-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
ถ้าชีวิตผมเป็นหนัง ถึงจุดนี้ก็เป็นเวลาแฟลชแบ็คย้อนอดีต เพื่อปูพื้นเรื่องของตัวละครอีกคนหนึ่ง
ท่านพ่อของผมเอง!
ท่านพ่อเกิดที่เมืองจีน แถวๆ เหมยเยี่ยนหรือเหมยโจว (梅州) มณฑลกวางตุ้ง
เหมยก็คือต้นเหมยหรือบ๊วยซึ่งมักเป็นฉากของนิยายกำลังภายใน แต่มันเป็นฉากชีวิตจริงของครอบครัวผม
ท่านพ่อสืบเชื้อสายจีนแคะหรือฮักกา (客家人) ภาษาจีนแคะออกเสียง ฮักกาหงิ่น แคะเป็นชาวจีนฮั่นที่อาศัยแถบมณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน ใครที่เคยเห็นบ้านทรงกลมหน้าตาคล้ายๆ โดนัทหรือไซโลยิงจรวด ที่คนจีนเรียก ถู่โหลว (土樓) แปลว่าบ้านดินหรือหอดิน (ถู่แปลว่าดิน) และชาวโลกรู้จักกันในชื่อ Hakka Round House หรือ เคอะเจียเหยียนโหลว (客家圓樓) องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลก (เหยียนแปลว่ากลม)

นั่นก็คือผลงานของพวกจีนแคะ
ฮักกาแปลว่าแขก ไม่ใช่แขกอินเดีย แต่แขกผู้มาเยือน เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ขอย้ำด้วยภาษาอังกฤษว่า guest
ดังนั้นเกสต์เฮาส์ในบ้านเรา ถ้าจะเรียกเท่ๆ ว่า ฮักกาเฮาส์ก็มิผิดแต่ประการใด
ทำไมชนเผ่านี้จึงถูกเรียกว่า ‘แขกผู้มาเยือน’ ? เป็นพวกมนุษย์ต่างดาวหรือไร?
คำตอบก็เพราะพวกเขาเร่ร่อนเสมอตลอดประวัติศาสตร์หลายพันปี ต้นกำเนิดของคนจีนกลุ่มนี้อยู่ทางตอนเหนือของจีน อพยพหนีภัยต่างๆ ลงใต้เรื่อยๆ ไม่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนนานเกินไป เป็นที่มาของชื่อเรียกว่าแขกผู้มาเยือน
ฮักกาหงิ่นส่วนมากประกอบอาชีพทางช่าง งานศิลปะ งานที่ต้องใช้ฝีมือ และการศึกษา ฮักกาเป็นคนจีนที่เน้นเรื่องการศึกษามาก
ในวัยราวสิบเจ็ด ท่านพ่อของผมลงเรือจากกวางตุ้งมุ่งหน้าสู่สยามประเทศ เพราะเมืองจีนไม่มีกิน ถ้าอยู่ต่อไปก็คงอดตายเป็นแม่นมั่น ท่านพ่อมามือเปล่า กะไปลุยเอาข้างหน้า
และท่านพ่อก็ได้ลุยสมใจ!
