• วินทร์ เลียววาริณ
    2 ปีที่ผ่านมา

    โพสต์ตัวอย่างนิยายจีน เป่ย บางคนไม่รู้ที่มา อาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ดีๆ นักเขียนไทยคนนี้จึงริเขียนนิยายจีน

    ก็ขอเล่าซ้ำอีกครั้ง คนที่รู้แล้วก็ไม่ต้องอ่าน เสียเวลาซักผ้าเปล่าๆ

    ที่มาของเรื่องนี้คือเมื่อปี 2547 ผมเขียนคอลัมน์ '-ำ' ในมติชนสุดสัปดาห์ ชื่อคอลัมน์ก็บอกแล้วว่าอำ อำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่ว

    แต่เรื่องอำที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในยุทธภพก็คือเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

    ต่อไปนี้ก็คือคอลัมน์ '-ำ' ตอนแรก  ............................................

    เหง่ยคัง นักวิจารณ์ชาวจีนฟันธงว่า หากนักเขียนจีนไม่หาแนวทางใหม่ อีกไม่เกินสิบปีนิยายกำลังภายในก็จะถึงกาลอวสานแน่นอน

    จนเมื่อต้นปีนี้ คออ่านระดับหนอนต่างก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมีหนังสือใหม่สี่เล่มปรากฏโฉมในโลกหนังสือจีน

    เป็นนวนิยายกำลังภายในชื่อสั้นๆ ว่า เป่ย (แปลว่า ทิศเหนือ) หนาน (ทิศใต้) ตง (ทิศตะวันออก) และ ซี (ทิศตะวันตก)

    เมื่อวางตลาดในฮ่องกงและไต้หวัน เป่ย-หนาน-ตง-ซี ขายได้ทะลุหลักหนึ่งล้านเล่มในเวลาเพียงหนึ่งเดือนครึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    มันเป็นนวนิยายเรื่องแรกของนักเขียนโนเนม นักเขียนคนนี้มีชื่อธรรมดาๆ ว่า เสี่ยวฟาง

    เสี่ยวฟางผู้นี้เป็นเซลส์แมนขายเครื่องสำอาง ไม่เคยอ่านนิยายกำลังภายในมาก่อน วันหนึ่งเขาถูกไล่ออกจากงาน เดินจ๋องไปนั่งรอรถไฟใต้ดิน เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยโก้วเล้ง ที่ใครคนหนึ่งทิ้งไว้ที่ชานชาลามาอ่าน นั่งอ่านรวดเดียวจบ อ่านเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปเริ่มเขียนหนังสือนานเก้าเดือนเต็ม ได้ต้นฉบับมาสี่เรื่อง หลังจากนั้นก็หอบต้นฉบับไปขายตามสำนักพิมพ์ต่างๆ

    ไม่มีใครสนใจงานชุดนี้เลย

    จนกระทั่งสำนักพิมพ์ตงฟางที่ฮ่องกงยอมตีพิมพ์ให้เพราะบังเอิญบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ขับรถเฉี่ยวถูกนายเสี่ยวฟางเข้า จึงยอมพิมพ์ให้เพียงหนึ่งเรื่องแทนการชดใช้ค่าเสียหาย

    เรื่องนี้ไม่น่าจะมีใครซื้อไปอ่านหรือดังขึ้นมาหากไม่ใช่เพราะนักจัดรายการวิทยุคนหนึ่งอ่านและชอบใจ จึงนำไปเล่าเรื่องทางอากาศ ผลก็คือคนแห่ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที

    ยอดพิมพ์แรกสองพันเล่มแรกของ เป่ย หมดในพริบตา มีคนมาถามหาหนังสือเล่มนี้มากมาย ยอดพิมพ์ครั้งที่สองห้าพันเล่มหมดในเวลาสัปดาห์เดียว สำนักพิมพ์จึงรู้ว่าพบเพชรเม็ดงามโดยบังเอิญ

    หลังจากนั้นก็รีบตีพิมพ์อีกสามเรื่องของเขาออกมาจนครบชุด

    เป่ย-หนาน-ตง-ซี ทั้งสี่เล่มได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากนักวิจารณ์ทุกคน

    กิมย้งบอกว่ามีคนส่งหนังสือสี่เล่มนี้ให้เขาอ่าน ทีแรกก็อ่านอย่างเสียไม่ได้ แต่ผ่านตาไปได้เพียงบทเดียวเขาก็เกิดอาการติดหนับ อ่านรวดเดียวจบ แล้วบอกว่า นึกไม่ถึงว่ากำลังภายในยังสามารถแตกหน่อต่อยอดออกไปได้ไกลเพียงนี้ และบอกว่าต่อไปนี้คงตายตาหลับที่รู้ว่านิยายกำลังภายในยังไม่ตาย

