• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ในหนังโทรทัศน์ชุด Kung Fu (เดวิด คาร์ราดีน) ตอน In Uncertain Bondage ที่ฉายในปี 1974 พระวัดเส้าหลินนามไควเช็งเคน ผู้เดินทางผจญภัยไปทั่วอเมริกา จับพลัดจับผลูตกลงไปในหลุมลึกพร้อมหญิงสาวคนหนึ่ง นางถูกคนร้ายจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ไควเช็งเคนช่วยไว้ แต่ถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บ ตกลงไปในหลุมลึก เขาจะเอาตัวรอดจากอาการบาดเจ็บและขึ้นจากหลุมนั้นได้อย่างไร

    เดี๋ยวค่อยเล่าต่อ

    (ย่อหน้าต่อไปเป็นสปอยเลอร์คอนเส็ปต์หนัง แต่ผู้อ่านคงรู้แล้วมั้ง)

    หนังใหม่สัปดาห์นี้ Whalefall แม้ผมจะหลีกเลี่ยงไม่อ่านข่าวใดๆ ก็ยังอุตส่าห์แหวกหูผมเข้ามาได้ว่าเป็นเรื่องคนถูกวาฬกิน จะเอาตัวรอดออกมาได้อย่างไร

    ดังนั้นจึงคาดว่านี่เป็นหนัง survival movie แนวคนหนีฉลาม หนีจระเข้ หนีไดโนเสาร์ หนีภูเขาไฟ ตอนจบก็ฆ่าฉลาม ฆ่าจระเข้ ฆ่าไดโนเสาร์ ฆ่าภูเขาไฟ เอ๊ย! ไม่ใช่แล้ว เอาเป็นว่าประมาณนั้น

    แต่เข้าโรงไปดูเพื่อคลายสมอง ไม่ตั้งใจว่าจะมีอะไรใหม่ไปกว่านี้ คาดว่ามีโอกาสเดินออกจากโรงก่อนด้วยซ้ำ

    แต่ผิดคาด Whalefall เป็นหนังดรามาเชิงปรัชญาที่ซ่อนในรูป survival movie

    มันเป็นส่วนผสมของ survival movie ทั่วไป บวกกับ The Old Man and the Sea, แม็คไกเวอร์, My Octopus Teacher และเรื่อง Kung Fu ที่เกริ่นในตอนต้น

    ระหว่างที่ไควเช็งเคนผู้บาดเจ็บจมในสภาวะครึ่งตื่นครึ่งฝัน จิตนึกถึงอาจารย์ของเขาที่วัดเส้าหลิน  คำสอนต่างๆ ของอาจารย์ปรากฏในห้วงคิด และเกิดซาโตริ เข้าใจและในที่สุดก็หนีออกพ้นหลุมลึกนั้นสำเร็จ

    Whalefall มีฉากที่ไม่น่าเชื่อหลายฉาก นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความบังเอิญในการเดินเรื่องค่อนข้างมาก แต่หากไม่มีความบังเอิญเหล่านั้น เรื่องก็ไม่เดินหน้า ในภาพรวมถือว่าดี ดังนั้นเราจะยอมหลับตาให้ความบังเอิญและความเหลือเชื่อเหล่านั้น

    หนังตื่นเต้น น่าติดตาม สอดแทรกความซาบซึ้ง และปรัชญาที่มาแบบคาดไม่ถึง

    คำว่า Whalefall เป็นศัพท์ทางสมุทรศาสตร์ หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาฬตัวหนึ่งตายจมลงก้นสมุทร ซากของมันจะเป็นนิเวศแห่งใหม่ที่ให้ชีวิตอื่นๆ กำเนิดและอยู่ได้

    ในธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์ แม้แต่ซากศพ

    เมื่อชาวอินูอิตที่ขั้วโลกเหนือล่าวาฬได้ จะกินทุกส่วนของสัตว์ที่ฆ่า หลังจากนั้นจะสักบนร่าง เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมกับธรรมชาติ

    ในทิเบต เมื่อมีคนตาย ศพถูกนำไปวางกลางแจ้งบนเขาสูง เพื่อให้ฝูงอีแร้งแทะกินซากศพจนเหลือแต่โครงกระดูก พิธีศพนี้เรียกว่า ฝังร่างในฟากฟ้า (Sky Burial)

