-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้ฝนตกปรอยๆ ทั้งวัน บรรยากาศเหมือนหนังเรื่อง Se7en
หนังเรื่องนี้ให้บรรยากาศหม่นหมอง เพราะฉากฝนตกทั้งเรื่อง
แต่อย่าเพิ่งคิดว่าฝนตกนี่เป็นความตั้งใจของคนสร้างตอนแรกหรอกนะ
หนังเรื่องนี้มีเวลาถ่ายทำน้อย เพราะนักแสดง แบรด พิตต์ ติดคิวหนังเรื่องอื่น มีเวลาให้แค่ 55 วันเท่านั้น ปัญหาคือด้วยเวลาที่จำกัด พวกเขาไม่แน่ใจเรื่องสภาพอากาศที่ฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้าง การถ่ายซ่อมจะกินเวลาที่มีจำกัด คนสร้างจึงตัดสินใจใช้ rain machine สร้างฝนแทบทุกฉาก ทุกวันจะได้เหมือนกัน
ยังมีอีกหลายเกร็ดเกี่ยวกับหนังเรื่อง Se7en ที่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญบ้าง ผิดพลาดบ้าง
ไล่เป็นข้อๆ ไปเลยก็แล้วกัน
1 ฝนตกทั้งเรื่อง ด้วยเหตุผลที่เล่าข้างต้น
2 เดวิด ฟินเชอร์ รับทำเรื่องนี้เพราะมีคนส่งต้นฉบับผิดให้เขา
ต้นฉบับแรกของหนังจบแบบโหด (หัวคนในกล่อง) สตูดิโอขอให้แก้ให้เบากว่านั้น หรือถ้าเป็นไปได้จบแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง
สตูดิโอส่งต้นฉบับแรกให้ฟินเชอร์ ผู้กำกับชอบมาก จึงยอมทำ และปฏิเสธที่จะทำหากเปลี่ยนฉากจบ
ฟินเชอร์ก็ชอบที่เรื่องต่างจากหนังตำรวจ-คนร้ายอื่นๆ เพราะเรื่องนี้คนร้ายไม่ได้โดนจับ แต่มอบตัวเอง
3 นักแสดงจำนวนมากปฏิเสธบท เพราะหนังโหดมาก แบรด พิตต์ รับงานนี้เพราะอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์นักแสดงแบบหล่อตลอดเรื่อง
4 Kevin Spacey เสนอให้ไม่ใส่ชื่อเขาในโปสเตอร์หนัง เพราะหากคนดูไม่เห็นเขาในครึ่งชั่วโมง ก็จะเดาได้ทันทีว่าเขารับบทอะไร
5 สมุดโน้ตของ จอห์น โด เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ค่าทำ 15,000 เหรียญ ตอนนั้นผู้สร้างยังไม่รู้ว่าจะเปิดเรื่องอย่างไร ผู้กำกับเห็นว่าสมุดโน้ตทำออกมาสวย จึงให้ไตเติ้ลเป็นการแสดงขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้
6 ตอนหนังฉาย น่าจะเป็นครั้งแรกในโลกภาพยนตร์ที่คนดูปรบมือหลังจบไตเติ้ล
7 หนังทำเงิน เดวิด ฟินเชอร์ ได้เกิด ที่เหลือคือประวัติศาสตร์
วินทร์ เลียววาริณ
7-10-261- แชร์
- 24
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
มีคนถามผมเสมอว่า ต้องใช้เวลาสร้างนักเขียนคนหนึ่งนานเท่าไร ปีเดียวพอไหม?
