-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
(หลังจากดูเรื่อง โหดเลวดี รอบล่าสุด ก็ถือโอกาสดูชุด Infernal Affairs - สองคนสองคม อีกครั้ง คราวนี้ดูแบบชำแหละและจับผิด ผลคะแนนก็ยังเหมือนเดิมคือ 10/10)
ตัวละคร ไมเคิล คอร์ลีโอน กล่าวในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ว่า “ขณะที่ผมคิดว่าผมออกมาแล้ว พวกนั้นก็ดึงผมกลับเข้าไปใหม่”
คนชั่วเมื่อคิดล้างมือจากวงการ ก็อาจทำไม่ได้
แล้วคนดีที่เข้าสู่วงการคนชั่วด้วยเจตนาดีเล่า? ล้างมือได้หรือไม่? หนีออกจากทางสายเดิมได้หรือไม่?
และนี่คือ 無間道 ทางที่ไม่สิ้นสุด
ชื่อจีนของภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม)
無間 = ไม่สิ้นสุด 道 = ทาง ในที่นี้รวมแล้วหมายถึงนรกไม่สิ้นสุด ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่อาจหนีพ้น
ชื่อเรื่องอังกฤษเป็นการเล่นคำ เลียนคำว่า internal affairs ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ แทนด้วยคำว่า infernal ที่แปลว่า นรก หรือ 無間道
วงการภาพยนตร์โลกเต็มไปด้วยหนังแนวตำรวจ-ผู้ร้าย มากจนอยากสรุปว่า หนังเกินครึ่งในโลกเป็นหนังการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับคนร้ายหรือเจ้าพ่อ ในบรรดานี้ หนังที่สามารถยกระดับไปถึงระดับดีมากหรือถึงขั้นคลาสสิก มีน้อย
ตัวอย่างคลาสสิกที่ยกมาเสมอคือ The Godfather เพราะมันก้าวไปไกลกว่าพล็อตเรื่องการขับเคี่ยวหรือการชิงอำนาจของเจ้าพ่อ แต่มันรวมความรู้สึกจิตใจเข้าไปด้วย ดังที่โก้วเล้งใช้ในงานเขียนนิยายกำลังภายใน แล้วยกระดับมันขึ้นมาเป็นงานคลาสสิก
Infernal Affairs เป็นหนังฮ่องกง เกี่ยวกับเจ้าพ่อ-ตำรวจ โดยคอนเส็ปต์ไม่ใช่ของใหม่ การส่งสายลับเข้าไปในองค์การอาชญากรรม หรือเข้าไปในหน่วยงานรัฐทำมาแล้วมากมาย ของไทยเราก็มีเรื่อง เล็บครุฑ ที่เขียนมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในหนังที่อิงเรื่องจริง เช่น Donnie Brasko ซึ่งออกมาหลายปีก่อนเรื่อง Infernal Affairs
แต่สิ่งที่ Infernal Affairs แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นในตระกูลนี้คือ แม้เป็นหนังตลาด แต่มันยืนอยู่ใต้เงาของหนังอาร์ต หนังไม่เน้นการฆ่ากัน ฉากยิงอาจไม่เห็นการยิง อาจเป็นแค่เสียงปืน ที่สำคัญที่สุดคือ หนังใส่อารมณ์ความรู้สึก เลือดเนื้อมนุษย์เข้าไป เมื่อรวมกับบทที่แน่น เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจากหนังอาชญากรรมทั่วไป
หลายฉากทำได้ตื่นเต้นโดยที่ไม่มีการปะทะกันจริง ๆ ฉากการสื่อสารผ่านรหัสมอร์สถือว่าฉลาด
หนังมีความรุนแรงมาก แต่กลับไม่เน้นความรุนแรง แต่เน้นที่การวางแผน การแก้เกม การหักเหลี่ยม การหักมุมซ้อนหักมุม บทเอาอยู่ ทำให้เรื่องสนุกและสด
พูดง่าย ๆ คือ เป็นงานที่รวมศิลปะ พล็อต การหักมุม การใช้อารมณ์ ลงตัว
โก้วเล้งมักชอบเล่าชีวิตชาวยุทธ์ในมุมธรรมดา มุมในระดับล่าง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนร้ายก็คุยเล่นกันได้ ในเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องร้ายทั้งเรื่อง ความเป็นศัตรูกับความเป็นเพื่อน แยกกันไม่ออกชัด ส่วนหว่องกาไวชอบเล่นกับอารมณ์และโทนหนังแบบหม่น
เรื่องนี้ดูเหมือนจะรวมพล็อตที่ดีเข้ากับงานแบบโก้วเล้งและอารมณ์แบบหว่องกาไว
..............
