• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    นักเขียนฝรั่งอีกคนหนึ่งที่เป็นนักเขียน outliner คือ เจมส์ แพตเตอร์สัน (James Patterson)

    คนนี้ทำงานเป็นไฟ

    แพตเตอร์สันคิดเร็ว ทำงานทุกวัน

    นอกเหนือจากเขียนแบบบินเดี่ยวแล้ว เขายังทำงานร่วมกับนักเขียนคนอื่น (co-author) อีกน่าจะหลายสิบคน

    เขาจะยื่น outline เรื่องให้อีกฝ่ายไปทำงาน เปลี่ยน outline ได้บ้างตามสมควร

    แพตเตอร์สันมี outline หรือโครงเรื่องเป็นพัน ใส่ในชิ้นชัก ถ้าลงมือเขียนเองหมด ก็คงต้องใช้เวลาสักหมื่นปี จึงมีนักเขียนร่วมจำนวนมาก ทำให้สามารถผลิตงานออกมามากมายในแต่ละปี เช่น ชุดนักสืบ Alex Cross แตกตัวไปหลายสิบเล่ม โดยตนเองคิดโครง ให้นักเขียนร่วมไปเขียน,า

    James Patterson บอกว่า "ถ้าคุณมีเรื่องดี คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนที่ดี"

    เรื่องดีสำคัญที่สุด

    แต่ไม่ทุกคนเห็นด้วยกับการสร้างแบรนด์นักเขียนมาให้ใครก็ได้เขียน เพราะมันดูเหมือนการหาเงินมากกว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะ

    เสียงต้านดังที่สุดน่าจะเป็นของ สตีเฟน คิง (ขายหนังสือได้ 400 ล้านเล่ม) คิงบอกว่าแพตเตอร์สัน "เป็นนักเขียนห่วยแตก แต่ประสบความสำเร็จ"

    แพตเตอร์สันบอกว่า "ไอ้เวรนี่จิกกูมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีปัญหา"

    ไม่ถือสา เพราะเสียเวลานับเงิน

    ห่วยแตกหรือไม่ห่วยไม่รู้ รู้แต่ว่าแพตเตอร์สันขายหนังสือไปแล้ว 425 ล้านเล่ม เป็นนักเขียนคนแรกที่ขายอีบุ๊คได้หนึ่งล้านเล่ม รายได้รวมประมาณ 700 ล้านเหรียญ

    ใครบอกว่านักเขียนไส้แห้ง

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-10-26

    ป.ล. ตอนนี้ พุ่มรัก พานสิงห์ หมายเลข 11 กำลังเดินหน้าช้าๆ เพราะอยู่ในช่วงทำ outline

    ว่าจะจ้าง co-author สัก 20 คนมาช่วย แต่ไม่มีเงินจ้าง

    1
    • 0 แชร์
    • 13
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    วินทร์ #6616 : “Raiders of the Lost Ark พูดถึงเรื่องฮิตเลอร์คลั่งสะสมของศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคล เรื่องนี้มีมูลความจริงมั้ย?”

    วินทร์ #1001 : “น่าจะจริงนะ คุณรู้เรื่องการลอบสังหารฮิตเลอร์ ที่เรียกว่าปฏิบัติการ Valkyrie มั้ย?”

    วินทร์ #6616 : “ไม่รู้”