ผมรู้เลาๆ จากสายลับหลายคนว่า ท่านพ่อลงเรือมาถึงเกาะสีชัง แล้วเดินทางต่อมาจบที่ arrival gate ณ ท่าเรือคลองเตย หลังจากนั้นก็ทำงานเป็นกรรมกรขนของแถวท่าเรือ ใช้ชีวิตอย่างอดๆ อยากๆ
เนื่องจากอากาศเมืองไทยร้อนมาก ตกดึกท่านพ่อก็ออกมาใช้น้ำราดตัว
ผมไม่รู้ว่าท่านพ่อทำงานเป็นกรรมกรที่นั่นและที่อื่นๆ นานกี่ปี รู้แต่ว่าท่านพ่อเดินทางไปทั่วไทย เคยไปทำงานทางเหนือ น่าจะเป็นที่เชียงใหม่ แล้วลงใต้ ในที่สุดก็ปักหลักที่หาดใหญ่
ผมก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อทำงานมากี่อาชีพ แต่ท้ายที่สุดก็เลือกทำงานเป็นช่างทำรองเท้า ซ่อมรองเท้าและเครื่องหนังทั้งหลาย โดยเรียนรู้เอง ปักหลักปักฐาน ตั้งครอบครัว มีลูก 12 คน สองคนแรกเป็นฝาแฝด เสียชีวิตไปตั้งแต่แรกเกิดไม่นาน หากไม่นับสองคนแรก ผมก็เป็นลูกคนที่ 7

ในช่วงแรกที่ปักหลักในเมืองไทย ท่านพ่อประหยัดเงินเต็มที่ อดๆ อยากๆ เพราะเก็บหอมรอมริบทุกบาททุกสตางค์ ท่านพ่อเคยเล่าว่าบางครั้งเมื่อหิวมาก ก็เดินไปหาอะไรกินที่ร้านข้าวต้ม แต่ก็ได้แต่ยืนหน้าร้าน มองดูอาหารแล้วก็กลับที่พัก กรอกน้ำเปล่าเข้าไปแทน เก็บค่าข้าวต้มไว้
ผลก็คือเป็นโรคกระเพาะตลอดชีวิต
เราคงเคยได้ยินเรื่องคนรุ่นก่อนกินปลาเค็มหนึ่งตัวนานหลายเดือน เจียดปลาเค็มสองสามโมเลกุลมากินกับข้าวต้ม แค่พอให้ข้าวต้มมีรสชาติ นี่มิใช่เรื่องเกินจริง
คนสู้โลกด้วยมือเปล่าต้องอดทนและทนอดจริงๆ
แม้จะทำรองเท้า แต่ท่านพ่อเป็นคนใฝ่เรียน อ่านหนังสือตลอด เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษเอง ภาษาไทยเรียนจาก นิทานอีสป ไม่รู้คำไหน ก็ถามลูก

ท่านพ่อตื่นเช้าตรู่ ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนค่ำ พักเที่ยงโดยการงีบ แล้วทำงานต่อ เป็นอย่างนี้ตลอดหลายสิบปี ไม่เคยได้กลับบ้านเกิดที่เมืองจีนอีกเลย
ในเมืองไทยมีคนอย่างท่านพ่อเป็นล้านๆ คน สู้ชีวิตเต็มที่ ทำงานหนัก ไม่เกี่ยงงาน จนลืมตาอ้าปากได้ เมืองไทยเป็นแผ่นดินทองอย่างแท้จริง คนจีนโพ้นทะเลยุคนั้นทุกคนจึงรักเมืองไทย ซาบซึ้งบุญคุณของแผ่นดินไทย ไม่ได้เกิดในเมืองไทย ก็ขอฝังร่างในแผ่นดินนี้
นั่นคือยุคนานก่อนหน้าสมัยที่ความกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินเกิดกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปเสียแล้ว
