-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ร้านเหล้าพับผ่าหลังวันเลือกตั้งมีลูกค้ามาเยือนมากกว่าเดิม อาจเพราะเส้นกราฟตลาดหุ้นดูดีขึ้น ผู้คนจึงกล้าใช้จ่าย
โดยเฉพาะแขกคนล่าสุดของข้าพเจ้า เขาสั่งค็อคเทลมาดื่มแก้วชนแก้ว ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาดวดไปสิบกว่าแก้ว
เขาถามข้าพเจ้า "คุณเลือกพรรคไหน?"
ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่าลูกค้าคนนี้กำลังหาคนคุยเรื่องการเมือง
ข้าพเจ้าตอบ "ผมเลือกพักผ่อนครับ อายุขนาดผมต้องพักบ่อยๆ ยิ่งต้องทำงานถึงดึกๆ ดื่นๆ"
"แล้วคุณแก้หรือไม่แก้?"
"ถ้าอาบน้ำก็แก้ ถ้าอยู่ในร้านก็ไม่แก้ แต่ผมไม่รังเกียจสาวสวยหุ่นดีแก้นะ"
"ผมหมายถึงแก้รัฐธรรมนูญ"
"ในเมื่อมีผลออกมาแล้ว ผมจะแก้หรือไม่แก้คงไม่สำคัญมั้ง"
การเป็นบาร์เทนเดอร์ที่เจอคนหลากหลายอาชีพ วัยต่างๆ ทำให้ข้าพเจ้าถือหลักทางสายกลาง พูดกลางๆ ไม่เลือกฝ่าย มันไม่ดีต่อธุรกิจ
แต่ลูกค้าคนนี้ไม่ยอมเลิก ถามต่อ "บาร์เทนเดอร์เห็นว่าเราควรนับใหม่ไหม?"
"ควร เพราะหลังเลือกตั้ง คนไทยก็ควรนับหนึ่งใหม่ ควรลืมเรื่องโกรธแค้น ควรหันหน้าเข้าหากัน สร้างความปรองดอง แล้วช่วยกันเข็นประเทศต่อไป เพราะผมได้ยินคนพูดว่า ประเทศไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย"
"ผมหมายถึงนับบัตรเลือกตั้งใหม่ เราควรนับบัตรเลือกตั้งใหม่หรือเปล่า?"
"อ้าว! นับใหม่เพราะมีการทุจริตหรือ?"
"ได้ยินคนว่างั้น"
"งั้นหรือ? คุณอยากให้นับใหม่หรือ?"
"ความจริงนับใหม่ก็ไม่ยากอะไร เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"
"มันก็ขึ้นกับความสบายใจและยุติธรรมของใคร"
"บาร์เทนเดอร์ไม่เห็นด้วย?"
ข้าพเจ้าบอก "เปล่าๆ ถ้าทุกฝ่ายอยากนับใหม่ ก็ตามสบายเลย เพราะผมไม่ใช่คนนับ แต่ถ้านับใหม่แล้วผลแตกต่าง แล้วอีกฝ่ายขอนับใหม่บ้าง จะต้องนับกันกี่รอบ? แล้วถ้านักเรียนทั่วประเทศขอนับคะแนนใหม่ทุกครั้งที่สอบตก หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จะไม่ยุ่งหรือ"
"อุ๊ย! บาร์เทนเดอร์ก็ไปซะไกล"
ข้าพเจ้าหัวเราะ "ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายน่ะ"
"คิดเงินด้วย"
ข้าพเจ้าบอก "ของคุณทั้งหมดสิบสองแก้ว ราคา 1,525 บาท"
"อะไรนะ? ผมน่ะหรือดื่มถึง 12 แก้ว?"
"ใช่ครับ"
"ไม่ใช่ ผมดื่มไม่ถึงแน่ๆ"
"ถึงครับ"
"ไม่ถึง ผมขอนับใหม่ เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"
ข้าพเจ้าถอนใจ "เอางี้ คุณว่าคุณดื่มไปกี่แก้ว?"
"ผมว่าผมดื่มไปแค่ 5 แก้ว"
ข้าพเจ้ามองดูแก้วเปล่าสิบกว่าใบบนเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วจิ้มไปทีละแก้วหลายรอบ
"ทำไมนับช้าจัง?"
"ผมแก่แล้ว ไม่ถนัดงานนับ ก็ได้ ผมนับใหม่ได้ 5 แก้ว"
"ราคาเท่าไร?"
"1,525 บาทครับ"
"เอ๊ะ! ทำไมค่าเหล้า 5 แก้วกับ 12 แก้วเท่ากัน?"
ข้าพเจ้ายิ้ม "ค่าเหล้าไม่เท่ากันหรอกครับ แต่ผมคิดค่านับใหม่ด้วย เพื่อความสบายใจและยุติธรรม"
วินทร์ เลียววาริณ
11-2-26พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
1- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
บทความโดยพี่เรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการและผู้ผลิตหนังสือมาหลายสิบปี อ่านบทความก่อน ผมค่อยเสริมตอนท้าย
.....................
ทำไมสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึงรอดยาก
ตั้งง่าย ตายง่าย ในโครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือไทยผม (เรืองเดช จันทรคีรี) เคยให้ความเห็นหลายครั้งว่า ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์เล็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการตั้งราคาหน้าปก และท้ายที่สุดคือความอยู่รอดในระยะยาว
ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจาก "ความไม่เก่ง" หรือ "การบริหารผิดพลาดเฉพาะราย" หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่เอื้อต่อผู้เล่นรายใหญ่ และผลักผู้เล่นรายเล็กให้อยู่ในภาวะเปราะบางตั้งแต่ต้นน้ำ
1. พิมพ์น้อย ต้นทุนต่อหน่วยสูง: กับดักของปริมาณการผลิต
ปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตหนังสือต่อหน่วยมากที่สุดคือ "ปริมาณการพิมพ์" ต้นทุนหลายรายการในกระบวนการผลิตเป็นต้นทุนคงที่ เช่น ค่าออกแบบปก ค่าจัดหน้า ค่าเพลท ค่าบรรณาธิการ ซึ่งไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเล่ม แต่จะถูกเฉลี่ยลงตามปริมาณการพิมพ์
สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งสามารถพิมพ์ในปริมาณมาก จึงมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าโดยธรรมชาติ
ในทางตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กซึ่งพิมพ์จำนวนน้อย ต้นทุนคงที่เหล่านี้จะถูกเฉลี่ยต่อเล่มในอัตราที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ค่าออกแบบปก 8,000 บาท หากพิมพ์ 1,000 เล่ม ต้นทุนค่าออกแบบปกอยู่ที่ 8 บาทต่อเล่ม แต่หากพิมพ์ 2,000 เล่ม ต้นทุนจะลดลงเหลือ 4 บาทต่อเล่มทันที
แม้แต่ต้นทุนผันแปรบางประเภท เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งโดยทั่วไปคิดเป็นร้อยละของราคาปก ก็ยังมีลักษณะกึ่งคงที่ในทางปฏิบัติ เพราะสำนักพิมพ์ที่มีปริมาณการผลิตสูงย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่า สามารถเจรจาอัตราที่ต่ำลงได้ ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กแทบไม่มีพื้นที่ต่อรองเลย
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ภาระที่ซ่อนอยู่ในต้นทุน
แม้รัฐจะกำหนดให้หนังสือเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพื่อให้ราคาหน้าปกไม่สูงเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ สำนักพิมพ์ยังคงต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าพิมพ์ ค่าออกแบบ ค่ากระดาษ หรือค่าบริการอื่นๆ โดยไม่สามารถนำภาษีเหล่านี้ไปเครดิตคืนได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อุตสาหกรรมหนังสืออยู่ในสภาวะ "มีภาษีขาเข้า แต่ไม่มีภาษีขาออก" ภาระภาษีดังกล่าวจึงถูกดูดซับเข้าไปในต้นทุน และสุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมาในราคาหน้าปกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถสั่งซื้อปัจจัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อเฉลี่ยภาระภาษีให้ต่ำลงได้ ภาระภาษีต่อหน่วยจึงสูงกว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่โดยเปรียบเทียบ
นี่ไม่ใช่ปัญหาการจัดการ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง3. Backlist ยังไม่ทันออกดอก
ในทางทฤษฎี หนังสือที่สามารถพิมพ์ขายซ้ำได้ต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Backlist คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางการเงินของสำนักพิมพ์ เพราะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลงอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของ Backlist จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสำนักพิมพ์มีอายุการดำเนินกิจการยาวพอ และมีทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรอผลตอบแทนในระยะยาว
สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งมีสายป่านยาวย่อมได้เปรียบในจุดนี้
ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดได้นานพอให้ Backlist ทำงาน หนังสือจึงยังไม่ทันกลายเป็นสินทรัพย์ ก็ต้องกลายเป็นภาระต้นทุนไปเสียก่อน4. สวมหมวกได้ใบเดียว กับต้นทุนที่สูงกว่าเสมอ
สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยสามารถลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องได้ด้วยการดำเนินกิจการแบบครบวงจร คือเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือในเวลาเดียวกัน
เมื่อรายได้จากการขายเกิดขึ้นในเครือเดียวกัน เงินสดจึงสามารถหมุนกลับมาใช้ผลิตหนังสือล็อตถัดไปได้ทันที
ตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กส่วนใหญ่สวมหมวกได้เพียงใบเดียวในฐานะผู้ผลิต จำเป็นต้องพึ่งพาสายส่งและร้านหนังสือ ซึ่งมักหักส่วนแบ่งจากราคาปกในอัตรา 40–45% ภาระดังกล่าวทำให้สำนักพิมพ์ต้องตั้งราคาปกสูงขึ้นเพื่อให้โครงสร้างต้นทุนไม่ติดลบ
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการขายหนังสือยังไม่ได้ไหลกลับมาทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของร้านหนังสือและสายส่ง ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือมากกว่า ปัญหาสภาพคล่องจึงกลายเป็นแรงกดดันซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกับสำนักพิมพ์ที่มีทุนจำกัดบทสรุป: ไม่ใช่ตั้งง่ายเพราะใครก็ทำได้ แต่ตายง่ายเพราะโครงสร้างไม่รอใคร
สำนักพิมพ์ขนาดเล็กในไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดอุดมการณ์หรือความสามารถ
หากแต่ดำเนินกิจการอยู่ในโครงสร้างที่ต้นทุนสูง อำนาจต่อรองต่ำ สภาพคล่องตึงตัว และต้องแบกรับค่าโสหุ้ยที่มักถูกมองไม่เห็นเมื่อไม่เข้าใจหรือไม่นำค่าโสหุ้ยมาใส่ในโครงสร้างราคา การคำนวณจุดคุ้มทุนย่อมคลาดเคลื่อน และความอยู่รอดก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตา
สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึง "ตั้งง่าย" เพราะใครก็เริ่มได้ แต่ "ตายง่าย" เพราะโครงสร้างไม่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูกได้นานพอ
หากอุตสาหกรรมหนังสือไทยจะพูดถึงความยั่งยืนอย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า ใครทำไม่ดีพอ แต่ควรถามต่อว่าโครงสร้างแบบใดที่ทำให้คนตัวเล็กมีโอกาสรอดได้จริง
........................