    มันดูแปลก แต่ความจริงไม่ต่างจากฝังศพในดิน เพราะศพในดินเป็นอาหารของหนอนและจุลชีพ วางไว้บนภูเขา ก็เป็นอาหารของวิหค

    คืนสู่ธรรมชาติเหมือนกัน  ดังนั้นในมุมมองของคนที่ชาวเมืองว่า 'คนป่าเถื่อน' กลับเข้าใจธรรมชาติอย่างดี

    เพราะสรรพชีวิตไม่ว่าเป็นผู้ล่าหรือผู้ถูกล่า มีความผูกพันกัน ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และนี่ทำให้หนังเปิดเรื่องด้วยการคืนร่างกายสู่ธรรมชาติ

    8.5/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

     

    1
    • 0 แชร์
    • 8
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    Verity - ผมดูเรื่องนี้ไปได้สิบกว่านาที เกิดอาการ เดจา วู เหมือนดูหนังซ้ำ

    ไม่แปลก องค์ประกอบและวิธีเดินเรื่องของ Verity คล้ายกับ The Housemaid ที่ผมเพิ่งดูเมื่อต้นปีนี้

    ไอเดียเรื่อง The Housemaid คือหญิงสาวคนหนึ่งถูกจ้างเป็นแม่บ้านในบ้านใหญ่สวยมากหลังหนึ่ง บ้านนี้มีสามี (หล่อมาก) ภรรยา (นิสัยประหลาด) ลูกที่ยังเป็นเด็ก เธอได้ห้องนอนสวยมากห้องหนึ่ง

    ไอเดียเรื่อง Verity คือหญิงสาวคนหนึ่งถูกจ้างไปทำงานในบ้านใหญ่สวยมากหลังหนึ่ง บ้านนี้มีสามี (หล่อมาก) ภรรยา (นิสัยประหลาด) ลูกที่ยังเป็นเด็ก เธอได้ห้องนอนสวยมากห้องหนึ่ง

    ความแตกต่างคืองานที่หญิงสาวตัวเดินเรื่องใน Verity ทำไม่ใช่แม่บ้าน

    ทั้งสองเรื่องยังเหมือนกันตรงใช้แนวทริลเลอร์ พล็อตสร้างความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นของคนดู ตามมาด้วย... ใช่ เซ็กซ์!

    และจบแบบหักมุม

    The Housemaid ทำเงินไป 400 ล้านเหรียญ และแน่นอน รีบสร้างภาคสองทันที

    Verity ทำเงินจนถึงวันนี้ราว 119 ล้านเหรียญ (สูงกว่า Digger สามเท่า)

    Verity เป็นหนังทริลเลอร์ที่มีโครงเรื่องที่มีศักยภาพ แต่ความสมจริงต่ำ การเดินเรื่องจัดว่าช้ามากสำหรับงานแนวนี้ อย่างไรก็ตาม ผมก็อดทนดูจนจบ เพราะมีฉากนางเอกอาบน้ำอยู่สองรอบ ฉากเซ็กซ์อีกหลายฉาก (จำจำนวนฉากไม่ได้ สงสัยต้องกลับไปดูใหม่เพื่อให้แน่ใจ)

    แต่ฉากเซ็กซ์ใน Verity สู้ The Housemaid ไม่ได้ เหตุผลน่าจะเป็นเพราะนักแสดงเกรด A อย่าง Anne Hathaway ไม่เปลือยหมดแน่ เราจึงเจอเรื่อง เดจา วู อีกเรื่องหนึ่งคือ มันเหมือนบทเซ็กซ์ในซีรีส์ ทนายปีศาจ คือสวมชุดครบ

    ไม่สมจริงอย่างนี้ก็รับคะแนนไปแค่ 4/10 ก็แล้วกัน เพิ่มอีกสองคะแนนสำหรับฉากเซ็กซ์

    รวมเป็น 6/10
    (ฉายทางโรงภาพยนตร์)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    16-10-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 9
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สงครามยูเครนดำเนินมาเป็นที่ 4 ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ยังไม่มีใครยอมถอย

