• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    (หมายเหตุ หลายคนคงไม่รู้ว่า เหตุการณ์นายขนมต้มชกกับนักมวยพม่าเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง ห่างกันไม่กี่เดือน คนไทยอีกคนหนึ่งแสดงฝีมือการต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดิน และนี่คือเรื่องราวของเขา)

    เสียงดาบหลายเล่มแหวกอากาศเข้าหากัน ทหารหลายคนล้อมรุมชายคนหนึ่งบนเนินดิน ชายผู้นี้ถือดาบสองมือ วาดเพลงดาบปะทะหมู่ศัตรูอย่างเยือกเย็น

    ทหารฝ่ายเขาร่วงลงทีละร่าง จนยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวบนเนินยืนหยัดรับมือข้าศึก เขาอ่อนกำลังลงทุกขณะ เพราะจำนวนข้าศึกเหนือกว่า แต่เขาไม่หยุดสู้

    เขาตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึกหลายสิบคนซึ่งโหมมาจากทุกทิศ ดาบประดาบ เลือดผสมเลือด ชายผู้นี้ตวัดดาบไปมาอย่างรวดเร็ว สองเท้ายืนมั่น แต่ละคราที่เขาแกว่งดาบ ศัตรูก็ด่าวดิ้น ดาบร่วงทีละเล่ม คนล้มทีละคน เลือดศัตรูกระเซ็นอาบร่างเขา

    ในชั่วจังหวะหนึ่ง ดาบศัตรูแทงถูกขาของเขา โลหิตไหลซึมออกมา อีกจังหวะหนึ่ง อาวุธศัตรูก็เชือดหัวไหล่เขา สีหน้าเขามิได้พรั่นพรึง นัยน์ตาแน่วนิ่ง กวาดสองดาบออกไปราวกับไม่ได้ออกแรง สวนดาบออกไปเปลี่ยนทิศทางและสลายแรงดาบข้าศึก สองดาบวาดเฉียงบ้าง ตรงบ้าง วกกลับบ้าง ไขว้กันบ้าง ทั้งฟาด ทั้งจ้วง ทั้งแทง ทั้งพลิก ทั้งสะกิด คล่องแคล่วดุจพยัคฆ์กลางดงสมัน

    ศัตรูมีมาก แต่มิอาจเทียบฝีมือของเขา

    เป็นฤดูหนาวปี พ.ศ. 2316 แม่ทัพพม่าโปสุพลายกทัพหนึ่งหมื่นคนมาตีเมืองพิชัยเป็นครั้งที่สอง ที่สมรภูมิวัดเอกา ทหารหนุ่มจับดาบสองมือ นำทัพไล่ฟันแทงทหารพม่า

    ดาบคู่โหมตวัดไหวไวขึ้น ฝ่ายพม่าล้มลงต่อเนื่อง เขาเบี่ยงตัวหลบคมดาบศัตรูที่ฟันเขาอย่างเฉียดฉิว แล้วสวนแทง ดาบปักอกศัตรู บนเนินยามนี้เหลือเขากับข้าศึกคนสุดท้ายผู้มีฝีมือเจนจัด ดาบข้าศึกไล่ตามเขาติด ๆ พลันดินบนเนินทรุด เขาเสียการทรงตัว ดาบศัตรูพุ่งตรงมาทันที เขาเสียบดาบขวาลงดินเพื่อพยุงตัวไว้ เสียงดังเพียะ ดาบขวาหักกลางสองท่อน แต่ไม่ก่อนที่ดาบซ้ายของเขาพุ่งเข้าปักอกข้าศึก

    ชายผู้นี้คือพระยาพิชัย

    ยามนี้ดาบของเขาหัก

    ดาบหัก ศัตรูหัก

    ............