หมายเหตุ วินทร์ เลียววาริณ :
บทความของพี่เรืองเดชพูดถึงต้นทุนการผลิต ซึ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกจุดหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงและส่งผลต่อวงการหนังสือ คือพฤติกรรมการอ่านและซื้อที่ลดลง ทำให้ราคาหนังสือสูงขึ้นมหาศาล
ช่วงสองปีนี้ผมเปิดการขายแบบ pre-order ทำมาหลายรอบ เพราะเป็นทางรอดที่เหลืออยู่ แต่ดูจากตัวเลขหลายรอบที่ผ่านมายังต่ำอยู่ คาดว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะเมื่อยอดสั่งซื้อต่ำ ราคาก็ยิ่งสูง ราคายิ่งสูง ยอดซื้อก็ยิ่งต่ำ เป็นวงจรอ่อนใจ
สำหรับงานของผม คนที่ไม่มีงบ สามารถอ่านจากห้องสมุดได้ฟรี (เรายังพยายามเข็นโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดไปจนกว่าจะหมดเงิน) ถ้ามีงบ ก็ควรอุดหนุนบ้าง เพราะนักเขียนแบกได้ถึงจุดจุดหนึ่งเท่านั้น
อีกประการ เมื่อตัวเลขสั่งซื้อสูงขึ้น ราคาก็จะลงมาเอง
เพจนี้ไม่เก็บเงินสมาชิก ให้อ่านงานจากหนังสือที่ตีพิมพ์ฟรีมาตลอด คัดสรรงานที่มีสาระมาให้เสพ ลงรูปประกอบที่จ่ายเงินมา ต้องอ่านข้อมูล ต้องรีเสิร์ช ต้องแปลมาให้อ่าน แต่หากนักอ่านยังอยากอ่านอยู่ ก็ต้องช่วยให้นักเขียนอยู่รอด ไม่งั้นก็ต้องเลิก
นี่ไม่ได้ขู่ ไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้น้อยใจ แค่บอกความจริงว่าตลาดหนังสือมาถึงจุดนี้แล้ว จะได้ไม่แปลกใจเมื่อนักเขียนคนนี้หายไป
วินทร์ เลียววาริณ
10 กุมภาพันธ์ 25691- แชร์
- 24
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsยุคที่ 1. คนเสพแต่ภาพเคลื่อนไหวแนวตั้ง 4 วินาทีในจอมือถือ 2. คนเหลือมือแค่มือเดียว เพราะอีกมือต้องจับมือถือไว้ตลอดเวลา 3. พ่อแม่ปู่ย่าตายายเอามือถือให้เด็กเล่นตั้งแต่ยังแบเบาะ 4. คนดูหน้าจอมือถือตลอดเวลาในห้องสมุด ผมคิดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีกฏหมายบังคับใช้และลงโทษเจ้าของโซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม คนอ่านหนังสือก็จะหายไปในเวลาไม่กี่ปีนี่ล่ะครับ -
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
บ่ายวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1990 แคนดิซ แฮนเซน-โคฮาร์เช็ก นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซานั่งทำงานในห้องทดลองของเธอที่ Jet Propulsion Lab แคลิฟอร์เนีย ศึกษาภาพถ่ายที่ยานอวกาศ วอเยเจอร์ 1 ส่งกลับมายังโลก ขณะนั้นยานอวกาศสำรวจระบบสุริยะอายุสิบสามปีอยู่ห่างจากโลกหกพันล้านกิโลเมตร
หนึ่งในภาพถ่ายที่ส่งมาเป็นรูปห้วงอวกาศว่างเปล่า ภาพค่อนข้างมัว กลางภาพนั้นมีจุดเล็ก ๆ สีฟ้าอ่อนจุดหนึ่ง ขนาดจุดนั้นเล็กกว่าหนึ่งพิกเซล จุดนั้นคือโลก ถ่ายจากที่ไกล 43 เท่าของระยะทางโลกกับดวงอาทิตย์ จังหวะของรูปถ่ายเหมาะเจาะ เนื่องจากระดับแสงกำลังพอดี เธอเป็นคนแรกในโลกที่เห็นภาพนี้
นี่เป็นภาพถ่ายที่เกิดจากการ ‘กัดไม่ปล่อย’ ของนักวิทยาศาสตร์-นักเขียน คาร์ล เซเกน เมื่อโครงการวอเยเจอร์ 1 เริ่มต้นไม่นาน เขาล็อบบี้องค์การนาซาให้หันกล้องถ่ายรูปกลับมาถ่ายภาพโลก แต่เบื้องบนไม่ยอม กลัวว่าการถ่ายรูปสวนแสงอาทิตย์อาจทำลายเลนส์ของกล้อง สำหรับเซเกน นี่ไม่ใช่ภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นภาพทางจิตวิญญาณมากกว่า