    คนเดือดร้อนก็คือประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่ทำสงคราม แต่รวมถึงประเทศที่ต้องรองรับผู้ลี้ภัย

    โปแลนด์รองรับคนลี้ภัยชาวยูเครนราวหนึ่งล้านคน ผ่านมาร่วมห้าปี ก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องรับพวกลี้ภัย คนโปแลนด์เองก็เริ่มเบื่อแล้ว

    ในบรรดาผู้ลี้ภัยชาวยูเครน หลายพันคนเป็นชายหนุ่มที่ไม้ต้องการรบ หลายคนหนีไปก่อนถึงวัยเกณฑ์ทหาร

    พวกเขาไม่ต้องการรบ

    ตัวเลขทหารยูเครนที่ตายในการรบกับรัสเซียที่ทางการแถลงคือ 100,000-150,000 คน แต่ผู้สันทัดกรณีว่าตัวเลขจริงเกินล้าน

    ไม่งั้นคงไม่หนีมากมายขนาดนี้

    กองทัพยูเครนมีคนหนีทหารราว 350,000 ราย

    ก่อนอื่น การหนีทหารมีสองอย่างคือ AWOL กับ desertion

    AWOL (Absent WithOut Leave) หมายถึงทหารหนีจากตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่อาจไม่ได้คิดหนีถาวร ทหารที่หนีในกรณีนี้มีราวสองแสนคน

    ส่วน desertion คือหนีทัพ แบบไปแล้วไปลับ

    คนหนุ่มเหล่านี้ยังไม่อยากตาย ทุกคนรู้ว่าไปรบเมื่อไร ตายแน่นอน เพราะรบสู้กองทัพรัสเซียที่พร้อมกว่าและมีจำนวนทหารมากกว่าไม่ได้

    อีกส่วนหนึ่งไม่อยากรบในสงครามไร้สาระ ที่ไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศเลยสักนิดเดียว พวกเขาไม่เชื่อที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีเป่าหูสักคำ "ทำไมกูต้องมาตายเพราะอุดมคติของตัวตลกคนหนึ่ง"

    ชาวยูเครนเหล่านี้อยู่ในประเทศโปแลนด์อย่างอดทน รู้สึกเป็นส่วนเกินของประเทศที่มาพึ่งพึง แต่ก็ต้องอดทน เพราะไม่อยากกลับไปตาย

    ตอนนี้รัฐบาลยูเครนพยายามกดดันรัฐบาลโปแลนด์ให้ส่งพวกนี้กลับไปรบ ชายหนุ่มเหล่านี้จึงอยู่แบบฝันร้าย เพราะไม่รู้ว่าชะตาจะขาดเมื่อไร

    สงครามมาพร้อมความตาย และเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะคนสั่งก่อสงครามไม่ใช่คนที่ต้องตาย

    ยูเครนเป็นตัวอย่างของบทเรียน "อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน"

    เดินนโยบายผิด ประเทศฉิบหาย

    กว่าจะสร้างประเทศคืนมาเหมือนเก่า น่าจะใช้เวลาอีก 20-30 ปี

    แต่ไม่มีทางเหมือนเดิม

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    อาทิตย์ก่อนเขียนในรายการสิ่งที่ต้องทำข้อหนึ่งว่า "ชาเขียว" ผู้อ่านบางคนสงสัยว่าผมติดชาเขียวหรือ

    ชาเขียวไม่มีฤทธิ์เสพติด ดังนั้นอาการติดชาเขียวจึงเป็นจิตวิทยามากกว่า
    ผมรู้จักชาเขียวครั้งแรกตอนไปทำงานที่สิงคโปร์ ได้ยินคนบอกว่าป้องกันหวัด เพราะชาเขียวมีวิตามิน ซี สูง

    มาอ่านเจอทีหลังว่าไม่จริง

    ผมเริ่มดื่มชาเขียวอย่างเป็นกิจลักษณะ (หมายถึงทุกวัน) ตั้งแต่เข้าพิธีชาเขียวที่เกียวโตราวสามสิบปีมาแล้ว ทดลองทุกยี่ห้อที่มีจำหน่ายในประเทศไทย พบว่าที่ถูกปากที่สุดเป็นของญี่ปุ่น

