• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    ในบันทึกเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ผมเล่าประสบการณ์ในวัยเด็กเมื่อ 60-70 ปีอย่างละเอียด ผู้อ่านบางท่านบอกว่าความจำผมดีเลิศ

    อย่าเพิ่งชมครับ เพราะความจำผมไม่ได้ดีเลิศอะไร ผมแค่บันทึกไว้ดีเท่านั้น

    ผมเก็บสมุดพกทุกเล่มไว้ครบครัน ยังอยู่ในสภาพดี ข้อมูลในนั้นบอกว่าแต่ละปีครูประจำชั้นชื่ออะไร แต่ละเทอมผมเรียนอะไร ได้คะแนนเท่าไร ครูชมหรือตำหนิอะไรบ้าง

    ในเวลาต่อมา ผมบันทึกทุกอย่างไว้ในไดอารี บอกหมดว่าวันนี้ดูหนังเรื่องอะไร ที่โรงไหน รอบกี่โมง ไปดูกับหญิงสาวคนไหน เป็นหลักฐานมัดตัวที่เผลอบันทึกไว้

    เหล่านี้เป็นบันทึกที่ผมใช้อิงตอนเขียนเรื่อง 'ชีวิตที่ดี' ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย

    ไดอารีมีประโยชน์มาก มันดีกว่าความทรงจำของคนเสียอีก เพราะบันทึกวันต่อวัน

    ผมหยุดเขียนไดอารีมานานแล้ว เพราะดำเนินชีวิตเป็นเส้นตรง ข้อความแต่ละวันเริ่มซ้ำซาก

    แต่ตอนนี้กำลังคิดจะเริ่มใหม่ ไม่ใช่เพราะอยากบันทึกชีวิตwว้เขียนประวัติอีก แต่เพราะความจำแย่มาก คิดจะเขียนไดอารีเพื่อทบทวนความจำที่กำลังย่ำแย่ จะได้รู้ว่าเดือนก่อนป่วยเป็นอะไร กินยาอะไร แพ้ยาอะไร จะได้บอกหมอถูก หรือใครยืมเงินเราเท่าไร เป็นต้น

    สำหรับคนทั่วไป การจดไดอารีเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสมองและใจ

    ดีต่อสมองคือได้ฝึกสมองให้คิดว่าทำอะไรมาในวันนั้น

    ดีต่อใจคือ ช่วยทำให้มองภาพรวมของวันที่ผ่านมา และเข้าใจทุกอย่างชัดขึ้น จะปลงอะไร ก็ปลงก่อนเข้านอน จะด่าใครก็ด่าในไดอารี แล้วเข้านอนอย่างสบายใจ

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 13
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ขึ้นชั้น ป. 6 เพื่อนคนหนึ่งชื่อ เอกดนัย ณ พัทลุง บอกผมว่า แถวสะพานลอย ก่อนถึงหาดใหญ่ใน มีห้องสมุดประชาชนอยู่ มีหนังสือเยอะ ผมสามารถไปยืมหนังสือจากที่นั่นได้

    ผมก็แวะไปที่ห้องสมุดประชาชนหาดใหญ่ เวลานั้นยังเป็นห้องซอมซ่อ เก่า ๆ หนังสือกองเต็มไปหมด ล้วนเป็นหนังสือที่ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อน จำนวนมากเป็นนวนิยายที่ผมไม่เคยอ่านมาก่อน หนังสือเริงรมย์ในห้องนี้มีมากกว่าในห้องสมุดโรงเรียนหลายเท่า

    ผมทำบัตรห้องสมุด แล้วยืมนวนิยายกลับบ้าน

    ผมเลิกอ่านนิทานเด็กตั้งแต่นั้น อ่านแต่นิยายของผู้ใหญ่ และมันเปลี่ยนชีวิตผมตั้งแต่นั้น

    นวนิยายชุดแรก ๆ ที่อ่านเป็นงานของหลวงวิจิตรวาทการ อ่านแล้วจมตัวเองในอีกโลกหนึ่ง โลกที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในจักรวาล

    ผมอ่านแบบบ้าคลั่ง เหมือนคนร่อนเร่กลางทะเลทรายแล้วพบน้ำกลางโอเอซิส

    โอเอซิสหาดใหญ่ให้ยืมหนังสือได้วันละสองเล่ม ปิดวันอาทิตย์ ผมก็ใช้สิทธินั้นเต็มที่เสมอมา

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมอ่านนิยายวันละสองเล่ม ความตั้งใจจะอ่านทั้งสองเล่มทำให้ผมฝึกการอ่านเร็วไปโดยปริยาย

    ผมทำการบ้านแบบผ่าน ๆ เรียนหนังสือพอให้เข้าใจ นอกเหนือจากนั้น ทุกลมหายใจคือนิยาย

    ผมไปห้องสมุดทุกวันไม่ว่าฝนตกแดดออก ฟ้าร้องฟ้าผ่า ขอเพียงแต่ประตูห้องสมุดไม่ถูกลั่นดาล บรรณารักษ์จะต้องเห็นหน้าเด็กคนนี้แน่นอน

    ผมอ่าน ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบตอนอยู่ ป. 7 ฉากเซ็กซ์ในนิยายเหล่านี้ อ่านตั้งแต่ก่อนขึ้นชั้นมัธยม

    แล้วผมก็เผลอไปอ่าน เพชรพระอุมา

    เพชรพระอุมา เป็นหนังสือที่ควรออกกฎหมายห้ามนักเรียนอ่านเด็ดขาด เพราะมันออกฤทธิ์แรงยิ่งกว่าเสพกัญชาร้อยต้นพร้อมกัน มันทำให้ไม่เป็นอันกินอันเรียน

    ผมกลายเป็นเด็กติด(นิ)ยา(ย)

    อ่านนิยายห้องสมุดวันละสองเล่มไม่พอ ผมยังไปอ่านฟรีที่ร้านหนังสือ

    หาดใหญ่เมื่อ 40-50 ปีก่อนมีร้านหนังสือทั่วเมืองไม่เกิน 4-5 ร้าน ร้านที่ผมผูกพันที่สุดคือแพร่วิทยา ตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ติดกับโรงภาพยนตร์โอเดียน

    ร้านนี้ตั้งมานานแล้ว เป็นตึกแถวคูหาเดียว แต่ลึกมาก ด้านหน้าร้านวางแผงนิตยสารต่าง ๆ ภายในร้านมีชั้นหนังสือหลายชั้น เรียงหนังสือจนเต็ม นิยายของนักประพันธ์มีชื่อในยุคนั้น เช่น ดอกไม้สด พนมเทียน ฯลฯ แผงหน้าร้านวางนิตยสารต่าง ๆ เช่น นิตยสารดัง ๆ อย่างจักรวาล บางกอก ขวัญเรือน ก็ชูหน้าชูตาบนแผงนี้

    ผมไปร้านแพร่วิทยาบ่อยมาก แต่ไม่เคยซื้อหนังสือสักเล่มเดียว แม้ว่าราคาหนังสือตอนนั้นปกแข็งราว 20-30 บาท แต่ไม่มีปัญญาซื้อ

    ผมมักย่องเข้าร้านเหมือนหัวขโมย หยิบหนังสือ ‘เป้าหมาย’ ขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว เมื่อคนขายมอง ก็วางหนังสือลง เมื่อเขายุ่งกับลูกค้าคนอื่น ก็อ่านต่อ ครั้นอ่านไปพอสมควรแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงหรือโชคดีนานกว่านั้น ก็วางหนังสือบนชั้นตามเดิม แล้วหายตัวไปจากร้านโดยเร็วที่สุด ครั้นวันรุ่งขึ้นก็ย่องเข้าไปอ่านต่อ

    ขโมยอักษรในร้านอย่างนี้จบไปหลายเล่ม เจ้าของร้านหนังสือคงเขม่นหน้าเด็กคนนี้ แต่ก็ไม่ได้ตะเพิดออกจากร้าน

    กราบขอบพระคุณเจ้าของร้านย้อนหลัง บุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก ชาตินี้ไม่มีวันลืม