    ทั้งสี่เล่มเป็นนวนิยายกำลังภายในที่มีวิธีการเขียนแตกต่างจากกำลังภายในแนวเดิมโดยสิ้นเชิง

    ตัวละครเอกของเรื่อง เป่ย ชื่อ จางฝาน เป็นคนรับใช้ (เสี่ยวเอ้อ) ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง วันๆ เขามีหน้าที่ยกอาหาร ทำความสะอาดร้าน

    จางฝานต่างจากเสี่ยวเอ้อคนอื่นๆ ตรงที่เป็นคนช่างสังเกต วันหนึ่งหลวงจีนจากวัดเสียวลิ้มองค์หนึ่งมาพักที่โรงเตี๊ยมนานสิบสองวัน

    ค่ำวันหนึ่งขณะทำความสะอาดร้าน จางฝานพบลูกประคำที่หลวงจีนทำหล่น จึงนำไปคืนให้ที่ห้อง แต่พบว่าหลวงจีนเพิ่งจากไป

    เขาดูลูกประคำเส้นนั้น เห็นว่าลูกที่ห้อยตรงกลางมีขนาดโตกว่าลูกอื่น เป็นแก้วใส แต่เมื่อเพ่งดูภายในลูกแก้วนั้น ก็พบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มควันในนั้นกำลังหมุน เมื่อยกมันขึ้นจะเห็นว่าลักษณะการหมุนนั้นไม่เป็นระเบียบ เมื่อวางมันลง กลุ่มควันในนั้นก็กลับมาหมุนเป็นวงรี

    จางฝานถามตาแก่เขียนหนังสือจีนข้างโรงเตี๊ยม ตาแก่ซึ่งเคยเป็นครูในราชสำนักบอกว่า ลักษณะการหมุนดังที่จางฝานอธิบายดูคล้ายดาราจักร อย่างเช่นทางช้างเผือกของเรา

    การทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อทำให้จางฝานมีเวลาว่างมากพอสมควร ทุกครั้งที่ว่างเขาก็หยิบลูกประคำนั้นมาเพ่งดูการหมุนของกลุ่มควันนั้น ผ่านไปไม่นานเขาก็ค้นพบความสัมพันธ์ของการหมุนที่ดูเหมือนไร้จังหวะ เขาลองขยับร่างแขนขาตามจังหวะการหมุนนั้น ก็รู้สึกว่าเลือดลมในร่างหมุนวนเป็นจังหวะเดียวกัน และทำให้เกิดความสบายร่างเป็นที่สุด

    ตั้งแต่นั้นเขาผ่านเวลาว่างด้วยการเคลื่อนไหวร่างตามจังหวะการหมุน

    วันหนึ่งอันธพาลสามคนเข้ามาพังร้านเพราะเจ้านายของจางฝานไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง จางฝานขวางหน้าอันธพาล และถูกทำร้าย ด้วยสัญชาตญาณเขาแกว่งมือไม้ตามจังหวะการหมุนของกลุ่มควันในลูกประคำ ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสามถูกพลังฝ่ามือของเขาทำร้ายจนตายหมดในการหมุนมือเพียงครั้งเดียว

    จางฝานตกใจ หนีจากสถานที่นั้น ออกไปเผชิญโชคในโลกยุทธจักรตามลำพัง ในเวลาเพียงหกเดือน เขาก็กลายเป็นจอมยุทธ์ที่ช่วยเหลือคนที่ถูกรังแกมากมาย ฉายา ฝ่ามือหมุน

    ผ่านไปอีกไม่นาน จางฝานพบว่ามีพลังบางอย่างในร่างที่ผลักดันให้เขาต้องเดินทางไปสู่ทิศเหนือ กล่าวคือหากเขาเคลื่อนตัวไปทิศอื่น ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงทั่วร่าง แต่เมื่อเดินทางไปทางเหนือ ร่างกายก็สบายอย่างที่สุด

    จางฝานไม่มีทางเลือกนอกจากเดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนถึงแผ่นดินรกร้างกลางหิมะ และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เขาก็ต้องหยุดเดินทางโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อไม่ว่าจะก้าวไปทิศใด ร่างกายของเขาก็เปิดอาการเจ็บปวดแสนสาหัส

