-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
โพสต์ตัวอย่างนิยายจีน เป่ย บางคนไม่รู้ที่มา อาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ดีๆ นักเขียนไทยคนนี้จึงริเขียนนิยายจีน
ก็ขอเล่าซ้ำอีกครั้ง คนที่รู้แล้วก็ไม่ต้องอ่าน เสียเวลาซักผ้าเปล่าๆ
ที่มาของเรื่องนี้คือเมื่อปี 2547 ผมเขียนคอลัมน์ '-ำ' ในมติชนสุดสัปดาห์ ชื่อคอลัมน์ก็บอกแล้วว่าอำ อำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่ว
แต่เรื่องอำที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในยุทธภพก็คือเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้
ต่อไปนี้ก็คือคอลัมน์ '-ำ' ตอนแรก ............................................
เหง่ยคัง นักวิจารณ์ชาวจีนฟันธงว่า หากนักเขียนจีนไม่หาแนวทางใหม่ อีกไม่เกินสิบปีนิยายกำลังภายในก็จะถึงกาลอวสานแน่นอน
จนเมื่อต้นปีนี้ คออ่านระดับหนอนต่างก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมีหนังสือใหม่สี่เล่มปรากฏโฉมในโลกหนังสือจีน
เป็นนวนิยายกำลังภายในชื่อสั้นๆ ว่า เป่ย (แปลว่า ทิศเหนือ) หนาน (ทิศใต้) ตง (ทิศตะวันออก) และ ซี (ทิศตะวันตก)
เมื่อวางตลาดในฮ่องกงและไต้หวัน เป่ย-หนาน-ตง-ซี ขายได้ทะลุหลักหนึ่งล้านเล่มในเวลาเพียงหนึ่งเดือนครึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มันเป็นนวนิยายเรื่องแรกของนักเขียนโนเนม นักเขียนคนนี้มีชื่อธรรมดาๆ ว่า เสี่ยวฟาง
เสี่ยวฟางผู้นี้เป็นเซลส์แมนขายเครื่องสำอาง ไม่เคยอ่านนิยายกำลังภายในมาก่อน วันหนึ่งเขาถูกไล่ออกจากงาน เดินจ๋องไปนั่งรอรถไฟใต้ดิน เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยโก้วเล้ง ที่ใครคนหนึ่งทิ้งไว้ที่ชานชาลามาอ่าน นั่งอ่านรวดเดียวจบ อ่านเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปเริ่มเขียนหนังสือนานเก้าเดือนเต็ม ได้ต้นฉบับมาสี่เรื่อง หลังจากนั้นก็หอบต้นฉบับไปขายตามสำนักพิมพ์ต่างๆ
ไม่มีใครสนใจงานชุดนี้เลย
จนกระทั่งสำนักพิมพ์ตงฟางที่ฮ่องกงยอมตีพิมพ์ให้เพราะบังเอิญบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ขับรถเฉี่ยวถูกนายเสี่ยวฟางเข้า จึงยอมพิมพ์ให้เพียงหนึ่งเรื่องแทนการชดใช้ค่าเสียหาย
เรื่องนี้ไม่น่าจะมีใครซื้อไปอ่านหรือดังขึ้นมาหากไม่ใช่เพราะนักจัดรายการวิทยุคนหนึ่งอ่านและชอบใจ จึงนำไปเล่าเรื่องทางอากาศ ผลก็คือคนแห่ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที
ยอดพิมพ์แรกสองพันเล่มแรกของ เป่ย หมดในพริบตา มีคนมาถามหาหนังสือเล่มนี้มากมาย ยอดพิมพ์ครั้งที่สองห้าพันเล่มหมดในเวลาสัปดาห์เดียว สำนักพิมพ์จึงรู้ว่าพบเพชรเม็ดงามโดยบังเอิญ