    ก่อนเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาผ่านสนามรบและเวทีมวยมามาก

    เขาเป็นชาวอุตรดิตถ์ เดิมชื่อ จ้อย เกิดที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในปี พ.ศ. 2284 สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

    จ้อยมีพี่น้องสี่คน เขาเป็นลูกคนเดียวที่เหลืออยู่ ชอบชกมวยตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุสิบสี่ บิดานำเขาไปฝากตัวกับพระครูวัดมหาธาตุ เมืองพิชัย ศึกษาตำราพร้อมฝึกมวย

    บิดากล่าวว่า “จะเป็นใหญ่เป็นโต ต้องรอบรู้วิชาและการต่อสู้ทั้งสองอย่าง”

    และเขาก็ร่ำเรียนวิชาทั้งสองสาย

    ต่อมาบุตรชายเจ้าเมืองพิชัยที่ร่ำเรียนที่เดียวกันชอบก่อเรื่องวิวาทกับเขา เขาจึงจากวัดไป

    ชีวิตคือการเดินทาง

    เขาไปถึงวัดบ้านแก่ง ได้พบครูมวยชื่อ เที่ยง เขาฝากตัวเป็นศิษย์ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี ด้วยฝีมือและการฝึกฝนอย่างหนัก ทองดีกลายเป็นศิษย์รัก ใคร ๆ เรียกเขาว่า ทองดี ฟันขาว เพราะเขาไม่เคี้ยวหมากพลูเช่นคนทั่วไป

    อีกครั้งชะตาชีวิตผกผัน เมื่อเพชรเปล่งประกายจ้าเกินไป ศิษย์อื่น ๆ อิจฉาที่เขาเป็นศิษย์โปรดของครูมวย ทองดี ฟันขาว อำลาครู แล้วเดินทางต่อไป

    ทองดี ฟันขาว เดินทางไปถึงบ้านท่าเสา ฝากตัวเป็นศิษย์ครูมวยชื่อเมฆ ฝีมือเชิงมวยของเขารุดหน้าขึ้นมาก

    วันหนึ่งในงานไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ มีการแข่งขันชกมวย ทองดี ฟันขาว โค่นครูมวยชื่อนิลล้ม นักมวยหนุ่มวัยสิบแปดเป็นที่รู้จักทั่วท้องที่นั้นทันที

    ทองดีเรียนมวยกับครูเมฆสองปี ก็เดินทางต่อไปเรียนวิชาดาบที่เมืองสวรรคโลก เขาเรียนรู้ว่าวิชาดาบก็ไม่ต่างจากวิชามวย มันคือการมองหาจุดอ่อนคู่ต่อสู้ แล้วทะลุทะลวงจุดนั้นโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ไม่ว่าด้วยดาบหรือหมัด ไม่ว่าด้วยความเร็วหรือความเชื่องช้า บุกตรงหรือกลลวง

    เมื่อเข้าใจ ก็มองทะลุ เมื่อมองทะลุ ฝีมือก็พัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว

    เมื่อสำเร็จวิชาดาบ เขาก็เดินทางต่อไป

    ..............

    ทองดี ฟันขาว เดินทางไปถึงเมืองตาก ยามนั้นที่วัดใหญ่มีพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เจ้าเมืองตากจัดให้มีการแข่งขันชกมวย ทองดี ฟันขาว ได้ชกกับครูห้าว นักมวยฝีมือดีของเมืองตาก เขาล้มครูห้าวในเวลาสั้น ๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนดูทั้งหมด รวมทั้งเจ้าเมืองตาก

    พระยาตากถามเขาว่า “เจ้าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่?”

    ทองดีตอบว่า “ข้าฯสามารถชกได้อีก”

    เจ้าเมืองตากชี้ไปที่ชายร่างกำยำสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่น

    “คนนั้นคือครูหมึก เป็นครูมวย เจ้ากล้าสู้กับเขาหรือไม่?”

    “กล้า”

    “ดี เจ้าจงชกกับครูหมึก”

    ครูหมึกพยักหน้าให้เขาปล่อยหมัดก่อน นักมวยหนุ่มเปิดหมัดออกไป สองสามหมัดแรกทำให้เขารู้ว่าทำไมครูหมึกจึงเป็นยอดนักมวยถิ่นนี้ แม้ร่างกายใหญ่ แต่ครูหมึกเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว

    นักมวยยักษ์รุกหน้า ประเคนหมัดซ้ายสลับขวาต่อเนื่องราวกับคลื่นในทะเลที่เคลื่อนไม่หยุด นักมวยหนุ่มสัมผัสแรงสะเทือนที่ใบหน้า เขารู้สึกเลือดไหลออกมาอาบแก้ม เสียงคนดูโห่ร้องลั่นสนาม