    เขานอนนิ่ง ณ จุดนั้นสิบสองวันสิบสองคืน โดยไม่มีอาหาร ได้แต่เคลื่อนลมปราณไปตามจังหวะที่เรียนจากลูกประคำ

    ในคืนที่สิบสองดาวเหนือปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาพอดี และ ณ ที่นั้นเขาก็พบกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง

    เปลี่ยนอะไร เปลี่ยนอย่างไร บอกไม่ได้ ต้องไปอ่านเอาเอง

    บอกใบ้ให้นิดหน่อยว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก ที่เราชอบเรียกกันว่า มนุษย์ต่างดาว

    ในตอนกลางเรื่อง เขาเรียนวิชาการต่อสู้จากมนุษย์ต่างดาว เนื่องจากโลกจริงเสมือนนั้นมีแรงโน้มถ่วงที่ 2G คือหนักกว่าโลกเราสองเท่า เมื่อเขาฝึกวิชาจากโลกนั้นสำเร็จ และออกมาผจญโลกภายนอก เขาจึงสามารถเคลื่อนร่างกายได้เร็วกว่าสองเท่า กระโดดลอยตัวได้สูงกว่าสองเท่า

    ในเรื่อง เป่ย-หนาน-ตง-ซี ครบชุด จางฝาน ต้องเดินทางอย่างนี้สี่ครั้งสี่ทิศ จนพบการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายของเขาที่เกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาล

    หากฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ละก็ ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นกำลังภายในมากๆ เลยทีเดียว

    ข่าวดีสำหรับหนอนเมืองไทยคือ น.นพรัตน์ กำลังขะมักเขม้นแปลเรื่องชุดนี้ออกเป็นภาษาไทย รออีกนิดคงได้อ่านกัน

    หมายเหตุ : เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ตอแหลทั้งสิ้น

    (จบ '-ำ' ตอนแรกแค่นี้)

    ............................................

    หลังจากเรื่องนี้ตีพิมพ์บนหน้ามติชนสุดสัปดาห์ ก็ปรากฏว่ามีผู้อ่านจำนวนมากไปหาซื้อ บางคนก็ไปถาม น.นพรัตน์ ว่าแปลเรื่องนี้เสร็จแล้วยัง เมื่อไรจะตีพิมพ์ สร้างความเดือดร้อนกับเขาโดยคาดไม่ถึง!

    เช่นกัน ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา มีผู้อ่านถามผมเสมอว่า เมื่อไรจะเขียนนิยายชุดนี้จริงๆ เสียที เพื่อชดใช้บาปกรรมที่ไปอำคนไว้

    ก็น่าสนใจและน่าทำนะ แต่เหตุผลที่ผมไม่ยอมเริ่มทำโครงการนี้สักทีคือมันเป็นโครงการที่จะกินแรงกายแรงสมองแรงใจมาก เพราะตั้งโจทย์ให้เขียนยาวสี่ภาค การอยู่รอดด้วยอาชีพนักเขียนในเมืองไทยต้องทำงานหลายอย่าง การทำงานยาวขนาดนี้แปลว่าต้องทิ้งงานอื่นหมด แล้วทำงานนี้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับนักเขียนที่ต้องผลิตงานหลายเล่มต่อปีเพื่ออยู่รอดจากการเขียนหนังสืออย่างเดียว

    แต่เมื่อตัวเลขอายุเข้าใกล้เลข 7 ทุกที ผมก็ได้คิดว่า ถ้าไม่ทำตอนนี้ อีกไม่กี่ปี ก็คงไม่มีแรงเขียนชุดนี้แล้ว

    ดังนั้นราวปลายปี 2563 ผมก็เริ่มต้นร่างเรื่อง งานชุดนี้เขียนตามขนบนิยายจีนกำลังภายในสาย ‘old school’ ของปรมาจารย์กิมย้ง ใช้วิธีการเล่าตามรอยโก้วเล้ง และแนวคิดไซไฟตามรอย ไอแซค อสิมอฟ

    มันเป็นนิยายกำลังภายใน + นิยายอิงประวัติศาสตร์ + นิยายไซไฟ

    ตอนนี้เขียนเสร็จไปแล้วหนึ่งภาค เหลืออีกสาม

    จะจบก่อนตาย หรือตายก่อนจบ ขึ้นกับวาสนา

    ทางแรกคือวาสนาของผู้อ่าน ทางหลังคือวาสนาของผู้เขียน

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-9-66

    0
    • 0 แชร์
    • 72

บทความล่าสุด