• วินทร์ เลียววาริณ
    21 วันที่ผ่านมา

    สมัยก่อนเวลาเถ้าแก่ไปสู่ขอลูกสาวให้หนุ่มไหน พ่อแม่หญิงสาวจะถามไถ่เรื่องรายได้ของชายหนุ่มคนนั้นว่า มีเงินพอจะเลี้ยงดูลูกเมียไหม ความสามารถในการหาเงินเป็นมาตรวัดทางอ้อมว่าลูกสาวจะมีความสุขในชีวิตคู่

    ความรักอย่างเดียวไม่ว่าจะดูดดื่มแค่ไหนก็ไม่พอ เงินก็สำคัญ

    เคยได้ยินผู้หญิงพูดกันเล่น ๆ ไหมว่า “ฉันรักผู้ชายดี หลงผู้ชายเลว ชอบผู้ชายห่าม แต่ขอแต่งงานกับผู้ชายรวย!”

    ในสเกลใหญ่ระดับประเทศ เราก็วัดความเจริญรุ่งเรืองของชาติที่รายได้เหมือนกัน มาตรนี้เรียกว่า GDP - Gross Domestic Product

    จีดีพี หรือ จ.ด.พ. วัดความสำเร็จและความเจริญของชาติด้วยตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจโดยคำนวณจากมูลค่าตลาดของสินค้าและบริการที่ประเทศหนึ่ง ๆ ผลิตขึ้น เราใช้ จ.ด.พ. วัดมาตรฐานการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น ๆ

    ผู้นำประเทศต่าง ๆ มักบอกประชาชนให้เข้าใจโดยนัยว่า ค่า จ.ด.พ. ยิ่งสูง คุณภาพชีวิตยิ่งดี แต่ค่า จ.ด.พ. สูงไม่ได้มีความหมายอะไรนอกจากจะบอกว่าประเทศนั้นมีเงิน

    ปัญหาคือ จ.ด.พ. ไม่สนใจว่าผลผลิตนั้นใช้ทรัพยากรของชาติใด ไม่แคร์ว่ากระบวนการได้ตัวเลขสูง  ๆ ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มันไม่ได้วัดว่าธรรมชาติเสื่อมโทรมลงเท่าไร ส่งผลกระทบต่อโลกในด้านลบแค่ไหน เช่น ปลดปล่อยธาตุคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้โลกร้อนมากน้อยเพียงใด หรือไก่ที่ยืนในกรงแคบ ๆ ตลอดชีวิตจะทนทุกข์ทรมานแค่ไหน

    จ.ด.พ. จึงเป็นเพียงค่าทางตัวเงิน ไม่ใช่ค่าทางจิตใจ ไม่ใช่ค่าคุณภาพชีวิต มันไม่อาจวัดได้ว่าคนมีความสุขหรือไม่

    ระบบเศรษฐกิจชอบผูกคำว่า ‘รายได้’ เข้ากับคำว่า ‘ความสุข’ เราจึงได้ยินแต่คนพูดเรื่องเศรษฐกิจและการสร้างหนี้เพื่อ ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’ กู้แล้วกู้อีก ใช้หมดแล้วก็กู้ใหม่ ประเทศเราไม่เคยว่างเว้นจากหนี้สิน และกู้กันหนักมือขึ้น มีคนคำนวณว่า เราต้องใช้เวลาห้าสิบปีในการ จ่ายหนี้ก้อนใหญ่ล่าสุดที่กู้มา

    ว่าก็ว่าเถอะ เหล่านี้เป็นหนี้สินที่พอชำระคืนได้ แต่หนี้ที่สำคัญที่สุดซึ่งเราไม่มีปัญญาชดใช้คือความเสื่อมของธรรมชาติและความหมดสิ้นของทรัพยากร เราตัดป่าด้วยอัตราเร็วเหมือนว่าต้นไม้สามารถงอกคืนได้ภายในวันเดียว เราเอาของทุกอย่างมาจากธรรมชาติ ขุดน้ำมัน เหล็ก ทอง เพชร ฯลฯ แต่ไม่อาจชดใช้คืนให้ธรรมชาติ เพราะกระบวนการของธรรมชาติกินเวลานานกว่าอารยธรรมของมนุษยชาติ

    มันก็คือการขโมยทรัพยากรจากลูกหลานของเรานั่นเอง ทุกครั้งที่ตัดป่าทำลายธรรมชาติ เปลี่ยนสภาพดินฟ้าอากาศให้วิปริต โลกอนาคตของลูกหลานเราก็หดแคบลง ลูกหลานเราเป็นคนที่รับกรรมจากการแข่งกันสร้าง GDP ของเราในวันนี้

    และเมื่อน้ำมันหมดโลก ป่าเหี้ยนหายเมื่อไร จ.ด.พ. อาจย่อมาจาก ‘จนดีพี่’, ‘เจ๊งดีพี่’ และ ‘ เจ็บดีพี่’

    GDP โดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องดีหรือเรื่องร้าย มันเป็นแค่ตัวเลข เหมือนตัวเลขในบัญชีธนาคารของเรา ตัวเลขเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลยจนกระทั่งเราเชื่อว่าต้องมีตัวเลขสูง ๆ จึงจะมีความสุข

    คนที่มีรายได้สูงอาจสามารถจับจ่ายได้มากกว่า คล่องตัวกว่า แต่ไม่ได้แปลว่ามีความสุขมากกว่า

    บางทีเราควรหันไปแข่งขันตัวเลขของความสุขหรือ จ.ด.พ. หัวใจมากกว่า

    จ.ด.พ. =  จิตดีพี่

    จ.ด.พ. =  เจริญ(ทางใจ)ดีพี่

    จ.ด.พ. =  แจ่มดีพี่

    เพราะ จ.ด.พ. ทางเศรษฐกิจหรือจะสู้ จ.ด.พ.  ของความสุข

    ภูฏานน่าจะเป็นประเทศแรกที่ใช้หลัก ‘จิตดีพี่’ เป็นวาระแห่งชาติ เรียกว่า GDH - Gross Domestic Happiness

    จ.ด.ฮ.

    จิตดี-แฮปปี้

    มันก็คืิอ GDP ของหัวใจนั่นเอง ตัวเลขยิ่งมาก คนยิ่งมีความสุข

    นี่ไม่ใช่ความคิดใหม่ คนโบราณก็ทำอย่างนี้มานานแล้ว อยู่อย่างง่าย ๆ พอเพียง และมีความสุข

    เมื่อผูกความพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจ มันก็กลายเป็นปรัชญา ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ปรัชญาการใช้ชีวิตของปู่ย่าตายายของเรา

    พอเพียงก็คือวิถีแห่งพุทธ พอเพียงคือการปล่อยวาง พอเพียงคือรู้จักหยุด

    พอเพียงเมื่อไรก็เย็น

    เมื่อใช้หลักนี้ในทางโลกและวิถีชีวิต ก็จะได้ชีวิตที่ตัวเลข GDP ให้ไม่ได้ นั่นคือความสุขเย็น

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-3-26

    อ่านฉบับเต็มได้จาก รอยยิ้มใต้สายฝน
    35 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 5 บาทเศษ
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน 

    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm 

    โปรโมชั่นชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/234/R3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%203 

    https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm 

    1
    • 0 แชร์
    • 55

บทความล่าสุด