-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
(หลังจากดูเรื่อง โหดเลวดี รอบล่าสุด ก็ถือโอกาสดูชุด Infernal Affairs - สองคนสองคม อีกครั้ง คราวนี้ดูแบบชำแหละและจับผิด ผลคะแนนก็ยังเหมือนเดิมคือ 10/10)
ตัวละคร ไมเคิล คอร์ลีโอน กล่าวในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ว่า “ขณะที่ผมคิดว่าผมออกมาแล้ว พวกนั้นก็ดึงผมกลับเข้าไปใหม่”
คนชั่วเมื่อคิดล้างมือจากวงการ ก็อาจทำไม่ได้
แล้วคนดีที่เข้าสู่วงการคนชั่วด้วยเจตนาดีเล่า? ล้างมือได้หรือไม่? หนีออกจากทางสายเดิมได้หรือไม่?
และนี่คือ 無間道 ทางที่ไม่สิ้นสุด
ชื่อจีนของภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม)
無間 = ไม่สิ้นสุด 道 = ทาง ในที่นี้รวมแล้วหมายถึงนรกไม่สิ้นสุด ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่อาจหนีพ้น
ชื่อเรื่องอังกฤษเป็นการเล่นคำ เลียนคำว่า internal affairs ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ แทนด้วยคำว่า infernal ที่แปลว่า นรก หรือ 無間道
วงการภาพยนตร์โลกเต็มไปด้วยหนังแนวตำรวจ-ผู้ร้าย มากจนอยากสรุปว่า หนังเกินครึ่งในโลกเป็นหนังการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับคนร้ายหรือเจ้าพ่อ ในบรรดานี้ หนังที่สามารถยกระดับไปถึงระดับดีมากหรือถึงขั้นคลาสสิก มีน้อย
ตัวอย่างคลาสสิกที่ยกมาเสมอคือ The Godfather เพราะมันก้าวไปไกลกว่าพล็อตเรื่องการขับเคี่ยวหรือการชิงอำนาจของเจ้าพ่อ แต่มันรวมความรู้สึกจิตใจเข้าไปด้วย ดังที่โก้วเล้งใช้ในงานเขียนนิยายกำลังภายใน แล้วยกระดับมันขึ้นมาเป็นงานคลาสสิก
Infernal Affairs เป็นหนังฮ่องกง เกี่ยวกับเจ้าพ่อ-ตำรวจ โดยคอนเส็ปต์ไม่ใช่ของใหม่ การส่งสายลับเข้าไปในองค์การอาชญากรรม หรือเข้าไปในหน่วยงานรัฐทำมาแล้วมากมาย ของไทยเราก็มีเรื่อง เล็บครุฑ ที่เขียนมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในหนังที่อิงเรื่องจริง เช่น Donnie Brasko ซึ่งออกมาหลายปีก่อนเรื่อง Infernal Affairs
แต่สิ่งที่ Infernal Affairs แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นในตระกูลนี้คือ แม้เป็นหนังตลาด แต่มันยืนอยู่ใต้เงาของหนังอาร์ต หนังไม่เน้นการฆ่ากัน ฉากยิงอาจไม่เห็นการยิง อาจเป็นแค่เสียงปืน ที่สำคัญที่สุดคือ หนังใส่อารมณ์ความรู้สึก เลือดเนื้อมนุษย์เข้าไป เมื่อรวมกับบทที่แน่น เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจากหนังอาชญากรรมทั่วไป
หลายฉากทำได้ตื่นเต้นโดยที่ไม่มีการปะทะกันจริง ๆ ฉากการสื่อสารผ่านรหัสมอร์สถือว่าฉลาด
หนังมีความรุนแรงมาก แต่กลับไม่เน้นความรุนแรง แต่เน้นที่การวางแผน การแก้เกม การหักเหลี่ยม การหักมุมซ้อนหักมุม บทเอาอยู่ ทำให้เรื่องสนุกและสด
พูดง่าย ๆ คือ เป็นงานที่รวมศิลปะ พล็อต การหักมุม การใช้อารมณ์ ลงตัว
โก้วเล้งมักชอบเล่าชีวิตชาวยุทธ์ในมุมธรรมดา มุมในระดับล่าง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนร้ายก็คุยเล่นกันได้ ในเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องร้ายทั้งเรื่อง ความเป็นศัตรูกับความเป็นเพื่อน แยกกันไม่ออกชัด ส่วนหว่องกาไวชอบเล่นกับอารมณ์และโทนหนังแบบหม่น
เรื่องนี้ดูเหมือนจะรวมพล็อตที่ดีเข้ากับงานแบบโก้วเล้งและอารมณ์แบบหว่องกาไว
..............