หลังจากนั้นก็รีบตีพิมพ์อีกสามเรื่องของเขาออกมาจนครบชุด
เป่ย-หนาน-ตง-ซี ทั้งสี่เล่มได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากนักวิจารณ์ทุกคน
กิมย้งบอกว่ามีคนส่งหนังสือสี่เล่มนี้ให้เขาอ่าน ทีแรกก็อ่านอย่างเสียไม่ได้ แต่ผ่านตาไปได้เพียงบทเดียวเขาก็เกิดอาการติดหนับ อ่านรวดเดียวจบ แล้วบอกว่า นึกไม่ถึงว่ากำลังภายในยังสามารถแตกหน่อต่อยอดออกไปได้ไกลเพียงนี้ และบอกว่าต่อไปนี้คงตายตาหลับที่รู้ว่านิยายกำลังภายในยังไม่ตาย
ทั้งสี่เล่มเป็นนวนิยายกำลังภายในที่มีวิธีการเขียนแตกต่างจากกำลังภายในแนวเดิมโดยสิ้นเชิง
ตัวละครเอกของเรื่อง เป่ย ชื่อ จางฝาน เป็นคนรับใช้ (เสี่ยวเอ้อ) ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง วันๆ เขามีหน้าที่ยกอาหาร ทำความสะอาดร้าน
จางฝานต่างจากเสี่ยวเอ้อคนอื่นๆ ตรงที่เป็นคนช่างสังเกต วันหนึ่งหลวงจีนจากวัดเสียวลิ้มองค์หนึ่งมาพักที่โรงเตี๊ยมนานสิบสองวัน
ค่ำวันหนึ่งขณะทำความสะอาดร้าน จางฝานพบลูกประคำที่หลวงจีนทำหล่น จึงนำไปคืนให้ที่ห้อง แต่พบว่าหลวงจีนเพิ่งจากไป
เขาดูลูกประคำเส้นนั้น เห็นว่าลูกที่ห้อยตรงกลางมีขนาดโตกว่าลูกอื่น เป็นแก้วใส แต่เมื่อเพ่งดูภายในลูกแก้วนั้น ก็พบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มควันในนั้นกำลังหมุน เมื่อยกมันขึ้นจะเห็นว่าลักษณะการหมุนนั้นไม่เป็นระเบียบ เมื่อวางมันลง กลุ่มควันในนั้นก็กลับมาหมุนเป็นวงรี
จางฝานถามตาแก่เขียนหนังสือจีนข้างโรงเตี๊ยม ตาแก่ซึ่งเคยเป็นครูในราชสำนักบอกว่า ลักษณะการหมุนดังที่จางฝานอธิบายดูคล้ายดาราจักร อย่างเช่นทางช้างเผือกของเรา
การทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อทำให้จางฝานมีเวลาว่างมากพอสมควร ทุกครั้งที่ว่างเขาก็หยิบลูกประคำนั้นมาเพ่งดูการหมุนของกลุ่มควันนั้น ผ่านไปไม่นานเขาก็ค้นพบความสัมพันธ์ของการหมุนที่ดูเหมือนไร้จังหวะ เขาลองขยับร่างแขนขาตามจังหวะการหมุนนั้น ก็รู้สึกว่าเลือดลมในร่างหมุนวนเป็นจังหวะเดียวกัน และทำให้เกิดความสบายร่างเป็นที่สุด
ตั้งแต่นั้นเขาผ่านเวลาว่างด้วยการเคลื่อนไหวร่างตามจังหวะการหมุน
วันหนึ่งอันธพาลสามคนเข้ามาพังร้านเพราะเจ้านายของจางฝานไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง จางฝานขวางหน้าอันธพาล และถูกทำร้าย ด้วยสัญชาตญาณเขาแกว่งมือไม้ตามจังหวะการหมุนของกลุ่มควันในลูกประคำ ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสามถูกพลังฝ่ามือของเขาทำร้ายจนตายหมดในการหมุนมือเพียงครั้งเดียว