ความคิดถ่ายภาพโลกถูกดองนานหลายปี จนเมื่อยานวอเยเจอร์ 1 เดินทางเกือบข้ามระบบสุริยะ ส่งภาพดาวเคราะห์ต่าง ๆ มามากมาย ทำหน้าที่ของมันเกือบจบแล้ว ในปี 1989 คาร์ล เซเกน ขอร้องนาซาอีกครั้งหนึ่งให้ถ่ายภาพโลกก่อนที่ยานจะมองไม่เห็นโลกอีกต่อไป ในที่สุดคำขอก็ได้รับอนุมัติ
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1990 วอเยเจอร์ 1 ก็หันกล้องกลับไปยังโลก และเป็นที่มาของภาพจุดสีฟ้าอ่อนนี้ และหนังสือของ คาร์ล เซเกน ชื่อ Pale Blue Dot : A Vision of the Human Future in Space สี่ปีให้หลัง
เซเกนเขียนท่อนหนึ่งในหนังสือว่า “มองจุดนั้นอีกครั้ง นั่นคือที่นี่ นั่นคือบ้าน นั่นคือเรา บนจุดนั้นทุกทุกคนที่คุณรัก ทุก ๆ คนที่คุณรู้จัก ทุก ๆ คนที่คุณเคยได้ยินได้ฟัง มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครถือกำเนิดและได้ใช้ชีวิต ผลรวมของความสุขและความทุกข์ของเรา ศาสนา แนวคิด ทฤษฎีเศรษฐกิจนับพัน ๆ แนวทาง นักล่าและคนหาอาหารทุกคน วีรบุรุษและคนขลาดทุกคน ผู้สร้างสรรค์และผู้ทำลายอารยธรรมทุกคน ราชาและชาวนาทุกผู้ หนุ่มสาวในห้วงรักทุกคู่ แม่และพ่อ เด็ก นักประดิษฐ์และนักสำรวจ ครูแห่งจริยธรรม นักการเมืองฉ้อฉล ดารา ผู้นำ นักบุญ คนบาปทุกคนในประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์ของเรา อาศัยอยู่ที่นั่น บนธุลีหนึ่งใต้แสงอาทิตย์”
ในดาราจักรทางช้างเผือกมีดวงดาวหลายแสนล้านดวง หนึ่งในนั้นคือดวงอาทิตย์ของเรา อาศัยอยู่แถบ ‘ชานเมือง’ ของทางช้างเผือก อายุของมันคือห้าพันล้านปี ถือกำเนิดมาจากธุลีดาวที่เป็นซากศพของบรรพบุรุษดวงดาวนับหมื่นล้านปีก่อนหน้า ถักทอขึ้นเป็นดวงอาทิตย์ รายล้อมด้วยเศษซากเก่าของดวงดาวซึ่งกระทบชนกันตลอดเวลาในช่วงวัยทารกของระบบสุริยะ ในที่สุดก็เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มก้อนซึ่งค่อย ๆ เกาะกลุ่มใหญ่ขึ้น ประกอบเป็นดาวเคราะห์ดวงต่าง ๆ หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ โลกเราเป็นหนึ่งในนั้น
ในช่วงอายุสี่พันหกร้อยล้านปีของโลก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่งถือกำเนิดไม่กี่ร้อยล้านปีนี้เอง มนุษย์วานรตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินสองขาเมื่อไม่กี่ล้านปีก่อน ส่วนมนุษย์สมัยใหม่เพิ่งถือกำเนิดเพียงสองแสนปีนี้เอง และเริ่มสร้างอารยธรรมราวหนึ่งหมื่นปีก่อน
การกำเนิดตัวเราคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจักรวาล! จากซากธุลีดาวกลายมาเป็นมนุษย์ ร่างกายของเราทุก ๆ คนในโลกมาจากการประกอบปรุงแต่งเข้าด้วยกันของอะตอมเดียวกับที่เคยเป็นดวงดาว เคยเป็นดาวเคราะห์ เคยเป็นดาวหาง เคยร่อนเร่ในอวกาศลึก เคยเป็นต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ มหาสมุทร อากาศ และปรุงแต่งต่อมาเป็นชีวิต ความคิด อารมณ์ จิตใจ และ ‘ตัวกู-ของกู’
นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ทุกชีวิตในจักรวาลพานพบ เราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์แห่งจักรวาล เราแต่ละคนมีโอกาสใช้ชีวิตแบบที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกอื่นหรือดาราจักรอื่น ๆ ไม่มี
ในจักรวาลนี้ มีแต่มนุษย์ที่มีรูปแบบชีวิตเป็นเอกลักษณ์เช่นที่เป็นอยู่นี้ และในบรรดามนุษย์ร่วมเจ็ดพันล้านคน มี ‘ตัวเรา’ เพียงคนเดียวที่มีเอกลักษณ์อย่างนี้ เราคือปาฏิหาริย์!