    ผมอ่านนิยายกวาดหมดห้องสมุด ตั้งแต่นวนิยายทั้งสั้นและยาวของหลวงวิจิตรวาทการ เช่น พานทองรองเลือด กุหลาบเมาะลำเลิง ห้วงรักเหวลึก ฯลฯ นวนิยายเดินป่า เช่น ล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ นิยายป่าของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นิยายของ พนมเทียน ส. เนาวราช เศก ดุสิต ฯลฯ

    ตามมาด้วยนิยายจีนกำลังภายใน ประเดิมด้วย อสูรจอมราชันย์ ซึ่งตอนแรกอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไล่อ่านจนรู้เรื่อง ผาโลหิต กระบี่ดาวรุ่ง มัจจุราชคะนอง บ้ออ้วงตอ พญามารเงิน ฯลฯ

    ผมอ่าน มังกรหยก ภาค 1 เล่มแรกหนาหนึ่งพันหน้าจบในคืนเดียว รุ่งขึ้นก็ไปยืมเล่ม 2 หนาพันหน้ามาอ่านต่ออย่างติดพัน เมื่ออ่านจบ ก็อ่านอีกรอบเพื่อให้ภูมิแน่น

    บางวันเมื่ออ่านนิยายไม่ทัน ผมก็ยัดมันลงในกระเป๋านักเรียน ไปเปิดอ่านตอนครูสอน เพื่อนหลายคนมองผมตาค้าง ไอ้เด็กเวรนี่อ่านนิยายขณะที่ครูสอนวิชา ช่างกล้าจริง ๆ! นึกไม่ออกจริง ๆ ว่า หากครูจับได้จะเป็นอย่างไร

    วันหนึ่งบรรณารักษ์ถามผมด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า “นี่น้องไม่ต้องเรียนหนังสือหรือ?”

    ผมอึ้งไปครู่ใหญ่ ตาละห้อยเหมือนหมาที่ถูกเจ้าของดุ แต่ก็ตากหน้าไปยืมต่อ

    มาคิดดูตอนนี้ เหตุที่บรรณารักษ์ถามก็มีเหตุผล เพราะหากเราเป็นบรรณารักษ์ เห็นเด็กคนหนึ่งมายืมนิยายวันละสองเล่ม ย่อมเป็นห่วงว่าเด็กคนนั้นจะหมกมุ่นกับนิยายจนเสียการเรียน

    แล้วสิ่งที่บรรณารักษ์เป็นห่วงก็เกิดขึ้นจริง

    ครั้นขึ้น ป. 7 หายนะก็มาเยือน ผลกรรมตามสนองทันตาเห็น ผมสอบได้ที่ 25 ของชั้น ตกต่ำที่สุดในประวัติการเรียนของผม

    สำหรับคนเรียนแย่เสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่เครียดนักเมื่อต้องยื่นสมุดพกให้พ่อ แต่สำหรับคนที่เคยสอบได้ที่ 1 ต่อเนื่องกันสองปี คะแนนหล่นจากเลข 1 มาอยู่ที่เลข 25 ย่อมเป็นปรากฏการณ์พิสดารสะท้านปฐพี

    พ่อผมมองดูตัวเลข 25 บนสมุดพกอยู่นาน พ่อคงประหลาดใจ ผมก็ประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าชีวิตนี้จะสอบได้เลขสองตัว

    ครูประจำชั้น ป. 7 ก. ครูนิยม แสนทอง โรยเกลือบนบาดแผลซ้ำ โดยเขียนในสมุดพกว่า “รู้สึกว่าระดับการเรียนตกต่ำลงกว่าเดิม ขอให้กระตือรือร้นเข้าให้มาก เห็นจะเล่นสนุกมากกว่าเรียน”

    ความรู้สึกตอนนั้นคือละอายใจ เหมือนขี้เมาถูกน้ำเย็นสาด

    จ๋อยแดก! แล้วตื่นเลย

    วินทร์ เลียววาริณ
    7-5-26

    ..........................

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น

    สั่งซื้อได้เฉพาะจากเว็บนี้ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

     

    1
    • 0 แชร์
    • 21
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    การทำงานทุกวงการ ความเป็นมืออาชีพสำคัญอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลาสั่งสมความเชื่อถือ ช่างตัดผมต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “เอาไงต่อดี เพ่?”