ท่านพ่อทำงานหนักตลอดชีวิต จนในช่วงสุดท้าย ผมก็ยังเห็นท่านพ่อจับเครื่องมือทำรองเท้าอยู่ ไม่กี่ปีก่อนท่านพ่อจากโลกไป เห็นสายคล้องกล้องถ่ายรูปของผมขาด ก็หยิบไปซ่อมให้ ไม่ต้องไปซื้อใหม่ แม้ผมจะเติบใหญ่แล้ว ท่านพ่อก็ยังเตือนให้ผมประหยัดเสมอ
ผมไม่สนิทกับท่านพ่อ หรือที่ถูกก็คือไม่มีลูกคนไหนสนิทกับพ่อ เพราะท่านพ่อดุมาก อบรมลูกๆ ด้วยไม้เรียว โชคดีที่ผมเป็นลูกคนท้ายๆ ท่านพ่อคงไม่ค่อยมีแรงหรือเบื่อแล้วก็ไม่รู้ ผมจึงโดนไม้เรียวน้อยครั้งมาก
ผมรู้ว่าท่านพ่อภูมิใจในตัวผมตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้าผมเกิด พ่อได้ลูกสาวห้าคนรวด เมื่อผมเกิดพ่อดีใจมาก ซื้อพัดลมตัวหนึ่งมาประดับบ้าน ยี่ห้อ TDK จากเยอรมนี นั่นคือปี พ.ศ. 2499 จนวันนี้พัดลมตัวนี้ยังใช้งานได้อยู่
ดังนั้นเมื่อผมสอบได้ที่ 25 ผมก็รู้ว่าท่านพ่อผิดหวังขนาดไหน จึงปรับปรุงตัวเอง หยุดอ่านนิยายไปช่วงหนึ่ง ผลสอบครั้งถัดมา ผมก็ก้าวเข้ามาในพื้นที่เลขตัวเดียวตามเดิม
หลังจากนั้นก็แอบไปอ่านนิยายต่อ
(ยังมีต่อ)
- ขอบคุณภาพประกอบ ไม่ทราบแหล่งที่มา
16- แชร์
- 1047
ดูความเห็น 6 รายการ ...Caesarสุดยอดดดดดข้าน้อยขอคารวะท่านเจ้าสำนักตัวจริง ค่ะ 👍👍👍👍👍👍👍
-

ธรรมชาติทุกวันไม่เคยเหมือนกัน
บางวันฝนโปรยพรำ บางวันแดดอ่อนละมุน ลูบไล้เราเหมือนมือของคนรัก บางวันแดดจ้าเหมือนคนรักหงุดหงิด
แต่นี่ทำให้แต่ละวันมีสีสัน
ผมชอบเดินในสวน สัมผัสความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน บางวันอากาศชื้นกว่านิดหน่อย บางวันดอกไม้บางดอกชูช่อทักทายเรา บางวันบางต้นผลิกลีบเผยอรอยยิ้มต้อนรับเรา บางวันเสียงนกร้องทัก บางวันมันมาเกาะใกล้ ๆ เอ่ยสวัสดีแก่เรา
ในวันที่อากาศอ้าวแล้วฝนโปรย ยามเช้าต้นแก้วชูช่อขาวสด โอบกอดเราด้วยกลิ่นจรุงใจไปทั่วสวน
หากแก้วออกดอกทุกวัน หอมทุกวัน มันคงเป็นเรื่องธรรมดา และน่าเบื่อได้
สิ่งดีที่สุดมากเกินไปอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี
วันที่ไม่ค่อยดีทำให้วันที่ดีมีคุณค่าขึ้น
บางวันเราตื่นขึ้นมาสดชื่นกว่าอีกวัน บางวันเราตื่นมาระทมกว่าวันอื่น ๆ
นี่คือชีวิต แต่ละวันไม่เหมือนกัน และไม่ควรเหมือนกัน
เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมของมนุษย์พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เราสร้างเขื่อนกักน้ำ เราเปลี่ยนทะเลทรายเป็นพื้นที่เพาะปลูก เราสร้างเกาะใหม่กลางทะเล เราสามารถสร้างฝนบรรเทาความแห้งแล้งในพื้นที่ซึ่งเราต้องการ เรายังเปลี่ยนทิศทางของพายุลมฝนได้!