    วินทร์ #1001 : “ในกลางปี 1944 นายทหารเยอรมันกลุ่มหนึ่งวางแผนฆ่าฮิตเลอร์ และโค่นพรรคนาซี แผนคือนายทหารชื่อสตอฟเฟนเบิร์กรับหน้าที่หิ้วกระเป๋าเอกสารใส่ระเบิดไปไว้ในห้องประชุมที่ฮิตเลอร์อยู่ ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนเป๊ะ เกิดระเบิดขึ้น แต่ปรากฏว่าฮิตเลอร์รอดตาย จับผู้ก่อการและผู้ต้องสงสัยยิงเป้าไปเกือบห้าพันคน เหตุการณ์นั้นทำให้ฮิตเลอร์เชื่อว่าเขาเป็นมนุษย์พิเศษ และอำนาจศักดิ์สิทธิ์อยู่ข้างเขา และในปีถัดมา ประธานาธิบดีรูสเวลท์ของอเมริกาตายในตำแหน่ง ยิ่งทำให้ฮิตเลอร์เห็นว่ามันเป็นลางดีสำหรับเขา ศัตรูของเขาพินาศไปเรื่อย ๆ เรื่องฮิตเลอร์สนใจอำนาจเหนือธรรมชาติมีคนพูดถึงมาก แต่เราไม่รู้แน่ว่าฮิตเลอร์สั่งให้ค้นหาของศักดิ์สิทธิ์โดยตรงหรือเปล่า แต่เป็นเรื่องจริงที่มีการล่าศิลปวัตถุต่าง ๆ มากมายจากประเทศที่นาซียึดครอง อย่างเช่นฝรั่งเศส...

    “มีคนวิเคราะห์ว่านาซีควานหาสมบัติด้วยสองเหตุผล หนึ่งคือหาทุนมาทำสงคราม และสอง หาสิ่งของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ นาซีตัวเบ้ง ๆ อย่าง รูดอล์ฟ เฮสส์, ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์, อ็อตโต ราห์น และอีกหลายคนคลั่งไคล้เรื่องไสยศาสตร์และอำนาจเหนือธรรมชาติ”

    วินทร์ #3287 : “ผมเคยอ่านเจอว่าเหตุผลที่ฝรั่งเศสยอมให้นาซียึดครองง่าย ๆ ก็เพราะกลัวการรบจะทำลายศิลปวัตถุจำนวนมากในพิพิธภัณฑ์”

    วินทร์ #2009 : “ผมไม่คิดว่าเป็นจริง เพราะเอกราชย่อมสำคัญกว่า ใครจะรับประกันว่าหลังครองประเทศแล้ว ศัตรูจะไม่เผาทำลายทุกอย่าง จำพวกตาลิบันได้มั้ย พอมีอำนาจขึ้นมา ก็ใช้ไดนาไมต์ระเบิดพระพุทธรูปแห่งบามียานที่อัฟกานิสถานด้วยไดนาไมต์ ในปี พ.ศ. 2544 นี่เป็นพระพุทธรูปประทับยืนสลักอยู่บนหน้าผาสูงสองพันห้าร้อยเมตร ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันว่านาซีจะไม่ปู้ยี่ปู้ยำงานศิลปะของประเทศที่ยึดครอง และก็จริง พวกนาซีขนงานมีค่าไปหมด”

    วินทร์ #2009 : “ผมเชื่อว่าฮิตเลอร์น่าจะเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาตินะ เพราะเขาต้องรับรู้ว่าฮิมม์เลอร์ก่อตั้งหน่วยงานพิเศษมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ชื่อหน่วย Ahnenerbe ทำงานเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์และอำนาจลึกลับ ค้นหาวัตถุมงคลที่มีอำนาจวิเศษ เช่น เรือของโนอาห์ หีบใส่บัญญัติสิบประการ ไปจนถึงจอกศักดิ์สิทธิ์”

    วินทร์ #6616 : “จอกศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเรื่อง The Da Vinci Code นั่นหรือ?”

    วินทร์ #2009 : “ใช่ ว่ากันว่าพวกนาซีพยายามค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ Holy Grail ที่พระเยซูใช้ในมื้อสุดท้าย เชื่อว่าจอกนั้นมีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้นาซีชนะสงครามได้”

    วินทร์ #1001 : “แต่จอกศักดิ์สิทธิ์คงไม่มีอำนาจหรือพวกนั้นหาไม่เจอ ผลคือเยอรมนีปราชัย กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรรุกเข้ามาจนโอบล้อมที่มั่นสุดท้ายของฮิตเลอร์คือกรุงเบอร์ลิน ในที่สุดเขาก็ฆ่าตัวตาย เรื่องน่าสนใจตรงที่วันที่ฮิตเลอร์ยิงตัวตายคือคืนวันที่ 30 เมษายนต่อ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นคืนพิเศษ”

