-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ช่วงงานหนังสือเป็นห้วงยามที่ผมได้พบนักอ่านทุกประเภท บางคนมีเรื่องดีๆ มาแชร์
สองคืนก่อนผมคุยกับนักอ่านคนหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอมาเยือนบูธของผมตอนอายุ 8 ขวบ มากับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เธอเป็นแฟนคลับ เธออ่านหนังสือเล่มแรกคือ ำ
ผ่านมาหลายสิบวสันต์ ตอนนี้เด็กหญิงนั้นเพิ่งเรียนจบหมอจากจุฬาฯ
ผมรู้สึกยินดียิ่งเวลาได้ยินเรื่องราวของคนที่รักการอ่าน และประสบความสำเร็จ รู้สึกยินดีกับพ่อแม่เธอที่หล่อหลอมลูกได้ดี
ผมบอกพ่อแม่หลายคนบ่อยๆ ว่า จงอ่านหนังสือเป็นตัวอย่างให้ลูก ถ้าลูกเห็นพ่อแม่อ่าน ก็มีโอกาสสูงที่จะติดนิสัยรักการอ่าน,าด้วย
การเล่นโซเชียลและเกมพอประมาณไม่เป็นไร แต่หากทั้งวันจมอยู่กับโลกออนไลน์ สมองอาจขาดวิตามินชีวิต
วิตามินที่ทำให้เป็นคนใฝ่รู้และมีวิสัยทัศน์
หนังสือไม่เคยล้าสมัย อย่าประเมินพลังของการอ่านต่ำเกินไป มันเสริมสร้างสติปัญญาได้
การเรียนวิชาการเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การอ่านเสริมปัญญาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สองส่วนนี้ต้องเดินไปคู่กัน
ครับ มีเรื่องดีๆ อย่างนี้ ก็ต้องนำมาเล่าให้ฟัง
วินทร์ เลียววาริณ
28-10-261- แชร์
- 13
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
พระอมโรภิกขุ ศิษย์ของหลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดถึงเรื่องการทำสมาธิว่า เมื่อเริ่มทำสมาธิ ก็เหมือนเปิดวิทยุพร้อมกันทีเดียว 3-4 สถานี เสียงแห่งความคิดตีกันวุ่นวาย
พระอมโรภิกขุกล่าวว่า ถ้างั้นจะดีกว่าไหมหากเราปิดสถานีทั้งหมด? หมายความว่าหยุดคิด เราจะได้เข้าสู่สภาวะสงบใจ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ‘การปิดสถานี’ โดยการทำสมาธิคือการกำจัดความคิดทั้งหลายออกไปให้พ้นตัว แต่สมองมนุษย์นั้นหยุดคิดไม่ได้ อีกทั้งการทำสมาธิจิตก็ไม่ใช่การหนี
เพราะการมีความคิดก็อาจมีประโยชน์เช่นกัน
การวางความคิดไว้ในตำแหน่งเหมาะสมสามารถช่วยลดความวุ่นวายได้
แต่การทำสมาธิอาจช่วยลดการคิดได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ใจสงบ
เวลาคนเรามองหรือฟัง จะพยายามคิดไปด้วย นี่อาจ ‘จำกัด’ การมองการฟัง
เรามีนิสัยต้องมองให้ชัด ฟังให้ชัด จดจ่อตั้งใจ และพยายามหาความหมายในสิ่งที่เห็นและฟัง
มองแบบเงียบ ๆ และมองโลกทั้งใบ
เมื่อเราไม่มองความคิด หรือฟุ้งซ่าน ความคิดก็ไหลไปเรื่อย ๆ
สมาธิทำให้เรากลับคืนสู่โลกของความจริง
ยุติความโกลาหลที่ประดังเข้าไปในหัวตัวเอง ปล่อยให้การพูดกับตัวเองยุติ และเข้าสู่ความนิ่งสงบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนั่งท่าขัดสมาธิ เราทำได้แม้ขณะเดิน หรือนั่งหรือนอนในอ่างอาบน้ำหรือนอนบนเตียงก่อนหลับ เพียงแค่ปล่อยให้จิตอยู่ของมันเอง อย่าไปรบกวนมัน และหยุดพยายามที่จะหาความหมายของโลก เพราะมีบางสิ่งที่น่าคิดมากกว่าความคิดในตัวมันเอง