    คู่ต่อสู้ตั้งรับเหนียวแน่นไร้ช่องโหว่ แต่เขารู้ว่าทุกปราการต้องมีจุดอ่อน

    ครูหมึกเตะซ้อนกันหลายครั้ง เด็กหนุ่มรับลูกเตะด้วยการถีบกลับด้วยแม่ไม้มวยไทยพิรุณหกกลับ อีกฝ่ายเซถลาด้วยคาดไม่ถึง ไม่ทันตั้งตัว จระเข้ฟาดหางก็ตามติดที่ซอกคอ จระเข้หนุ่มประเคนหมัดตามติด กำปั้นไม่มีรูอัดเข้าที่คิ้วขวาของครูหมึก เลือดไหลซึมออกมา แต่นักมวยยักษ์แกร่งเกินล้มด้วยหมัด เมื่อตั้งหลักได้ ครูหมึกก็จู่โจมกลับ ทองดี ฟันขาว ล้มลง แต่ดีดตัวขึ้นมา พลัน พบกำปั้นคู่ต่อสู้รออยู่ เขาเซไปด้วยแรงหมัดที่ประเคนต่อเนื่อง ร่างของเขาซวนเซ ปรปักษ์รุกต่อเนื่อง เปิดจุดอ่อนเพียงแวบเดียว

    แต่แวบเดียวก็เพียงพอ

    เขาปล่อยให้อีกฝ่ายรุกอย่างย่ามใจเพื่อมองหาจุดอ่อน

    จุดอ่อนของคู่ต่อสู้คือความย่ามใจว่าจะชนะ

    พริบตานั้น ทองดี ฟันขาว ก็หักฉาก เช่นเดียวกับเพลงดาบคู่ กำปั้นทั้งสองของเขาทำงานคู่กัน ไวเหมือนงู หมัดขวาฉกเข้าที่ใบหน้าคู่ค่อสู้ หมัดซ้ายวกเฉียงพุ่งเข้าขากรรไกร ร่างยักษ์เซถลาเป็นนกปีกหัก ล้มกองบนเวทีนิ่งสนิท

    ด้วยฝีมือชั้นเชิงยุทธ์ เจ้าเมืองตากชักชวนเขาให้ทำงานด้วยกัน

    ทองดี ฟันขาว กลายเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก ก้าวหน้าจนได้เป็นหลวงพิชัยอาสา ติดตามพระยาตากไปทุกที่

    ในกาลถัดมา พระยาตากได้รับโปรดเกล้าฯเป็นพระยาวชิรปราการ ปกครองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาก็เป็นทหารเอกเคียงข้าง

    ..............

    พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาถูกปืนใหญ่พม่ายิงต่อเนื่องจมในกองไฟ พระยาตากรวบรวมทหารห้าร้อยนายตีฝ่าทะลวงทัพพม่าที่ล้อมอยุธยา ออกไปทางทิศตะวันออก ณ บ้านพรานนก บ้านโพสาวหาญ ฯลฯ ปะทะกับทหารพม่าตลอดทาง หลวงพิชัยอาสาก็ทำหน้าที่เป็นหน่วยทะลวงฟัน

    ทัพพระยาตากยาตราไปถึงเมืองระยอง ตั้งค่ายที่วัดลุ่มเขตบ้านท่าประดู่ ได้รับข่าวลับว่าฝ่ายระยองจะปล้นค่าย วางแผนรับ ตีทัพระยองแตกพ่าย หลังจากนั้นยกทัพไปตีขุนรามหมื่นซ่องที่เมืองแกลง แล้วรุกตามไปตีเมืองจันทบูร

    จันทบูรเป็นเมืองปราการแข็งแกร่ง แต่พระยาตากไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเป็นทางเดียวที่จะเดินหน้ากู้ชาติ หลังกินอาหารเย็นแล้ว พระยาตากสั่งให้ทหารทุบหม้อข้าวทิ้งให้สิ้น ประกาศก้องให้ทุกคนไปกินข้าวเช้าในเมืองจันทบูร “มิฉะนั้นก็จงตายทั้งกองทัพเถิด”

    ด้วยความฮึกเหิม ทัพพระยาตากและดาบสองมือของหลวงพิชัยอาสา จู่โจมทะลวงเมือง ยึดเมืองจันทบูรสำเร็จ

    หลังจากยึดจันทบูร กองทัพพระยาตากก็รุกตีเมืองตราด ต่อเรือรบหนึ่งร้อยลำและเตรียมอาวุธ ยกกำลังไทย-จีนสี่พันคน เป็นทัพเรือมุ่งหน้าไปที่ปากน้ำเจ้าพระยา กอบกู้เอกราชคืนจากพม่าสำเร็จ ได้รับการยกย่องขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรี พระนามสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯให้หลวงพิชัยอาสาเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ราชองครักษ์ในพระองค์

