• วินทร์ เลียววาริณ
    3 วันที่ผ่านมา

    รักกันหนึ่งร้อยปี
    เรื่องสั้นรางวัล PEN ปี 2556

    งานศพของแม่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายหมดจด แม่สั่งเสียก่อนตายว่าไม่ต้องมีพิธีกงเต๊ก ไม่ต้องฆ่าสัตว์เซ่นเทวดา แม่ไม่อยากให้สัตว์ตัวไหนต้องตายเพื่อเอาใจเทพทั้งหลายในงานศพ ช่วงหลายปีสุดท้ายของชีวิต แม่กินเจทุกมื้อ แม่บอกเพียงว่าเบื่อเนื้อสัตว์เพราะกินมาทั้งชีวิตแล้ว แม้ไม่ได้ถือศีล แต่แม่ก็ใช้ชีวิตช่วงปลายเหมือนผู้ทรงศีล แม่บอกลูก ๆ ว่าขอจากไปอย่างเงียบ ๆ แม่มีทุกอย่างที่ต้องการแล้วในชีวิตนี้

    ต่างจากงานศพของพ่อซึ่งมีพิธีกรรมครบถ้วน งานศพของแม่ไม่มีนางชีจีนจากอารามชีมาเต้นกรีดกรายจนดูไม่เหมือนงานศพ ฉันไม่เคยรู้ว่าในโลกนี้มีนางชีที่ ‘เต้นรำ’ แทบทั้งหมดเป็นนางชีสาวสะพรั่ง เยื้องย่างกรีดกรายตามพิธีศพของชาวจีนฮักกา ซึ่งแม้แต่ฉันที่สืบเชื้อสายมาก็ไม่เคยรู้มาก่อน

    หลังพิธีฝังศพแม่ บรรดาญาติพี่น้องไปกินอาหารเที่ยงที่ไหหว้าเทียนขณะที่ฉันขอตัวกลับบ้าน ฉันนั่งหลบมุมที่หลังร้าน มุมที่ฉันชอบไปขลุกตอนฉันยังเป็นเด็ก ฉันไปเมืองหลวงหลายปี ใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ไม่เคยลืมมุมนี้

    เสียงโทรศัพท์มือถือกังวานเบา ๆ อยู่ในกระเป๋า ฉันรู้ทันทีว่าใครโทร.มา ฉันเดินออกไปที่ลานหลังบ้านเพื่อรับโทรศัพท์ แม้รู้ว่าฉันเป็นคนเดียวที่อยู่ในบ้านตอนนี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนพ่อกับแม่ผู้ล่วงลับไปแล้วจะได้ยินเสียงสนทนาของฉันกับเขา เขาถามว่างานศพแม่เรียบร้อยดีหรือ จะกลับกรุงเทพฯเมื่อไร ฉันตอบเขาว่า ฉันจะกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้ น้ำเสียงของเขาเรียบ ๆ แต่แฝงความห่วงใย เขารู้ว่าฉันรักเขาทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหัวใจของเขาไม่ว่าง ฉันไม่เคยคิดจะรักเขา แต่ทุกอย่างระหว่างเราลงตัวสนิทแนบแน่น ฉันหลงรักเขาโดยไม่อาจห้ามใจได้ จุดเดียวที่ผิดพลาดคือเราพบกันช้าเกินไป ฉันรู้จุดยืนของตัวเอง ฉันไม่ได้ต้องการเขาเป็นของฉันคนเดียว ฉันพยายามหนีจากวงโคจรชีวิตของเขาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งดาวเคราะห์เล็ก ๆ อย่างฉันก็ถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์เช่นเขาดึงกลับไปหาทุกที

    แม่รู้ความลับนี้ของฉันเมื่อสามปีก่อนตอนที่ฉันกลับมาเยี่ยมแม่ ในครอบครัวของฉัน มีแต่แม่คนเดียวที่รู้โดยที่ฉันไม่เคยบอกแม่เลยสักคำ ฉันนึกประหลาดใจว่าแม่อ่านอาการของคนที่รักข้างเดียวออกได้อย่างไร บางทีฉันคงเผลอพูดอะไรบางประโยคให้แม่จับได้ แม่เป็นคนช่างสังเกต อ่านฉันออกจากกิริยาท่าทางของฉันทะลุปรุโปร่งเช่นเมื่อครั้งฉันยังเป็นเด็ก

    แม่ไม่ได้ดุฉัน เพียงแต่เปรยขึ้นลอย ๆ ว่า “ลูกรู้ใช่ไหมว่าทำไมลูกมีชื่อว่า เฟยเยี้ยน ?”