    ทนายความต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าเราจะชนะคดีมั้ยเนี่ย?”

    หมอต้องไม่ถามคนไข้เป็นอันขาดว่า “ผมผ่าไตถูกข้างมั้ย?”

    พยาบาลต้องไม่ถามคนไข้ว่า “เข็มที่ใช้เมื่อกี้นี้เป็นเข็มใหม่หรือเปล่าคะ?”

    ช่างก่อสร้างต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าผมใส่เหล็กที่ฐานรากพอรึเปล่า?” ฯลฯ

    คำถามแบบนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของความเป็นมืออาชีพลดลง และทุกวงการ ความเชื่อถือสำคัญไม่แพ้ฝีมือ มันสะท้อนว่าใครคนนั้นไม่รู้งานที่ทำ และหากไม่รู้งาน ไหนเลยจะทำงานนั้นได้ดี

    ฝรั่งเรียกคนทำงานฝีมือระดับฝึกหัดที่จับงานมืออาชีพว่า on the job training (แปลว่า ฝึกด้วยงานจริง) หมายถึงฝีมือไม่ถึงหรือไม่มีฝีมือ แต่ได้ทำงานจริง

    มองไปทั่วโลก เราพบคนแบบ on the job training มากมาย โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัว ลูกของเจ้าของกิจการรับงานต่อจากพ่อ โดยไม่เคยผ่านการฝึกหัดอะไร พอเรียนจบก็รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเลย บ้างก้าวขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตทางการเมืองทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ แต่เป็นเพื่อสืบสานตำแหน่งของพ่อหรืออำนาจของตระกูล ใช้งานจริงเป็นหนูทดลอง ใช้้บริษัทเป็นสนามเด็กเล่น ใช้ประเทศเป็นแบบฝึกหัด

    น้อยครั้งเราจะเห็นตัวอย่างของเจ้าของบริษัทบางคนที่ยืนยันให้ลูกทำงานในบริษัทของตนโดยเร่ิมจากตำแหน่งต่ำสุดก่อน แล้วค่อยไต่เต้าขึ้นมาที่ระดับบน ทำให้ลูกรู้จักงานในแต่ละขั้น เข้าใจความลำบากของลูกจ้าง และซาบซึ้งต่อรสชาติของชีวิต เมื่อวันหนึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ก็จะนำพาบริษัทไปสู่ความเจริญได้ง่ายขึ้น เพราะเข้าใจสรีระขององค์กรนั้น ๆ อย่างถ่องแท้

    สัจธรรมของฝีมือคือการสั่งสมต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึงแก่น ฝึกฝนจนช่ำชอง เพราะการทำงานแต่ละสายมีลำดับพัฒนาการของมัน

    การก้าวขึ้นมาจากมือสมัครเล่นเป็นมืออาชีพต้องสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาด ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา ต้องอาศัยทั้งความขยันและอดทน บางคนทำงานสายหนึ่ง ๆ มาทั้งชีวิต ก็ยังเป็นแค่ช่างฝึกหัด ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ไม่รู้จักงานที่ทำ บ้างมีฝีมือแต่ไม่มีความคิด จึงไม่เคยก้าวพ้นจากระดับมือสมัครเล่น

    เราทุกคนน่าจะเคยเห็นแม่ครัวเก่ง ๆ ทำอาหารอร่อยเสร็จในนาทีเดียว ช่างฝีมือเย็บผ้าเสร็จในเวลาไม่กี่นาที ช่างปั้นหม้อดินทั้งใบในเวลาสั้น ๆ คนแกะสลักประติมากรรมน้ำแข็งเสร็จสวยงามในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้หลายคนคิดว่างานที่ทำได้เร็วอย่างนี้ย่อมไม่ยาก

    ทว่าความสามารถทำงานเสร็จในเวลาสั้น ๆ ขนาดนี้มาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานหลายสิบปี จนคนกลายเป็นงาน งานกลายเป็นคน เชื่อมเป็นหนึ่งเดียว

    ผมบอกนักอยากเขียนหลายคนเสมอว่า อยากเป็นนักเขียนคุณภาพ ก็เผื่อเวลาไว้สัก 10-30 ปี ถ้ารีบร้อน ก็เป็นได้แค่นักเขี่ย