Infernal Affairs ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนต้องสร้างภาคสองและภาคสาม
เช่นเดียวกับ The Godfather หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงจนต้องเข็นภาค 2-3 ออกมา
และเช่นเดียวกับ The Godfather หนังภาคต่อของ Infernal Affairs ถือว่าทำได้ดี
และฮอลลีวูดยังนำไปรีเมกเป็นฉบับฝรั่ง The Departed โดย Martin Scorsese ผู้กำกับมือเซียนด้านหนังแนวนี้ The Departed ไปไกลขนาดได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
นี่ย่อมแสดงว่าโครงเรื่องและแนวเรื่องของงานชิ้นนี้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
Infernal Affairs ภาค 2-3 เพ่ิมและเสียบส่วนที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก ซึ่งถือเป็นความสามารถของคนเขียนบทที่สามารถอุตส่าห์เสียบเรื่องเข้าไปได้ โดยที่ยังใช้ตัวละครชุดเดิม เล่าที่มาและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางทีการเป็นเจ้าพ่อก็มาแบบโชคช่วย ไม่ได้ตั้งใจ จังหวะมันได้
ภาค 2-3 ด้อยลงกว่าภาค 1 บ้าง แต่ยังถือว่าดี และเมื่อรวมกันเป็นไตรภาค ก็ยังจัดว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานสูงกว่าหนังแนวนี้จำนวนมากของฮอลลีวูด
Infernal Affairs ทั้งสามภาคชี้ให้เราขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเราคือใคร มันสามารถแบ่งดี-ร้ายได้แยกกันเช่นนั้นหรือ และคำถามที่ว่า คนเราสามารถเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นร้าย แต่ในสถานะหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ต่อให้คนร้ายอยากกลับตัวก็เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นคนใหม่
หนังใช้ห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการที่ฮ่องกงคืนจากอังกฤษสู่จีน ชาวฮ่องกงก็มีคำถามว่า ตัวตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร บางทีลัทธิการเมืองคนละขั้วก็อาจเข้าข่ายการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ
เราจะแยกอย่างไรว่าโลกของตำรวจสะอาดกว่า หรือโลกของโจรมีแต่ความดำมืด ในเมื่อมันเป็นสีเทาปนกัน
ในท่อนหนึ่งของหนังภาคแรก เจ้าพ่อบอกลูกน้องว่า คนนับพันต้องตายเพื่อซีซาร์จะยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท้ายที่สุดซีซาร์ก็ตายด้วยน้ำมือคนของตัวเอง
ขาวกับดำก็เช่นหยินกับหยาง ดูต่างกัน แต่มันต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอ แยกจากกันไม่ออก
10/10
ทั้งสามภาคฉายทาง Netflix
.............