    วินทร์ #6616 : “พิเศษยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “มันเป็นคืน Walpurgisnacht หรือ Walpurgis Night ในความเชื่อของเยอรมัน Walpurgisnacht เป็นคืนที่แม่มดมาพบกันที่ภูเขา Brocken เพื่อฉลองการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ”

    วินทร์ #6616 : “คุณหมายความว่าฮิตเลอร์เลือกฆ่าตัวตายในคืนชุมนุมแม่มดพอดี?”

    วินทร์ #1001 : “มีคนว่าฮิตเลอร์เลือกวันตายโดยรองรับด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติ ผมว่าพวกนั้นคิดมากไปนะ ตอนนั้นกองทัพรัสเซียยกมาประชิดเบอร์ลิน ยิงปืนใหญ่ถล่มเมืองตลอดเวลา จวนจะเข้ายึดที่มั่นสุดท้ายของฮิตเลอร์เต็มที มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นที่ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายในคืน Walpurgisnacht พอดี แสดงว่าไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ช่วยฮิตเลอร์ได้ ซึ่งต่างจากกรณีของโมเสสซึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติใช้ได้ผล”

    วินทร์ #6616 : “ยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “มันได้ผลในเชิงจิตวิทยา การมีหีบบรรจุบัญญัติสิบประการไปด้วย เป็นการบอกชาวฮีบรูว่าพระเจ้าทรงร่วมเดินทางมาด้วย เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวฮีบรู โมเสสเป็นนักปกครองที่ฉลาดมาก เห็นความสำคัญของการรวมใจฝูงชนเข้าด้วยกัน และเครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือความเชื่อ การนับถือพระเจ้าองค์เดียวทำให้รวมคนง่ายขึ้น นอกจากหลักธรรมก็มีกฎหมายซึ่งมีพระเจ้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์...”

    .......................

    วินทร์ #1001 : “โมเสสพาชาวฮีบรูเร่ร่อนต่อไปถึงลุ่มน้ำจอร์แดน ยึดครองดินแดนนั้นจากพวกคานาอัน ทำการเกษตรและปศุสัตว์ รวมกันเป็นประเทศ กษัตริย์องค์แรกชื่อซอล องค์ถัดไปก็คือกษัตริย์เดวิด กษัตริย์โซโลมอน เป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของยิว ตอนนี้พวกฮีบรูเรียกตัวเองว่ายิว หลังรัชสมัยโซโลมอน แผ่นดินยิวก็ตกต่ำ กลายเป็นเมืองขึ้นและทาสของรัฐอื่น ๆ มาโดยตลอด ไม่เคยมีประเทศอยู่จริง ๆ สักที ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ถูกชาติโน้นชาตินี้ทำทารุณกรรมตลอดมา เคยตกอยู่ในอำนาจของอัสซีเรีย บาบิโลน ทั้งสองชาตินี้ทารุณพวกยิวมาก ต่อมาก็ตกเป็นของเปอร์เซีย ตามมาด้วยกรีกและโรมัน ช่วงที่ถูกโรมันปกครอง เดือดร้อนแสนสาหัส แต่ชาวยิวก็ยังเชืื่อว่าชาติพันธุ์ของตนเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือก และสักวันหนึ่งพระเจ้าจะประทานแผ่นดินพันธสัญญาแก่ชาวยิว จนหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์ฆ่ายิวตายไปหกล้านคน ชาวโลกสงสารชะตากรรมของพวกยิว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็จัดการหาที่อยู่ถาวรให้ ก็คือปาเลสไตน์ซึ่งเป็นแผ่นดินต้นกำเนิดของยิว กลายเป็นประเทศใหม่ชื่อ อิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ซึ่งเป็นชนที่อยู่ในแผ่นดินนั้นมาแต่เดิมไม่พอใจที่ถูกแย่งแผ่นดิน ก็รบกัน นับว่ายังไม่สิ้นกรรม ต้องรบกับชาติอาหรับรอบตัวมาจนทุกวันนี้ ตรงนี้ที่ผมว่าขันขื่น”

