-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
(หลังจากดูเรื่อง โหดเลวดี รอบล่าสุด ก็ถือโอกาสดูชุด Infernal Affairs - สองคนสองคม อีกครั้ง คราวนี้ดูแบบชำแหละและจับผิด ผลคะแนนก็ยังเหมือนเดิมคือ 10/10)
ตัวละคร ไมเคิล คอร์ลีโอน กล่าวในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ว่า “ขณะที่ผมคิดว่าผมออกมาแล้ว พวกนั้นก็ดึงผมกลับเข้าไปใหม่”
คนชั่วเมื่อคิดล้างมือจากวงการ ก็อาจทำไม่ได้
แล้วคนดีที่เข้าสู่วงการคนชั่วด้วยเจตนาดีเล่า? ล้างมือได้หรือไม่? หนีออกจากทางสายเดิมได้หรือไม่?
และนี่คือ 無間道 ทางที่ไม่สิ้นสุด
ชื่อจีนของภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม)
無間 = ไม่สิ้นสุด 道 = ทาง ในที่นี้รวมแล้วหมายถึงนรกไม่สิ้นสุด ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่อาจหนีพ้น
ชื่อเรื่องอังกฤษเป็นการเล่นคำ เลียนคำว่า internal affairs ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ แทนด้วยคำว่า infernal ที่แปลว่า นรก หรือ 無間道
วงการภาพยนตร์โลกเต็มไปด้วยหนังแนวตำรวจ-ผู้ร้าย มากจนอยากสรุปว่า หนังเกินครึ่งในโลกเป็นหนังการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับคนร้ายหรือเจ้าพ่อ ในบรรดานี้ หนังที่สามารถยกระดับไปถึงระดับดีมากหรือถึงขั้นคลาสสิก มีน้อย
ตัวอย่างคลาสสิกที่ยกมาเสมอคือ The Godfather เพราะมันก้าวไปไกลกว่าพล็อตเรื่องการขับเคี่ยวหรือการชิงอำนาจของเจ้าพ่อ แต่มันรวมความรู้สึกจิตใจเข้าไปด้วย ดังที่โก้วเล้งใช้ในงานเขียนนิยายกำลังภายใน แล้วยกระดับมันขึ้นมาเป็นงานคลาสสิก
Infernal Affairs เป็นหนังฮ่องกง เกี่ยวกับเจ้าพ่อ-ตำรวจ โดยคอนเส็ปต์ไม่ใช่ของใหม่ การส่งสายลับเข้าไปในองค์การอาชญากรรม หรือเข้าไปในหน่วยงานรัฐทำมาแล้วมากมาย ของไทยเราก็มีเรื่อง เล็บครุฑ ที่เขียนมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในหนังที่อิงเรื่องจริง เช่น Donnie Brasko ซึ่งออกมาหลายปีก่อนเรื่อง Infernal Affairs
แต่สิ่งที่ Infernal Affairs แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นในตระกูลนี้คือ แม้เป็นหนังตลาด แต่มันยืนอยู่ใต้เงาของหนังอาร์ต หนังไม่เน้นการฆ่ากัน ฉากยิงอาจไม่เห็นการยิง อาจเป็นแค่เสียงปืน ที่สำคัญที่สุดคือ หนังใส่อารมณ์ความรู้สึก เลือดเนื้อมนุษย์เข้าไป เมื่อรวมกับบทที่แน่น เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจากหนังอาชญากรรมทั่วไป
หลายฉากทำได้ตื่นเต้นโดยที่ไม่มีการปะทะกันจริง ๆ ฉากการสื่อสารผ่านรหัสมอร์สถือว่าฉลาด
หนังมีความรุนแรงมาก แต่กลับไม่เน้นความรุนแรง แต่เน้นที่การวางแผน การแก้เกม การหักเหลี่ยม การหักมุมซ้อนหักมุม บทเอาอยู่ ทำให้เรื่องสนุกและสด
พูดง่าย ๆ คือ เป็นงานที่รวมศิลปะ พล็อต การหักมุม การใช้อารมณ์ ลงตัว
โก้วเล้งมักชอบเล่าชีวิตชาวยุทธ์ในมุมธรรมดา มุมในระดับล่าง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนร้ายก็คุยเล่นกันได้ ในเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องร้ายทั้งเรื่อง ความเป็นศัตรูกับความเป็นเพื่อน แยกกันไม่ออกชัด ส่วนหว่องกาไวชอบเล่นกับอารมณ์และโทนหนังแบบหม่น
เรื่องนี้ดูเหมือนจะรวมพล็อตที่ดีเข้ากับงานแบบโก้วเล้งและอารมณ์แบบหว่องกาไว
..............