    ราคาในไทยไม่ถูก เวลามีเพื่อนไปญี่ปุ่น ก็ฝากซื้อกล่องใหญ่ๆ มา ราคาถูกกว่ามาก

    ผมศึกษาคุณสมบัติของชาเขียวมานาน พบว่าหลักฐานทั้งทางตะวันออกและตะวันตกเห็นพ้องกันว่ามันช่วยป้องกันมะเร็ง เพราะมีสาร Catechin สูงมาก (Catechin เป็น antioxidant ในตระกูล flavonoids) สูงกว่าชาอื่น ๆ หลายเท่า แต่ที่ดื่มไม่ใช่เพราะเรื่องสุขภาพ ชอบความขมแบบเฉพาะตัวของมันมากกว่า

    ดื่มวันละ 1-2 ถ้วย

    ชาเขียวที่ผมดื่มเป็นชาเขียว only ไม่มีน้ำตาลมาเจือสักโมเลกุลเดียว ไม่มีครีมมาโปะให้มีราคี

    เห็นชาเขียวพิสดารที่ขายกันแพงๆ ในสมัยนี้แล้วงงว่าดื่มเข้าไปได้ยังไง

    ก็นะ... รสนิยมต่างกัน คนแก่ก็มีรสนิยมอีกแบบหนึ่ง พูดมากเดี๋ยวก็ทัวร์ลงอีก

    เครื่องดื่มร้อนทุกชนิดที่ผมเสพเป็นแบบขม

    กาแฟที่กินมาตลอดคือเอสเพรสโซดำเข้มข้นรสขม

    ช็อคโกแลตนั้นเป็นแบบขม

    ก็ดื่มขม ๆ อย่างนี้มานานก่อนหน้าบ้านเราจะฮิตกาแฟและชาเขียว และราคาเครื่องดื่มที่ไม่ควรจะแพงสามารถพุ่งกระฉูดได้ขนาดนี้

    ชาเขียวสำเร็จรูปบ้านเราก็ใส่น้ำตาลหนักมากไม่แพ้น้ำอัดลม เท่าที่ศึกษามา อาจก่อโทษมากกว่าประโยชน์ เพราะอาจเป็นโรคเบาหวาน

    ผมดื่มชาเขียวในลักษณะคล้ายดื่มกาแฟ คือน้ำน้อย เอาแบบเข้มๆ

    ถ้าชามาในกา ก็ไม่มีการเติมน้ำที่สองให้รสชืด

    ชอบเข้มๆ น่ะ เข้าใจมั้ย?

    ถ้ามาพร้อมข้าวเหนียวหน้ากระฉีกด้วยก็เรี่ยมเปี่ยมสุขเลย

    สวัสดีวันศุกร์ ขอให้ทุกท่านแข็งแรง และมีความสุข

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    นิยายนักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ เป็นนิยายแบบ plot-based หมายความว่าเป็นนิยายที่เดินด้วยพล็อตเป็นหลัก หรือเน้นพล็อตมากกว่าเน้นอารมณ์

    ใครฆ่าใคร ที่ไหน เพื่ออะไร จับตัวคนร้ายได้อย่างไร ฯลฯ

    การเขียนนิยายแนวนี้ต้องวางพล็อตให้ลงตัวก่อน

    มีคนเคยถามผมว่า วิชาสถาปัตยกรรมที่เรียนมามีประโยชน์ต่อการเขียนนิยายหรือไม่ คำตอบคือมี ในการออกแบบบ้าน สถาปนิกต้องวางห้องแต่ละห้องให้เรียบร้อยว่า ทางเข้าบ้านอยู่ตรงไหน เข้าไปแล้วเจอห้องไหนก่อน และห้องไหนเป็นห้องสุดท้าย ห้องไหนควรอยู่ทิศไหน ฯลฯ

    ในการเขียนนิยาย พล็อตก็คือห้องแต่ละห้อง การวางโครงเรื่องก็คือการออกแบบ 'ห้อง' ต่างๆ ให้ลงตัวในตำแหน่งของมัน การเดินไปตามห้องต่างๆ ถูกกำหนดให้ผู้อ่านเดินตามไป