Infernal Affairs ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนต้องสร้างภาคสองและภาคสาม
เช่นเดียวกับ The Godfather หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงจนต้องเข็นภาค 2-3 ออกมา
และเช่นเดียวกับ The Godfather หนังภาคต่อของ Infernal Affairs ถือว่าทำได้ดี
และฮอลลีวูดยังนำไปรีเมกเป็นฉบับฝรั่ง The Departed โดย Martin Scorsese ผู้กำกับมือเซียนด้านหนังแนวนี้ The Departed ไปไกลขนาดได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
นี่ย่อมแสดงว่าโครงเรื่องและแนวเรื่องของงานชิ้นนี้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
Infernal Affairs ภาค 2-3 เพ่ิมและเสียบส่วนที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก ซึ่งถือเป็นความสามารถของคนเขียนบทที่สามารถอุตส่าห์เสียบเรื่องเข้าไปได้ โดยที่ยังใช้ตัวละครชุดเดิม เล่าที่มาและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางทีการเป็นเจ้าพ่อก็มาแบบโชคช่วย ไม่ได้ตั้งใจ จังหวะมันได้
ภาค 2-3 ด้อยลงกว่าภาค 1 บ้าง แต่ยังถือว่าดี และเมื่อรวมกันเป็นไตรภาค ก็ยังจัดว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานสูงกว่าหนังแนวนี้จำนวนมากของฮอลลีวูด
Infernal Affairs ทั้งสามภาคชี้ให้เราขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเราคือใคร มันสามารถแบ่งดี-ร้ายได้แยกกันเช่นนั้นหรือ และคำถามที่ว่า คนเราสามารถเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นร้าย แต่ในสถานะหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ต่อให้คนร้ายอยากกลับตัวก็เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นคนใหม่
หนังใช้ห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการที่ฮ่องกงคืนจากอังกฤษสู่จีน ชาวฮ่องกงก็มีคำถามว่า ตัวตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร บางทีลัทธิการเมืองคนละขั้วก็อาจเข้าข่ายการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ
เราจะแยกอย่างไรว่าโลกของตำรวจสะอาดกว่า หรือโลกของโจรมีแต่ความดำมืด ในเมื่อมันเป็นสีเทาปนกัน
ในท่อนหนึ่งของหนังภาคแรก เจ้าพ่อบอกลูกน้องว่า คนนับพันต้องตายเพื่อซีซาร์จะยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท้ายที่สุดซีซาร์ก็ตายด้วยน้ำมือคนของตัวเอง
ขาวกับดำก็เช่นหยินกับหยาง ดูต่างกัน แต่มันต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอ แยกจากกันไม่ออก
10/10
ทั้งสามภาคฉายทาง Netflix
.............
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์นี้ และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)0- แชร์
- 542
-

“แล้วมันใช้ประโยชน์อะไรได้?” เป็นประโยคที่หล่นจากปากของนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษหลังจากดูนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสาธิตกลไกการทำงานของกระแสไฟฟ้ากับแม่เหล็ก
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นชื่อ ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นผู้ค้นพบความลับเกี่ยวกับไฟฟ้ามากมายหลาย เรื่อง งานของเขาล้ำยุค แต่ดูไม่มีประโยชน์อะไร
ฟาราเดย์ผู้นี้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ฐานะยากจนมาก เขาเรียนไม่จบชั้นประถมเพราะครูเห็นว่าเขาเป็นเด็กทึ่ม เขาอาจไม่ได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์หากมิใช่เพราะเขาทำงานในร้านทำปกหนังสือ มีโอกาสผ่านตาหนังสือจำนวนมากมาย เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่ผ่านมืออย่างกระหาย และพบว่าตัวเองรักวิทยาศาสตร์ เขาเรียนเองทุกอย่าง ค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าแทบทุกอย่างที่จินตนาการของเขาโลดแล่นไปถึง
ฟาราเดย์ตอบนายกฯว่า “แล้วทารกแรกเกิดใช้ประโยชน์อะไรได้?”
เพราะงานนวัตกรรมทุกชิ้นเป็นทารกแรกเกิด มันอาจโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ หรืออาจตายเสียก่อน เราไม่มีทางรู้จนกว่าจะลองเลี้ยงทารกคนนั้น
‘ทารกแรกเกิด’ ที่ดูไร้ประโยชน์ของฟาราเดย์กลายเป็นรากฐานให้ เจมส์ คลาร์ก แมกซเวลล์ สานต่อ แล้วต่อมาเป็นรากฐานให้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พัฒนาความคิดของเขา ต่อยอดกลายเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่แห่งสหัสวรรษ!
หลังจากนั้นก็ต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์จำนวนมหาศาลในโลกเราวันนี้
หากปราศจากผลงานที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ของ ไมเคิล ฟาราเดย์ ในวันนั้น โลกวันนี้จะไม่มีพัดลม, เครื่องซักผ้า, ตู้เย็น, นาฬิกา, เครื่องดูดฝุ่น, ปั๊มน้ำ, เครื่องเล่นดีวีดี, เครื่องพิมพ์, โทรทัศน์, ดาวเทียม, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องมือทันตแพทย์, ระบบเลเซอร์ทางการแพทย์, เครื่องตรวจมะเร็ง, เครื่องสแกนร่างกาย, แขนขาเทียม, เทอร์โมมิเตอร์ อินฟราเรด, การตรวจโครโมโซม, เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม, การพยากรณ์อากาศ, การหาตำแหน่งฝูงปลาสำหรับการประมง, เครื่องกู้กับระเบิด, การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, ระบบการสื่อสารทั่วโลก, สัญญาณโทรศัพท์, ระบบจีพีเอส ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจประดิษฐ์ ทั้งหมดนี้เป็นผลพลอยได้จากการค้นคว้าทดลองที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ล้วน ๆ !