    แน่ละฉันรู้ แม่เคยเล่าว่าตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมาทำรังใต้หลังคาบ้านเรา ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากทะเลได้อย่างไร และทำไมจึงคิดว่าใต้หลังคาเป็นถ้ำที่มันทำรัง แต่วันหนึ่งมันก็คงคิดได้และบินจากไป มันส่งเสียงร้องเหมือนลาแม่ขณะที่ฉันถีบแม่เบา ๆ ราวกับรับรู้เสียงนกนางแอ่น แม่จึงตั้งชื่อฉันว่า เฟยเยี้ยน แปลว่า นางแอ่นบิน

    แม่ตั้งชื่อฉันได้ตรงกับนิสัยโดยบังเอิญ ฉันรักเสรี และฉันรักทะเล

    แม่บอกว่าความรักเป็นเหมือนนกนางแอ่นที่หลงทางตัวนั้น มันเป็นอิสระ ไม่อาจขังในกรง แต่วันหนึ่งมันก็ต้องหาทางกลับบ้านจนได้

    “อาเฟย ลูกรักใครก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าทำเรื่องที่ทำให้ใครสักคนต้องเสียใจ”

    .....................................

    ฉันเดินเข้าไปห้องนอนของแม่ หยุดตรงหน้าตู้เสื้อผ้าเก่าสีน้ำตาลไหม้ บานตู้เป็นลูกฟักกระจกที่มีรอยด่างดำเกือบทั่ว แม่ใช้ตู้เสื้อผ้านี้ตั้งแต่สาวจนแก่ แม่เคยบอกว่าตู้ใบนี้เป็นของขวัญวันแต่งงาน เมื่อฉันยังเด็ก แม่เก็บเสื้อผ้าของเด็กในตู้ใบนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้นและย้ายไปอยู่ห้องอื่น ก็มีแต่แม่ที่ใช้ตู้ใบนี้ แม้จะเก่า แต่ยังดูออกจากเนื้อไม้ ลวดลาย และฝีมือการประกอบตู้ที่ประณีตว่าเป็นตู้เสื้อผ้าที่มีราคาแพงทีเดียว หลังพ่อตาย แม่ยังเก็บชุดเสื้อผ้าของพ่อหลายชุดในตู้ เป็นความรักลึกซึ้งที่แม่มีต่อพ่อ

    ฉันสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ อาจเพราะลึก ๆ ฉันเชื่อว่าฉันไม่ใช่ลูกที่พ่อรักที่สุด ตอนฉันเกิด หมอตำแยว่าเป็นผู้หญิง พ่อไม่มาดูเลยจนหนึ่งเดือนให้หลังเมื่อทำพิธีครบเดือน ต้มไข่ย้อมเปลือกสีแดง แม่เล่าว่าพ่อเห็นฉันแล้วก็เปลี่ยนใจฉันยิ้มให้พ่อ!

    เปิดตู้ออก สายตาเหลือบเห็นรอยสลักเป็นอักษรจีนแถวหนึ่งด้านในของบานตู้ ข้อความนั้นเขียนว่า “เชื่อมใจหนึ่งวัน รักกันหนึ่งร้อยปี” ฉันเกือบลืมไปแล้วว่ามีข้อความนี้บนตู้ ผ่านชีวิตศิลปินมานานปี ฉันมองออกว่ามันเป็นลายมือที่สวยงามและมีพลัง

    ภายในตู้วางเสื้อผ้าเก่า ๆ ของแม่เรียงเป็นระเบียบ แม่ใช้เสื้อผ้าแต่ละชุดจนเก่า แต่ไม่เคยทิ้ง แม้ลูก ๆ หกคนจะมีฐานะการงานดี แต่แม่ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเช่นเดิม ฉันหยิบเสื้อของแม่ออกมาตัวหนึ่ง เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกตามธรรมเนียมงานศพ

    เก็บข้าวของต่าง ๆ ในตู้ออกมาใส่กล่อง บางส่วนทำลายทิ้ง บางส่วนคงต้องบริจาคไป

    รูปถ่ายหลายใบกองอยู่ในลิ้นชักชั้นบน ฉันหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู นัยน์ตาหรี่ครุ่นคิด ความทรงจำไหลย้อนกลับเหมือนคลื่นที่กระทบผาหินแล้วกระแทกกลับเป็นวังวน มันเป็นรูปคู่แต่งงานหนุ่มสาวกับเพื่อนเจ้าบ่าว ถ่ายที่หน้าร้านรองเท้า ใบหน้าทั้งสามมีรอยยิ้มสดใส

    สามสิบปีผ่านไป ในวัยที่ผ่านชีวิตแต่งงานและรู้จักความรักระหว่างหนุ่มสาว ฉันมองภาพถ่ายใบนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากสมัยที่เห็นรูปนี้ตอนเด็ก แม้ใบหน้าเพื่อนเจ้าบ่าวจะยิ้มแย้ม แต่ฉันมองเห็นรอยเศร้าอาบนัยน์ตาคู่นั้น

    .....................................