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์นี้ และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)0- แชร์
- 513
-

เล่าเรื่องชีวิตหาดใหญ่วัยเด็กต่อ
ย้อนรอยว่า อะไรทำให้โตขึ้นชอบเขียนหนังสือ
ความจริงผมชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่เด็ก ผมชอบจดข้อความต่าง ๆ ที่อ่านมาและรู้สึกกินใจ รวมทั้งความรู้ต่าง ๆ เกร็ดต่าง ๆ แต่ไม่ได้บันทึกชีวิตส่วนตัวใด ๆ
ผมเริ่มเขียนอนุทินบันทึกชีวิตตัวเองครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นไดอารีปกแข็งสวยงาม จำไม่ได้ว่ามีคนมอบให้หรือซื้อเอง หน้าแรก ๆ ของไดอารีเป็นรายละเอียดจังหวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย แบ่งหน้าละหนึ่งวัน ตีเส้นบรรทัดเรียบร้อย มีรายละเอียดวันทั้งพุทธศักราช คริสต์ศักราช จุลศักราช ไปจนถึง ร.ศ. จันทรคติ ฯลฯ อาจเพราะสวยงามและน่าใช้อย่างยิ่ง ผมจึงเริ่มเขียนไดอารีในวันแรกของปีนั้น
ข้อความว่า “วันนี้ตอนเช้าได้ขี่จักรยานไปยังสำนักงานเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีการจัดให้ประชาชนไปตักบาตร การตักบาตรวันปีใหม่นี้ เขาจัดเป็นประจำทุก ๆ ปี วันนี้มีคนไปตั้งเยอะแยะ พอจอดจักรยานไว้ข้างนอกแล้ว ก็เดินไปเที่ยวดู มีที่สำหรับวางของซึ่งประชาชนให้สำหรับวัดต่าง ๆ ของกินดูเต็มไปหมด เห็นพระสงฆ์เดินมาหลายรูป ข้างนอกมีตำรวจ 2-3 คนเฝ้าดูอยู่ที่ถนน เดินเล่นครู่หนึ่ง ก็ขี่จักรยานกลับบ้าน เห็นคนมาขายลูกโป่งเต็มไปหมด ใช้เวลาหลังจากนั้นทำการบ้านที่เหลืออยู่เกือบตลอดวัน พอตกกลางคืนถึง 7.00 น. ก็ไปดูภาพยนต์*กับน้องสมบูรณ์และเสถียร เรื่อง คนสองหัว ภาษาอังกฤษว่า The Incredible 2 Headed Transplant ฉายที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทย หาดใหญ่ เสียเงินไปคนละ 6 บาท กลับมาบ้านก็ราว ๆ 9.00 น. หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เข้านอน”
(* ต้นฉบับสะกดผิดอย่างนี้)
ทั้งปีเขียนอยู่ได้แค่สามวัน ก็เลิก เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ชีวิตเรียบเป็นเส้นตรง เช้าไปโรงเรียน บ่ายกลับมาทำการบ้าน ทวนวิชา แล้วนอน ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหน ไม่มีโทรทัศน์ดู
ไดอารีเล่มนั้นจึงเหมือนจักรวาล คือเป็นที่ว่างเป็นส่วนใหญ่! ใช้เป็นสมุดจดข้อความ สารคดี คำคมต่าง ๆ แทน ตอนนั้นอ่านเจออะไรก็จดไว้ แต่แล้วก็หยุดบันทึกไปหลายปี จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2519 เกิดเรื่องประหลาด ไม่รู้วิญญาณอะไรเข้าสิง อยู่ดี ๆ ก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนไดอารี คราวนี้เขียนอย่างจริงจัง และเขียนต่อเนื่องไปอีกหลายปีจนไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ก็เขียนมาตลอดจนถึงสิ้นปี 2528 ก็หยุดเขียนไดอารี เข้าสู่โหมดเขียนงานวรรณกรรมเต็มตัว
การเขียนอนุทินประจำวันเป็นเรื่องดี ช่วยหลายอย่าง เรื่องทบทวนความจำ แต่ที่สำคัญกว่าอาจเป็นการได้วิเคราะห์ชีวิตในแต่ละวันว่าทำอะไร ถูกผิดอย่างไร และเป็นการตกผลึกตอนจบวัน สรุปรวบยอดว่าวันนั้นเป็นอย่างไร