    วินทร์ #6616 : “ยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “เพราะข้อความจาก The Book of Genesis บอกว่าทั้งยิวและอาหรับเป็นสายเลือดเดียวกัน”

    วินทร์ #3287 : “ยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “จำได้มั้ยที่ผมเล่าว่าอิสราเอลมีภรรยาสี่คน มีลูกสิบสองคน เรียกว่า Israelites เป็นบรรพบุรุษของชาวยิว ส่วนอิชมาเอลก็มีลูกชายสิบสองคนเหมือนกัน เรียกว่า Ishmaelites ก็คือบรรพบุรุษของชาวอาหรับ อาหรับนับถือว่าอิชมาเอลเป็นศาสดาประกาศกของอิสลาม”

    วินทร์ #6616 : “ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย”

    วินทร์ #1001 : “ผมจึงรู้สึกว่าประหลาดที่ยิวกับอาหรับฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือชาวคริสต์ที่ทำสงครามครูเสดกับมุสลิม เพราะทั้งสามศาสนานี้มาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน นับถือพระเจ้าเหมือนกัน ที่สำคัญก็คือเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน แค่เรียกชื่อต่างกัน นับถืออับราฮัมเป็นศาสดาคนแรกเหมือนกัน เราจึงเรียกสามศาสนานี้ว่ากลุ่มศาสนาอับราฮัม หรือ Abrahamic religions...

    “หลักคำสอนของศาสนายิวโดยรวมที่สำคัญคือบัญญัติสิบประการ เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก จุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตคือความสุขนิรันดร์อยู่บนสวรรค์กับพระเจ้า เชื่อว่ามีพระเจ้าสูงสุดพระองค์เดียวคือพระยะโฮวาห์ ทรงเป็นผู้สร้างโลก ทางที่จะไปถึงจุดหมายคือเชื่อฟังและบูชาพระยะโฮวาห์ ปฏิบัติตามคำสอนของพระยะโฮวาห์ซึ่งสั่งผ่านศาสดาโมเสส ในศาสนายิวไอแซคมีบทบาทมากกว่าอิชมาเอล คาทอลิคยกไอแซคเป็นนักบุญ อิสลามถือว่าไอแซคเป็นศาสดาประกาศกและเป็นผู้รับใช้พระเจ้า มีความสำคัญในศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับอิชมาเอล จะเห็นว่าบุคคลสำคัญในศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามก็เป็นคนคนเดียวกัน พระเจ้าก็องค์เดียวกัน ตำนานเรื่องพระเจ้าสร้างโลกก็อยู่ในอิสลามและคริสต์...

    “แต่อับราฮัมไม่ได้มีบทบาทในศาสนาคริสต์มากเท่าศาสนายิวและอิสลาม เรื่องของอับราฮัมปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานถึงสามสิบห้าบท แต่ทางอิสลามเรียก อิบราฮิม ชาวมุสลิมเชื่อว่าอับราฮัมคือศาสดาประกาศก เป็นผู้บุกเบิกศาสนา เป็นผู้เชื่อมกับอัลเลาะห์ หรือพระเจ้า เรียกว่า อิบราฮิม เอล คาลิล แปลว่า อับราฮัมเพื่อนแห่งอัลเลาะห์ คริสต์นับถือพระเยซู ส่วนอิสลามไม่เชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ไม่ถือว่าพระเยซูเป็นศาสดาประกาศกของอิสลาม...