และในเมื่อเราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์ เราทุกคนทุกชีวิตเป็นญาติพี่น้องกัน เราจงยินดีกับการมีชีวิตของเรา เราสมควรเฉลิมฉลองการดำรงอยู่ของเรา มองโลกอย่างรื่นรมย์ ไม่ใช่บ่นทุกสิ่งที่ขวางหน้า เรารักสรรพสิ่งรอบตัว อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน ภาพต่าง ๆ ที่เรามองเห็น เสียงต่าง ๆ ที่เราได้ยิน
เรารักษาโลกเพราะโลกของเราเกิดขึ้นอย่างนี้เพียงครั้งเดียว และมันเป็นบ้านของเรา เราใช้ทุก ๆ วินาทีบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตเช่นนี้อย่างดีที่สุด เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวของเราในมหาจักรวาล หมดแล้วหมดเลย
ชีวิตหน้าหรือ ‘ชาติหน้า’ ของเราอาจจะเป็นมด แมลง ปลา แบคทีเรีย ริดสีดวงทวาร ก้อนอิฐ หรือกระทั่งมนุษย์ต่างดาว เราฉลองวันเกิดของเราเพื่อระลึกถึงการดำรงอยู่ชั่วคราวของเราบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตนี้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่พิเศษสุดจริง ๆ
เมื่อมองโลกด้วยสายตาของจักรวาล เราก็คือปาฏิหาริย์!
วินทร์ เลียววาริณ
11-2-26จากหนังสือ ชีวิตคือปาฏิหาริย์! รวมบทความเสริมกำลังใจ ชุดที่ 8
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์1- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
(ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1499409158214437&set=a.208269707328395)
ปืนยาวเก้าคืบกระบอกหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ช้างศึกเชือกหนึ่ง
ชายผู้ถือปืนริมแม่น้ำเล็งไปที่ชายบนหลังช้าง แล้วลั่นไก เสียงแผดคำรามนัดเดียว ร่างบนหลังช้างล้มฟุบลงสิ้นใจตาย
คนบนหลังช้างเป็นแม่ทัพพม่านามสุรกรรมา
ชายผู้ยิงคือพระองค์ดำ - พระนเรศวร
หลังประกาศอิสรภาพ วันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปี พ.ศ. ๒๑๒๗ กองทัพอยุธยายกจากเมืองแครงไปตีเมืองหงสาวดี
ทัพอยุธยาข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี เป็นเวลาที่พระเจ้านันทบุเรงเอาชนะเมืองอังวะ กำลังจะยกทัพกลับมา พระองค์ดำทรงประเมินกำลังและยุทธศาสตร์แล้ว เห็นว่ายังไม่อาจตีเอาเมืองหงสาวดีได้ จึงยกทัพกลับ
พระมหาอุปราชาสั่งให้แม่ทัพสุรกรรมานำทัพไล่ล่าทัพสมเด็จพระนเรศวร กำลังพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง
ตำนานเล่าว่ายามนั้นทหารอยุธยาข้ามแม่น้ำไปแล้ว และเกิดการสู้รบกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ ลงท้ายด้วยความตายของแม่ทัพสุรกรรมา หลังจากนั้นพม่าก็ยกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี
พระแสงปืนที่ใช้ยิงแม่ทัพตายบนคอช้างนี้ได้รับนามในกาลต่อมาว่า พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง
..................................