ดังนั้นโดยผ่านการทำสมาธิ เราจะไปถึงความสงบสันติที่ลึกซึ้งซึ่งปรากฏบนพระพักตร์ของพระพุทธรูป
การทำสมาธิก็สามารถใช้หลักอู๋เหวยของเต๋า นั่นคือไม่ฝืน
ไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ใช้กำลังต่อสู้กับอะไร
ในการร้องเพลง สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าพยายามร้องเพลง แค่ฟังทำนองแล้วให้เพลงมันร้องเอง
เวลาทำสมาธิ อย่าพยายามทำสมาธิ ให้มันเป็นเอง
เวลาหายใจ ให้มันหายใจของมันเอง อย่าพยายามหายใจ
ให้ความคิดไปของมันเอง อย่าไปห้ามความคิด
ให้ตามองที่มันเห็น ให้หูฟังสิ่งที่มากระทบ
ในโลกที่เคลื่อนไหววุ่นวายตลอดเวลา จิตคิดตลอดไม่ได้ บางช่วงเราก็ต้องหยุด การทำสมาธิเป็นการหยุดพักเหนื่อยทางจิต เตือนให้เราหวนกลับคืนสู่ปัจจุบันขณะ
นักปรัชญาทางอินเดีย จีน และญี่ปุ่นสอนให้หาเวลาบางส่วนในแต่วันหยุดคิดสักพัก
แล้วมองเงียบ ๆ เพื่อสัมผัสกับโลกของความจริง
วินทร์ เลียววาริณ
28-10-26บางท่อนจาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ / วินทร์ เลียววาริณ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจ1- แชร์
- 17
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
นี่เป็นโปรโมชั่นที่คุ้มที่สุดในรอบหลายปี
ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 บวก วีรบุรุษที่เราลืม ราคาเพียง 1,000.-
(จากราคาปก 1,580.-)โปรโมชั่นนี้หมดไปพักใหญ่ เพราะขาดเล่ม 1 แต่เราเพิ่งพบว่ามีเล่ม 1 หลงอยู่ในโรงพิมพ์เพียงไม่กี่สิบเล่ม จึงยังทำโปรโมชั่นชุดนี้ต่อไปได้
ใครสนใจก็ควรซื้อก่อนสินค้าไม่ครบเล่ม เพราะโอกาสพิมพ์ใหม่นั้นต่ำมาก
โปรโมชั่นนี้หากซื้อในงานหนังสือ ราคา 1,000.- เหมือนเดิม
แต่หากสั่งทางเว็บ ขอคิดค่าส่งอีก 100.- รวมเป็น 1,100.-
วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26งานหนังสือ บูธ F-45 วันนี้ผมไปตอนเย็นครับ
1- แชร์
- 33
-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
เมื่อสิบหกปีก่อน หนังเรื่อง The Social Network ผลงานของ เดวิด ฟินเชอร์ (กำกับ) กับ แอรอน ซอร์กิน (เขียนบท) สร้างปรากฏการณ์ใหญ่ หนังได้ทั้งเงินและชื่อเสียง และรางวัลอีกหลายกระบุง แน่นอนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลออสการ์
แอรอน ซอร์กิน มีชื่อเสียงเรื่องการเขียนบทพูดยาวๆ แบบเข้มข้น เขาเป็นคนเขียนบทหนังชุด The West Wing และอีกหลายชุด แต่ละเรื่องเน้นบทพูดที่จัดเต็ม และเป็นต้นแบบบทสนทนาแบบ 'walk and talk' คือตัวละครเดินไปพูดไป
แอรอน ซอร์กิน เป็นคนเขียนบท A Few Good Men (1992), The American President (1995), Moneyball (2011), Steve Jobs (2015) นอกจากนี้ยังกำกับเองอีกหลายเรื่อง เช่น The Trial of the Chicago 7 (2020), ซีรีส์ The Newsroom ที่พูดทั้งเรื่อง
(เรื่อง Moneyball ยอดเยี่ยม ขอแนะนำ)