    “ชาวคริสต์ก็ไม่เชื่อในหลักอิสลาม ไม่นับถือมุฮัมหมัดว่าเป็นศาสดาประกาศก ความร้าวฉานของสองศาสนานี้กินเวลานาน ศาสนจักรคริสต์ที่โรมและคอนสแตนติโนเปิลถือว่าอิสลามเป็นภัย และต่อมาก็เกิดสงครามศาสนาที่เรียกว่า สงครามครูเสด รบกันนานถึงราวสองร้อยปี...”

    วินทร์ #2009 : “ถึงตอนนี้ชาวโลกซึ่งมีความเชื่อต่างกันก็ยังรบกันอยู่”

    วินทร์ #1001 : “สำหรับชาวยิว มันเป็นระยะทางที่ไกลมากจากสวนอีเดนถึงแผ่นดินพันธสัญญา สำหรับชาวโลก ระยะทางไปสู่สันติสุขจริง ๆ ยังอีกไกล บางทีด้วยโครงสร้างของมนุษย์ เราอาจไม่มีวันไปถึงจุดนั้น เพราะเราเป็นปุถุชน มีรักโลภโกรธหลง หรือบางทีระบบศาสนาขอมากไปจากความเป็นมนุษย์อย่างเรา”

    วินทร์ เลียววาริณ
    18-10-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 16
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนเล่าเรื่องการวางโครงเรื่องเป็นบทๆ ก่อนลงมือเขียน

    วงการเขียนบทหนังก็นิยมทำแบบนี้ เขียนเรื่องแต่ละท่อนบนการ์ดใบเล็กสักครึ่งฝ่ามือ การ์ดหนึ่งใบคือหนึ่งเหตุการณ์หรือหนึ่งฉาก คนเขียนบทก็เขียนสิ่งที่ต้องการให้อยู่ในหนังทั้งหมด แล้วนำการ์ดทั้งหมดมาเรียงกัน หากไม่ชอบตำแหน่งของฉากไหน ก็ย้ายสลับตำแหน่งจนพอใจ

    ยกตัวอย่าง เช่น การ์ด #1 "สมคิดปล้ำสมหญิง" การ์ด #2 "สมหญิงปล้ำสมฤดี" การ์ด #3 "สมสุขปล้ำสมคิด" ไล่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้

    เอ! ไม่รู้เป็นอัลไล เอ๊ย! อะไร นี่มันพล็อตหนังเอ็กซ์นี่นา!

    ช่างเถอะ ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ พอเข้าใจนะว่าเป็นยังไง

    ด้วยวิธีนี้เราจะรู้ว่าฉากไหนเป็นส่วนเกิน เพราะหากหยิบการ์ดใบไหนออกไปแล้ว ยังอ่านรู้เรื่อง ก็แสดงนั้นฉากนั้นไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่อง

    นักเขียนใช้วิธีนี้ก็ได้ เพื่อจะเห็นภาพรวมชัด เหมือนพระเจ้าสร้างโลก มองจากเบื้องบนลงมาที่การ์ดทั้งหมด แล้วจะเห็นว่าจะเปิดฉากด้วยการ์ดใบกลางๆ เรื่องก่อน ค่อยไปเร่ิมการ์ดใบแรก หรือจะแฟลชแบ็คตรงไหนหรือไม่

    แต่ถ้าทำหนังโป๊ไม่ต้องทำการ์ดให้วุ่นวาย เพราะคนดูไม่สนใจเนื้อเรื่องอยู่แล้ว

    กลับมาเล่าเรื่อง จอห์น กริสชัม ต่อ

    กริสชัมมีอาชีพเป็นทนายความ เดิมไม่คิดจะเขียนนิยาย วันหนึ่งฟังเด็กหญิงคนหนึ่งให้การในศาลแล้วสะเทือนใจมาก กลับบ้านก็ลองเขียนเป็นนวนิยาย

    ก็คือที่มาของเรื่อง A Time to Kill เขาใช้เวลาเขียนสามปี โดยเจียดเวลาที่เหลือจากทำงานหลักทนายความมาเขียน

    เรื่องแรกขายไม่ดี แต่พอเขาเขียนเรื่องต่อมา The Firm ก็มีรายได้พอเลิกอาชีพทนายความได้เลย