เจ็ดเดือนหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยามิว่างเว้นสงคราม หงสาวดียกทัพมาตีอยุธยาหลายครั้ง พระเจ้านันทบุเรงทรงแบ่งเป็นสองทัพยกมาตีอยุธยา คือทัพของพระยาพะสิม ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ และทัพของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ร่วมรุกทะลวงอยุธยา
กองทัพพระยาพะสิมมาถึงก่อนทัพเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาตั้งรับด้วยปืนใหญ่ที่เมืองสุพรรณบุรี ลูกปืนใหญ่ถล่มทลายฐานที่มั่นข้าศึกอย่างหนักหน่วง จนพม่าแตกหนี เจ้าพระยาสุโขทัยยกทัพเสริมตามไปตี ทัพพระยาพะสิมแตกกระเจิดกระเจิงกลับไป
ฝ่ายทัพเชียงใหม่ที่มาถึงช้ากว่ากำหนด ไม่รู้ข่าวความพินาศของทัพพระยาพะสิม ตั้งค่ายที่ปากน้ำบางพุทรา อยุธยาส่งพระราชมนูยกทัพไปโจมตีทัพพม่าแบบกองโจร ตีทัพพม่าแตกกลับไปเช่นกัน
สองปีหลังประกาศอิสรภาพ พระเจ้านันทบุเรงยกทัพราวสองแสนคนมาตีกรุงศรีอยุธยา เป็นเดือนยี่ ชาวนายังไม่เกี่ยวข้าว พระนเรศวรรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกไปรับ ทัพพม่าตีทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกพ่ายหนีกลับมา
พระองค์ดำและพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ) ทรงยกทัพไปทางเรือเพื่อยึดค่ายคืน ระหว่างรบพระองค์ขาวทรงถูกกระสุนปืน แต่มิได้ระคายพระองค์ เพียงถูกฉลองพระองค์ขาดเท่านั้น
สองแม่ทัพใหญ่เสด็จปล้นค่ายหงสาวดีแตกร่นไม่เป็นขบวน ทัพอยุธยารุกไล่ตามจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ดำเสด็จลงจากม้า สั่งทหาร “ตามเรามา” ว่าแล้วก็คาบพระแสงดาบ นำหน้าปีนบันไดไต่ขึ้นกำแพงค่ายข้าศึก เหล่าทหารผู้น้อยที่ติดตามเห็นแม่ทัพใหญ่นำหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงความตาย ก็ฮึกเหิมเข้าตีค่าย
ทว่าทุกครั้งที่ปีนขึ้นไปถึงยอด พระองค์ดำก็ถูกทหารพม่าใช้หอกแทงตกลงมา ขึ้นไปไม่สำเร็จ ทหารรักษาค่ายเข้มแข็งเกินหักหาญ
เมื่อเห็นแจ้งว่ามิอาจยึดค่ายได้ ก็เสด็จกลับ
พระแสงดาบนี้มีนามในกาลต่อมาว่า พระแสงดาบคาบค่าย
..................................
หกปีหลังประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประชวรหนัก อดีตขุนพิเรนทรเทพผู้โค่นขุนวรวงศาธิราชและนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุเจ็ดสิบหกพรรษา ครองราชย์นานยี่สิบสองปี
พระนเรศวรพระชันษาสามสิบห้าพรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ ทรงแต่งตั้งพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราช
เสวยราชย์ได้เพียงแปดเดือน แผ่นดินก็ระอุอีกครั้งเมื่อเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังแข็งเมืองต่อพม่า
พระเจ้านันทบุเรงตรัสกับขุนศึกและเสนาบดี “เหตุที่เจ้าเมืองคังแข็งเมืองก็เพราะเอาอย่างอยุธยา ดังฉะนั้นตราบใดที่เรายังปราบกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ เมืองอื่น ๆ ก็จะเอาอย่าง เราต้องกำจัดพระนเรศวรให้จงได้”
เวลานั้นพระเจ้านันทบุเรงพระชนมพรรษาหกสิบกว่า ทว่ายังฮึกหาญ รับสั่งให้พระมหาอุปราชายกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา
กองทัพพม่ามืดฟ้ามัวดินยาตราเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๑๓๓ ทัพพม่าก็เหยียบแผ่นดินกาญจนบุรี
สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงยกทัพออกไปรับศึกที่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย การรบเป็นไปอย่างดุเดือด สองทัพจับดาบตะลุมบอน ทหารพม่าล้มตายจำนวนมากและแตกหนีไป กองทัพอยุธยาไล่ล่า จับพระยาพะสิมได้ที่บ้านจรเข้สามพัน ส่วนพระมหาอุปราชาหนีรอดไปได้
.................................. แปดปีหลังประกาศอิสรภาพ พม่าไม่สิ้นความพยายามที่จะตีอยุธยาให้ได้ พระเจ้านันทบุเรงโปรดฯให้พระมหาอุปราชานำกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย
อีกครั้งสองทัพเผชิญหน้ากัน
สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นธงพระมหาอุปราชาแล้ว ทรงระลึกถึงวัยเด็กเมื่อครั้งทั้งสองตีไก่กัน
กาลผ่านไป บัดนี้การตีไก่กลายเป็นการศึกใหญ่ เดิมพันคือบ้านเมือง
วันแรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างนามเจ้าพระยาไชยานุภาพ พระเอกาทศรถทรงช้างนามเจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงทั้งสองเป็นช้างชนะงา*ที่กำลังตกมัน ช้างศึกคึกคะนองวิ่งไล่ข้าศึกหลงเข้าไปถึงจุดตั้งมั่นของพม่า โดยมีจาตุรงคบาทจำนวนหนึ่งติดตามไปทัน
กษัตริย์อยุธยาเห็นว่าช้างศึกของสองพระองค์ถลำเข้ามาตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกพอดี แต่มิได้ทรงหวาดหวั่นพระทัย ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างอยู่ในร่มไม้ จึงทรงไสช้างเข้าไปใกล้ ตรัสกับแม่ทัพที่รู้จักกันตั้งแต่วัยเด็ก “พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมากระทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้า แผ่นดินที่จะได้กระทำยุทธหัตถีกันแล้ว”