ปีนี้ แอรอน ซอร์กิน หวนกลับมาทำหนังเรื่องนี้ต่อ คือ The Social Reckoning แต่มันไม่ใช่หนังภาค 2 มันเป็นหนังคู่
The Social Reckoning จับประเด็นเรื่องเมื่อองค์กรธุรกิจที่ใหญ่คับฟ้าและใช้ความโลภเป็นเข็มทิศ ก็สามารถกลายเป็นผู้ร้ายได้ นี่ไม่ใช่ประเด็นใหม่ของแพลตฟอร์มทั้งหลาย ที่ต้องการรายได้จนยอมทำทุกทาง แม้แต่ในด้านที่อยู่ในพื้นที่สีเทา
หนังจับเหตุการณ์จริงเมื่อพนักงานคนหนึ่งขององค์การยักษ์ออกมาเผยข้อมูลลับและลบแก่สื่อ ทั้งเรื่องจึงเป็นกระบวนการหาความจริง โทนหนังและการเดินเรื่องคล้ายหนังเรื่อง All the President's Men (1976) ที่นักข่าววอชิงตัน โพสต์ สองคนโค่นประธานาธิบดีนิกสันลงด้วยข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งข่าวไม่เผยตัวตน
แต่องค์การยักษ์ในเรื่องนี้ - จากคำของตัวละครในเรื่อง - ยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดีเสียอีก
หลายคนเปรียบเทียบ The Social Reckoning กับ The Social Network แต่มันเป็นหนังคนละเรื่อง คนละประเด็น ไม่ควรเปรียบเทียบกัน
ดูจากความเข้มข้นของเรื่องแล้วจะเห็นว่า แอรอน ซอร์กิน ยังรักษาความเข้มของบทสนทนาแบบเอสเพรสโซเข้มข้นห้าช็อตในถ้วยเดียว
อย่างไรก็ตาม หนังยังไม่พีคที่สุด จุดที่ทำให้หนังแผ่วไม่ใช่เพราะบทไม่ดี แต่เนื้อหนังมันมีแค่นี้ ไม่สามารถเติมเรื่องเพื่อให้สะใจคนดู หรือด่าองค์การยักษ์ เพราะจะผิดเบือนข้อเท็จจริง
ไม่ว่าจะดูเอาความบันเทิงหรือไม่ เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ทำให้เราขนลุกไปกับวิธีการใช้อัลกอริธึมในทางเลวร้ายที่สุด เพื่อที่ให้ชาวโซเชียล เน็ตเวิร์ก กลายเป็นมนุษย์แบตเตอรีในโลก The Matrix
นักเขียนชาวอิตาเลียน อุมแบร์โต เอโก เขียนว่า “โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิกลุ่มงี่เง่าพูดเรื่องที่แต่ก่อนพวกเขาพูดกันเฉพาะในบาร์หลังดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม แล้วพวกเขาก็ถูกเอ็ดให้เงียบ แต่เดี๋ยวนี้พวกเขามีสิทธิพูดเหมือนกับผู้รับรางวัลโนเบล มันคือการรุกรานของพวกงี่เง่า”
โซเชียล เน็ตเวิร์ก ออกแบบมาเพื่อ "ให้สิทธิกลุ่มงี่เง่าพูด" และ "การรุกรานของพวกงี่เง่า” เป็นเครื่องมือสร้างกำไร
สาระของหนังชี้ให้เราคิดว่า ชาวโลกกำลังเป็นทาสของระบบ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ออกแบบให้คนมีพฤติกรรมก้าวร้าว หยาบคาย ด้วยความจงใจเลือกใช้อัลกอริธึมในทางลบ เพื่อกำไรสูงสุด
วาเอล โกนีม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอียิปต์ ผู้มีบทบาทใช้อินเทอร์เน็ตขับไล่รัฐบาลอียิปต์ในปี 2011 กล่าวว่า แต่ก่อนเขาเชื่อว่า ถ้าเราจะปลดแอกสังคมให้เป็นอิสระ เราต้องใช้อินเทอร์เน็ต แต่วันนี้เขาเชื่อว่า ก่อนจะปลดแอกสังคม เราต้องปลดแอกอินเทอร์เน็ตเสียก่อน
The Social Reckoning เป็นหนังยาแรงเรื่องหนึ่ง คอหนังไม่ควรพลาด ส่วนคนที่ติด โซเชียล เน็ตเวิร์ก วันละสิบชั่วโมง ก็น่าจะลองดูสักหน่อย เผื่อจะเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต และเงยหน้าจากจอ ขึ้นดูก้อนเมฆบ้าง