มันจะไปถึงจุดที่วันหนึ่งเราจะสามารถเข้าไปแทรกแซง และท้ายที่สุดควบคุมธรรมชาติ มนุษยโลกในอนาคตอาจควบคุมดินฟ้าอากาศได้ สามารถกำหนดให้ทุกวันเป็นวันดี แดดอ่อน ไม่มีหิมะ ไม่ร้อน ทุกวันสบาย
เมื่อทุกวันดีหมด วันที่ดีก็กลายเป็นวันธรรมดา และวันที่น่าเบื่อหน่าย
ตั้งแต่โลกถือกำเนิด โลกเรามีธรรมชาติ มีฤดูกาล มีความเปลี่ยนแปลง จุดเล็กจุดน้อย และนี่คือเสน่ห์ของโลก
ความแตกต่างหลากหลาย ความคาดไม่ถึงทำให้ชีวิตน่าสนใจ
ธรรมชาติสอนวิธีใช้ชีวิตแก่เราโดยยอมรับความต่างกันของแต่ละวัน
ต้นไม้เดินชีวิตไปตามฤดูกาล ฝูงปลาแหวกว่ายหากินตามความเปลี่ยนแปลงของแต่ละวัน ฝูงนกอพยพยามฤดูกาลเปลี่ยน ต้นไม้สลัดใบเมื่อโลกหนาวและผลิใบเมื่อแสงแดดอุ่นขึ้น
การใช้ชีวิตก็มี ‘ฤดูกาล’ บางช่วงแดดร้อน บางช่วงฝนตกหนัก บางช่วงมีพายุ บางช่วงก็เย็นสบาย
บางวันเราพบพานสิ่งดี บางวันเราเจอสิ่งที่ไม่ดี นี่คือชีวิต
ขอเพียงมองให้เห็นความงามของการเปลี่ยนแปลง ไม่รำคาญความไม่เหมือนกันของแต่ละวัน เราจะพบสัจธรรมของโลกและชีวิต การผูกร้อยระหว่างโลกกับชีวิต และความสัมพันธ์ของชีวิตกับชีวิต
เรื่องดีและเรื่องไม่ดีเป็นส่วนหนึ่งของแพคเกจชีวิต
วินทร์ เลียววาริณ
15-6-26จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว1 วันที่ผ่านมา -

ด้วยอานิสงส์จากหนังเรื่อง Disclosure Day ช่วงนี้มีคนคุยกันเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาก ร้อยละ 99 เป็น speculation
speculation คือการคุยแบบคาดเดาเอาเอง ไม่มีหลักฐานประกอบ
เช่น มนุษย์ต่างดาวมาที่โลกเรายังไง ซ่อนในมิติอื่น ฯลฯ
speculation ไม่มีพิษภัยอะไรตราบที่เรารู้ว่าเรากำลังคุยเล่นโดยไม่มีหลักฐาน มันช่วยเรื่องจินตนาการ และทำให้เราคิดกว้าง หาทางเลือกใหม่ๆ
แต่หากยึดมั่น speculation เป็นของจริงเมื่อไร สมองก็ฝ่อเมื่อนั้น
ว่างๆ จะคุยเรื่องนี้ แต่วันนี้ขอเคลียร์เรื่องที่มาของจานบินตามสัญญาก่อน
ผมรู้จักจานบินมาตั้งแต่เด็ก นิตยสารสมัยนั้นลงรูปจานบินบ่อยๆ และเราก็ได้รับการปลูกฝังผ่านสื่อภาพยนตร์ว่า จานบินคือยานพาหนะของมนุษย์ต่างดาว
ตอนนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้ว่าการเดินทางข้ามดาราจักรไปเยี่ยมโลกอื่นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรืออาจเป็นไปไมได้ด้วยซ้ำ เพราะขนาดของจักรวาล
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงจานบินเรียบๆ ธรรมดา จะข้ามดาราจักรได้อย่างไร
หลายคนคงไม่รู้ว่าดาราจักรหนึ่งกว้างใหญ่ขนาดไหน และมีกี่ดาราจักรในจักรวาล (จุดนี้ค่อยว่ากันวันหลัง ติดไว้ก่อน)
แต่ทำไมทุกสื่อในโลกจึงเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวโดยสารจานบิน ทรงกลมๆ แบนๆ
คำตอบคือทุกคนถูกสื่ออเมริกาสะกดจิตมาตั้งแต่ปี 1947
เกิดอะไรขึ้นในปีนั้น?