    ในปี พ.ศ. 2311 พม่ายกกองทัพหนึ่งหมื่นคน เจ้าหมื่นไวยวรนาถยกกำลังตีข้าศึกจนแตกพ่าย

    ผ่านศึกสงครามเพื่อปกป้องราชบัลลังก์หลายครั้ง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นพระยาสีหราชเดโช

    ต่อมาหลังจากปราบชุมนุมเจ้าพระฝางแล้ว พระยาสีหราชเดโชได้รับโปรดเกล้าฯเป็นพระยาพิชัย ครองเมืองพิชัย บ้านเกิด

    ช่วงปี พ.ศ. 2312-2316 ฝ่ายไทยรบกับพม่าหลายครั้ง ครั้งหนึ่งโปสุพลายกทัพมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยนำทัพสู้ข้าศึก ในการรบครั้งหนึ่ง เขาใช้ดาบสองมือต่อสู้กับฝ่ายพม่า ณ สมรภูมิวัดเอกา ในจังหวะหนึ่ง เขาเสียการทรงตัว เสียบดาบลงดินเพื่อพยุงตัวไว้ ดาบขวาหักกลางสองท่อน

    ทัพโปสุพลาแตกพ่ายไป พร้อมฉายาใหม่ของเขาคือพระยาพิชัยดาบหัก

    พระยาพิชัยดาบหักทำงานรับใช้พระเจ้าตากสินจนถึงปี พ.ศ. 2325 ชะตาชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อเกิดการผลัดแผ่นดิน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ทรงชวนพระยาพิชัยวัยสี่สิบเอ็ดรับราชการในแผ่นดินใหม่ นักสู้ดาบหักปฏิเสธ

    ทูลว่า “ข้าฯมิต้องการเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ขอให้สำเร็จโทษข้าฯตายตามเจ้านายเก่าเถิด”

    ดาบหัก คนไม่หัก

    จึงโปรดฯให้ประหารชีวิตพระยาพิชัยดาบหัก แล้วบรรจุอัฐิของนักดาบผู้นี้ ณ พระปรางค์ วัดราชคฤห์วรวิหาร

    ดาบหัก คนหัก

    ทองดี ฟันขาว เชื่อว่าชะตากรรมของแผ่นดินเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่จะจับดาบปกป้องบ้านเมือง ส่วนชะตาชีวิตของเขาเป็นเรื่องของการเมือง

    ดาบหัก คนหัก แต่ใจไม่เคยหัก

    (หมายเหตุ เรื่องการประหารชีวิตพระยาพิชัยดาบหักในแต่ละตำราขัดแย้งกัน และไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ทำให้เชื่อว่าอาจมาจากคำบอกเล่าของผู้สืบสกุลพระยาพิชัยดาบหักภายหลัง จนไม่อาจยืนยันว่าพระยาพิชัยดาบหักถูกประหารจริงหรือไม่)

    ...............

    ย่อความจาก ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 2 สนใจอ่านประวัติศาสตร์ในแนวนี้ ตอนนี้มีชุดโปรโมชั่น ชุดสารคดี ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1-5 (5 เล่ม) + วีรบุรุษที่เราลืม เพียง 1,000 บาท สั่งได้ที่เว็บไซต์นี้ หรือ Shopee (ค้นคำ namol113)

    0
    • 3 แชร์
    • 74
  • วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    หลายปีมานี้มาคำคำหนึ่งที่ฮิตขึ้นมา Ikigai (生き甲斐)

    ออกเสียงที่ถูกว่า อิคิงะอิ

    อิคิงะอิ มาจากคำว่า อิคิ (生き) แปลว่าชีวิตหรือมีชีวิต กับคำว่า งะอิ (甲斐) แปลว่า คุณค่า

    อิคิงะอิคือคุณค่าของการมีชีวิต คือสิ่งที่มีค่าพอให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

    เป็นปรัชญาการมองชีวิตอย่างหนึ่ง

    มีคนเคยวิเคราะห์ว่า เหตุที่ชาวโอกินาวาแห่งญี่ปุ่นมีอายุยืนยาวเพราะมีทัศนคติที่ดีในการมองชีวิต