จางฝานตกใจ หนีจากสถานที่นั้น ออกไปเผชิญโชคในโลกยุทธจักรตามลำพัง ในเวลาเพียงหกเดือน เขาก็กลายเป็นจอมยุทธ์ที่ช่วยเหลือคนที่ถูกรังแกมากมาย ฉายา ฝ่ามือหมุน
ผ่านไปอีกไม่นาน จางฝานพบว่ามีพลังบางอย่างในร่างที่ผลักดันให้เขาต้องเดินทางไปสู่ทิศเหนือ กล่าวคือหากเขาเคลื่อนตัวไปทิศอื่น ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงทั่วร่าง แต่เมื่อเดินทางไปทางเหนือ ร่างกายก็สบายอย่างที่สุด
จางฝานไม่มีทางเลือกนอกจากเดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนถึงแผ่นดินรกร้างกลางหิมะ และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เขาก็ต้องหยุดเดินทางโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อไม่ว่าจะก้าวไปทิศใด ร่างกายของเขาก็เปิดอาการเจ็บปวดแสนสาหัส
เขานอนนิ่ง ณ จุดนั้นสิบสองวันสิบสองคืน โดยไม่มีอาหาร ได้แต่เคลื่อนลมปราณไปตามจังหวะที่เรียนจากลูกประคำ
ในคืนที่สิบสองดาวเหนือปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาพอดี และ ณ ที่นั้นเขาก็พบกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง
เปลี่ยนอะไร เปลี่ยนอย่างไร บอกไม่ได้ ต้องไปอ่านเอาเอง
บอกใบ้ให้นิดหน่อยว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก ที่เราชอบเรียกกันว่า มนุษย์ต่างดาว
ในตอนกลางเรื่อง เขาเรียนวิชาการต่อสู้จากมนุษย์ต่างดาว เนื่องจากโลกจริงเสมือนนั้นมีแรงโน้มถ่วงที่ 2G คือหนักกว่าโลกเราสองเท่า เมื่อเขาฝึกวิชาจากโลกนั้นสำเร็จ และออกมาผจญโลกภายนอก เขาจึงสามารถเคลื่อนร่างกายได้เร็วกว่าสองเท่า กระโดดลอยตัวได้สูงกว่าสองเท่า
ในเรื่อง เป่ย-หนาน-ตง-ซี ครบชุด จางฝาน ต้องเดินทางอย่างนี้สี่ครั้งสี่ทิศ จนพบการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายของเขาที่เกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาล
หากฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ละก็ ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นกำลังภายในมากๆ เลยทีเดียว
ข่าวดีสำหรับหนอนเมืองไทยคือ น.นพรัตน์ กำลังขะมักเขม้นแปลเรื่องชุดนี้ออกเป็นภาษาไทย รออีกนิดคงได้อ่านกัน
หมายเหตุ : เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ตอแหลทั้งสิ้น
(จบ '-ำ' ตอนแรกแค่นี้)
............................................
หลังจากเรื่องนี้ตีพิมพ์บนหน้ามติชนสุดสัปดาห์ ก็ปรากฏว่ามีผู้อ่านจำนวนมากไปหาซื้อ บางคนก็ไปถาม น.นพรัตน์ ว่าแปลเรื่องนี้เสร็จแล้วยัง เมื่อไรจะตีพิมพ์ สร้างความเดือดร้อนกับเขาโดยคาดไม่ถึง!