การบันทึกอนุทินมีข้อดีสองข้อ ข้อหนึ่งคือฝึกความจำ ข้อสองคือศึกษาชีวิตตนเองและคนอื่นผ่านกิจกรรมในหนึ่งวัน ทำให้เราได้สติ และเดินหน้าวันรุ่งขึ้นด้วยความพร้อม
และสำหรับผม ได้รับของแถมข้อดีข้อที่สามคือ ช่วยเรื่องการฝึกภาษาและการลำดับความ ลงท้ายด้วยการเขียนนิยาย
ผมไม่รู้ว่าการเขียนไดอารีทำให้อยากเขียนนิยายหรือความอยากเขียนนิยายผลักดันให้เขียนไดอารี แต่หากปราศจากสมุดบันทึกเล่มแรกเล่มนั้น บางทีชีวิตอาจไม่ได้เข้าสู่โลกของการเขียน
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เคยเขียนว่า กล้องถ่ายรูปก็คือยานเวลา บันทึกอดีตไว้ ดูเมื่อไรก็ย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง
ไดอารีก็เป็นยานเวลาเช่นกันที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเชื้อเพลิง แต่มันมิเพียงพาเราสู่อดีต ยังช่วยให้เราศึกษาตัวเองได้ด้วย จึงสามารถมองเห็นอนาคตของตนชัดขึ้น และท้ายที่สุดก็อาจสามารถเปลี่ยนอนาคตได้
เราทุกคนได้รับอนุทินแห่งชีวิตทุกปี ปีละหนึ่งเล่ม กระดาษทุกหน้าว่างเปล่า รอให้เราจดจารและเปลี่ยนชีวิตของเราเอง
วินทร์ เลียววาริณ
4-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
1 วันที่ผ่านมา -

นายกมลเที่ยวรอบโลกสองรอบ ใช้ชีวิตในห้าสิบเอ็ดประเทศ แต่งงานสามครั้งกับสาวสวยระดับนางงาม เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มจริง ๆ”
นายวิโรจน์ผ่านการรบในสมรภูมิ เข้าป่าถูกควายป่าไล่ขวิด ถูกมนุษย์กินคนจับไป ขึ้นรถเมล์เจอระเบิดขวด แต่รอดมาได้และอยู่จนแก่ตาย เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน”
นายรองได้ควงสาวสวยยี่สิบคน กินอาหารอร่อยทั่วประเทศ ชิมไวน์ชั้นเลิศจากทั่วโลก เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มมาก”
หากมองด้วยตัวอย่างเหล่านี้ ‘ใช้ชีวิตคุ้ม’ คือการเสพสุขหรือการได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ มาก ๆ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น ตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสนาน และแปลก
ชีวิตเหล่านี้ถ้าเป็นกะทิก็คือหัวกะทิ ถ้าเป็นกาแฟก็คือเอสเปรสโซ ถ้าเป็นเครื่องแกงก็เข้มข้นจัดจ้าน
ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางกายภาพมากกว่าจิตใจ เราไม่เรียกนักบวชที่นั่งสมาธิเข้าถึงรสธรรมหรือพ่อค้านั่งหงิม ๆ ในร้านทั้งชีวิตว่าคุ้ม
ดังนี้ ‘คุ้ม’ ในค่านิยมของคนทั่วไปก็มีนัยของโชคชะตา เหมือนซื้อลอตเตอรี ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสถูก ‘ลอตเตอรี’
ว่าก็ว่าเถอะ เกิดมาด้วยฐานะดี ก็มีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่า มีโอกาสได้เดินทาง เสพไวน์มากกว่า
คำถามคือ นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เราใช้มาตรใดวัดว่าชีวิตหนึ่งคุ้ม อีกชีวิตหนึ่งไม่คุ้ม ถ้าหาก ‘คุ้ม’ มีความหมายถึงการได้รับมากกว่าหรือเข้มข้นกว่า เราจะอธิบายคนที่ทำงานตลอดชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนว่าคุ้มได้หรือไม่ หากไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก หรืออาจไม่ได้ออกจากชนบทที่อาศัยอยู่เลยตลอดชีวิต แปลว่า ‘ไม่คุ้ม’ หรือ?