    ในช่วงต้นของการเป็นนักเขียน พอผมมีไอเดีย ก็เริ่มเขียนเลย และมักหาทางไปต่อไม่ได้ เพราะเขียนแบบด้น ไปตายดาบหน้า

    เขียนแบบนี้ปวดหัวมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบ ถ้าเขียนแบบด้น ความดันโลหิตพุ่งแน่

    ต่อมาผมเรียนรู้วิธีใหม่คือเขียนเหมือนออกแบบบ้าน วางโครงทั้งหมดก่อน เมื่อพอใจแล้วจึงค่อยลงมือใส่รายละเอียดทีละบท ถ้าเป็นเรื่องสั้นแนวหักมุมจบหรือนิยายนักสืบ ต้องรู้ตอนจบก่อนเสมอ จะทำให้การทำงานลื่นไหลดีขึ้นร้อยเท่า

    ผมวางเป็นบทๆ ไล่ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละบทในที่นี้มี 'คำสั่ง' ไม่ยาว แค่บอกว่ามีอะไรในบทที่ 1 อารมณ์บทที่ 3 ต้องเป็นอย่างไร ยังไม่ต้องใส่รายละเอียด คล้ายเป็นโจทย์ย่อ

    เมื่ออ่านรวมแล้วดูการลื่นไหลของเรื่องแล้ว ชอบ จึงค่อยมาขยายความแต่ละบท รีเสิร์ชข้อมูลเพิ่มในแต่ละบท ถ้าต้องการ ด้วยวิธีนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเรียงลำดับบท

    เมื่อทำโครงสร้าง 'อาคาร' แห่งนวนิยายได้แล้ว ที่เหลือจะเขียนบทไหนก่อน ก็ไม่สำคัญ เพราะไม่มีวันหลงทาง

    หลายปีก่อนตอนทำโครงการนวนิยายจีนกำลังภายในไซไฟเรื่อง สี่ภพ ผมก็ต้องใช้วิธีนี้ ไม่งั้นไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะจำนวน 'ห้อง' มีมากเกินจะด้นให้ดี

    นี่ขนาดทำโครงเรื่องมาก่อน ยังกินเวลาเขียนถึงห้าปี

    ผมไม่เคยเรียนวิธีเขียนจากตำราไหน ไม่เคยอ่านคู่มือการเขียน ทุกอย่างอาศัยทดลองทำ และพบว่าหลายอย่างที่ทำ มีอยู่ในตำราฝรั่ง ผมมารู้ทีหลังว่า เทคนิควางโครงสร้างนี้ ฝรั่งก็มีคำศัพท์ว่า outlining

    อาทิตย์นี้ดู YouTube บทสัมภาษณ์นักเขียน จอห์น กริสชัม และ เจมส์ แพตเตอร์สัน นักเขียนระดับซูเปอร์เบสต์เซลเลอร์เมืองนอก ก็เพิ่งรู้ว่าสองท่านนี้ใช้เทคนิค outlining ในงานทุกชิ้น ไม่งั้นไม่มีทางออกงานใหม่ทุกปี

    จอห์น กริสชัม บอกว่าเขาต้องรู้ตอนจบก่อนเสมอ จึงจะเริ่มเขียนบทที่ 1 ได้

    เขาทำงานเหมือนโรงงาน คือเริ่มงานวันที่ 1 มกราคม มีเวลาทำงานหกเดือน พอขึ้นเดือนเจ็ดก็ผลิตขาย

    ผมเองก็ทำงานแบบโรงงานเหมือนกัน แต่ไม่มีเบรก เพราะหาเงินไม่ได้เท่าเสี้ยวหนึ่งของขี้เล็บของเขา (500 ล้านเล่ม)

    เรื่องนี้ไม่มีความรู้สึกต่ำต้อยแต่ประการใด เพราะนักเขียนไทย มันเป็นเช่นนั้นเอง

    (ยังไม่จบ พรุ่งนี้หรืออย่างช้ามะรืน จะมาเล่าต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    15-10-26

    1
    • 0 แชร์
    • 22