สุรเสียงราบเรียบเช่นครั้งตีไก่วัยเยาว์ คล้ายจะบอกว่า “ไก่เชลยตัวนี้ตีพนันเอาบ้านเอาเมืองกันก็ยังได้”
คำท้าทายบาดลึก พระมหาอุปราชาไสช้างนาม พลายพัทธกอเข้ามา ‘การชนไก่’ เกิดอีกครั้ง ครานี้เป็นช้างศึก เดิมพันคือบ้านเมือง
ช้างศึกพม่าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพจนเซออก มหาอุปราชาพม่าทรงใช้พระแสงของ้าวฟันสมเด็จพระนเรศวร กษัตริย์ไทยทรงเบี่ยงหลบทัน แต่อาวุธข้าศึกฟันถูกพระมาลาขาด สองศัสตราวุธฟาดฟันบรรลัย ช้างชนช้าง อาวุธปะทะอาวุธ
สองคชสารฟาดงวงแทงงา กระแทกชนใส่กันสุดพลังจนสะเทือนไปทั้งตัว เสียงร้องโกญจนาท จังหวะที่เจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอจนเซออก ฉับพลันนั้นพระแสงของ้าวของพระองค์ดำฟันพระมหาอุปราชาที่พระอังสะขวา พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอคชสาร
ทรงหันพระพักตร์ไปดู เห็นสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้ามังจาปะโรเสียชีวิต ทหารพม่ายิงปืนใส่สมเด็จพระนเรศวร เสียงปืน เสียงดาบปะทะกัน เสียงโห่ร้องของทหาร สับสนอลหม่านไปทั่วสมรภูมิ ช้างสารในสนามรบพุ่งชนเหยียบข้าศึก ท่ามกลางฝุ่นตลบ กำลังทัพอยุธยาก็ทะลวงฝ่าทัพมาช่วย สองทัพรบประชิดติดพัน ทหารอยุธยาฮึกเหิมที่รู้ว่าแม่ทัพพม่าสิ้นแล้ว ก็โหมรุกไม่หยุด ทัพพม่าแตกพ่ายกลับกรุงหงสาวดี
การสูญเสียแม่ทัพใหญ่ของพม่ากับฝีมือเชิงยุทธ์ที่แกร่งกล้าน่าเกรงขาม ทำให้นับแต่นั้นมาไม่มีชาติใดกล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย
แผ่นดินต่าง ๆ ในคาบสมุทรแหลมทองขยายแล้วหด หดแล้วขยาย ผลัดกันเป็นเจ้าของ ตามสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยง อำนาจไม่เคยจีรัง
หลังจากกู้อิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรทรงขยายดินแดนรอบทิศ กินแผ่นดินพม่าตอนใต้ทั้งหมด ทิศเหนือจรดฝั่งแม่น้ำโขง รวมไทใหญ่บางรัฐ ทิศใต้จรดแหลมมลายู
เมื่ออยุธยาได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้เป็นเมืองขึ้น หงสาวดีก็สะดุ้ง เพราะหัวเมืองมอญกลายเป็นฐานทัพให้อยุธยาใช้รุกรานพม่าสะดวกขึ้น
ถึงเวลาไก่ชนรุกกลับ!
..................................
สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ อยุธยาก็ยกทัพไปตีหงสาวดี ด้วยกำลังพลกว่าหนึ่งแสนคน
สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า “เรายกทัพไปครั้งนี้มีเหตุผลสามประการ หนึ่ง เป็นการลองเชิง ถ้าตีหงสาวดีได้ ก็จะตีเอาทีเดียว...
“สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ ก็สำรวจจุดอ่อนจุดแข็งสำหรับการตีครั้งต่อไป...
“สาม กวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มากที่สุด เพื่อตัดกำลังข้าศึก และเอาผู้คนมาเป็นกำลังต่อไป”
สมเด็จพระนเรศวรยกทัพถึงเมืองเมาะตะมะ ดึงทัพมอญเข้าร่วม ล้อมเมืองหงสาวดีสามเดือน แต่ปล้นเมืองไม่สำเร็จ อีกทั้งข่าวกรองรายงานว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ยกกองทัพมาช่วยพระเจ้านันทบุเรง จึงทรงเลิกทัพกลับ
อยุธาพยายามตีหงสาวดีอีกครั้ง โดยตกลงเป็นพันธมิตรกับตองอูและยะไข่ แต่ไม่สำเร็จ
การเมืองในพม่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ พระเจ้านันทบุเรงสูญสิ้นอำนาจ หลังจากไม่สามารถรักษาจักรวรรดิของพระบิดาบุเรงนองไว้ได้ มิเพียงพ่ายศึกอยุธยาทุกครั้ง ยังตกเป็นฝ่ายรับ เมื่ออิทธิพลของราชวงศ์ตองอูแผ่วลง ประเทศราชทั้งหลายก็ตั้งตนเป็นอิสระ
ในปี พ.ศ. ๒๑๔๒ นัดจินหน่องกับเมืองยะไข่จับมือกันตีหงสาวดีจนสิ้นซาก พระเจ้านันทบุเรงถูกจับเป็นเชลย และต่อมาถูกนัดจินหน่องลอบวางยาพิษสวรรคต
หลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีตองอู กองทัพอยุธยาล้อมเมืองตองอูสองเดือนก็ยังไม่สามารถหักเมืองได้ ประกอบกับขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
แม้ตีพม่าไม่สำเร็จ แต่อยุธยาก็ทำให้อาณาจักรและหัวเมืองรอบด้านเกรงกลัวพระบารมี
ทว่าตะวันเจิดจ้าเพียงใดก็มีวันดับ มหาราชผู้เจนรบก็มีวันร่วงโรย ในเดือนยี่ พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองหาง แล้วประชวร พระอาการกำเริบหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ยี่สิบเอ็ดปีหลังประกาศอิสรภาพ มหาราชองค์หนึ่งสวรรคต สิริพระชนมายุห้าสิบพรรษา ครองบัลลังก์อยุธยาสิบสี่ปี
ไก่เชลยกู้เอกราชของแผ่นดิน อยุธยาเป็นเอกราชได้อีก ๑๘๓ ปี ก็ล่มสลายอีกครั้งตามสัจธรรมของความไม่เที่ยง
วินทร์ เลียววาริณ
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙..................................