คำตอบของผมคือ 20-30 ปี
ได้ยินเช่นนี้ หลายคนไม่เชื่อ ส่วนคนที่เชื่อหลายคนก็ล้มเลิกความคิดจะเป็นนักเขียน
นักเขียนมีสองแบบ นักเขียนธรรมดากับนักเขียนดี
นักเขียนธรรมดาแค่จับปากกาเขียนตัวหนังสือ ก็เป็นนักเขียนได้แล้ว ส่วนนักเขียนดีนั้นต้องมีคุณสมบัติคิดลุ่มลึก จินตนาการกว้างไกล แต่งเรื่อง วางลำดับเรื่อง สามารถใช้ภาษาในระดับดี ไม่มีส่วนขาดส่วนเกิน เป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานแต่ละชิ้นอย่างประณีตจะทำอย่างนี้ได้ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ไม่มีทางเขียนเรื่องดีได้หากไม่ฝึกฝนยาวนาน
ลำพังการฝึกใช้ภาษาให้ถึงขั้น ‘นายของภาษา’ ก็ต้องใช้เวลายี่สิบปีขึ้นไป
การฝึกฝนก็เหมือนการเปลี่ยนจากธารน้ำสายน้อยเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ธารน้ำไม่สามารถกัดเซาะแผ่นดินได้ในทีเดียว ต้องค่อย ๆ สะสมพลัง ขยับขยายกลายเป็นลำน้ำใหญ่ขึ้น จึงมีแรงเซาะแผ่นดินโค่นภูผา รีบร้อนเกินไปก็ไร้พลังเซาะ ต้องบ่มเพาะจนสายน้ำมีพลังแรงพอ
นี่เองที่ทำให้เรื่องบางเรื่องทำเร็วไม่ได้ แม้อยากให้เร็วแค่ไหนก็ตาม
ยิ่งรีบยิ่งช้า
การฝึกเขียนก็เหมือนการออกกำลังกาย และอีกหลายกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่สนุก เพราะเราคิดไปก่อนว่ามันไม่น่าสนุก
การติดป้ายกิจกรรม ‘สนุก’ และ ‘ไม่สนุก’ แยกชัดเจนทำให้เราเสียโอกาสทำเรื่องที่ไม่น่าจะสนุกให้สนุกได้ เพราะสนุกและไม่สนุกเป็นเรื่องนานาจิตตัง บางคนไม่สนุกกับการออกกำลังกาย บางคนกลับสนุกกับมัน ฯลฯ
ชีวิตคือการรักษาสมดุลของความชอบกับความไม่ชอบ คือการรักษาจังหวะความเร็วช้า ผ่อนหนักผ่อนเบา
ในปรัชญาการใช้ชีวิตแบบทางสายกลาง ใช้เวลาแต่พอดี ไม่เร่ง ไม่ช้า เพราะเวลาคือดัชนีวัดระยะทางของชั่วชีวิต ไม่ใช่ชีวิตในตัวมันเอง
บางทีสุภาษิตไทย ‘ช้าเป็นการนานเป็นคุณ’ กับ ‘น้ำขึ้นให้รีบตัก’ อาจไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นคนละ ‘โหมด’ ที่ใช้ต่างเวลากัน
บางเรื่องควรเร็วหน่อย บางเรื่องควรช้าหน่อย
รักษาสมดุลของเร็ว-ช้าได้ ชีวิตก็งดงามขึ้น
วินทร์ เลียววาริณ
7-10-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm2- แชร์
- 15
-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
เช้านี้เห็นข่าวการจากไปของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (5 ตุลาคม 2026) อายุ 86
นักเขียนชาวอังกฤษที่ถนัดแนวทริลเลอร์ที่เก่งๆ มีหลายคน เช่น
เฟรเดอริก ฟอร์ไซธ์ (Frederick Forsyth) คนเขียน The Day of the Jackal, The Odessa File ฯลฯ
เคน ฟอลเล็ตต์ (Ken Follett) คนเขียน Eye of the Needle ฯลฯ
และ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (Jeffrey Archer) นักเขียนที่ชีวิตมีสีสันมาก
เขาขายหนังสือมากกว่า 300 ล้านเล่ม เขียนไว้มากมาย เรื่องเด่นๆ เช่น Not a Penny More, Not a Penny Less, Kane & Abel ฯลฯ
เรื่องสุดท้ายกำลังจะวางตลาดในวันนี้
เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ เป็นนักเขียนที่เข้าสู่วงการเมือง และเหตุนี้เป็นจุดตกต่ำของเขา เพราะเขาถูกรื้อคดีซื้อบริการหญิง โทษจำคุกสี่ปี
เขาเข้าคุกไปสองปี และไหนๆ ก็อยู่ในคุกแล้ว ก็เขียนเรื่อง A Prison Diary ออกมาขายแก้กลุ้ม
แต่โทษจำคุกหรือชื่อเสียงด้านลบไม่มีผลต่องานเขียนของเขา งานของเขาแปลเป็นภาษาต่างๆ 119 ประเทศ ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์บ่อยๆ
ผมอ่านนิยายของ เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ มาตั้งแต่สี่สิบกว่าปีก่อน สนุกมากมาย
เจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ ยังถนัดงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบด้วย เขียนไว้หลายเล่ม เช่น A Quiver Full of Arrows, A Twist in the Tale ฯลฯ
สำนักพิมพ์บอกว่า อาร์เชอร์ตายกะทันหัน ขณะที่ยังทำงานเขียนของเขา
อายุ 86 ยังทำงานเขียน ถือว่าไม่ธรรมดา
RIP, Jeffrey Archer.