นักเรียนจำนวนมากในโลกถามประโยคคลาสสิกเสมอว่า "เรียนวิชานั้นวิชานี้ไปทำไม"
แต่ละวิชาในโลกดูแตกต่างกัน แต่ทุก ๆ ศาสตร์เชื่อมต่อกัน คณิตศาสตร์เชื่อมกับฟิสิกส์ ชีววิทยาเชื่อมกับเคมี เคมีเชื่อมกับกายวิภาคศาสตร์ ประวัติศาสตร์เชื่อมกับภูมิศาสตร์ ฯลฯ การรู้เพียงจุดเดียวทำให้โลกทรรศน์ของเราไม่กว้างพอ
การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ยกตัวอย่างเช่น หากเรารู้เรื่องโครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง เราก็สร้างตึกได้ แต่มันไม่ได้แปลว่าเราเป็นสถาปนิก การเป็น ‘สถาปนิก’ ต้องมีองค์ความรู้และภูมิปัญญากว้างกว่านั้นมาก ต้องรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา ปรัชญา สังคม วัฒนธรรมจิตวิทยา ดาราศาสตร์ ฯลฯ ต้องเข้าใจจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ต้องรู้ว่างานชิ้นหนึ่งสร้างผลกระทบต่อเพื่อนมนุษย์ สังคม และโลกอย่างไร
หลายเรื่องหลายสิ่งในโลกมองเผิน ๆ ไร้ประโยชน์ เช่น ขี้ ซากศพ ขยะ ฯลฯ แต่มองให้ลึกจะเห็นว่า ขี้เป็นที่อยู่และอาหารของสัตว์หลายชนิด ซากศพเป็นอาหารของแร้งและหนอน ขยะสามารถนำไปรีไซเคิล บางครั้งนำไปสร้างเป็นงานศิลปะ การศึกษาค้นคว้าก็เช่นกัน
ความรู้เป็นตัวขยายสมอง เปิดโลกทรรศน์ เปิดประตูสู่ดินแดนใหม่ ๆ เราต้องไม่กลัวการก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ พื้นที่ที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อน ปริมาณและคุณภาพของความรู้และปัญญาจะกำหนดว่าเราเป็นมนุษย์แบบไหน วิชาการต่าง ๆ จึงจำเป็นต่อเรา
ดังนั้นการมองการเรียนด้วยมุมมองเดิม ๆ มุมมองเดียวจึงอาจพลาดโอกาสได้ ประโยค “เธออ่านอะไรยากจัง” “รู้ไปทำไม?” “เรียนไปทำไม?” เหล่านี้ทำลายโอกาสการสร้างนวัตกรรมมามากแล้ว
แน่ละ มันย่อมไม่ใช่ความผิดของคนถาม “มันใช้ประโยชน์อะไรได้?” และ “รู้ไปทำไม?” เพราะความสามารถมองไกลกว่าสิ่งที่โลกมี สิ่งที่โลกเป็น และมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะคนที่มีความรู้รอบตัวไม่มากพอ ไม่เปิดสมองกว้างพอ และไม่เปิดใจกว้างพอ
วินทร์ เลียววาริณ
15-7-26ท่อนหนึ่งจาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราวโปรโมชั่นพิเศษชุด
https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%2041 วันที่ผ่านมา -

ผมเรียนจบคณะสถาปัตย์ แต่ทำงานเป็นสถาปนิกในเมืองไทยแค่เดือนเดียว ที่เหลือทำงานที่ต่างประเทศ
แต่แค่เดือนเดียวนั้นก็ทำให้ผมเรียนรู้ว่าในยุคนั้น (หวังว่าแค่ยุคนั้นยุคเดียว) แบบก่อสร้างอาคารสำนักงานมีสองแบบ แบบหนึ่งสร้างจริง อีกแบบหนึ่งใช้ขอใบอนุญาตจากทางราชการ
ปกติตึกทั่วไปมีบันไดหนีไฟสองจุด แบบขอใบอนุญาตมีทางหนีไฟครบถูกต้องตามหลักการออกแบบตึกสากล ส่วนแบบก่อสร้างจริงลดทางหนีไฟออกไปหนึ่งจุด เพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง
เป็นบทเรียนตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานว่า บ้านเราเต็มไปด้วยคนโกง สามารถโกงในเรื่องที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตคนด้วยโดยไม่แยแสชีวิตใคร ไม่มีจริยธรรม ไม่มีจรรยาบรรณของวิชาชีพ
บ้านเรามีอาคารแบบนี้ไม่น้อย ด้วยความโลภของคนเกี่ยวข้อง
อาคารที่ถล่มไปตอนแผ่นดินไหว ถนนสายเจ็ดชั่วโคตรที่ตายบ่อยจนผู้สื่อข่าวขี้เกียจรายงานแล้ว มาจนถึงเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด ก็อาจเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้
ความโลภล้วนๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือทางการก็ "ถอดบทเรียน" แล้วนำบทเรียนไปกองไว้ให้ฝุ่นจับอีก จนกว่าจะถึงเวลาถอดบทเรียนใหม่อีกรอบ
แล้วชาวบ้านเดินดินอย่างเราจะทำอย่างไร?
