหรือความหมายอะไรสักอย่าง
ต่อให้เรื่องที่เขียนไม่ได้ใช้สรรพนาม ‘ข้าพเจ้า’ ก็ยังต้องอ่านระหว่างบรรทัด
ปัญหาคือ หลายครั้งผมเขียนเรื่องจริง กลับคิดว่าเป็นนิยาย เขียนสารคดีจริงก็คิดว่าอำ เขียนเรื่องอำ กลับคิดว่าจริง
ยกตัวอย่าง เช่น ผมชอบอำว่ามีรถเบนท์ลีย์หลายคัน เคยมีผู้อ่านมาต่อราคาหนังสือ บอกว่าผมรวยมากแล้ว ลดราคาหน่อย
อย่างนี้ก็มี
วินทร์ เลียววาริณ
6-3-261- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ผู้อ่านคนหนึ่งเขียนมาถามว่า ผมเอาข้อมูลมาจากไหนเขียนเรื่องการเมืองโลก
คำตอบคือมีทั้งความรู้เดิมที่อยู่ในหัวแล้ว กับความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้รับมา
ความรู้เดิม เช่น ประวัติศาสตร์การเกิดรัฐอิสราเอล Balfour Declaration เกี่ยวข้องยังไง ใครคือพวกไซออนนิสต์ อะไรคือ JCPOA สหรัฐฯเข้าไปแทนฝรั่งเศสในเวียดนามยังไง สงครามเย็นจบอย่างไร ฯลฯ พวกนี้เป็นความรู้ที่อ่านสะสมมานานปี
บางส่วนก็มาจากการดูหนัง หรืออ่านหนังสือสายลับ เช่น ของ เฟรดดริก ฟอร์ธไซธ์ แล้วไปศึกษาต่อ เช่น การทำงานของมอสสาด (หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล) เป็นต้น
ส่วนความรู้ใหม่นั้นเป็นเกร็ดความรู้ใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน หรือรู้ตื้นๆ หรือมุมมองที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน รวมทั้งข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้น
ผมอ่านข่าวจากหลายแหล่ง ทั้งสื่อตะวันตก CNN, BBC, Reuters สื่ออาหรับ สื่อรัสเซีย สื่อจีน ผมไม่เชื่อทั้งหมด แต่จะนำมาประมวล ใช้วิจารณญาณ และวิเคราะห์ว่า อะไรน่าจะเป็นข่าวจริง อะไรน่าจะเป็น propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) ถ้าคิดว่าอาจเป็นข่าวปลอม ก็รีเสิร์ชต่อว่าอะไรน่าจะเป็นความจริง
สำหรับบทวิเคราะห์การเมืองโลก จำนวนมากดูจาก YouTube ดูแทบทุกนักวิเคราะห์ ดูเป็นร้อยๆ บท และอ่านบทวิเคราะห์ของสื่อทั้งตะวันตกและตะวันออก เท่าที่มีแรงอ่าน เช่นกัน นำมาประมวลและวิเคราะห์ต่อ บ่อยครั้งจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพ่ิม ทั้งประวัติศาสตร์และวิชาการด้านอื่นๆ แต่บ่อยครั้ง search engine ตะวันตกก็ไม่เสนอข้อมูลอีกด้าน
ก็ตรวจสอบหลายรอบจนแน่ใจว่าข้อมูลไม่หลุด ค่อยลงมือเขียน
ถามว่าทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์เบื้องหลังข่าว คำตอบคือเพราะทุกเหตุการณ์ในโลกเป็น cause-effect ต่อเนื่องกัน ยกตัวอย่าง เช่น รัสเซียบุกยูเครน หากอ่านแค่ข่าวนั้น ก็จะสรุปว่ารัสเซียผิด แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับโซเวียตก่อนโซเวียตล่มสลาย มุมมองจะเปลี่ยนทันที เพราะประวัติศาสตร์ (ที่มีหลักฐาน) ท่อนนั้นชี้ว่ารัสเซียต่างหากที่ถูก 'บุก' ดังนั้นใช้แค่เหตุการณ์เดียว ปีเดียว มาสรุปไม่พอ
ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยคิดจะเอาดีในงานด้าน Geopolitics แต่ในเมื่อจะเขียน ก็พยายามค้นหาข้อมูลและตรวจสอบมากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนนำเสนอผู้อ่าน อาจหลุดไปบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจตนาหลักคือต้องการให้ความรู้ ข้อมูล และมุมมองต่าง หรือการมองออกจากกรอบคิดเดิม เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่มีอคติน้อยที่สุด
การเขียนโดยปราศจากอคติไม่ง่ายเลย ผมยอมรับมีอคติบ้าง ผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา เหมือนทุกคน มีอารมณ์โกรธเมื่ออ่านข่าวบางข่าว อาจมีมุมมองลบบางอย่างฝังหัวมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ไม่ชอบ IDF (Israel Defense Forces) ของอิสราเอลที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ยิงเด็กหญิงปาเลสไตน์วัยห้าขวบ Hind Rajab ตายขณะเธอและครอบครัวกำลังหนีออกจากกาซาซิตี้
อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามเสนอเรื่องให้เป็นกลางที่สุด ผู้อ่านก็ควรอ่านแล้วนำไปขบคิดวิเคราะห์ต่อ อย่าเชื่อทั้งหมด อย่าใช้ข้อเขียนของผมเป็นแหล่งความรู้เดียวโดยเด็ดขาด แต่ก็อย่าเพิ่งตีตกก่อน ลองอ่านและตรวจสอบก่อน
การอ่านข่าวมีสองอย่าง อย่างแรกคืออ่านแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครชนะ (เหมือนเชียร์กีฬา) อย่างที่สองคืออ่านว่าทำไมเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น มีที่มาอย่างไร มันจะส่งผลอะไร ผมเขียนแบบหลัง
ทั้งสองแบบไม่มีถูกหรือผิด แต่ผู้อ่านควรรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในโหมดไหน
ผู้อ่านท่านใดไม่ชอบวิธีการนำเสนอแบบนี้ ก็หยุดติดตามเถอะครับ เพราะมันทำให้เสียอารมณ์ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากผมเขียนให้อ่านฟรี ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากใครหรือองค์กรไหนสักบาทเดียว นอกจากเสียเวลาทำงานปกติแล้ว บางครั้งยังเปลืองตัวอีกด้วย
วินทร์ เลียววาริณ
5-3-261- แชร์
- 19
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
อายุเฉลี่ยของมนุษย์ยุคบรอนซ์และยุคเหล็กคือ 26 ปี มนุษย์โบราณต้องเผชิญภัยมากกว่า อาหารมาจากการล่าสัตว์และการเก็บของป่า จึงไม่แน่นอนว่าจะมีกินทุกมื้อ โรคภัยและอันตรายรอบตัวทำให้ยากที่ใครสักคนจะอยู่รอดเป่าเทียนวันเกิดสี่สิบเล่ม
อายุ 30 มนุษย์โบราณเรียกว่า แก่ เรียกคนอายุ 40 ว่า ‘ท่านผู้เฒ่า’
อายุเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยผลจากพัฒนาการทางการแพทย์ อาหาร ฯลฯ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลายเท่า จนถึง 70-80 ในปัจจุบัน
ตัวเลขอายุเฉลี่ยของคนไทย ณ วันนี้คือ หญิง 79 ชาย 71 เฉลี่ย 75
อายุเฉลี่ยของผู้คนประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโลกก็ยังสูงกว่ามนุษย์โบราณมากนัก
ถ้าใช้ตัวเลขอายุเฉลี่ยของคนไทยเป็นตัวอย่างคือ 75 ก็แปลว่าเรามีอายุเฉลี่ยสูงกว่ามนุษย์โบราณถึงราวสามเท่า
มองอีกมุมหนึ่งคือ เราแต่ละคนเกิดมาหนึ่งชาติจะได้อยู่ถึงสามชาติ!