8/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่ The MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 26
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
คนแก่วัยเจ็ดสิบกว่ากลุ่มหนึ่งเดินทางย้อนเวลาไปในปี ค.ศ. 1959 พวกเขาใช้ชีวิตในอดีต ฟังเพลงจากวิทยุที่เป็นเพลงยุคนั้น ดูโทรทัศน์ที่ฉายหนังเก่าของช่วงเวลานั้น เมื่อหวนคืนสู่โลกปัจจุบัน กลับแข็งแรงกว่าเดิม
หากคิดว่านี่เป็นพล็อตหนังแฟนตาซีสักเรื่อง ก็ผิดแล้ว นี่เป็นเรื่องจริง ทว่ามันไม่ใช่การเดินทางย้อนเวลาจริง ๆ มันเป็นการจัดฉาก
นี่คือการทดลองที่เรียก Counterclockwise เป็นแนวคิดของ Ellen Langer ศาตรา-
จารย์จิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดการทดลองทำโดยให้คนแก่กลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตในสถานที่ซึ่งจำลองสิ่งแวดล้อมของปี 1959 เพลงที่ดังผ่านวิทยุเป็นเพลงเมื่อห้าสิบปีก่อน โทรทัศน์ฉายเรื่องห้าสิบปีก่อน ประหนึ่งพวกเขานั่งยานเวลาไปปรากฏตัวในโลกเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกคนที่เข้าไปในโลกนั้นต้องแต่งตัวตามยุคนั้น พูดจาโดยใช้ภาษาของยุคนั้น ห้ามพูดเรื่องที่เป็นเหตุการณ์หลังปี 1959
พูดง่าย ๆ คือ ‘สะกดจิต’ ตัวเองให้คืนอดีต เจตนามิได้ต้องการย้อนอดีตเพื่อรำลึกความหลัง แต่ทดลองเพื่อดูผลทางกายภาพเมื่อสมองเชื่อว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะของเมื่อยังหนุ่มสาว
คนจำนวนมากชอบย้อนคิดถึงอดีตอันสุขสม ถ้าเราสามารถย้อนความคิดความรู้สึกอารมณ์เรากลับไปได้ ทำไมเราไม่สามารถย้อนสภาวะทางกายภาพเราด้วย อย่างน้อยในระดับหนึ่ง?
หลังจากหนึ่งอาทิตย์ในโลกอดีต ก็ถึงเวลาวัดผลสุขภาพ ปรากฏว่าแทบทุกคนที่ร่วมการทดลองก้าวออกจากอดีตปี 1959 ด้วยสภาพร่างกายดีขึ้น ความดันดีขึ้น ประสาททุกส่วนทำงานดีขึ้น ความจำดีขึ้น การฟังและสายตาดีขึ้น คนที่เดินถือไม้เท้าเข้าไปในโลกอดีตกลับออกมาด้วยการเดินเอง ราวกับว่าการหลอกตัวเองว่าอยู่ในอดีต เซลล์ในร่างกายก็คืนอดีตด้วย
การทดลองนี้ชี้ว่า บางทีเป็นไปได้ว่าจิตสามารถทำงานแบบ ‘ย้อนเวลา’ และทำให้ร่างกายหนุ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือพลังจิตสามารถคุมร่างกาย และถ้าจิตสามารถทำเรื่องนี้ได้ ใครจะรู้ว่ามันสามารถมีพลังรักษาหรือทำเรื่องที่มากกว่านี้ได้หรือไม่
บางทีมันอาจสามารถรักษาโรคที่การแพทย์บอกว่ารักษาไม่ได้
การทดลองยังบอกเป็นนัยว่า ความแก่อาจเป็นผลจากความคิดว่าเราแก่ มากกว่าความเสื่อมจริง ๆ ทางกายภาพ
มันอาจแปลว่าคนเราแก่เพราะเราคิดว่าตัวเองแก่
คนเราเมื่ออายุเพิ่ม จำเป็นต้องแก่ตามอายุด้วยหรือไม่? หรือว่าความแก่เป็นความรู้สึกทางใจมากกว่าทางกายภาพ? เป็นไปได้ไหมที่เราชะลอความแก่โดยคิดว่าเราไม่แก่?