    ทัศนคติที่ดีช่วยให้จิตใจดี จิตใจดีทำให้ร่างกายดี และทำให้อายุยืน

    พวกเขามองว่าทุกวันเป็นวันดี ทุกวันมีเหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

    อิคิงะอิคือเหตุผลที่เราทำงานทุกวันโดยไม่บ่น

    คือเหตุผลที่เรายังยิ้มได้แม้ในวันที่มีอุปสรรคขวางหน้า

    ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเราทุกคนมีอิคิงะอิ ทุกคนมีเหตุผลที่อยากมีชีวิตต่อไป

    แน่ละ ในชีวิตจริงหลายคนอาจไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอยู่ต่อไป บางคนไม่เคยคิดอยากอยู่ในโลก ไม่อยากเจอวันพรุ่งนี้ ที่ตื่นทุกเช้าก็เพราะความจำเป็น ต้องเลี้ยงเมียหนึ่ง ลูกสอง กับหมาสามตัว และชดใช้หนี้คงค้างอีกยี่สิบปี ไม่ค่อยมีอารมณ์ตื่นขึ้นมาดูฟ้าวันใหม่เลย

    แต่ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว เราจะเลือกใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างไร ทุกข์หรือสุข?

    สมมุติว่าเราต้องย้ายบ้านไปอยู่ ณ สถานที่ไม่คุ้นเคย ยกตัวอย่าง เช่น คุก เราจำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ในสถานที่นั้น เราจะต้องเลือกว่าจะอยู่ในนั้นอย่างทุกข์ไปตลอด หรือว่าสุขเท่าที่เป็นไปได้ ขึ้นกับว่าเรามองโลกอย่างไร

    อิคิงะอิจึงเป็นวิธีมองชีวิตมากกว่ารูปแบบ

    อิคิงะอิมีนัยของความรู้สึกพึงใจที่ได้อยู่ในโลก รู้สึกเต็มตื้น รู้สึกว่าชีวิตมีค่า รู้สึกว่าได้ทำงานที่ถนัดและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าที่ทำให้เราอยากอยู่ต่อ ยิ้มได้เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า รู้ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจรอเราทำ

    จะมองอย่างนี้ได้ต้องมีโลกทัศน์ที่กว้างและความรักเต็มหัวใจ

    มาตรวัดของมนุษย์ส่วนใหญ่คือความสุขกับความสำเร็จ แต่บางครั้งเราควรถามตัวเองในเชิงจิตวิญญาณว่า เรามาทำอะไรอยู่ในโลกนี้ เราชอบชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่หรือไม่ เราอยากตื่นเช้าวันพรุ่งนี้มาเดินหน้าต่อไปไหม ถ้าไม่ - ทำอย่างไรเราจึงอยากพบวันใหม่ด้วยหัวใจเบิกบาน

    เพื่ออะไร? ก็เพื่อให้เราสามารถพอใจในการมีชีวิตอยู่

    อิคิงะอิชี้ว่าเราควรหาเหตุผลหรือเข้าใจเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่หายใจต่อไป เพื่อชีวิตที่ดีมีความหมายขึ้น

    การพบอิคิงะอิจำเป็นต้องเข้าใจชีวิต ค้นหาตัวเอง มองลึกในจิตวิญญาณตนเอง แต่ก็ต้องเข้าใจชีวิตในมุมกว้าง ทั้งชีวิตของตนเองและชีวิตทั้งปวง

    เพียงแค่คิดว่าการเกิดมาในสภาวะชีวิตแบบมนุษย์เป็นความอัศจรรย์ ก็น่าจะเป็นอิคิงะอิที่จะอยู่ต่อให้ครบเทอม และรู้ว่าเรามาทำอะไรอยู่ในมุมนี้ของจักรวาล

    เราอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเพราะเรามีความหวังและความเชื่อว่าเราสามารถทำให้ทุกวันเป็นวันดีได้

    และเพราะเรามีคุณค่าพอรับวันดี ๆ อีกหลาย ๆ วัน

    .