การสามารถอยู่สามชาติในชาติเดียว แปลว่าเรามีเวลามากกว่าคนสมัยก่อนสามเท่า
นับว่าเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต เพราะเราเป็นมนุษย์สามชีวิต
ถ้าเรามองว่าเราได้ชีวิตมาเปล่า ๆ เพ่ิมอีกสองชาติหรือสองชีวิตเรียบร้อยแล้ว เราก็ควรเริงร่า ลดความกลัวที่จะล้มเหลว ทำการให้เต็มที่ไปเลย เพราะเรามีตั้งสามชีวิต
ตามหลักเราก็ควรสามารถทำอะไรให้โลกได้สามเท่า
ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ เพราะต่อให้ชาตินี้เราทำไม่สำเร็จ เราก็ยังมีชีวิตอีกตั้งสองชาติรออยู่! และไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ว่าทำไม่ได้ เพราะถึงผิดพลาดในชาติหนึ่ง ก็ยังมีโอกาสอีกตั้งสองชาติ
ทำผิดพลาดไปสองชาติ ก็ยังมีชาติที่สามรออยู่!
ช่างโชคดีจริงที่เกิดในยุคนี้!
ชาวโลกมักมีกติกากำหนดว่า เราต้องเรียนหนังสือเมื่ออายุเท่าไร ทำงานเมื่อไร แต่งงานเมื่อใด เกษียณเมื่อไร เมื่อถึงวันเกษียณเราก็หยุดทันที ราวกับมีสวิตช์ตั้งเวลาปิดไว้
กติกานี้บางครั้งทำให้เราใช้ชีวิตได้ไม่เต็มเวลาที่มี เช่น ช่วงเกษียณเมื่ออายุ 60-85 ปีก็ไม่ทำอะไรเลย กลายเป็นเวลาที่สูญเปล่า มีชีวิตก็เหมือนไม่มี หรือพูดได้ว่าจากสามชาติที่ได้รับมา ก็เสียไปหนึ่งชาติเปล่า ๆ เป็นชาติที่ ‘แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย
มนุษย์โบราณไม่สามารถเกษียณ ทุกคนต้องทำมาหากิน ล่าสัตว์ ปลูกข้าว ฯลฯ วันใดไม่ทำก็อด จึงใช้ชีวิตได้เต็มเวลาอย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ
สัตว์โลกทุกชนิดต้องทำมาหากินตลอดชีวิต ไม่มีเกษียณ หยุดหากินเมื่อไรก็หมดแรง หนีสัตว์อื่นไม่ทัน ตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น
แต่มนุษย์ซึ่งมีสมองใหญ่กว่าสัตว์ จัดระบบระเบียบและสร้างค่านิยมว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สบาย ๆ ไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้ ปรัชญานี้ทำให้เรา ‘เสียชาติเกิด’ อยู่เสมอ
บางคนเสียแค่ชาติเดียว บางคนเสียสอง บางคนเสียทั้งสามชาติ
บางคนเสียชาติเกิดเพราะความไม่รู้ บางคนเสียชาติเกิดทั้งที่รู้
ชีวิตในร่างมนุษย์เป็นโอกาสพิเศษอย่างหนึ่ง เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถประสบสัมผัสได้ จึงน่าเสียดายหากเราปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตที่เรามีไหลผ่านไปโดยไม่ทำอะไร
และยิ่งน่าเสียดายทบทวีหากปล่อยให้หลุดไปถึงสามชาติ
เวลาสามชาติในโลกนี้จะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น มันยาวพอให้เราทำเรื่องต่าง ๆ มากกว่าที่คิด หากเราจัดการมันเป็น แต่มันก็สั้นเกินกว่าให้ทำอะไรแม้แต่เรื่องเดียว หากเราไม่ลงมือทำ
เมื่อนั้นเราก็ทำเรื่องราวได้น้อยกว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์คนหนึ่ง ทั้งที่เราพร้อมกว่า
สัตว์หลากหลายชนิดมีชีวิตอยู่บนโลกแค่วันสองวัน แต่ก็สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย
‘เวลามีค่า’ จึงอาจแปลว่า เราสามารถใช้เวลาทำชีวิตเราให้มีค่า ทำเรื่องมีค่า
เราไม่ปล่อยให้น้ำก๊อกไหลทิ้ง เพราะเราไม่อยากจ่ายค่าน้ำเกินใช้จริง เวลาชีวิตก็เช่นกัน