คำตอบคือดูแลตัวเอง
เวลาไปศูนย์การค้า ก็ยอมเสียเวลานิด มองหาทางหนีไฟด้วย เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอัคคีภัยหรือไม่ แต่ถ้ามันเกิด เราก็มีทางหนีทีไล่ ศูนย์การค้าที่วางพื้นที่ขายของกีดขวางทางเดิน ก็หลีกเลี่ยงหรือเลิกไปตลอดชีวิต
ไปดูหนังที่ไหน ก็ดูทางหนีไฟเผื่อไว้
คิดเสียว่าเราเป็นสายลับ เจสัน บอร์น ที่มีคนตามล่าตลอด ต้องหาทางหนีทุกที่ที่ไปเยือน เผื่อไว้เสมอ
กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่คนอื่นถอด
ยึดสองคำสอนทางพุทธให้มั่น 1 ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท 2 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
วินทร์ เลียววาริณ
13-7-262 วันที่ผ่านมา -

ผมเกิดก่อนปี พ.ศ. 2500 จึงจัดเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่ง
ที่เรียกตัวเองว่าไดโนเสาร์เต็มปาก เพราะชอบทำทุกอย่างแบบ old school และอะนาล็อก
วันหนึ่งผมไปที่ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมานานแห่งหนึ่ง ถามหาเมนู พนักงานบอกว่าให้ใช้สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนโต๊ะ แล้วสั่งอาหารออนไลน์
ถามพนักงานว่า "แล้วร้านนี้มีเมนูแบบเล่ม จับต้องได้หรือเปล่า"
"มีค่ะ"
"งั้นก็ขอแบบเป็นเล่ม"
ไดโนเสาร์อะนาล็อกมีความรู้สึกว่า สั่งอาหารแบบมีคนมารับออร์เดอร์กับสั่งกับเครื่องจักรให้บรรยากาศต่างกัน ร้านอาหารที่ไปก็ไม่ใช่ร้านแดกด่วน ไม่ต้องรีบกินรีบไป
การสั่งอาหารกับเครื่องจักร ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร สำหรับไดโนเสาร์อะนาล็อก ดูแห้งแล้งไปหน่อย
คนรุ่นใหม่อาจบอกว่า "คุณปู่เรื่องเยอะเนอะ!" ก็อาจจริง แต่อดทนหน่อย ตอนนี้โลกเหลือไดโนเสาร์อะนาล็อกไม่มากเท่าไร
วันหนึ่งไดโนเสาร์อะนาล็อกนึกอยากกินอาหารขยะ แวะร้านแดกด่วน พบว่าต้องสั่งอาหารจากเครื่องอย่างเดียว
ไดโนเสาร์อะนาล็อกก็กดปุ่มไปๆ มาๆ ไม่สำเร็จสักที จนพนักงานต้องมาช่วยกดให้ เพราะทำให้คิวยาวโดยไม่จำเป็น
พนักงานไม่คาดคิดว่าโลกนี้จะมีไดโนเสาร์ที่โง่ขนาดนี้
ต่อมาเมื่อแวะร้านแดกด่วน ก็เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์เลย บอกว่า สั่งด้วยปากได้ไหม เห็นจอแล้วสมองไม่ทำงาน พลีสสสส!
ดีที่เป็นเมืองไทย พนักงานก็ช่วย ถ้าเป็นประเทศอื่น รวมทั้งสิงคโปร์ คงโดนตะเพิดออกจากร้านไปแล้ว
ต่อมาไปแวะร้านกาแฟสัญชาติอเมริกัน เมื่อควักเงินสด พนักงานบอกว่า "จ่ายออนไลน์อย่างเดียวค่ะ"
ถ้าใครไม่มีสมาร์ทโฟน หรือใช้ไม่คล่อง ก็ไม่ต้อง dak ค่ะ
เหนื่อยนะ เป็นไดโนเสาร์อะนาล็อกเนี่ย
ในมุมมองของไดโนเสาร์อะนาล็อกตัวนี้ เราหลงใหลความสะดวกและรวดเร็วของเทคโลโนยี จนบางทีลืมไปว่า ระบบอะนาล็อกยังใช้การได้ บางคนออกจากบ้านโดยไม่พกเงินสดเลย ไม่ได้คิดว่าหากทำสมาร์ทโฟนหาย จะทำอย่างไร
ประเทศในยุโรปก็ใช้ระบบ cashless จนห้างร้านประกาศไม่รับเงินสด เมืองไทยเราก็รับอารยธรรม 'รีบร้อนเร่งด่วน' มาจากตะวันตกเต็มที่
ทว่าไม่กี่วันก่อนอ่านข่าวว่า ประเทศสวีเดนเพิ่งออกกฎหมายใหม่ บังคับให้ร้านค้าใช้เงินสดในการจ่ายได้ หลังจากที่วันหนึ่งระบบอินเทอร์เน็ตล่ม ทุกกิจกรรมที่ต้องสแกนเป็นอัมพาต ผู้คนซื้ออะไรไม่ได้เลย รัฐบาลจึงเพิ่งมองเห็นอันตรายของการพึ่งระบบ cashless อย่างเดียว
ประเทศฮังการี เบลเยียม และนอร์เวย์ ก็เริ่มทำตามบ้าง
การบังคับให้ร้านค้าใช้เงินสดในการจ่ายได้ ก็เป็นการคืนสิทธิของผู้บริโภคด้วย ว่าไดโนเสาร์อะนาล็อกก็มีหัวใจ และไม่ทุกคนในโลกมีสมาร์ทโฟน
สวัสดีวันจันทร์ สัปดาห์ใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และอย่าลืมพกเงินสดสักนิดออกจากบ้านด้วย
เผื่อไว้เท่านั้นแหละน่า
ถ้าไม่มีเงินสด มาขอผมก็ได้ เพราะผมพกเงินสดติดตัวทีละสองสามล้าน เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
13-7-263 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้บางทีอาจหายตัวไป ไม่ค่อยโพสต์ เพราะกำลังหมกมุ่นกับการเขียนนวนิยายนักสืบโบราณ
เคยเกริ่นให้ทราบคร่าวๆ แล้วว่าเป็นนักสืบสมัยรัชกาลที่ 5
ตามประวัติศาสตร์ที่อิง นักสืบโบราณของเราน่าจะอยู่ร่วมยุคกับ เชอร์ล็อก โฮล์มส์
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ปรากฏตัวครั้งแรกในบรรณพิภพในปี 1887 ในเรื่อง A Study in Scarlet
ฉากก็ประมาณกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ วาดลวดลายสืบสวนไว้ในนวนิยายสี่เรื่อง เรื่องสั้นอีก 56 เรื่อง
แต่นักสืบโบราณของเราน่าจะวาดลวดลายแค่เล่มเดียว
ทำไม?