Infernal Affairs ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนต้องสร้างภาคสองและภาคสาม
เช่นเดียวกับ The Godfather หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงจนต้องเข็นภาค 2-3 ออกมา
และเช่นเดียวกับ The Godfather หนังภาคต่อของ Infernal Affairs ถือว่าทำได้ดี
และฮอลลีวูดยังนำไปรีเมกเป็นฉบับฝรั่ง The Departed โดย Martin Scorsese ผู้กำกับมือเซียนด้านหนังแนวนี้ The Departed ไปไกลขนาดได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
นี่ย่อมแสดงว่าโครงเรื่องและแนวเรื่องของงานชิ้นนี้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
Infernal Affairs ภาค 2-3 เพ่ิมและเสียบส่วนที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก ซึ่งถือเป็นความสามารถของคนเขียนบทที่สามารถอุตส่าห์เสียบเรื่องเข้าไปได้ โดยที่ยังใช้ตัวละครชุดเดิม เล่าที่มาและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางทีการเป็นเจ้าพ่อก็มาแบบโชคช่วย ไม่ได้ตั้งใจ จังหวะมันได้
ภาค 2-3 ด้อยลงกว่าภาค 1 บ้าง แต่ยังถือว่าดี และเมื่อรวมกันเป็นไตรภาค ก็ยังจัดว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานสูงกว่าหนังแนวนี้จำนวนมากของฮอลลีวูด
Infernal Affairs ทั้งสามภาคชี้ให้เราขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเราคือใคร มันสามารถแบ่งดี-ร้ายได้แยกกันเช่นนั้นหรือ และคำถามที่ว่า คนเราสามารถเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นร้าย แต่ในสถานะหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ต่อให้คนร้ายอยากกลับตัวก็เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นคนใหม่
หนังใช้ห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการที่ฮ่องกงคืนจากอังกฤษสู่จีน ชาวฮ่องกงก็มีคำถามว่า ตัวตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร บางทีลัทธิการเมืองคนละขั้วก็อาจเข้าข่ายการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ
เราจะแยกอย่างไรว่าโลกของตำรวจสะอาดกว่า หรือโลกของโจรมีแต่ความดำมืด ในเมื่อมันเป็นสีเทาปนกัน
ในท่อนหนึ่งของหนังภาคแรก เจ้าพ่อบอกลูกน้องว่า คนนับพันต้องตายเพื่อซีซาร์จะยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท้ายที่สุดซีซาร์ก็ตายด้วยน้ำมือคนของตัวเอง
ขาวกับดำก็เช่นหยินกับหยาง ดูต่างกัน แต่มันต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอ แยกจากกันไม่ออก
10/10
ทั้งสามภาคฉายทาง Netflix
.............
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์นี้ และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)0- แชร์
- 301
-
"ท่านรัฐมนตรีรักชาติคะ ท่านมีความเห็นอย่างไรกับคำตัดสินของศาลคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แล้วท่านรู้สึกยังไงที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แล้วท่านจะไปตั้งรัฐบาลใหม่กับเขาไหม?"
"ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"เอ๊ะ! อย่างนี้จะสง่างามหรือคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แปลว่าไม่ว่าใครตั้งรัฐบาล ท่านก็จะเป็นรัฐมนตรี?"
"ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"แต่มันเหมาะสมหรือคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"สรุปคือใครมาใครไป ท่านอยู่ตลอด?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"ขอโทษนะคะท่าน ดูเหมือนท่านใช้คำว่า 'ตถตา' ผิดบริบท น่าจะใช้ 'ตัวกูของกู' หรือเปล่าคะ?"
"ที่ผิดน่าจะเป็นพระบางวัดมากกว่ามั้ง ใช้คำผิดหรือถูก โน อิมพอร์ตั้น ที่ เวรี่ อิมพอร์ตั้น คือเราทำงานให้พี่น้องประชาชน"
"สรุปก็คือท่านเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเกาะเก้าอี้แน่น ไม่น่าเกลียดหรือ?"
"เพื่อพี่น้องประชาชน จะเรียกผมว่าอะไรก็ยอม ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"สรุปคือประชาชนยังจะเห็นหน้าท่านอีกในรัฐบาลชุดต่อไป?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง เคี้ยกเคี้ยก"
วินทร์ เลียววาริณ
29-8-25681 วันที่ผ่านมา -
นี่เป็นการป้ายยา pre-order ครั้งสุดท้าย เพราะ pre-order สี่ภพ จะจบวันที่ 31 สิงหาคม
31 สิงหาคมจะเป็นวันสุดท้ายของการชำระเงินและส่งหลักฐาน pre-order
หลังจากนั้นเราจะหยุดรับออร์เดอร์ 2 สัปดาห์ เพื่อเคลียร์งานการผลิต การเซ็นชื่อ และจัดส่งท่านที่ pre-order ล่วงหน้า
เราจะวางขายแบบหนังสือปกติตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ทั้งทางเว็บไซต์และ Shopee ตามราคาปกจริงคือ 2,400.-
ซื้อทางเว็บไซต์ไม่คิดค่าส่ง และสามารถใช้คะแนน winpoint ได้ (เนื่องจากเป็นหนังสือปกติแล้ว)
ซื้อทาง Shopee คิดค่าส่งตามกฎของ Shopee (ถ้าใครมีคะแนนของ Shopee ก็น่าจะใช้ได้)
งานหนังสือเดือนตุลาคม มีจำหน่ายในราคา 2,200.- ถ้ามาซื้อเอง แต่ถ้าให้จัดส่ง ก็เป็นราคาปก 2,400.-
วินทร์ เลียววาริณ
29-8-25อ่านที่มาของงานชุดนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1348523389969682&set=a.208269707328395
อ่านรายละเอียดหนังสือได้ที่
https://www.facebook.com/photo?fbid=1352241359597885&set=a.208269707328395ตอนนี้พิมพ์จริงแล้ว สั่งซื้อ คลิก https://www.winbookclub.com/store/detail/254/4%20%E0%B8%A0%E0%B8%9E
ในหน้า pre-order สามารถคลิกอ่านตัวอย่าง 2 บทได้ฟรี
1 วันที่ผ่านมา -
วันก่อนคุยเรื่องกรรม ต่ออีกนิด เพราะยังไม่จบ
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราใช้ปัญญาพิจารณาความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย
แนวคิดทางพุทธจริง ๆ ชี้ว่า สรรพสิ่งเกิดขึ้นไปตามกฎแห่งเหตุและผล (cause-effect) และกฎแห่งเหตุและผลนั้นไม่ได้หมายเฉพาะถึงกฎแห่งกรรมอย่างเดียว มันยังเกิดจากกฎอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น พีชนิยาม (กฎเกี่ยวกับพืชพันธุ์ ปลูกพืชอะไรก็ได้พืชชนิดนั้น)