เช่นกัน ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา มีผู้อ่านถามผมเสมอว่า เมื่อไรจะเขียนนิยายชุดนี้จริงๆ เสียที เพื่อชดใช้บาปกรรมที่ไปอำคนไว้
ก็น่าสนใจและน่าทำนะ แต่เหตุผลที่ผมไม่ยอมเริ่มทำโครงการนี้สักทีคือมันเป็นโครงการที่จะกินแรงกายแรงสมองแรงใจมาก เพราะตั้งโจทย์ให้เขียนยาวสี่ภาค การอยู่รอดด้วยอาชีพนักเขียนในเมืองไทยต้องทำงานหลายอย่าง การทำงานยาวขนาดนี้แปลว่าต้องทิ้งงานอื่นหมด แล้วทำงานนี้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับนักเขียนที่ต้องผลิตงานหลายเล่มต่อปีเพื่ออยู่รอดจากการเขียนหนังสืออย่างเดียว
แต่เมื่อตัวเลขอายุเข้าใกล้เลข 7 ทุกที ผมก็ได้คิดว่า ถ้าไม่ทำตอนนี้ อีกไม่กี่ปี ก็คงไม่มีแรงเขียนชุดนี้แล้ว
ดังนั้นราวปลายปี 2563 ผมก็เริ่มต้นร่างเรื่อง งานชุดนี้เขียนตามขนบนิยายจีนกำลังภายในสาย ‘old school’ ของปรมาจารย์กิมย้ง ใช้วิธีการเล่าตามรอยโก้วเล้ง และแนวคิดไซไฟตามรอย ไอแซค อสิมอฟ
มันเป็นนิยายกำลังภายใน + นิยายอิงประวัติศาสตร์ + นิยายไซไฟ
ตอนนี้เขียนเสร็จไปแล้วหนึ่งภาค เหลืออีกสาม
จะจบก่อนตาย หรือตายก่อนจบ ขึ้นกับวาสนา
ทางแรกคือวาสนาของผู้อ่าน ทางหลังคือวาสนาของผู้เขียน
วินทร์ เลียววาริณ
25-9-660- แชร์
- 72
-

ตลอดสี่สิบปีของชีวิตนักเขียน ผมเขียนหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตใคร อย่างมากที่สุดก็แค่เปลี่ยนมุมมองบางเรื่อง เช่น เรื่องไสยศาสตร์ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังพอเปลี่ยนเส้นชีวิตใครได้
ทว่านานๆ ทีก็มีผู้อ่านมาเล่าให้ฟังว่า เส้นทางชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพราะหนังสือบางเล่มของผม
ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่าเขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์เพราะอ่าน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
เมื่อวานนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สิขเรศ มาสนทนาด้วย เล่าว่าเขาเลือกเรียนฟิสิกส์สายอนุภาค เพราะในวัย 11 ขวบอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแรงบันดาลใจให้เดินไปทางสายนี้
เขาเรียนปริญญาตรีและโทด้านนี้ และกำลังจะไปเรียนปริญญาเอก
ชีวิตขลุกกับพวกอะตอม อนุภาคต่างๆ อิเล็กตรอน ควาร์ก โบซอน ฯลฯ เพราะเผลอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ก็แปลกดี คาดไม่ถึงว่าเด็ก 11 ขวบจะอ่าน ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล รู้เรื่องและอินขนาดนี้
และสามารถต่อยอดเรื่องที่อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งไปอีกไกล แล้วรู้มากกว่าคนเขียนแล้ว
ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ประการหนึ่งเพราะเมืองไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์สาขานี้
ประการหนึ่งเพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ต่อยอดความรู้
ประการหนึ่งเพราะอย่าประมาทว่าเด็กจะอ่านเรื่องยากไม่รู้เรื่อง
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นวนิยายเรื่องเดียวที่ไม่ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจเลยคือ "เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์ฯ"
ถ้าขืนเจ้าชู้ประตูดินอย่างตัวละครในเรื่อง มีหวังอายุสั้นแน่ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
4-4-260 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69cf88ba11bbea5bf0c61038
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ “ไม่ประสงค์จะออกนาม”
0 วันที่ผ่านมา -

ผู้อ่านหลายคนถามมาเป็นระยะว่า ทำไมในบทความ Geopolitics สะกดชื่อ Isrxx เป็นอิษราเอร สหรัฐฯเป็นสะหะรัด ฯลฯ
ก็ขอบอกคนที่ยังไม่รู้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันแพลตฟอร์มเพ่งเล็งหรือลงโทษ
เพจนี้เคยโดนมาแล้ว ข้อหา "ขัดมาดตระถานฌุมฌน" เพจหายไประยะหนึ่งเพื่อให้คนเขียนสำนึกผิด
กลัวแล้วจ้ะ
หลังเหตุการณ์ 9-11 ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยสืบราชการลับสะหะรัดอ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั่วโลก หากใครคนหนึ่งเอ่ยคำว่า ก่อการร้าย / ระเบิด / พลีชีพ ฯลฯ ทางโทรศัพท์หรืออีเมล ใครคนนั้นจะถูกหมายหัวและตรวจสอบทันที
หากใช้คำพูดจากนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ก็คือ “Big Brother is Watching You.”