ญาติคนหนึ่งของผมใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไกล เมื่อเขาพบว่าเป็นมะเร็งระยะปลาย เขาบอกว่า ถึงตายไปในวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะพอใจชีวิตที่ผ่านมาแล้ว
เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาคุ้มแล้ว ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งแต่เกิด ตลอดชีวิตไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้ถูกควายป่าขวิด ไม่ได้ถูกมนุษย์กินคนจับตัวไป และไม่ได้ชอบไวน์ชั้นเลิศแต่อย่างไร เขาพอใจชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ ก็จะยังเลือกทางเดินสายเดิมนี้
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มคือความพึงใจรสชาติของชีวิต ใช้ชีวิตได้สมใจปรารถนา
ศิลปินนักเขียนผู้สร้างผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ มักรู้สึกว่าชีวิตของตนคุ้มแล้ว นั่นคือเต็มแล้ว เพราะได้สร้างงานที่ตนเองพึงใจ ทั้งที่ตลอดชีวิตเขาทำงานหนักและเหนื่อย แต่งานที่ทำเป็นความสุขของเขา
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มก็คือการเติมเต็มชีวิตของตน ได้ทดลองเดินไปตามทางที่ฝัน
คุ้มจึงเป็นเรื่องของความพอใจด้วย พอใจเมื่อไร ก็คือคุ้มแล้ว
ถ้า ‘คุ้ม’ เป็นเรื่องของความพอใจ มันก็เป็นอัตวิสัย
และบางทีเรานิยามคำว่าคุ้มโดยใช้ตัวเราเป็นหลัก
ลองนึกดู ถ้าใครคนหนึ่งเกิดมามีฐานะดี เรียนสูง ทำงานดี มีตำแหน่งสูง แต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้แผ่นดินเสียหาย อย่างนี้ ‘คุ้ม’ ของเขาก็คือ ‘ไม่คุ้ม’ ของคนทั้งแผ่นดิน นี่ยังสามารถจะเรียกว่าใช้ชีวิตคุ้มได้หรือ?
ในทางตรงข้าม พระที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในวัด ไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกินอาหารพิสดารของพ่อครัวห้าดาว แต่สอนชาวบ้านให้เป็นคนดี การดำรงอยู่ของพระรูปนี้ย่อมดีกว่าการไม่มีพระรูปนี้ ดังนี้เราก็น่าจะบอกว่า ชีวิตของพระรูปนี้คุ้มแล้ว เพราะสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ชีวิตของพวกเขาคุ้มเพราะพระรูปนี้
ชาวบ้านเดินดินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ชายผู้ปลูกต้นไม้ไปทั่วจังหวัด หมอที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี แต่ตัวเองใช้ชีวิตง่าย ๆ ฯลฯ คนเหล่านี้ให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง คนเหล่านี้ทำให้ชีวิตคนอื่น ‘คุ้ม’
บางทีชีวิตที่คุ้มที่สุดก็คือชีวิตที่ทำให้ชีวิตอื่นคุ้ม มากกว่าตัวเราคุ้ม
ดังนั้น “ใช้ชีวิตคุ้ม” น่าจะกว้างกว่าแค่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นหรือการที่เราได้มากกว่าคนอื่น หรือเกินศักยภาพของเรา
ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำให้ชีวิตตนเองคุ้มกับการดำรงอยู่ในโลกนี้
บางทีชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้ ความเข้าใจโลก ความสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
บางที ‘คุ้ม’ มิได้อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่เราเป็น แต่คือสิ่งดี ๆ ที่เราทำ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น พูดง่าย ๆ คือหากการปรากฏตัวของเราในโลกนี้มีคุณมากกว่าโทษ ก็อาจนับว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว
ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่”
ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ เราทุกคนเกิดมาพร้อมเส้นทางสายหนึ่ง เรามีเวลา 70-80 ปีสำรวจมันให้ทั่ว
บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย
การสำรวจมันไม่ได้แปลว่าจะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันมากกว่าการไม่สำรวจเส้นทางเลย
เราเรียกการสำรวจเส้นทางนี้ว่าการใช้ชีวิต
แน่ละ ไม่มีกฎกติกาใดที่บังคับให้เราต้องสำรวจเส้นทาง
เราอาจได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่เปิดกล่องของขวัญนั้น
แต่เกิดมาแล้วมีสองขา ก็น่าจะลองเดินสำรวจทางชีวิตของตัวเอง
คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เป็นไร
วินทร์ เลียววาริณ
3-6-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีนัดกับศัลยแพทย์ หลังจากผ่าตัดครบสามสัปดาห์
แผลแห้งแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้ยังไม่จบทีเดียวนัก
นั่นเป็นเรื่องอนาคต ณ ปัจจุบัน ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติผมไม่เล่าเรื่องส่วนตัวแบบนี้ให้คนทั่วไปฟัง แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากทั้งเขียนมา โทร.มา ถามไถ่อาการ ก็คิดว่าคงต้องเล่า
อีกประการ เรื่องที่ผมเจอก็เข้าข่าย 'บังเอิญ' ถ้าเป็นนวนิยาย ก็ถือว่าเขียนไม่เป็น จึงต้องพึ่งความบังเอิญ
อย่างไรก็ตาม เรื่องมันยาว ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูด ก็คงต้องมีคำโปรยว่า 9 Years Earlier
เก้าปีก่อน ผมถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบซ้อน นั่นคือพบเรื่องดีที่เป็นเรื่องไม่ดีซึ่งปกติไม่มีทางพบ หากไม่บังเอิญ
ถ้าจะเล่าเรื่อง 'ลอตเตอรี' ก็ยาวมากเช่นกัน และต้องมีคำโปรยว่า 9 Weeks Earlier จาก 9 Years Earlier อีกทีหนึ่ง
โอ๊ย! แค่ไปหาหมอ ทำไมพล็อตเรื่องซับซ้อนปานนี้?
เอ้า! เล่าตั้งแต่ต้นก็แล้วกัน
................................
เก้าปีก่อน ผมทำสวนแล้วพบรอยดำที่เล็บเท้า ขูดไม่ออก ไปหาหมอคนที่ 1 ซึ่งสนิทกัน หมอบอกว่าเป็นราดำ แต่นี่เป็นคลินิกโรคภูมิแพ้ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน
ก็ไปหมอคนที่ 2 ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่ซีเรียส ราดำรักษาได้ มีสองวิธีคือกินยาหรือทายา
ยังไม่ทันเลือก หมอก็บอกว่ากินก็แล้วกัน จะได้หายเร็วหน่อย ก็กินยาไป
อาทิตย์นั้นผมมีนัดตรวจร่างกายประจำปีพอดี หมอคนที่ 3 ซึ่งเป็นหมอประจำตัวบอกว่า ผลเลือดคุณไม่ปกติ ค่าเอนไซม์ตับสูงไป
ปกติค่าเอนไซม์ตับขึ้นๆ ลงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หมอคนที่ 3 บอกว่า "ไม่สบายใจ" ส่งไปตรวจอัลตราซาวน์ดูตับก็แล้วกัน สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ตับแน่ๆ
หลังจากผลอัลตราซาวน์ออกมา ไม่พบความผิดปกติที่ตับ ที่ค่าเอนไซม์ตับสูงไปเพราะเป็นผลข้างเคียงจากยาแก้ราดำ
แต่ไปพบชิ้นเนื้อเล็กมากที่ไตซ้าย
หมอคนที่ 4 ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกไม่ดี มันคือมะเร็งระยะเริ่มต้น
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเก้าปีก่อน ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ผ่านไปเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็ตรวจอัลตราซาวน์ทุกปี ทุกอย่างปกติ จนเมื่อต้นปีก่อน พบถุงน้ำหรือซีสต์ที่ไตซ้าย
เป็นซีสต์ที่ภายในบรรจุเนื้องอกไม่ดี จะเก็บไว้ดูเล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่หากมันแตก ก็เป็นมะเร็งระยะท้ายเลย
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเดือนก่อน
มันเป็นการผ่าตัดที่แม้แต่อาจารย์หมอยังบอกว่ายาก เนื่องจากเป็นการผ่าซ้ำจุดเดิม พบว่าเต็มไปด้วยพังผืด แต่หมอก็ทำสำเร็จ ยังรักษาไตครึ่งหนึ่งไว้ได้โดยไม่ตัดทิ้ง (ตัดทิ้งง่ายกว่า)
การผ่าครั้งนี้จำเป็นต้องใช้วิธีแบบเปิดท้อง ลงมีดเป็นแผลเจ็ดนิ้ว เฉือนกระดูกชายโครงออกไปนิดหน่อย เพราะเป็นพวกสันหลังยาว กระดูกยาวกว่าชาวบ้านเขา เกะกะการทำงาน!