    กริสชัมเปลี่ยนนิสัยเป็นตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อเขียนหนังสือ และบอกตัวเองว่าต้องเขียนให้ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า

    จอห์น กริสชัม บอกว่า ไม่มีใครบังคับให้ทำ แต่รู้ว่าถ้าไม่มีวินัยในตัวเองสูงมาก ไม่มีทางเกิด

    ตรงนี้ผมอนุญาตเล่าเรื่องตัวเองบ้าง เพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานของเขากับผมคล้ายกัน อายุก็ไล่เรี่ยกัน

    ผมก็ไม่เคยคิดเป็นนักเขียนมาก่อน ผมทำงานประจำมีเงินเดือน จนเมื่อเกิดไฟอยากเขียน ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต ตื่นเช้าขึ้น เลิกดูทีวี กินข้าวเที่ยงแค่สิบนาที เอาเศษเวลาที่เก็บได้ในแต่ละวันมาเขียน และบอกตัวเองว่าจะเขียนทุกวัน ต่อให้วันนั้นคิดอะไรไม่ออก ก็จะกดแป้นพิมพ์สักสองสามคำเอาฤกษ์เอาชัย

    ผมใช้เวลาราวสามปีเขียนนวนิยายเรื่องแรกเช่นกัน คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โดยอาศัยเวลาที่เจียดมานี่แหละ

    ผมก็ทำงานโดยใช้วินัยในตัวเองสูง เพราะจับปลาสองมือนั้นเหนื่อยมาก ต้องจัดการเวลาเป็น

    บางคนคิดว่าการเขียนหนังสือโดยใช้เศษเวลาแบบนี้ไม่มีทางได้งานดี แต่ความจริงคือผมได้รับรางวัลทางวรรณกรรมทั้งหลาย รวมทั้งซีไรต์สองครั้ง ก็ตอนที่เป็นนักเขียนสมัครเล่นนี่แหละ

    หลังจากเป็นนักเขียนอาชีพ กริสชัมเขียนหนังสือเฉพาะช่วงเช้า หลังเที่ยงก็เลิกงาน เขียนราววันละ 2 พันคำ เขาบอกว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ความคิดผุดไหลออกมา สมองก็กำลังสดชื่น

    ผมเห็นตรงกันว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผมก็เริ่มงานตอนเจ็ดโมงเช้าเช่นกัน จะทำงานที่ต้องสมองคิดในช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะทำงานแบบไม่ต้องเค้นหัวมาก

    นานหลายปีติดต่อกัน ทุกวันตอนเจ็ดโมงเช้า ผมไปนั่งเขียนหนังสือที่ร้านกาแฟปากซอย เพราะร้านเปิดเจ็ดโมง ผมเข้าร้านเป็นคนแรกเสมอ ผมไปทุกวันจนร้านอนุญาตให้เก็บถ้วยกาแฟประจำตัวไว้ในร้าน เขียนอย่างนั้นอยู่หลายปี จนเลิกไปเมื่อโควิด-19 ระบาด ร้านปิดชั่วคราว ตามมาด้วยการปิดถาวร

    กิมย้งก็ทำงานแบบนี้ กำหนดชั่วโมงทำงานชัดเจน

    กิมย้งเขียนนิยายวันละ 1,200 คำ เขาจะจุดบุหรี่แล้วเริ่มเขียนไม่หยุด เขียนสามหน้ากระดาษรวดเดียว แล้วพัก

    เมื่อเขียนครบ 1,200 คำก็จบงานสำหรับวันนั้น เขาจะไม่เขียนเพิ่มเผื่อ และไม่ตรวจทาน น้อยครั้งมากที่เขาแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ

    นักเขียนสองคนนี้ทำงานแบบพอดีๆ ไม่ลุยงาน จบชั่วโมงก็วางปากกา ไม่ลากยาวไม่หลับไม่นอนเหมือนผม