อ่านฉบับเต็มจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2
ชุดโปรโมชั่น ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) แถมวีรบุรุษที่เราลืม
เหมาะสำหรับเก็บประจำบ้าน ให้ลูกหลานประกอบการเรียน
1,000 บาท จากราคาปก 1,605.-
แต่ละเล่มหนา 256 หน้า (รวม 1,536 หน้า)
118 เรื่อง = เรื่องละ 8.4 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน เหมาะเป็นของขวัญ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งทาง Shopee https://shope.ee/30QSjhDgNg?share_channel_code=6
1- แชร์
- 21
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
หุบเขาแห่งนี้กินพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ทอดตามองด้านบนสุดคือยอดเขาสูงชันแตะเมฆ ด้านล่างสุดคือเหวลึกมืด ที่ก้นเหวก็ยังมีหลืบหลุมลึก ทุกจุดของหุบเขานี้มีรอยเท้าคนมากมาย รอยเท้าเก่าปรากฏบนแผ่นดินมานานหลายพันปี รอยเท้าใหม่เพิ่งปรากฏไม่กี่วันนี้เอง
รอยเท้าส่วนใหญ่เริ่มต้นบนพื้นดิน หลายรอยเดินไปตามทางราบ ไปจนถึงสุดขอบฟ้า แต่บางรอยเท้ามุ่งขึ้นยอดเขา
บางรอยไต่ไปไม่นานก็ถึงยอดเขา บางรอยเท้าไต่ขึ้นไปอย่างค่อนข้างสะดวก เพราะมีไม้เท้าช่วย หรือมีคนช่วยพยุง
บางรอยเท้ามีรอยเท้าอื่นคู่ไปด้วย แสดงว่าเดินไปด้วยกัน
รอยเท้าส่วนใหญ่จบตรงกลางยอดเขา บางรอยก็ขึ้นไปถึงยอด
รอยเท้าบางรอยเริ่มต้นที่บนเขา ไม่ได้ไต่ขึ้นบน กลับเดินลงไปข้าง บางรอยลงไปถึงพื้นเหว และจบตรงนั้น
แต่ที่ก้นเหวก็มีรอยเท้าที่เริ่มปรากฏตรงนั้น ไต่ขึ้นไปจนถึงพื้นบน เป็นระยะทางไกลมาก
บางรอยเท้าเริ่มต้นภายในหลุมลึกลงไปจากก้นเหว แต่ก็ไต่ขึ้นมาจนถึงด้านบน แต่รอยเท้าจำนวนมากที่เริ่มต้นที่ก้นเหว ก็ยังวนเวียนอยู่ ณ ที่นั้น ไม่ได้ขึ้นไปข้างบน
ลองมองชีวิตของเรา เราเริ่มที่จุดไหน? ตรงพื้นกว้าง บนเขา หรือที่ก้นเหว? เรากำลังไต่ขึ้นที่สูงอยู่หรือไม่? หรือกำลังเดินวงเวียนอยู่ที่จุดเดิม?
หากเราอยู่ที่ก้นเหว เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมยังอยู่ที่ก้นเหว และจะทำอย่างไรเพื่อขึ้นไปเห็นแสงสว่างด้านบน
ฐานะตอนเกิดของคนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดเส้นทางชีวิต แต่ไม่เสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าฐานะคือความรู้ ทัศนคติที่ดี ความอดทน ความไม่ย่อท้อเมื่อพานพบอุปสรรค
ความรู้เรียนได้ ทัศนคติที่ดีปลูกฝังได้ ความอดทนฝึกฝนได้
หากเรามีสิ่งเหล่านี้ครบ ต่อให้เรามีเพียงขาเดียวหรือไร้ขา ก็สามารถสร้างรอยเท้ายิ่งใหญ่ขึ้นข้างบนได้
วินทร์ เลียววาริณ
10 กุมภาพันธ์ 25691- แชร์
- 26