    หลายคนถอดใจ หลายคนไม่เชื่อ เพราะเห็นตัวอย่างนักเขียนเบสต์เซลเลอร์มากมายที่อายุยังน้อยนิด แต่หากพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า กว่าจะเขียนหนังสือได้ดี ต้องผ่านการอ่านมาเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ เล่ม เพื่อเรียนรู้ ซึมซับรสอักษร จนสามารถแยกแยะออกระหว่างหนังสือดีกับไม่ดี ต้องผ่านการฝึกฝนภาษา การเดินเรื่อง การลำดับความ ฯลฯ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่อาจกินเวลาสั้น ๆ ได้

    นักเขียนชั้นครูจึงบอกต่อกันมาว่า ยิ่งรีบ ยิ่งเลอะ ยิ่งใจร้อน ยิ่งหลงทาง

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-5-26

    .........................................

    บางท่อนจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
    36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท  (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน 

    ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395 

    1
    • 0 แชร์
    • 26
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    มนุษย์เรามีนิสัยชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก

    คิดมากไป ซับซ้อนไป จนลืมไปว่าบางเรื่องทำง่าย ๆ ก็ได้

    จะทำเรื่องง่าย ๆ หนึ่งเรื่องต้องประชุมหลายรอบ

    คิดซับคิดซ้อน ทั้งที่แก้ปัญหาง่าย  ๆ ได้

    ครูบาอาจารย์ฝรั่งใช้คำคำหนึ่งเตือนสตินักเรียน

    KISS

    ย่อมาจาก Keep It Simple, Stupid.

    แปลว่า ทำให้ง่าย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่

    หลักการก็คล้าย ๆ อาจารย์เซนสอนศิษย์โง่

    ต่างกันที่อาจารย์ฝรั่งด่าเฉย  ๆ ส่วนอาจารย์เซนใช้ไม้เคาะหัวศิษย์ด้วย

    นัยว่าการย้ำด้วยไม้ช่วยทำให้จดจำดีขึ้น

    ดังนั้นเวลาแฟนบอกว่า “คิสหน่อย” ถามให้แน่ก่อนว่า เธอหมายถึงจูบหรือ Keep It Simple, Stupid.

    วินทร์ เลียววาริณ
    5-5-26

    1
    • 0 แชร์
    • 53
  • วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    ผมเข้าศึกษาที่โรงเรียนแสงทองวิทยาในปีการศึกษา 2509 เลขประจำตัวนักเรียน 3882 ถูกจัดให้เรียนห้อง ป. 4 ค. ครูประจำชั้นชื่อ ประดับ คณะทอง ครูใหญ่คือนายสวน บุปผะโพธิ์

    แสงทองวิทยาเป็นโรงเรียนคาทอลิก คณะซาเลเซียน บาทหลวงหลายคนมาจากประเทศอิตาลี รู้ภาษาอังกฤษดีมาก ทำให้โรงเรียนนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ นักเรียนที่เก่งภาษาอังกฤษคนหนึ่งชื่อ สุทธิชัย หยุ่น เก่งระดับต่อมาเปิดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ

    โรงเรียนแสงทองวิทยามีแต่นักเรียนชาย อยู่คู่กับโรงเรียนธิดานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิง

    ชีวิตของผมในปีการศึกษา 2509 นี้ ผมขาดเรียนไป 12 วันส่วนใหญ่ก็คือป่วย ผมเป็นเด็กขี้โรค ป่วยบ่อย

    ผมจำรายละเอียดของชีวิตชั้น ป. 4 ไม่ค่อยได้ แต่จำได้แม่นอย่างเดียวคือผลสอบ

    งั้นเรามาคุยเรื่องการเรียนกัน

    ใช้คำว่า ‘คุย’ เพราะเป็นปีที่คุยได้โดยไม่อายใคร ส่วนปีที่น่าอายว่ากันทีหลัง

    ในชั้น ป. 4 ค. ผมสอบได้ที่ 1 ทุกภาคเรียน ทั้งสอบเล็กสอบใหญ่รวมห้าครั้ง ท้ายปีจบด้วยที่ 1 ได้คะแนน 85 เปอร์เซ็นต์

    ความเห็นของครูประจำชั้นในภาคปลายคือ “ตั้งใจเรียนและขยันดี ทำงานเรียบร้อยดี ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาฉลาด อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ”

    พ่อผมคงงงที่ผมสอบได้ที่ 1 ตลอดปี

    ..........................