เพราะมันไม่ใช่นิยายสืบสวนสอบสวนอย่างเดียว มันเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ด้วย เจตนาคือเล่าประวัติศาสตร์ไทยช่วงรัชกาลที่ 5-6
คนไทยอาจเคยเรียนประวัติศาสตร์ท่อนนี้มาบ้าง แต่อาจไม่อิน มองไม่เห็นภาพว่าคนสมัยนั้นใช้ชีวิตอย่างไร สองชาติมหาอำนาจอังกฤษกับฝรั่งเศสพยายามยึดครองเราอย่างไร
ถ้ายิงกัน ใช้ปืนอะไรยิง ถ้าไปไหนมาไหน จะพายเรือไปทางไหน อย่างไร
การสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำอย่างไร ใครสร้าง รถไฟทางเหนือกับทางใต้ต่างกันอย่างไร ฯลฯ
นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นการเล่าประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ผ่านนักสืบคนหนึ่ง และผ่านคดีฆาตกรรมหลายคดี
เหมือนนำ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน มายำรวมกับ พุ่มรัก พานสิงห์ แต่เป็นงาน period
ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือไม่ เรื่องนี้จะประกอบด้วย 11 บทเหมือน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
หนึ่งบทต่อหนึ่งเหตุการณ์
ตอนนี้เขียนไปได้แล้ว 6 เรื่อง ความหนาก็ปาเข้าไปแล้ว 240 หน้า
เขียนจบ คงหนากว่านี้
สำหรับชื่อเรื่อง คิดชื่อมามากมายหลายสิบชื่อ แต่ถ้าไม่ผิดแผน จะใช้ชื่อเรื่องว่า รหัสคดีกรุงสยาม
คำว่า 'กรุงสยาม' เป็นชื่อเรียกของเมืองไทย หากดูเหรียญเงินในสมัยรัชกาลที่ 5 จะมีคำว่า กรุงสยาม
ยังเขียนไม่เสร็จ แต่ออกแบบปกเสร็จแล้ว ดูปกไปพลางๆ ก่อนนะ
เอ๊ะ! นี่เรามาถึงยุคที่ต้องป้ายยาก่อนเขียนเสร็จแล้วหรือเนี่ย!
วินทร์ เลียววาริณ
12-7-263 วันที่ผ่านมา -

วินทร์ #2009 : “ทุกระบบในโลกก็ต้องมีจุดด่าง หลายศาสนาแทรกส่วนที่เป็นความมืดบอดทางปัญญาเข้าไป แม้โดยไม่เจตนา แต่ศาสนาก็วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ไม่แปลกหากมันรวมพิธีกรรมที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับแก่นของศาสนาเข้ามาด้วย ทุกศาสนาก็เจอปัญหานี้ แต่มันก็ยังวางอยู่บนรากของศาสนาหลัก”
วินทร์ #1001 : “งั้นหรือ? สมมุติว่า นาย ก. ไปหาหมอแล้วแปลงเพศเป็นผู้หญิง เรายังจะเรียกเขาว่าผู้ชายอีกหรือ? เวลาคุณผสมพันธุ์ม้ากับลา ได้ลูกเป็นล่อ คุณยังจัดว่าล่อเป็นม้าหรือเปล่า? ผมเห็นว่าม้าก็คือม้า ลาก็คือลา ล่อก็คือล่อ ทั้งหมดมีสี่ขาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน ปัญหาคือผมว่าคนส่วนใหญ่ยังเห็นล่อเป็นม้านะ”
วินทร์ #4415 : “ก็เหมือนเค้กช็อกโกแลต มันก็ต้องทำด้วยช็อกโกแลตเป็นหลัก ถ้าหากคุณใส่กล้วยหอมเข้าไปมากกว่าช็อกโกแลต มันก็ควรเรียกใหม่ว่าเค้กกล้วยหอม”
วินทร์ #1001 : ใช่เลย ถ้าคุณแปลงพุทธศาสนาจนไม่เหลือหลักการเดิม ยัดไสยศาสตร์เข้าไป ขายความเชื่อที่ว่าทำบุญมากเท่าไหร่ก็ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น มันก็ไม่ควรเรียกว่าศาสนาพุทธ แต่เรียกเป็นชื่ออื่น เพราะไสยศาสตร์กับแนวคิดพุทธเป็นเหมือนน้ำมันกับน้ำ มันคนละเรื่องกัน พุทธะแปลว่าตื่น ไสยแปลว่าหลับ ทีนี้เมื่อใส่ความเป็นไสยศาสตร์เข้าไปมาก ๆ และคนชอบ...”
วินทร์ #2009 : “คนต้องชอบอยู่แล้ว เพราะมันง่าย แค่มีเงินก็ขึ้นสวรรค์ได้”
วินทร์ #1001 : “เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะจัดศาสนา X เป็นศาสนาหรือเปล่า ในเมื่อไสยศาสตร์ทำหน้าที่คนละอย่างกับศาสนา ไสยศาสตร์เป็นเรื่องความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความสุขของสังคม แต่เพื่อความสุขของปัจเจก เช่น สวดมนต์บทนี้แล้วผัวจะหลง ทำพิธีนั้นแล้วความซวยจะหายไปจากชีวิต มันไม่ได้ช่วยทำให้สังคมโดยรวมสงบขึ้นหรือดีขึ้น ว่าก็ว่าเถอะ มันกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะมันทำให้สังคมเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว ปัญหาคือในบ้านเรามีศาสนา X ทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งหมดยืนยันว่าเป็นศาสนาของแท้”
วินทร์ #3102 : “แต่คนไม่เหมือนกัน เหมือนบัวสี่เหล่า สติปัญญาไม่เท่ากัน คนบางพวกต้องสอนธรรมโดยใช้ไสยศาสตร์ช่วย...”