    (young มีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-10-26

    ป.ล. แจ้งข่าวว่า พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 10 คดีเปลนม ยังมีจำหน่ายนะครับ

    เว็บ
    https://www.winbookclub.com/store/detail/250/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%A1%20%28%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%8A%E0%B8%95%29 

    Shopee
    https://s.shopee.co.th/1Amp77rcb 

    1
    • 0 แชร์
    • 20
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    วันก่อนเล่าเรื่องการวางโครงเรื่องเป็นบทๆ ก่อนลงมือเขียน

    วงการเขียนบทหนังก็นิยมทำแบบนี้ เขียนเรื่องแต่ละท่อนบนการ์ดใบเล็กสักครึ่งฝ่ามือ การ์ดหนึ่งใบคือหนึ่งเหตุการณ์หรือหนึ่งฉาก คนเขียนบทก็เขียนสิ่งที่ต้องการให้อยู่ในหนังทั้งหมด แล้วนำการ์ดทั้งหมดมาเรียงกัน หากไม่ชอบตำแหน่งของฉากไหน ก็ย้ายสลับตำแหน่งจนพอใจ

    ยกตัวอย่าง เช่น การ์ด #1 "สมคิดปล้ำสมหญิง" การ์ด #2 "สมหญิงปล้ำสมฤดี" การ์ด #3 "สมสุขปล้ำสมคิด" ไล่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้

    เอ! ไม่รู้เป็นอัลไล เอ๊ย! อะไร นี่มันพล็อตหนังเอ็กซ์นี่นา!

    ช่างเถอะ ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ พอเข้าใจนะว่าเป็นยังไง

    ด้วยวิธีนี้เราจะรู้ว่าฉากไหนเป็นส่วนเกิน เพราะหากหยิบการ์ดใบไหนออกไปแล้ว ยังอ่านรู้เรื่อง ก็แสดงนั้นฉากนั้นไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในเรื่อง

    นักเขียนใช้วิธีนี้ก็ได้ เพื่อจะเห็นภาพรวมชัด เหมือนพระเจ้าสร้างโลก มองจากเบื้องบนลงมาที่การ์ดทั้งหมด แล้วจะเห็นว่าจะเปิดฉากด้วยการ์ดใบกลางๆ เรื่องก่อน ค่อยไปเร่ิมการ์ดใบแรก หรือจะแฟลชแบ็คตรงไหนหรือไม่

    แต่ถ้าทำหนังโป๊ไม่ต้องทำการ์ดให้วุ่นวาย เพราะคนดูไม่สนใจเนื้อเรื่องอยู่แล้ว

    กลับมาเล่าเรื่อง จอห์น กริสชัม ต่อ

    กริสชัมมีอาชีพเป็นทนายความ เดิมไม่คิดจะเขียนนิยาย วันหนึ่งฟังเด็กหญิงคนหนึ่งให้การในศาลแล้วสะเทือนใจมาก กลับบ้านก็ลองเขียนเป็นนวนิยาย

    ก็คือที่มาของเรื่อง A Time to Kill เขาใช้เวลาเขียนสามปี โดยเจียดเวลาที่เหลือจากทำงานหลักทนายความมาเขียน

    เรื่องแรกขายไม่ดี แต่พอเขาเขียนเรื่องต่อมา The Firm ก็มีรายได้พอเลิกอาชีพทนายความได้เลย

    กริสชัมเปลี่ยนนิสัยเป็นตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อเขียนหนังสือ และบอกตัวเองว่าต้องเขียนให้ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า

    จอห์น กริสชัม บอกว่า ไม่มีใครบังคับให้ทำ แต่รู้ว่าถ้าไม่มีวินัยในตัวเองสูงมาก ไม่มีทางเกิด

    ตรงนี้ผมอนุญาตเล่าเรื่องตัวเองบ้าง เพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานของเขากับผมคล้ายกัน อายุก็ไล่เรี่ยกัน