ใช้หนึ่งนาทีให้ครบหนึ่งนาที
ใช้หนึ่งวันให้ครบหนึ่งวัน
ใช้หนึ่งชีวิตให้ครบหนึ่งชีวิต
อย่าให้ ‘เสียของ’ มีสองชาติก็ใช้สองชาติ มีสามชาติก็ใช้ทั้งสามชาติ ‘จัดเต็ม’ ไปเลยโดยไม่ต้องเกี่ยงตัวเลขอายุเรา
เพราะถึงเราจะอายุยืนกว่าคนโบราณสามเท่า แต่สามชีวิตนี้เป็นแค่พริบตาเดียวในเวลาของโลก แวบเดียวมันก็ผ่านพ้น
วินทร์ เลียววาริณ
5-3-26อ่านฉบับเต็มได้ในหนังสือ ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข
57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุข1- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ในวันเสาร์ที่ผ่านมา โรงเรียนประถมหญิงแห่งหนึ่งชื่อ Shajareh Tayyebeh ในเมือง Minab ตอนใต้ของอิหร่าน ถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ เด็กนักเรียนและครูรวม 168 คนเสียชีวิต เด็กอายุ 7-12 ขวบ
สื่อตะวันตกแทบทั้งหมดไม่แตะเรื่องนี้
ทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลปฏิเสธความรับผิดชอบ ชี้นิ้วไปที่อิหร่านว่ายิงโรงเรียนตัวเองเพื่อสร้างภาพ
ไม่มีใครมีกระดูกสันหลังพอที่จะยืดอกรับ กล้าทำกล้ารับ
เหตุสหรัฐฯและอิสราเอลรุกรานประเทศอิหร่านนั้นผิดทั้งกฎหมายภายในของสหรัฐฯและกฎหมายนานาชาติ ทว่าสิ่งที่ตามมาคือผู้นำชาติยุโรปหลายชาติออกมาบอกว่า สมควรแล้ว เพราะอิหร่านเป็น "ประเทศชั่วร้าย"
ออสเตรเลียร่วมวงด้วย
แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯแคนาดาซึ่งเมื่อต้นปีนี้ แสดงประณามสหรัฐฯที่ประพฤติตนเป็นมาเฟียโลก กลับสนับสนุนการรุกรานอิหร่านในครั้งนี้
นอกจากออสเตรเลียและแคนาดา ประเทศที่สนับสนุนการรุกรานอิหร่านก็มี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคนยา และยูเครน
ในยุโรป ไม่มีผู้นำสักชาติที่อย่างน้อยก็แสดงความเสียใจที่เด็กนักเรียนร้อยกว่าคนตาย ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก
ยกเว้นคนเดียวคือนายกฯสเปน เปโดร ซานเชซ
นายกฯสเปนประกาศว่า การกระทำของสหรัฐฯผิดกฎนานาชาติ ผิดหลักการทุกอย่าง
เขาเป็นคนเดียวที่กล้าลุกขึ้นมาประณามสหรัฐฯ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพสเปนบุกอิหร่าน
ผลก็คือเมื่อเช้านี้ (เวลาไทย) ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์กับสเปน
อิสราเอลด่าสเปนว่ายืนข้างคนชั่ว
สเปนสวนกลับทันทีว่า "ไร้สาระว่ะ"
เพราะอิสราเอลถล่มโรงเรียน ฆ่าเด็กในกาซาเป็นประจำ
เอาละ ลองมองกลับกัน สมมุติว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนในยูเครน เด็กและครูตายไป 168 คน ผู้นำตะวันตกทุกคนจะประณามรัสเซียเร็วกว่าจรวด สื่อตะวันตกทุกสื่อจะเล่นข่าวนี้ไปอีกนานเป็นปีๆ
นี่คือโลกของโฆษณาชวนเชื่อ โลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก โลกที่ผู้นำหลายประเทศมีอำนาจ แต่ไม่มีศีลธรรม และยังไร้กระดูกสันหลัง
นี่คือยุคแห่งกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม
(รูปซ้าย พิธีศพเด็กนักเรียน รูปขวา เปโดร ซานเชซ นายกฯ Spain ที่มี spine)
วินทร์ เลียววาริณ
4 มีนาคม 25692- แชร์
- 51