ตอนนี้ดูเหมือนพฤติกรรมแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เห็นบนหน้าเพจทั่วโลก มีคนจงใจสะกดชื่อประเทศนี้ผิด
นี่คืออำนาจของสื่อ ทำให้คนแสดงความเห็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง
ก็หวังว่าคงไม่รำคาญตามากเกินไป
มีคำคำหนึ่งที่อิษราเอรใช้ตั้งข้อหาผู้เห็นต่าง เป็นข้อหาที่ชาวโลกเจอบ่อยมาก
คือคำว่า Antisemitic หมายถึงการแสดงความเกลียดชังชาว Jeว
บ้านเราเคยมีสื่อและคนดังบางคนลงรูปหรือสวมเสื้อยืดสัญลักษณ์สวัสติกะของนาซี จะโดนสถานทูตอิษราเอรต่อต้านอย่างแรง ข้อหา Antixx นี้หนักกว่าด่าพ่อด่าแม่อีก จนต้องยอมขอโทษ
แผงขายเสื้อยืดตรานาซีที่ตลาดจตุจักรก็โดน
ความจริงเครื่องหมายสวัสติกะนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธและฮินดูมานานหลายพันปีแล้ว จนเมื่อนาซีนำไปเป็นโลโก้ ความหมายจึงถูกใช้ไปทางลบ
นักการเมืองในตะวันตกหลายคนก็ต้องขอโทษ หากถูกตั้งข้อหานี้ บางคนอาจต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยซ้ำ
พวก Jeว ใช้ข้อหา Antixx เป็นอาวุธมานานหลายสิบปี จนตอนนี้คนเริ่มเบื่อ เพราะพฤติกรรมรุนแรง รุกรานแผ่นดินอื่นทำให้คนเป็น Antixx ไปค่อนโลก
ความจริงชาวโลกควรตั้งข้อหาใหม่บ้าง นั่นคือ Antihumanity (ต่อต้านมนุษยชาติ)
เพราะการก่อสงครามโดยไม่ใช่การป้องกันตัว ก็คือเป็นศัตรูกับมนุษยชาติ
เราอยู่ในโลกที่คนมีอาวุธมากกว่าตั้งกฎว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเขาทำอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตย หากเราทำอย่างเดียวกันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ก็นะ! คนตัวใหญ่กว่าทำอะไรก็ถูกต้องไปหมด พวกนี้เป็นเจ้าของศีลธรรม ความถูกต้องทั้งมวล
“All animals are equal, but some animals are more equal than others.”
ในนวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ อีกเช่นกัน มีองค์กรที่เรียกว่า Ministry of Peace กับ Ministry of Truth
กระทรวงแห่งสันติภาพ (Ministry of Peace) มีหน้าที่ก่อสงคราม กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่โกหก
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนในเรื่องนี้ว่า "ภาษาการเมืองออกแบบมาเพื่อให้คำโกหกฟังดูจริง และการฆ่าคนเป็นเรื่องน่าเคารพ"
Ministry of Peace นี่ฟังดูคล้ายๆ Board of Peace ชอบกล แต่เราอย่าลงลึกเลย เดี๋ยวโดน Mos เบอร์เกอร์ เอ๊ย! Mosสาด ส่งคนมาฆ่าผู้เขียนทิ้ง ข้อหา Antiteen (กวนตีน)
ซวยเลย ตายแล้วก็ไม่ได้ซักผ้า
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-261 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา -

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
2 วันที่ผ่านมา