การผ่าตัดเรียบร้อย เอาระเบิดเวลาออกไปได้
ที่ผมบอกว่าถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบก็เพราะว่า
(ลอตเตอรีใบที่ 1) หากคนใกล้ตัวไม่ยืนยันให้ผมไปหาหมอเพื่อรักษาราดำ ก็จะไม่รู้เรื่องทั้งหมด
(ลอตเตอรีใบที่ 2) หากหมอคนที่ 1 ให้ยามาทา ผมก็คงไม่ไปหาหมอคนที่ 2
(ลอตเตอรีใบที่ 3) ถ้าหมอคนที่ 2 ให้ยาทา หมอคนที่ 3 ก็จะไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ
(ลอตเตอรีใบที่ 4) หากอาทิตย์นั้น ผมไม่มีนัดตรวจเลือด ก็ไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ต้องเป็นไม่กี่วันนั้นพอดี
(ลอตเตอรีใบที่ 5) หากหมอคนที่ 3 ไม่รู้สึก "ไม่สบายใจ" พอ ก็จะไม่ส่งผมไปตรวจอัลตราซาวน์
ทุกเหตุการณ์เป็น cause-effect ที่ลงตัวพอดี ไม่เช่นนั้นผมน่าจะตายมา 7-8 ปีแล้ว
และผมก็จะไม่ได้เขียนหนังสืออีก 30 เล่ม ฆาตกรรมกุหลาบดำ สี่ภพ หิน 15 ก้อนฯ กำลังใจอีก 6-7 เล่ม และชุด Mini ทั้งหมด ฯลฯ
................................
คำถามวันนี้คือ มันจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบคือเป็นไปได้สูง เพราะนี่เป็นเรื่องพันธุกรรม
คุมการใช้ชีวิตได้ แต่คุมพันธุกรรมไม่ไหว
แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมอง มองมุมหนึ่งคือ เราได้ชีวิตเก็บตกมาตั้งหลายปี
เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มีบางเรื่องอยู่ในอำนาจควบคุมของเรา บางเรื่องไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา"
เราใช้ชีวิตส่วนที่เราคุมได้ให้ดีที่สุด
ก็ทำได้แค่นั้น
วินทร์ เลียววาริณ
2 มิถุนายน 2569
2 วันที่ผ่านมา -

ชีวิตคือห่วงโซ่ของเหตุการณ์ท่อนสั้น ๆ มาร้อยต่อกัน บางท่อนสวยงามสมบูรณ์ บางท่อนมีสนิมกัดกิน
ไม่ว่าเราจะพยายามลืมความคงอยู่ของท่อนใดท่อนหนึ่งแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ เราอาจสามารถลืมมันได้ชั่วคราว แต่เมื่อเราเผลอหรือฝัน มันก็ปรากฏตัวขึ้น
มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้แต่ละท่อนของสายโซ่ชีวิตของตนสวยงาม สมบูรณ์ ไร้สนิม แต่ในความจริง ชีวิตเป็นส่วนผสมของส่วนที่สวยงามและไม่งดงามรวมกัน ทัศนคติของเราต่างหากที่ทำให้เรามองเห็นบางท่อนของโซ่ชีวิตเป็นเรื่องไม่ดี
เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดทีเกิดขึ้นในชีวิตของเขา แต่สำหรับอีกคนหนึ่งอาจถือว่าเป็นเรื่อง ‘จิ๊บจ๊อยมาก’
ดังนั้นจะว่าชีวิตสวยงามหรือไม่สวยงาม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับตัวเราเอง
สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา
แน่นอนอาจมีบางครั้งที่ปัจจัยภายนอก เช่นคนอื่น มาทำลายห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง ๆ หรือหลายห่วง แต่เราก็ต้องซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แล้วก้าวเดินต่อไป
หลายคนชอบบอกว่าเป้าหมายในชีวิตของตนคือการแสวงหาความสุข ทว่าความสุขไม่ใช่ ‘จุดหมาย’ ความสุขไม่ได้เกิดจากการแสวงหา แต่มาจากการสร้าง ไม่ต้องสร้างยาก ๆ สร้างง่าย ๆ ก็พอ
ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเต๋าเป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ “เมื่อหยุดแสวงหา ก็พบพาน”
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดิน สุขแบบง่าย ๆ ไม่ต้องแพง
หลายคนพบสัจธรรมนี้เมื่อใกล้ตาย เรายังไม่ตาย และเราสามารถทำได้เพราะยังไม่สายเกินไป
เราทุกคนสามารถสร้างแต่ละขณะจิตหรือช่วงเวลาสั้น ๆ หนึ่งช่วง (moment) ให้เป็นช่วงยามที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เรียกว่า happy moment