และอุตุนิยาม (กฎเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศ เช่น อากาศร้อน เหงื่อก็ออก) เป็นต้น
คนที่มัวแต่หมกมุ่นกับกรรมเก่าและการแก้กรรม อาจสร้างกรรมใหม่โดยปริยาย เพราะการไม่ทำอะไรก็เป็นกรรมอย่างหนึ่งซึ่งจะส่งผลต่อเราในเวลาถัดไป
เป็นเรื่องง่ายที่จะโยนความผิดทุกอย่างให้กรรม และไม่ต้องทำอะไร แต่คนฉลาดจะคิดวิเคราะห์ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนมาจากเหตุปัจจัยอะไร
ต่อให้เรื่องกรรมในความเชื่อนี้เป็นจริง ก็ยังต้องลงมือทำ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้โดยนอนอยู่เฉย ๆ
พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า “หากไม่งอมืองอเท้าก้มหน้า ‘รับกรรม’ ก็คิดแต่จะ ‘แก้กรรม’ สถานเดียว แต่ไม่ขวนขวายที่จะสร้างกรรมใหม่ที่ดีงามขึ้นมา หรือเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ เช่น เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต หรือกระตุ้นให้เกิดความไม่ประมาท เร่งทำความดีงามขณะที่ยังมีเวลาและกำลังวังชาอยู่”
ชีวิตเราก็เหมือนที่ดินผืนหนึ่ง บางคนได้ที่ดินอุดมสมบูรณ์ บางคนไม่ได้ แต่เราก็ทำให้มันดีที่สุด
ถ้าผืนดินของเราเป็นดินแข็งหรือดินเสีย ปลูกอะไรไม่ขึ้น เราจะแก้กรรม หรือว่าหาวิธีแก้ไขดิน ปรับปรุงจนมันปลูกพืชได้?
ประเทศในแถบทะเลทรายหลายประเทศไม่ได้ทำพิธีแก้กรรมที่ปลูกพืชไม่ขึ้น แต่พัฒนาระบบชลประทานจนปลูกพืชได้
นี่ก็คือการสร้างกรรมดี และได้รับผลที่ดี
ไม่มีตำราแก้กรรมสักเล่มเดียวที่สอนให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด แต่ให้อ้อนวอน ทำบุญให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ
มีแต่การหาทางลัด
เหล่านี้มิใช่พุทธศาสตร์ แต่คือไสยศาสตร์ และไม่ใช่ไสยศาสตร์ธรรมดา มันคือ ‘ไสยศาสตร์มักง่าย’
ตำราแก้กรรมทั้งหลายไม่เคยบอกว่า พวกเราทำกรรมอะไรในชาติก่อน ชาตินี้จึงต้องอ่านตำราแก้กรรม!
วินทร์ เลียววาริณ
29-8-25บางท่อนจาก หลับถึงชาติหน้า
รวมบทความต้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์
28 บทความ ราคา 220 = บทความละ 7.8 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
220 บาทนี้จะทำให้คุณประหยัดค่างมงายไปตลอดชีวิต
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/168/หลับถึงชาติหน้า
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น คุ้มกว่า https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6
1 วันที่ผ่านมา -
2 วันที่ผ่านมา
-
วันก่อนผมยืนรอรถไฟฟ้าใต้ดิน เสียงโฆษณาจากโทรทัศน์ที่ชานชาลาดังมากและต่อเนื่อง และหนีไม่พ้น จากชานชาลาที่เดิมเคยเงียบ บัดนี้เสียงที่ไม่มีใครต้องการแทรกเข้ามาเรียบร้อยแล้ว