    ผมก็ไม่เคยคิดเป็นนักเขียนมาก่อน ผมทำงานประจำมีเงินเดือน จนเมื่อเกิดไฟอยากเขียน ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต ตื่นเช้าขึ้น เลิกดูทีวี กินข้าวเที่ยงแค่สิบนาที เอาเศษเวลาที่เก็บได้ในแต่ละวันมาเขียน และบอกตัวเองว่าจะเขียนทุกวัน ต่อให้วันนั้นคิดอะไรไม่ออก ก็จะกดแป้นพิมพ์สักสองสามคำเอาฤกษ์เอาชัย

    ผมใช้เวลาราวสามปีเขียนนวนิยายเรื่องแรกเช่นกัน คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน โดยอาศัยเวลาที่เจียดมานี่แหละ

    ผมก็ทำงานโดยใช้วินัยในตัวเองสูง เพราะจับปลาสองมือนั้นเหนื่อยมาก ต้องจัดการเวลาเป็น

    บางคนคิดว่าการเขียนหนังสือโดยใช้เศษเวลาแบบนี้ไม่มีทางได้งานดี แต่ความจริงคือผมได้รับรางวัลทางวรรณกรรมทั้งหลาย รวมทั้งซีไรต์สองครั้ง ก็ตอนที่เป็นนักเขียนสมัครเล่นนี่แหละ

    หลังจากเป็นนักเขียนอาชีพ กริสชัมเขียนหนังสือเฉพาะช่วงเช้า หลังเที่ยงก็เลิกงาน เขียนราววันละ 2 พันคำ เขาบอกว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ความคิดผุดไหลออกมา สมองก็กำลังสดชื่น

    ผมเห็นตรงกันว่าช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ผมก็เริ่มงานตอนเจ็ดโมงเช้าเช่นกัน จะทำงานที่ต้องสมองคิดในช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะทำงานแบบไม่ต้องเค้นหัวมาก

    นานหลายปีติดต่อกัน ทุกวันตอนเจ็ดโมงเช้า ผมไปนั่งเขียนหนังสือที่ร้านกาแฟปากซอย เพราะร้านเปิดเจ็ดโมง ผมเข้าร้านเป็นคนแรกเสมอ ผมไปทุกวันจนร้านอนุญาตให้เก็บถ้วยกาแฟประจำตัวไว้ในร้าน เขียนอย่างนั้นอยู่หลายปี จนเลิกไปเมื่อโควิด-19 ระบาด ร้านปิดชั่วคราว ตามมาด้วยการปิดถาวร

    กิมย้งก็ทำงานแบบนี้ กำหนดชั่วโมงทำงานชัดเจน

    กิมย้งเขียนนิยายวันละ 1,200 คำ เขาจะจุดบุหรี่แล้วเริ่มเขียนไม่หยุด เขียนสามหน้ากระดาษรวดเดียว แล้วพัก

    เมื่อเขียนครบ 1,200 คำก็จบงานสำหรับวันนั้น เขาจะไม่เขียนเพิ่มเผื่อ และไม่ตรวจทาน น้อยครั้งมากที่เขาแก้ไขคำผิดในต้นฉบับ

    นักเขียนสองคนนี้ทำงานแบบพอดีๆ ไม่ลุยงาน จบชั่วโมงก็วางปากกา ไม่ลากยาวไม่หลับไม่นอนเหมือนผม

    (young มีต่อ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    17-10-26

    ป.ล. แจ้งข่าวว่า พุ่มรัก พานสิงห์ เล่ม 10 คดีเปลนม ยังมีจำหน่ายนะครับ

    เว็บ
    https://www.winbookclub.com/store/detail/250/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%A1%20%28%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%8A%E0%B8%95%29 

    Shopee
    https://s.shopee.co.th/1Amp77rcb 

    1
    • 0 แชร์
    • 12
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    คำถาม : 
    คุณวินทร์จัดการกับความโกรธอย่างไร
    เพลงหงส์

    คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6ad2174f8993d6efc33d121c 

    สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"

    1
    • 0 แชร์
    • 16