คาร์ล เซเกน อธิบายในหนังสือ The Demon-Haunted World ว่าคำว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน 1947 นักบินพลเรือน เคนเนธ อาร์โนลด์ บินผ่านภูเขาเรนเนียร์ รัฐวอชิงตัน เขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล จึงรายงานการพบวัตถุประหลาดเก้าชิ้นซึ่งมีวิถีบินที่ประหลาดมาก
หนังสือพิมพ์รายงานข่าวนี้ทันทีว่ามีการพบจานบินจากต่างดาวเป็นครั้งแรก
สามปีต่อมา ในวันที่ 7 เมษายน 1950 นักข่าวซีบีเอสชื่อ เอ็ดเวิร์ด เมอร์โรว์ สัมภาษณ์นักบิน เคนเนธ อาร์โนลด์ คนนี้
เคนเนธ อาร์โนลด์ อธิบายว่า เรื่องทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิดกันอย่างมโหฬาร เขาบอกว่า ในวันนั้นเขาแจ้งทางหนังสือพิมพ์ว่า วัตถุประหลาดเก้าชิ้นที่เขาพบในวันนั้นดูเหมือน "เรือที่แล่นบนน้ำอย่างรุนแรงมาก"
เขาเปรียบเทียบว่า "พวกมันบินเหมือนเราขว้างจานร่อน (saucer) ข้ามน้ำ"
หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่า "ยานจากต่างดาวนั้นมีรูปทรงเหมือนจานบิน (flying saucer)"
สรุปเสร็จสรรพว่าเป็นยานต่างดาว และมีรูปทรงเหมือนจานร่อน
นี่เป็นการอ้างคำพูดที่ผิดครั้งมโหฬารที่สุดในโลก ที่น่าตลกคือไม่มีใครสนใจในการแก้ข่าว หรือเจตนาไม่แก้ข่าว ราวกับว่าไม่มีใครอยากรู้ความจริง
ยานอวกาศจากต่างดาวที่พบกันตั้งแต่นั้นก็มีรูปร่างเป็นจานบินไปดังฉะนี้
สรุปก็คือจานบินเป็นอุปมา แต่ชาวโลกเชื่อว่าเป็นความจริง ดังนั้นมันจึงกลายเป็น 'ความจริง'
นี่คือเหตุผลที่บอกว่า ทำไมอ่านแต่ speculation ไม่สนใจหาหลักฐาน สมองจึงฝ่อ
วินทร์ เลียววาริณ
14-6-261 วันที่ผ่านมา -

อาจารย์โฮชินอาศัยในเมืองจีนหลายปี แล้วจึงกลับไปญี่ปุ่นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลูกศิษย์มากมาย ในบั้นปลายชีวิต ท่านเล่าเรื่องหนึ่งให้ศิษย์ฟัง เป็นเรื่องที่ท่านได้ยินมาจากเมืองจีน เรื่องมีอยู่ว่า
"มีอยู่ปีหนึ่ง ในวันที่ 25 ธันวาคม อาจารย์โทคุฟุอายุมากแล้ว บอกศิษย์ว่า "อาตมาจะไม่มีชีวิตอยู่อีกในปีหน้า" เย้าว่า "ดังนั้นพวกเจ้าควรดูแลอาตมาให้ดีในไม่กี่วันที่เหลืออยู่ในปีนี้"
ศิษย์คิดว่าอาจารย์ล้อเล่น แต่เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์ที่ดีมาก และมีเมตตาสูง ศิษย์ก็ดูแลท่านอย่างดี
คืนสุดท้ายของปีนั้น โทคุฟุบอกศิษย์ว่า "พวกเจ้าดูแลอาตมาอย่างดี อาตมาจะจากพวกเจ้าไปตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้ เมื่อหิมะหยุดตก"
ศิษย์พากันหัวเราะ คิดว่าท่านชรามากแล้ว และพูดจาเลอะเลือน อีกประการคืนนั้นฟ้าใสไร้วี่แววของหิมะ
เที่ยงคืนนั้น หิมะเริ่มโปรยลงมา บ่ายวันรุ่งขึ้น พวกเขาพบว่าอาจารย์ชราจากโลกไปแล้ว"
.......................