วินทร์ เลียววาริณ
6-10-20262- แชร์
- 31
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ไพรัชฟังเมียบ่นมาทั้งวัน แต่เขาเลือกที่จะเงียบ เขาไม่ต่อล้อต่อเถียงเธอมานานแล้ว เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าไม่คุ้ม หากเขาแย้งหรือเถียง เรื่องจะยืดยาวออกไปอีกหลายวัน และเมื่อภรรยาของเขาอารมณ์ไม่ดีข้ามวันข้ามคืน คนที่เดือดร้อนก็คือเขา เพราะต้องทนอยู่ในสภาวะกดดันเงียบ ๆ เหมือนภูเขาไฟที่คำรามเบา ๆ แต่ไม่ระเบิด
เป็น ‘การลงโทษ’ ที่เรียกว่า silent treatment
เขารำคาญเสียงบ่นของภรรยา เพราะไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็บ่น ทุกอย่างในโลกนี้เป็นปัญหาหมด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอคุยกับเขาด้วยเหตุผลไม่ได้
วันหนึ่งนักจิตวิทยาคนหนึ่งบอกไพรัชว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นอาการปกติของผู้หญิงหลายล้านคน”
เขาถามว่า “แล้วจะให้ยอมรับสภาพหรือ?”
นักจิตวิทยาตอบว่า “ใช่และไม่ใช่ ยอมรับความจริง แล้วแก้ไข”
“มีทางแก้ไขด้วยหรือ?”
ทางแก้คือเปลี่ยนมุมมองและวิธีการคุยกับภรรยา ลองสวมรอยเสียบเข้าไปในการบ่นของเธอ
อย่างไร?
เมื่อเธอบ่นว่า “รถติดมาก” ก็เสริมว่า “เหรอ... จราจรตอนนี้แย่จังเลยนะ” ซึ่งเป็นประโยคกลาง ๆ ไม่มีความหมายอะไรที่แย้งคำพูดของเธอ แค่เสริมคำบ่นของเธอ
เมื่อเธอบอกว่า “ฉันเกลียดเจ้านั่นมาก” ก็เสริมแค่ว่า “อืม!” ไม่ต้องเสริมต่อว่า “เธอก็เกินไป” หรือ “อย่าไปใส่ใจเขาเลย” หรือ “เจ้านั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่”
พูดง่าย ๆ คือรับฟัง
ตลอดเวลาให้คุยกับเธออย่างให้ความสนใจเต็มที่ ตาประสานตา โน้มตัวเข้าหาเธอบ้างขณะฟัง ซึ่งเป็นกิริยาของคนที่สนใจฟังเต็มที่
ไม่นานเสียงบ่นของภรรยาค่อย ๆ หายไป เพราะเธอเกิดความรู้สึกใหม่ว่า สามีเป็นพวกเดียวกับเธอ รับฟังเธอ และไม่พยายามเปลี่ยนเธอ
แบบฝึกหัดนี้ชี้ว่า ผู้หญิงจำนวนมากที่บ่นไม่ได้ต้องการให้ใครช่วยแก้ปัญหาให้ แค่ต้องการคนรับฟังเท่านั้นเอง ภรรยาไม่ต้องการมีตรรกะเหตุผลร้อยแปด ภรรยาบ่นเพื่อให้สามีฟังเฉย ๆ ไม่ได้ต้องการให้วิเคราะห์ปัญหา พร้อมเสนอทางแก้ด้วยยี่สิบทางเลือก
ดังนั้นเมื่อเขาพยายามแก้ปัญหาด้วยตรรกะ มันจึงไม่ได้ผล
ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้างของปัญหานี้ ชีวิตคู่ก็ดำเนินไปลำบาก
งานวิจัยบอกว่าโดยสัญชาตญาณ ผู้หญิงจำนวนมากมักคิดแบบ emotion (ความรู้สึก) ไม่ต้องการเหตุผลและไม่ฟังเหตุผล ผู้ชายจำนวนมากมักคิดแบบ logic (ตรรกะ) ความขัดแย้งของสองอย่างนี้อาจกลายเป็นจุดสร้างปัญหาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
พฤติกรรมแบบนี้ปรากฏมานานแสนนานแล้ว ออสการ์ ไวล์ด เขียนว่า “ผู้หญิงถูกสร้างมาเพื่อให้รัก มิใช่เพื่อให้เข้าใจ”