happy moment แต่ละห้วงอาจเป็นการหัวเราะอย่างมีคุณภาพ การยิ้มกับคนที่เรารัก การมองท้องฟ้าในวันที่รถติด การมองหยดน้ำฝนบนกระจกหน้าต่างแล้วนึกถึงความหลังที่สวยงามในวัยเด็ก การผิวปากเพลงที่ชอบ ฯลฯ
ความสุขในชั่วขณะจิตเหล่านี้สร้างขึ้นได้เมื่อเราเปิดหัวใจมองโลกด้วยสายตาที่ดี เปิดใจพร้อมรับความสุข มันเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ต้องซื้อทัวร์ราคาแพง ไม่ต้องแสวงหาในรีสอร์ทไกล ๆ
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่คาดหวังไว้สูงเกินไป ความสุขก็เกิดขึ้นทันใด
วินทร์ เลียววาริณ
2-6-26จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาทhttps://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
3 วันที่ผ่านมา -

ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต
หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต
แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้
เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง
เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก
โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น
ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’
‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง
ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”
การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด
แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก
การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง
ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ
ขณะที่เราวิตกถึงอนาคต เหตุการณ์นั้นยังไม่มีตัวตน ยังไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่เกิดขึ้น มันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตใด ๆ แต่สามารถทำให้ปัจจุบันขณะของเราหดหู่โดยไม่จำเป็น
ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าไม่ใช้วินาทีที่ปรากฏตัวอยู่แวบเดียว มันก็เสมือนไม่มี เราก็เป็นแค่คนตาย เพราะไม่ได้ทำอะไร
เสียเวลาเปล่า
เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”
การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ
บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน
เล่าจื๊อกล่าวว่า “หากเจ้าหดหู่ เจ้ากำลังอยู่กับอดีต
หากเจ้าวิตก เจ้ากำลังอยู่กับอนาคต
หากเจ้ามีความสงบ เจ้ากำลังอยู่กับปัจจุบัน”ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ เราถูกสอนแต่เด็กให้คิดถึงแต่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ปัจจุบันที่ดี
เราถูกสอนให้นึกถึงเป้าหมาย และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นี่ทำให้หลายคนตีความผิด คิดว่าอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน
การวางแผนอนาคตไม่ใช่การใช้อนาคต มันก็คือแผนหรือโครงหลวม ๆ ให้เรารู้ แต่ไม่ใช่การใช้ชีวิตกับอนาคต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต เราจะล้มเหลวไหม เราจะสอบตกไหม เราจะ ฯลฯ
จนในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีปัจจุบัน
มองในมุมนี้ คนไร้ ‘อนาคต’ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าคนไร้ ‘ปัจจุบัน’!
คนมีปัญญาจึงนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ
วินทร์ เลียววาริณ
1-6-26จาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
4 วันที่ผ่านมา