วินทร์ #1001 : “แหม! นี่มัน ‘คลีเช่’ มากเลยนะ! ผมว่านี่เป็นความคิดแปลก ๆ เหมือนเรายอมจำนนต่อโชคชะตา ไม่คิดเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เกิดมาโง่ก็ต้องโง่ไปจนวันตาย คนที่มีปัญญาก็ไม่ควรสอนคนไม่มีปัญญา เพราะเสียเวลาเปล่า มันเรียนอะไรไม่ได้หรอกเพราะสมองมันทึบ จึงต้องพึ่งเรื่องเหนือธรรมชาติ คนโง่ต้องพึ่งเรื่องงมงาย ต้องพึ่งลอตเตอรี ต้องยอมรับชะตากรรมเพราะสมองไม่ดี มันเหมือนบอกว่าคุณเป็นคนจน ก็ต้องใช้แรงงาน ดื่มยาชูกำลังวันละสองขวด มันง่ายไปรึเปล่า? การสอนธรรมโดยใช้ไสยศาสตร์และความเชื่อเหนือธรรมชาติก็เหมือนเรารักษาคนขาด้วนโดยให้เสพยาไอซ์ยาบ้าจนเคลิ้มและเชื่อว่าตนเองมีขาปกติ คำว่า ‘บัวสี่เหล่า’ ทางพุทธแค่บอกว่ามนุษย์เกิดมาฉลาดไม่เท่ากัน จึงต้องใช้กุศโลบายต่างกันในการสอน ไม่ใช่บอกให้ยอมรับอำนาจเหนือธรรมชาติ พระพุทธองค์ก็ทรงปฏิเสธอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่คอนเส็ปต์ของปรัชญาพุทธ แล้วเวลาพูดถึง ‘บัวสี่เหล่า’ มันก็ไม่เกี่ยวกับระดับการศึกษาด้วย เคยสังเกตมั้ยว่าใครกันแน่ที่ชอบพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ ก็คนจบปริญญาโทปริญญาเอกทั้งนั้น เรียงแถวกันกราบไหว้ราหู นี่เป็นดัชนีชี้ว่าบางทีสังคมเรามีคนจิตไม่มั่นคงมากเหลือเกิน”
วินทร์ #3102 : “มนุษย์เป็นสัตว์อ่อนแอทางจิตใจ เราอยู่ด้วยตัวเราเองไม่ได้ หรือสูญเสียความสามารถนั้นไปแล้ว คุณเคยตื่นขึ้นมากลางดึก กลัวโดยไม่มีสาเหตุไหม คุณรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกว่ากำลังหลงทางในโลกใบนี้”
วินทร์ #1001 : “ผมเป็นบ่อยไป”
วินทร์ #3102 : “เราจึงต้องยึดกุมทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัว เหมือนจับห่วงยางชูชีพตอนที่ลอยคอกลางทะเล ศาสนาก็เหมือน ‘ห่วงยางชูชีพ’ นั้น”
วินทร์ #1001 : “แน่นอน ผมเห็นด้วย มนุษย์เราเงียบเหงาในสันดาน ไม่งั้นทำไมสมาร์ทโฟนจึงประสบความสำเร็จล้นหลาม ไปที่ไหนก็เห็นคนกดอะไรยึก ๆ สามารถหาเรื่องกดได้ตลอดเวลา วันก่อนผมเห็นหญิงสาวคนหนึ่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ คุณเธอกดปุ่มดูจอสมาร์ทโฟนตลอดทาง คุณเธอไม่กลัวอันตรายเลย ธุระอะไรจะรัดตัวขนาดนั้น คุณเคยเห็นคลิปผู้หญิงเดินกดมือถือโดยไม่ดูทาง แล้วเดินตกบ่อน้ำมั้ย?”
วินทร์ #2009 : “ผมเคยดู ขำดี”
วินทร์ #1001 : “เวลาเข้าร้านอาหาร กว่าครึ่งของลูกค้าก้มหน้าก้มตากดปุ่ม บางทีกินแมลงวันเข้าไปยังไม่รู้เลย คนเป็นแฟนไปกินข้าวด้วยกัน แต่ไม่คุยกัน ต่างคนต่างกดปุ่มหาโลกส่วนตัวของตัวเอง เออ! ก็แปลกดีนะ”
วินทร์ #2009 : “อาจแสดงว่าพวกเขาเป็นคนเหงา ขาดที่พึ่งทางใจ”
วินทร์ #1001 : “และศาสนาใหม่ของพวกเขาก็คือ WhatsApp และ Line เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวใหม่ทางใจ นี่ผมไม่ได้วิพากษ์ว่าเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเรื่องแย่หรอกนะ ผมเพียงบอกว่าคนเราดูเหมือนขาดที่พึ่งทางใจเสมอ ไม่งั้นเราไม่มีศาสนา X มากมายอย่างนี้หรอก ศาสนาเป็นเหมือนห่วงยางชูชีพ ศาสนาทำหน้าที่สองด้าน ปัจเจกและสังคม ด้านปัจเจกคือเป็นประภาคาร เป็นแสงไฟนำทางเพื่อให้เดินไปในความมืดได้โดยไม่หลงทางและมีสันติสุข ส่วนด้านสังคมคือทำให้เกิดสันติ ไม่ฆ่าแกงแก่งแย่งชิงดีกันจนเกิดความวุ่นวาย ทำลายตัวเองและส่วนรวม...”
วินทร์ #3102 : “อืม...”
วินทร์ #1001 : “ผมถามคุณหน่อย ทหารคนหนึ่งเป็นศาสนิกชนที่ดี เมื่อถึงเวลาทำงาน ก็ฆ่าศัตรูที่มารุกรานเป็นร้อยศพ เราจัดว่าเขามีศาสนาไหม? คนมีอาชีพฆ่าหมูฆ่าไก่มีศาสนาไหม?”
วินทร์ #3102 : “นี่เป็นพื้นที่สีเทา”
วินทร์ #1001 : “เปล่า มันไม่ใช่พื้นที่สีเทาหรอก แต่จะตอบคำถามนี้ได้ คุณต้องมองกว้างกว่าแค่เรื่องศาสนา”
วินทร์ #3102 : “ยังไง?”