ขึ้นรถไฟฟ้าไม่ว่าแบบใต้ดินหรือเหนือดิน ก็มีโฆษณา ยัดเยียดให้ผู้โดยสารดู
ศูนย์การค้ากลางเมืองแห่งหนึ่ง เปิดดนตรีดังแม้แต่ในลานจอดรถที่ไม่มีคน (ยกเว้นคนจอดรถและคนเอารถออก) เป็นครั้งแรกที่รู้ว่ารถยนต์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตชอบฟังเพลง ศูนย์การค้าแห่งนี้เปิดเพลงทุกจุด เข้าไปในห้องน้ำ จะเจอคลื่นเสียงสองสาย คลื่นหนึ่งคือเสียงเพลง อีกคลื่นหนึ่งคือเสียงประกาศให้ระวังโควิด-19 ที่จบไปนานแล้ว
ผมเป็นคนแก่ เข้าห้องน้ำทีจะใช้เวลานานกว่าคนหนุ่ม เพราะต่อมลูกหมากเสื่อม ก็ต้องยืนฟังคลื่นเสียงประกาศกับคลื่นเสียงเพลงตีกัน ทำให้ต่อมลูกหมากที่โดนคลื่นเสียงเสื่อมลงไปอีก
ศูนย์การค้า ร้านอาหาร แทบทุกแห่งต้องมีเสียงเพลง ในลิฟต์ก็มี
เดินไปตามถนน ก็มีเสียงนกหวีดของยามดังเป็นของแถม
ขึ้นแท็กซี่ก็ต้องเปิดเพลง
ครั้งหนึ่งผมบอกคนขับแท็กซี่ว่าช่วยปิดเพลงได้ไหม ได้ผลครับ คือผมต้องลงจากรถไปเรียกคันใหม่
แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่ควรมีเสียงอย่างที่สุดเช่น สวนสาธารณะ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียง นิยมใช้เครื่องขยายเสียง ตั้งแต่การประกาศห้ามพาหมาเดินเล่น ไปจนถึงการใช้ไมโครโฟนร้องเพลงคาราโอเกะใต้ร่มไม้อย่างสุขสม แต่นกกาบินหนีหมด
ในช่วงเทศกาลรื่นเริง เรามักเห็นการจัดปาร์ตี้ยามดึกดื่นพร้อมเสียงดนตรีดังจากท้ายซอยถึงต้นซอย
ใช่ ไปที่ไหนก็มีเสียง
ใช่ เราเป็นชาติที่มีสิ่งหนวกหูมากที่สุดชาติหนึ่งในโลก
ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก ไม่เห็นใครบ่นอะไร เราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติ
ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือรู้แต่ลืมไปแล้วก็คือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล (เช่น เสียงนกหวีดกับเสียงแตรรถ) นาน ๆ เป็นอันตรายต่อประสาทหู
เราไม่ควรอยู่ในสภาวะเสียงที่ดัง 80-90 เดซิเบลนานเกินกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน การฟังเสียงดัง 115 เดซิเบลนานเพียงสิบห้านาทีต่อวัน ทำลายเยื่อแก้วหูได้ ถ้าเกิน 110 เดซิเบลขึ้นไปเป็นอันตรายต่อหู เกิน 180 เดซิเบลคือหูพัง
จำไว้เป็นสูตรว่า ทุก ๆ 5 เดซิเบลที่เพิ่มขึ้น ให้ลดเวลาที่อยู่กับเสียงนั้นลงครึ่งหนึ่ง
แต่มันมีทางที่ดีกว่านั้น คือรู้จักเงียบบ้าง
การแก้ปัญหามลพิษทางเสียงก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาการจราจรและอีกหลาย ๆ ปัญหา นั่นคือแก้ที่คน ไม่ใช่ป้ายห้ามใช้เสียง
สิ่งแรกที่ต้องแก้คือทัศนคติ
เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับเสียงตลอดเวลา
เราอยู่กับความเงียบบ้างก็ได้ ไม่ทำให้อายุเราสั้นลง ตรงกันข้าม อาจทำให้ยาวขึ้น เพราะจิตนิ่งขึ้น
เงียบ ๆ ไว้บ้าง โลกจะสดใสขึ้นอีกมาก
จุ๊! จุ๊! เงียบหน่อยนะ
วินทร์ เลียววาริณ
28 สิงหาคม 25682 วันที่ผ่านมา