    ในลิ้นชักชั้นล่างสุดมีสมุดภาพวาดหลายเล่ม ฉันหยิบเล่มแรกขึ้นมาพลิก กระดาษวาดเขียนแผ่นหนึ่งที่เสียบอยู่หลุดออกมา เป็นรูปผลมะม่วงที่ฉันวาดตอนยังเป็นเด็ก คะแนน 9 เต็ม 10 ไม่รู้ว่าแม่เก็บสมุดวาดภาพของฉันไว้ตั้งแต่เมื่อใด ในสมุดวาดเขียนเล่มนั้นยังมีผลงานอื่น ๆ ที่ฉันวาด

    ฉันหยิบสมุดวาดเขียนอีกเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู มือสั่นเล็กน้อย สมุดเล่มนั้นมีรูปสเก็ตช์ดินสอดำหลายรูป ทั้งหมดเป็นรูปหญิงคนหนึ่ง

    ฉันมองรูปสเก็ตช์ของใบหน้าผู้หญิงคนนั้นแล้วขนลุกซู่ การใช้ชีวิตเป็นจิตรกรอาชีพมาหลายปีและประสบการณ์ชีวิตในวัยนี้ทำให้ฉันมองรูปนี้ทะลุเข้าไปในนัยน์ตาคู่นั้น เห็นอิริยาบถของเธอชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เห็นร่างนั้นเคลื่อนไหวในครัวไม่หยุด ฉันนึกสงสัยว่าทำไมแม่ยังเก็บสมุดวาดเขียนเหล่านี้ไว้ แม่คงเชื่อว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของฉัน

    บางอย่างในภาพวาดทำให้ฉันเดินไปที่ด้านหลังตึกแถว ฉันหยุดที่มุมหนึ่งซึ่งเก็บเครื่องมือทำรองเท้าจำนวนมากไว้ อ่างใส่กาวแดง หุ่นเท้าไม้ขนาดต่าง ๆ ยังคงวางเรียงรายเป็นระเบียบบนชั้น ท่อนซุงสามสี่ท่อนวางกองที่มุมห้อง เครื่องขยายรองเท้า มีดตัดรองเท้า หินลับมีด ด้ายเคลือบไข ตะปูขนาดต่าง ๆ กระป๋องกาวยาง และม้วนหนังสัตว์สีต่าง ๆ แท่นเหล็กรูปเท้าสามขา นอนนิ่งเหมือนซากศพ ฉันรู้สึกใจหายที่เห็นเครื่องมือทำรองเท้าเหล่านี้ในสภาพแน่นิ่งไร้คนจับต้อง หลังจากพ่อจากโลกไป ร้านรองเท้าก็ปิดกิจการลงโดยปริยาย แต่แม่ก็ยังเก็บข้าวของต่าง ๆ เสมือนหนึ่งพ่อยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อแม่จากไปอีกคน ฉันก็รู้ว่าภาพเครื่องมือหากินของคนทำรองเท้าเหล่านี้คงละลายไปในกาลเวลาอันสั้น

    ฉันมองดูท่อนไม้สามสี่ท่อนเรียงกัน ท่อนไม้แต่ละท่อนคือโต๊ะทำงานของช่างทำรองเท้า พวกเขานั่งทำงานที่นั่นมานานหลายปี บางคนยาวนานถึง 30-40 ปี ทำรองเท้าทุกวัน ไม่มีวันหยุด

    เมื่อฉันยังเป็นเด็ก มุมที่เก็บเครื่องมือทำรองเท้าและหุ่นเท้าไม้ขนาดต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่ใช่ที่เก็บของ แต่เป็นมุมทำงานของช่างทำรองเท้าคนหนึ่ง แยกห่างจากพื้นที่ของช่างคนอื่น ๆ มันอยู่นอกพื้นที่ของ ‘ส่วนของเรา’ มันเป็นพื้นที่ชีวิตของซานเฟิง

    ซานเฟิง! ชื่อนี้หายไปจากความทรงจำของฉันมานานแล้ว แต่ในการมองแวบเดียว ทุกสิ่งก็วาบในความคิด

    (เรื่องยังมีอีกยาว)

    .....................................

    จากเรื่องสั้นขนาดยาว รักกันหนึ่งร้อยปี อ่านฉบับเต็มได้ในเล่ม เส้นสมมุติ
    อยู่ในชุดโปรโมชั่นพิเศษ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1258378178984204&set=a.208269707328395 

    ซื้อเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/96/เส้นสมมุติ 

    0
    • 0 แชร์
    • 33

บทความล่าสุด