วินทร์ #1001 : “การให้คำจำกัดความศาสนาว่าเป็นความเชื่อ สอนศีลธรรม มีศาสดา มีคัมภีร์ มีพิธีกรรม ทั้งหมดนี้เป็นคำจำกัดความตามศาสนาที่มีอยู่แล้วมากกว่าจะว่าตามอุดมคติ สมมุติว่าทุกศาสนาหลักรวมโหราศาสตร์เข้ามาด้วย คำจำกัดความของศาสนาในพจนานุกรมก็คงมีวลี ‘มีโหราศาสตร์’ แน่ ๆ อย่าลืมว่าคนเพียงกลุ่มหนึ่งเป็นผู้เขียนคำจำกัดความของศาสนา ถ้าคุณให้ผมเขียนคำจำกัดความของศาสนา ผมก็คงเขียนต่างออกไปตามอุดมคติของผม”
วินทร์ #2009 : “คุณจะเขียนว่าไง?”
วินทร์ #1001 : “ผมมองที่ภาพรวมของโลกมากกว่าจุดเล็ก ๆ ผมไม่ได้มองแค่ศาสนาของมนุษย์ ดังนั้นคำจำกัดความของผมย่อมต่างจากแนวคิดเดิมไปคนละเรื่องเลย”
วินทร์ #2009 : “ก็บอกมาซี!”
วินทร์ #1001 : “ผมเชื่อว่าศาสนาเกิดขึ้นเพราะความจำเป็น มันเป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์ ไม่ได้ถูกส่งมาจากสวรรค์ชั้นไหน มันเป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นหนึ่งของวิวัฒนาการ มนุษย์เราเลือกที่จะดำเนินชีวิตแบบรวมกลุ่มเป็นสังคม เพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอด เราแบ่งหน้าที่กันเหมือนพวกมด ปลวก และผึ้ง และเมื่อคนสมองใหญ่จำนวนมากมาอยู่ด้วยกันย่อมเกิดปัญหามากกว่าพวกมดหรือปลวก เราจึงต้องประดิษฐ์กลไกบางอย่างขึ้นมาทำให้เราไม่ทำลายตัวเองเสียก่อน ศาสนาและกฎหมายก็คือเครื่องมือนั้น กฎหมายเป็นการปราบ เหมือนผู้รักษากฎหมายพูดว่า ‘อย่าทำชั่วนะ ไม่งั้นจะจับเข้าคุก’ ส่วนศาสนาเป็นเครื่องปราม อย่างที่ผู้ใหญ่สอนว่า ‘อย่าทำชั่วนะ ไม่งั้นจะตกนรก’ หากปราศจากเครื่องมือสองชิ้นนี้ ด้วยพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของเรา สายพันธุ์มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว เพราะโดยสรีระเราอ่อนแอกว่าสัตว์จำนวนมาก เรารอดตายมาได้นานขนาดนี้เพราะขนาดสมองของเรา”
วินทร์ #3102 : “คุณมองอะไร ๆ เป็นวิทยาศาสตร์มากไปหรือเปล่า?”
วินทร์ #2009 : “แต่ผมเห็นด้วยนะ”
วินทร์ #1001 : “มนุษย์แรกเริ่มไม่ได้รวมกันเป็นสังคมใหญ่ขนาดประเทศ รวมกันแค่กลุ่มเล็ก ๆ ช่วยกันเอาตัวรอด บทบาทของ ‘ศาสนา’ ในสมัยแรกก็ต่างจากบทบาทของศาสนาในเวลานี้ อย่างสองพันปีที่แล้ว ถ้าศาสนาทำให้ประเทศ ก. ประเทศ ข. หรือเมืองสองเมืองไม่รบพุ่งกัน มีความสงบสุข ก็ถือว่าศาสนานั้นทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว หรือในกรณีของศาสนายิว เมื่อรวมชาติสำเร็จ ก็ถือว่าศาสนาทำหน้าที่ของมันแล้ว แต่พอมาถึง พ.ศ. ที่เรามีความรู้มากขึ้น เรารู้ว่าถ้าตัดป่ามากไป วงจรชีวิตในโลกทั้งใบจะพัง เราใช้พลาสติกมากเกินไป มันทำให้โลกเดือดร้อน ถ้าเราใช้น้ำมันมากเกินไป โลกจะเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น”
วินทร์ #2009 : “วันนึงน้ำจะท่วมโลก...”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ถึงตอนนั้นทุกชีวิตบนโลกจะเดือดร้อนไปหมด ไม่เฉพาะมนุษย์ ดังนั้นบทบาทของศาสนาก็ต้องกว้างขึ้น เพราะไม่งั้นโลกพังได้ เวลาผมบอกว่าโลกพัง ผมหมายความตรงคำ คือพังจริง ๆ มนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายสูญพันธุ์ได้ ในเมื่อเรามีความรู้มากพอ เราก็ควรใช้ระบบศาสนาให้มีประโยชน์มากกว่าแค่พาเราขึ้นสวรรค์..."