อาจารย์โฮชินเล่าจบแล้วก็บอกศิษย์ของตนว่า "ไม่จำเป็นที่อาจารย์เซนจะทำนายวันตายของตัวเอง แต่หากอยากจะทำ ย่อมทำได้"
ศิษย์คนหนึ่งถาม "แล้วอาจารย์ทำได้หรือไม่?"
"ได้..." อาจารย์โฮชินตอบ "...อาตมาจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นอีกเจ็ดวันข้างหน้า"
ศิษย์พากันหัวเราะ และไม่เชื่อ ไม่กี่วันก็ลืมเรื่องนี้สนิท
ครั้นผ่านไปเจ็ดวัน อาจารย์โฮชินก็ชุมนุมศิษย์อีกครั้ง
"เจ็ดวันก่อน อาตมาบอกว่าจะจากพวกเจ้าไป เป็นธรรมเนียมที่จะเขียนบทกวีอำลา แต่อาตมาไม่ใช่ทั้งกวีและจิตรกรคัดลายมือ ใครสักคนช่วยเขียนคำพูดสุดท้ายของอาตมาเถิด"
ท่านมองศิษย์ทั้งหลายอย่างเปี่ยมเมตตา "พร้อมแล้วหรือไม่?"
"พร้อมแล้ว" ศิษย์ตอบ
ดังนั้นอาจารย์จึงกล่าวขึ้น
"อาตมามาจากความสุกใส
และกลับคืนสู่ความสุกใส
นี่คืออะไร"ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "อาจารย์... กวีบทนี้ขาดไปหนึ่งบาท"
อาจารย์โฮชินตะโกนด้วยเสียงดังดั่งราชสีห์ "ก้า!" แล้วจากโลกไป
ขยายความ : ในบทกวีห้าระดับ (Verses of the Five Ranks) ของต้งซานเหลียงเจี้ย การเปล่งเสียง "ก้า!" เป็นระดับที่หนึ่งในห้าระดับของการบรรลุธรรม เป็นประสบการณ์ของการพบความตายที่ยิ่งใหญ่ พบว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเป็นเพียงมายา การรู้แจ้งนั้นไร้ตัวตน วัฏสงสารนั้นไร้ต้วตน นิพพานนั้นไม่มีตัวตน เฉกเช่นท้องฟ้าที่ก้อนเมฆทั้งหลายถูกกวาดทิ้งไปสิ้น
............................
วินทร์ เลียววาริณ
14-6-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา -

สปิลเบิร์กสร้างหนังเกี่ยวมนุษย์ต่างดาวเรื่องแรกเมื่อ 50 ปีก่อน คือ Close Encounter of the Third Kind
รู้ไหมว่าชื่อนี้แปลว่าอะไร?
Close Encounter เป็นศัพท์ที่ตั้งโดยนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน J. Allen Hynek หมายถึงการพบกันระหว่างมนุษย์เรากับสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว
เราจัดรูปแบบการพบกับสิ่งทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวไว้สามแบบคือ
1 Close Encounter of the First Kind เป็นการพบแบบห่าง ๆ เช่น เห็นจานบินบนท้องฟ้า
2 Close Encounter of the Second Kind เป็นการพบแบบใกล้เข้ามาในระยะใกล้ เช่น เห็นจานบินจากต่างดาวลงมาจอดตรงหน้า
3 Close Encounter of the Third Kind เป็นการพบกับมนุษย์ต่างดาวแบบตัวต่อตัว มนุษย์ต่างดาวลงมาทักทายหรือขอยืมเงินจากคนบนโลก
บางครั้งก็เพิ่มอีกสองชนิด คือ Close Encounter of the Forth Kind เป็นการติดต่อกับอารยธรรมต่างดาว และ Close Encounter of the Fifth Kind การถูก 'มนุษย์ต่างดาว' ลักพา
อเมริกาน่าจะเป็นต้นกำเนิดของข่าว UFO มนุษย์ต่างดาว และจานบิน
น่าจะเริ่มจากข่าวเรื่อง Area 51