    ย่อความจากหนังสือ เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า สนใจอ่านเรื่องนี้ สั่งซื้อเล่มเดี่ยวหรือโปรโมชั่น 3 in 1 ได้ที่เว็บนี้หรือ Shopee (ค้นคำ namol113)

    0
    • 7 แชร์
    • 52
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    วันนี้เป็นวันหยุดและอากาศเย็นสบาย แสงแดดอุ่นๆ อาบร่าง ย่อมสมควรที่จะหยุดเขียนหนังสือชั่วคราว ไปแรดที่ตลาดต้นไม้

    ผมชอบไปเดินตลาดต้นไม้ที่จตุจักร ความจริงสวนเล็กๆ ที่มีอยู่ก็แออัดด้วยสุมทุมพุ่มไม้ แต่เมื่อเดินผ่านมวลต้นไม้ ก็อดซื้อสักหน่อยไม่ได้

    นี่เป็นจุดอ่อนของการจ่ายเงินของผม ไปแวะร้านต้นไม้จนแม่ค้าจำหน้าได้ ซื้อมากจนแม่ค้าเกือบยกลูกสาวให้แล้ว เพราะคิดว่าเรารวยจริง

    เกือบใจอ่อนเหมือนกัน แต่เมื่อคิดว่าต้องซักผ้าเพิ่ม ขอแค่ต้นไม้อย่างเดียวดีกว่า

    วินทร์ เลียววาริณ / อาทิตย์ 29 มกราคม 2566

    (ป.ล. ในรูปคือต้นไม้ที่ผมปลูกไว้)

    0
    • 0 แชร์
    • 80
  • วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    บทความ บทเรียนจากหลวงพ่อชา

    จากหนังสือ ลำธารริมลานธรรม

    เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล

    .

    พูดถึงวุฒิการศึกษาทางโลก หลวงพ่อชา สุภทฺโท จบแค่ชั้นป. ๑ เท่านั้น แต่ท่านมีลูกศิษย์ที่จบปริญญามากมาย ที่เป็นดอกเตอร์ก็มิใช่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีชาวต่างประเทศ ความรู้สูงมาบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก

    เรื่องหนึ่งที่ผู้คนสอบถามท่านเสมอก็คือท่านสอนฝรั่งได้อย่างไรในเมื่อท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย คำตอบของท่านก็คือ “ที่บ้านโยมมีสัตว์เลี้ยงไหม อย่างหมาแมว หรือวัวควายอย่างนี้ เวลาพูดกับมัน โยมต้องรู้ภาษาของมันด้วยหรือเปล่า?”

    สำหรับหลวงพ่อชา การสอนที่สำคัญมิใช่การพูด แต่อยู่ที่การทำให้ดูและชวนให้ทำ ซึ่งใคร ๆ สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยภาษาใด ๆ

    “พาเขาทำเอาเลย ทำดีได้ดี ถ้าทำไม่ดีก็ได้ของไม่ดี พาเขาทำดู เมื่อทำจริง ๆ ก็เลยได้ดี เขาก็เลยเชื่อ ไม่ใช่มาอ่านหนังสือเท่านั้นนะ ทำจริง ๆ นี่แหละ สิ่งใดไม่ดีก็ละมัน อันไหนไม่ดีก็เลิกมันเสีย มันก็เป็นความดีขึ้นมา”

    การเรียนรู้จากการทำนั้นให้ผลที่ยั่งยืนกว่า เช่นเดียวกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือไม่ดี ก็สามารถสอนใจเราได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะรู้จักมองหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนหรือไม่

    หลวงพ่อสุเมโธ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันและเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่มาอยู่กับหลวงพ่อชาเล่าว่า มีคราวหนึ่งหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านขึ้นเทศน์ ๓ ชั่วโมงโดยไม่ทันได้เตรียมตัว ทั้งกำชับว่าห้ามลงก่อนหมดเวลา ช่วงแรก ๆ ท่านก็เทศน์ได้เรื่อย ๆ เพราะมีเรื่องพูด แต่เมื่อเทศน์นานเข้า ก็ไม่รู้ว่าจะเทศน์อะไร ต้องพูดวนไปเวียนมา ตอนนั้นภาษาไทยก็ไม่คล่อง ผลก็คือคนฟังนั่งหลับเป็นส่วนใหญ่

    ใครที่เจอประสบการณ์แบบนี้ ย่อมรู้สึกแย่ และอาจถึงกับสูญเสียความมั่นใจในการพูด ตามมาด้วยความหงุดหงิดขัดเคืองใจ