วินทร์ #3102 : “คุณกำลังบอกว่าศาสนาช่วยโลกได้ขนาดนั้น?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ถ้าเราจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือช่วยมนุษยชาติให้รอด แต่มันกว้างกว่าแค่ช่วยมนุษย์ มันรวมชีวิตอื่น ๆ ด้วย ชีวิตมนุษยชาติสั้นแสนสั้นเมื่อเทียบกับอายุของโลกและจักรวาล หากเทียบอย่างที่ คาร์ล เซเกน เทียบคือให้อายุจักรวาลตั้งแต่กำเนิดถึงวันนี้เท่ากับหนึ่งปี มนุษย์ก็เพิ่งปรากฏในโลกนี้เมื่อนาทีสุดท้ายของปี แต่ดูเหมือนเพียงนาทีเดียวบนโลก เราทำลายโลกมากกว่าเวลาก่อนหน้านั้นรวมกัน”
วินทร์ #2009 : “จริง”
วินทร์ #1001 : “ผมจึงเห็นว่าศาสนาไม่ใช่แค่เรื่องที่คุณไม่ไปฆ่าคนอื่น หรือทำให้ใครเดือดร้อน แต่มันรวมไปถึงการไม่ทำให้โลกเดือดร้อน หรือทำให้ต้นไม้เดือดร้อน สภาพอากาศเดือดร้อน นี่น่าจะเป็นศาสนาที่เวิร์กกว่า เพราะว่าคุณมองในภาพรวมทั้งหมด”
วินทร์ #2009 : “คุณกำลังบอกว่าศาสนาไม่น่าจะเป็นแค่กิจการสำหรับมนุษย์เท่านั้น...”
วินทร์ #1001 : “ถูกต้อง เราจะเรียกตัวเองว่าคนมีศาสนาได้อย่างไรหากเราจำกัดการไม่ ‘ทำชั่ว’ ไว้แค่ในสังคมมนุษย์เท่านั้น หากเรายังตัดไม้ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมจนสิ่งมีชีวิตอื่นเดือดร้อนไปด้วย คุณไม่ฆ่าคน แต่ถ้าคุณไปจับสัตว์มาเลี้ยงในกรง ผมคิดว่ามันก็แย่พอกัน อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำไป เพราะคุณเชื่อว่ามันไม่เป็นไร ฆ่าคนเป็นไร แต่ฆ่าสัตว์ไม่เป็นไร คนมีศาสนาไม่น่าจะทำลายธรรมชาติ จับสัตว์มาทรมานในรูปต่าง ๆ เช่น ขังในสวนสัตว์ จับนกจับปลามาให้คนปล่อย ทำลายโลกด้วยมลพิษ หากเป้าหมายสูงสุดของศาสนาคือสันติภาพ เราก็ต้องคิดกว้างกว่าแค่ว่าเราเป็นอย่างไร เราจะมีบุญมากพอชาติหน้าเกิดมารวยสวยหล่อหรือไม่ เราจะขึ้นสวรรค์ชั้นไหน แต่ผมว่าแค่นี้แคบเกินไป”
วินทร์ #2009 : “แล้วจะต้องทำยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ศาสนาควรวิวัฒนาการไปตามความเหมาะสมของโลก และไม่ใช่เพียงแค่เหมาะสมกับกลุ่มของตนหรือเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น หากกินความกว้างไปถึงพืช สัตว์ โลก ธรรมชาติ และจักรวาล เป้าหมายของศาสนาน่าจะคือสันติภาพ ไม่ใช่ปัจเจก เพราะการรู้ว่ามีพระเจ้าไหม มีโลกหน้าไหม ไม่ได้ช่วยให้มีชีวิตรอดมากกว่าในระบบวิวัฒนาการ เราต้องคิดกว้างกว่าแค่เราจะเป็นยังไง จะได้ไปเกิดใหม่ในภพที่ดีกว่านี้มั้ย จะสวยรวยหล่อมั้ย จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไหน”
วินทร์ #2009 : “จุดนี้ผมเห็นด้วยนะ”
วินทร์ #1001 : “คนจำนวนมากมองศาสนาแค่ส่วนที่เกี่ยวกับตัวเอง มองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ฉันจะมีชาติหน้าที่ดีกว่านี้หรือเปล่านะ ฉันจะได้ไปสวรรค์นิรันดร์หรือเปล่านะ ผมว่ามันก็คือความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง มันน่าจะเป็นว่าเราจะทำอย่างไรให้โลกนี้เป็นสวรรค์ในชีวิตนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงโลกหน้า เมื่อถึงจุดจุดนี้ จะมีสังกัดหรือไม่มีสังกัดศาสนา ก็ไม่สำคัญเท่ากับเราทำอะไรให้โลกทั้งมวล มากกว่าแค่คิดถึงประโยชน์ของตัวเองในชาตินี้และชาติหน้า เพราะเราจะไม่มีชาติหน้าที่น่าใฝ่ฝัน หากเราไม่ช่วยทำชาตินี้ให้ดี”
วินทร์ #3102 : “ประเด็นของคุณก็น่าสนใจ แต่คนจะคิดว่าทำไมมนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ด้วย”
วินทร์ #1001 : “เพราะเราชาวมนุษย์ในฐานะที่มีสมองใหญ่กว่า พัฒนาไปไกลกว่า ก็มีหน้าที่รับผิดชอบต่อโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลกไปโดยปริยาย จะบอกว่าเราไม่เกี่ยวไม่ได้ สมมุติว่าคุณพบระเบิดปรมาณูลูกหนึ่งซ่อนในบ้านหลังหนึ่ง เครื่องนับเวลาถอยหลังแสดงว่ามันจะระเบิดในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า คุณจะกดปุ่มหยุดมัน หรือว่าจะรอให้เต่า ปลา กุ้ง ลิงมาทำหน้าที่นี้...
“และเพราะหากไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ วันใด ก็จะไม่มีมนุษย์ในวันนั้น ทุกระบบในโลกทำงานเป็นวงจร มันคือ Butterfly Effect จะชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คุณก็ไม่อาจหนีความจริงนี้ไปได้ บางครั้งสังคมอุดมคติก็ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น”
(อ่านตอนใหม่สัปดาห์หน้า)
วินทร์ เลียววาริณ
12-7-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
4 วันที่ผ่านมา