    ขึ้นชั้น ป. 5 ผมเลื่อนไปเรียนห้อง ก. ครูประจำชั้น ป. 4 คนเดิมก็ตามมาด้วย ปีนี้ผมขาดเรียนไป 16 วัน แน่ละ ก็ต้องป่วย 13 วัน (และลาตรุษจีน 3 วัน) ไม่โรคหวัดก็เป็นโรคหวัด เพราะเป็นอยู่โรคเดียว

    แต่กระนั้นผมก็ทำคะแนนดี สอบได้ที่ 1 ตลอดเช่นกัน จบ ป. 5 ด้วยคะแนน 81.90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ 1 ของห้อง

    ครูประจำชั้นเขียนในสมุดพกภาคต้นว่า “ตั้งใจเรียนดีมาก ขยันทำการงานและเรียบร้อย ความประพฤติเรียบร้อย สติปัญญาปานกลาง อุปนิสัยเยือกเย็น รักสงบ ขอทางบ้านส่งเสริมด้วย เด็กของท่านจะดียิ่ง ๆ ขึ้น”

    และภาคกลาง : “ขยันเรียนดีมาก ทำงานมีระเบียบเรียบร้อย สติปัญญาติดข้างฉลาด ถือระเบียบและเชื่อฟังผู้ใหญ่ดี พยายามส่งเสริม ต่อไปอนาคตจะรุ่งเรืองดี”

    นึกดีใจวูบ เพราะต่างกันภาคเดียว สติปัญญาของผมยกระดับจาก ‘ปานกลาง’ เป็น ‘ติดข้างฉลาด’

    นั่นคือยุคทองของชีวิตวัยเรียนของผม หลังจากสอบได้ที่ 1 ในชั้น ป. 4 กับ ป. 5 คะแนนของผมก็ร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก จนถึงจุดตกต่ำที่สุดในชั้น ป. 7 เพราะเหตุผลเดียว

    เสือกติดนิยาย!

    .............................

    จุดหักเหของการเรียนเริ่มในชั้น ป. 5 วันหนึ่งครูประจำชั้นบอกนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะพาไปรู้จักห้องสมุด”

    เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนของเราก็มีห้องสมุด

    ครูให้เด็กทุกคนทำบัตรประจำตัวห้องสมุด เพื่อที่จะยืมหนังสือเมื่อไรก็ได้ ในวันแรกนั้น ผมก็ยืมหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม กลับถึงบ้านก็เริ่มอ่าน และติดใจรสอักษรทันที

    นับจากนั้นผมก็เป็นขาประจำห้องสมุดโรงเรียน ยืมหนังสือนิทานเรื่องอื่น ๆ ต่อไป แล้วไล่อ่านหนังสือในห้องสมุด

    ผมอ่านหนังสือหลากหลายมาแต่เด็ก อ่านทั้งนิทาน นิยาย และสารคดี ครั้งหนึ่งผมยืมเรื่อง ของดีในอินเดีย ของหลวงวิจิตรวาทการมาอ่าน เพื่อน ๆ เห็นเข้าก็พากันหัวเราะ ผมคงคบแต่เพื่อนทะลึ่ง!

    ขึ้นชั้น ป. 6 ปีการศึกษา 2511 ผมอยู่ห้อง ก. ครูประจำชั้นชื่อ เชื้อ สนธิกุล ปีนี้ผมหยุดเรียนถึง 21 วัน ในการสอบไล่ปลายปี ผมได้ที่ 6 คะแนน 88.10 เปอร์เซ็นต์

    ผมไม่เคยได้ที่ 1 อีกเลยในชีวิต

    วินทร์ เลียววาริณ
    6-5-26

    ..........................

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น

    ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 

    https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49 

    โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc 

    1
    • 0 แชร์
    • 23