    แต่สำหรับหลวงพ่อสุเมโธ ประสบการณ์ครั้งนั้นมีประโยชน์มาก เพราะช่วย “แก้กิเลส” หรือลดอัตตาของท่านได้ดี “นิสัยของชาวอเมริกันเรามีอัตตาสูง ความเชื่อมั่นในตัวเองมีมาก เวลาขึ้นธรรมาสน์ ก็อยากจะเทศน์ให้น่าฟัง อยากจะให้ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าเห็นใครง่วงนอนหรือไม่ตั้งใจฟังก็อยากจะหยุดพูดทันที เป็นเพราะจิตใจเรายังมีความหวั่นไหวกับโลกธรรมอยู่”

    ยิ่งมีอัตตา ก็ยิ่งจำเป็นต้องถูกถอนอัตตา ในทำนองเดียวกัน ยิ่งกลัวความล้มเหลว ไม่อยากได้คำตำหนิ ก็ยิ่งจำเป็นต้องเจอความล้มเหลวและคำตำหนิ จิตใจจะได้มั่นคงไม่หวั่นไหวกับสิ่งนั้น นี้เป็นหลักการสอนข้อหนึ่งของหลวงพ่อชาก็ว่าได้

    พระฝรั่งอีกรูปหนึ่งที่ได้บทเรียนดังกล่าวจากหลวงพ่อชาก็คือพระอาจารย์ญาณธัมโม ชาวออสเตรเลีย วันหนึ่งท่านมีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่งที่วัด รู้สึกหงุดหงิดตลอดทั้งวัน วันร่งุ ขึ้นระหว่างเดินบิณฑบาตก็ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้นตลอดทาง พอกลับเข้าวัดก็เห็นหลวงพ่อชาเดินสวนมา ท่านยิ้มให้และทักทายเป็นภาษาอังกฤษว่า กู๊ดมอร์นิ่ง เพียงเท่านั้นอารมณ์ของพระอาจารย์ญาณธัมโมก็เปลี่ยนไปทันที ความหงุดหงิดขุ่นมัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง มีความปลื้มปีติมาแทนที่

    ตกเย็นหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านเข้าไปถวายการนวดที่กุฏิเป็นการส่วนตัว ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากเพราะโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดสองต่อสองเช่นนั้นหาได้ยากมาก เพราะท่านยังเป็นพระใหม่ ท่านถวายการนวดอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความปลื้มปีติ แต่จู่ ๆ โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว “หลวงพ่อชาก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอก ซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิของอาตมา จนล้มก้นกระแทก”

    ความตกใจและมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินคำตำหนิของหลวงพ่อชาว่า “จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจ ก็ขัดเคือง หงุดหงิด เมื่อได้ตามปรารถนา ก็ฟูฟ่อง”

    เพียงเท่านั้นพระอาจารย์ญาณธัมโมถึงกับร้องไห้ ไม่ใช่เสียใจเพราะถูกด่า แต่เพราะซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน

    “หลวงพ่อเมตตามากที่ชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็คงมืดบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน”

    นี้เป็นบทเรียนสอนใจให้มั่นคงจากหลวงพ่อชาที่พระอาจารย์ญาณธัมโมไม่เคยลืมเลือน

    การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเกิดจากการเจอ “ของจริง” แม้เป็นของจริงที่ไม่พึงปรารถนา แต่มันก็สามารถสอนใจและฝึกใจเราได้มาก จะว่าไปแล้วคนเราเรียนรู้จากสิ่งที่ขัดใจได้มากกว่าสิ่งที่ถูกใจด้วยซ้ำ

    0
    • 1 แชร์
    • 87
  • วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    ในรอยต่อของปี 1983-84 ผมพบตัวเองในมหานครนิวยอร์ก มีเงินในกระเป๋าพออยู่ได้อีกไม่กี่เดือน และพยายามดิ้นรนหาทางรอดในเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

    มันไม่ง่าย แต่เมื่อไม่ถอย มันก็มีทางไป

    วันนี้ในบทความชุดชีวิตต่างแดน จะเล่าเรื่องชีวิตการหางานทำในนิวยอร์กในยุค 80's

    เป็นบทหนึ่งของชีวิตก่อนที่มาเป็นนักเขียนในวันนี้

    คลิกลิงก์อ่านได้เลยครับ https://www.blockdit.com/posts/63ca52c27de6da3600d08284 

    0
    • 0 แชร์
    • 124