Area 51 หรือพื้นที่ 51 อยู่ในรัฐเนวาดา สหรัฐฯ เป็นฐานทัพอากาศของอเมริกาใกล้ทะเลสาบกรูม ดราย เนวาดา ฐานทัพแห่งนี้ใช้เป็นที่ทดสอบเครื่องบิน SR 71 และสเตลธ์ แต่คนทั่วไปรู้จักมันในฐานะที่มันเป็นที่ที่มนุษย์ต่างดาวมาเยือนมากกว่า ฝ่ายทหารออกมาชี้แจงหลายครั้งหลายหนว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดก็มิได้ลบความสงสัยของผู้คน
Area 51 ปรากฏในภาพยนตร์จำนวนมาก ไปจนถึงเกมคอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งรายการ 60 Minutes ก็ยังเล่นกับเรื่องนี้
ชาวยูเอฟโอเชื่อกันว่ายานของมนุษย์ต่างดาวตกที่ Area 51 ในปี ค.ศ. 1947 หลักฐานที่เป็นที่ฮือฮามากคือฟิล์มภาพยนตร์มัว ๆ ที่ถ่ายการผ่าตัดมนุษย์ต่างดาวที่มีหกนิ้ว ตาโต หัวโต ถูกนำมาอ้างอิงนับครั้งไม่ถ้วน
ในทศวรรษ 1950 และ 1960 พวกฝรั่งคลั่งไคล้เรื่องการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวด้วยจานบิน ที่เรียกกันว่า ยูเอฟโอ (Unidentified Flying Objects - UFO)
มีรายงานการพบยูเอฟโอหลายหมื่นราย หลายคนอ้างว่าเป็นการพบแบบ Close Encounter of the Third Kind
หลังจากนั้นเรื่องมนุษย์ต่างดาวก็แพร่หลาย เขียนหนังสือจนรวยกันไปมากมาย
เรื่องที่นำมาเล่าก็มี
1 มนุษย์ต่างดาวจับคนไปผ่าตัดเพื่อศึกษาสรีระของคน
2 มนุษย์ต่างดาวทำยานตกบนโลก แล้วถูกคนจับไปผ่าเพื่อศึกษาสรีระของมนุษย์ต่างดาว
3 มนุษย์ต่างดาวผสมพันธุ์กับคน
4 มนุษย์ต่างดาวโดยสารด้วยจานบิน
เล่าซ้ำไปซ้ำมา
ที่น่าคิดคือ ข่าวเกี่ยวกับ UFO และมนุษย์ต่างดาว 99 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ และประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ราวกับว่ามนุษย์ต่างดาวฟังออกเฉพาะภาษาอังกฤษ
แปลก ทำไมไม่มาเยือนอีสานถิ่นเฮาบ้าง มนุษย์ต่างดาวเว้าอีสานน่าจะเป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้
คำถามคือแล้วเรื่องพวกนี้มีมูลความจริงไหม?
คำตอบคือตอบไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน มีแต่การเคลม
ผ่านมาเกือบ 80 ปีหลังเหตุการณ์ Area 51 ก็ยังคงมีแต่การเล่า แต่ไม่มีใครเอาหลักฐานมาแสดง
นักวิทยาศาสตร์บอกว่าขอแค่หลักฐานวัตถุที่มีไอโซโทปที่ไม่พบในโลกนี้ แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำมาให้ดู
ทฤษฎีสมคบคิดในโลกนี้เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ยิ่งซับซ้อนยิ่งไม่มีมูลความจริง
เพราะคนเราชอบเรื่องซับซ้อนที่ไม่ต้องจริงก็ได้
ป.ล. พรุ่งนี้จะเล่าที่มาว่า ทำไมมนุษย์ต่างดาวจึงโดยสารจานบินเสมอ
วินทร์ เลียววาริณ
13-6-262 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
1 คุณวินทร์เลิกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แล้วหรือครับ?
2 คุณวินทร์เรียนจบสถาปัตย์ฯ ทำไมไม่ทำงานสายนี้ครับ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a2bc6efe9ff9a87a61f53d6
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
2 วันที่ผ่านมา