คนจำนวนมากในโลกมีความสุขในวัยเด็ก หรือมีความทรงจำบางท่อนที่ดีมาก เป็น ‘happy moment’ ที่ทุกครั้งเมื่อระลึกถึง จะมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากเสมอ
บางครั้งในการบำบัดจิต ก็สะกดจิตตัวเองโดยระลึกภาพสวยงามเหล่านี้ ทำให้จิตนิ่งขึ้น และผ่อนคลาย
เมื่อจิตดี สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย
เราอาจไม่มีทางหยุดตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที แต่เราอาจหยุดความรู้สึกแก่
ไม่ว่าการทดลอง Counterclockwise จะใช้ได้กับทุกคนหรือสามารถขยายขอบเขตของมันไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้หรือไม่ มันทำให้เราต้องย้อนคิดใหม่ว่า บางทีเราถูก ‘สะกดจิต’ ให้อยู่ในกรอบคิดว่าสูงวัย = ความแก่ มาตั้งแต่เด็ก เรามองภาพคนแก่ทำกิจกรรมของคนหนุ่มสาวว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
มองไปรอบตัวเรา เราพบว่าคนสูงวัยบางคนแก่หง่อม บางคนยังกระฉับกระเฉง เป็นเพราะพันธุกรรมอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ?
ในเรื่องอายุและความแก่ เรามักมีกรอบคิดเฉพาะอย่าง เวลาคนสูงอายุลืมเรื่องบางเรื่อง จะบอกว่า “ฉันแก่แล้ว จึงขี้ลืม”
เราชอบโยงการขี้ลืมกับความแก่
มันทำให้สังคมเกิดภาพฝังหัวว่า ถ้าอายุมาก ก็สมควรขี้ลืม ซึ่งไม่ถูกเสมอไป การขี้ลืมอาจเป็นเพราะนอนไม่พอ หรือไม่สนใจในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้ อาจไม่ใช่เพราะอายุ
คนสูงวัยจำนวนมากไม่ทำกิจกรรมหลายอย่าง เพราะสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันแก่เกินไป”
เมื่อปวดหลัง ก็บอกว่า “ฉันแก่ กระดูกจึงเสื่อม” ความจริงที่ปวดหลังอาจเพราะเผลอยกของหนัก
ดังนั้นการสร้างกรอบคิดอายุมาก = แก่ จึงอาจทำร้ายเราเอง หรือทำให้เสียโอกาสพบสิ่งดี ๆ ในชีวิต
อาการป่วยหลายอย่างเกิดจากใจป่วย ใจบอกให้ป่วย บอกว่าเราจะรู้สึกแย่ ร่างกายก็เชื่อฟัง
ในทำนองกลับกัน หากเราเปลี่ยนพลังจิตเป็นบวก ก็อาจทำให้โรคจริง ๆ ลดลง หรือความแก่หายไป
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ผมรู้จักคนที่อายุ 82 ยังวิ่งมาราธอน คนแก่จำนวนไม่น้อย อายุเลข 90 แล้ว ยังออกกำลังกาย เต้นรำ และทำกิจกรรมอื่น ๆ
ผมเคยเห็นภาพหญิงชราเตะตะกร้ออย่างสนุกสนาน เพราะอยากเตะตะกร้อ ไม่ได้โยงการเตะตะกร้อกับอายุ
เมื่อไม่ได้คิดโยงว่าคนแก่เตะตะกร้อไม่ได้ ก็สนุกกับกิจกรรมที่อยากทำ
คนแก่มักแก่ที่ใจก่อน
และเมื่อใจไม่แก่ ก็ไม่ต้องทวนเข็มนาฬิกาชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
27-10-26จาก ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข /
57 บทความกำลังใจสั้นและยาว ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.3 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/165/ความสุขเล็ก%2520ๆ%20ก็คือความสุข1- แชร์
- 32