โก้วเล้งเขียนว่า “ในโลกความจริงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจอีกผู้หนึ่งโดยกระจ่างอย่างแท้จริง มิว่าเป็นสามีภรรยาเป็นมิตรสหายก็ตาม อย่าว่าแต่สตรีซึ่งความจริงก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้คนเข้าใจอยู่แล้ว”
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วและที่ยังไม่แต่งงานก็สมควรเรียนรู้และเข้าใจจิตใจผู้หญิง ไม่ต้องพยายามหาเหตุผลในทุกเรื่อง และไม่ใช่ทุกเรื่องในชีวิตมีเหตุผล แค่ทำความเข้าใจ รับฟังเสียงบ่นด้วยสติและความเมตตา ชีวิตก็จะสงบ
หลักการนี้ใช้ได้ไม่เฉพาะแต่คู่สามีภรรยา แม้คนทั่วไปก็ใช้ได้ ความจริงคือไม่เฉพาะผู้หญิงที่โน้มไปทาง emotion ผู้ชายจำนวนมากก็เป็น ในบางเรื่องพวกเขาต้องการ logic บางเรื่องต้องการ emotion หลายเรื่องในชีวิตไม่ต้องการเหตุผล
เพื่อนผู้ชายบ่นกับคุณว่า “ร้านนั้นมันโกงกู” หรือ “คนขับแท็กซี่ไม่ทอนเงิน” อย่าเพิ่งคิดเรื่องตรรกะว่าจะจัดการอย่างไร บางทีเพื่อนแค่ต้องการบ่นระบาย แล้วจบแค่นั้น
หลักอริยสัจ 4 สอนเรื่องการวิเคราะห์ให้ออกว่า อะไรคือสาเหตุของทุกข์ คนส่วนมากก็มักใช้ตรรกะและเหตุผลในการวิเคราะห์ บางครั้งลืมปัจจัยเรื่องอารมณ์และฮอร์โมน
บ่อยครั้งคนเราอารมณ์ไม่ดีเพราะระดับฮอร์โมนและสารเคมีในสมองไม่ปกติ
การมองปัญหาให้ทะลุจึงสำคัญ และไม่ทุกปัญหาต้องมองจากมุมของเหตุผล
ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นระยะ ถ้าเราสามารถอ่านให้ขาดว่า อีกฝ่ายต้องการเหตุผลหรือว่าแค่เปรยขอความเห็นใจ หรือแค่ต้องการเพื่อน ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดจริง ๆ
มองโลกในแง่ดีว่าอีกฝ่ายบ่นเพราะเห็นเราเป็นที่พึ่งพิง เป็นเสาหลัก จึงบ่นให้ฟัง
และในเมื่อเราเป็นเสา ก็ประพฤติอย่างเสา ยืนมั่นคง และไม่ต้องพูด เพราะเสาย่อมพูดไม่ได้
วินทร์ เลียววาริณ
6-10-26จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm2- แชร์
- 28
-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
ครั้งที่เล่าปี่ไปอยู่กับโจโฉ เขารู้ว่าโจโฉไม่ไว้ใจตน จึงแกล้งแสดงตนเป็นคนไร้ความสามารถ อ่อนแอ เป็นผู้นำไม่ได้
วันหนึ่งโจโฉไปเยี่ยมเล่าปี่ที่บ้าน ปรากฏเสียงฟ้าร้อง เล่าปี่ให้นิ้วอุดหู มีสีหน้าตกใจเพราะเสียงนั้น
โจโฉจึงเชื่อว่าเล่าปี่ไร้ 'วอเตอร์ เมดิซีน' ไม่เป็นภัยต่อตนแน่ จึงไม่ฆ่าเล่าปี่ ที่ไหนได้ ต่อมาเล่าปี่ก็หนีไปตั้งฐาน ชิงอำนาจกับโจโฉ
ตอนที่อ่าน สามก๊ก ท่อนนี้ ผมไม่เชื่อว่าโจโฉจะเชื่ออะไรง่ายขนาดนั้น จะมีผู้ใหญ่กลัวเสียงฟ้าร้องจริงๆ หรือ
แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้ว เพราะหลายวันนี้ พอได้ยินเสียงฟ้าร้อง ผมเห็นคนจำนวนมากมีสีหน้าตกใจ
กลัวน้ำท่วมอีกรอบ!
กลัวคำว่า "เอาอยู่"
เฮ้อ! ขอบนให้น้ำไม่ท่วมเถอะ ถ้าน้ำไม่ท่วม ลูกช้างจะถวายข้าวเหนียวหน้ากระฉีกกับไอติมกะทิสด ใส่ข้าวเหนียวกับลูก shit เอ๊ย! ลูกชิด
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
5-10-262- แชร์
- 38
