-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
(หลังจากดูเรื่อง โหดเลวดี รอบล่าสุด ก็ถือโอกาสดูชุด Infernal Affairs - สองคนสองคม อีกครั้ง คราวนี้ดูแบบชำแหละและจับผิด ผลคะแนนก็ยังเหมือนเดิมคือ 10/10)
ตัวละคร ไมเคิล คอร์ลีโอน กล่าวในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ว่า “ขณะที่ผมคิดว่าผมออกมาแล้ว พวกนั้นก็ดึงผมกลับเข้าไปใหม่”
คนชั่วเมื่อคิดล้างมือจากวงการ ก็อาจทำไม่ได้
แล้วคนดีที่เข้าสู่วงการคนชั่วด้วยเจตนาดีเล่า? ล้างมือได้หรือไม่? หนีออกจากทางสายเดิมได้หรือไม่?
และนี่คือ 無間道 ทางที่ไม่สิ้นสุด
ชื่อจีนของภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม)
無間 = ไม่สิ้นสุด 道 = ทาง ในที่นี้รวมแล้วหมายถึงนรกไม่สิ้นสุด ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่อาจหนีพ้น
ชื่อเรื่องอังกฤษเป็นการเล่นคำ เลียนคำว่า internal affairs ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ แทนด้วยคำว่า infernal ที่แปลว่า นรก หรือ 無間道
วงการภาพยนตร์โลกเต็มไปด้วยหนังแนวตำรวจ-ผู้ร้าย มากจนอยากสรุปว่า หนังเกินครึ่งในโลกเป็นหนังการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับคนร้ายหรือเจ้าพ่อ ในบรรดานี้ หนังที่สามารถยกระดับไปถึงระดับดีมากหรือถึงขั้นคลาสสิก มีน้อย
ตัวอย่างคลาสสิกที่ยกมาเสมอคือ The Godfather เพราะมันก้าวไปไกลกว่าพล็อตเรื่องการขับเคี่ยวหรือการชิงอำนาจของเจ้าพ่อ แต่มันรวมความรู้สึกจิตใจเข้าไปด้วย ดังที่โก้วเล้งใช้ในงานเขียนนิยายกำลังภายใน แล้วยกระดับมันขึ้นมาเป็นงานคลาสสิก
Infernal Affairs เป็นหนังฮ่องกง เกี่ยวกับเจ้าพ่อ-ตำรวจ โดยคอนเส็ปต์ไม่ใช่ของใหม่ การส่งสายลับเข้าไปในองค์การอาชญากรรม หรือเข้าไปในหน่วยงานรัฐทำมาแล้วมากมาย ของไทยเราก็มีเรื่อง เล็บครุฑ ที่เขียนมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในหนังที่อิงเรื่องจริง เช่น Donnie Brasko ซึ่งออกมาหลายปีก่อนเรื่อง Infernal Affairs
แต่สิ่งที่ Infernal Affairs แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นในตระกูลนี้คือ แม้เป็นหนังตลาด แต่มันยืนอยู่ใต้เงาของหนังอาร์ต หนังไม่เน้นการฆ่ากัน ฉากยิงอาจไม่เห็นการยิง อาจเป็นแค่เสียงปืน ที่สำคัญที่สุดคือ หนังใส่อารมณ์ความรู้สึก เลือดเนื้อมนุษย์เข้าไป เมื่อรวมกับบทที่แน่น เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจากหนังอาชญากรรมทั่วไป
หลายฉากทำได้ตื่นเต้นโดยที่ไม่มีการปะทะกันจริง ๆ ฉากการสื่อสารผ่านรหัสมอร์สถือว่าฉลาด
หนังมีความรุนแรงมาก แต่กลับไม่เน้นความรุนแรง แต่เน้นที่การวางแผน การแก้เกม การหักเหลี่ยม การหักมุมซ้อนหักมุม บทเอาอยู่ ทำให้เรื่องสนุกและสด
พูดง่าย ๆ คือ เป็นงานที่รวมศิลปะ พล็อต การหักมุม การใช้อารมณ์ ลงตัว
โก้วเล้งมักชอบเล่าชีวิตชาวยุทธ์ในมุมธรรมดา มุมในระดับล่าง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนร้ายก็คุยเล่นกันได้ ในเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องร้ายทั้งเรื่อง ความเป็นศัตรูกับความเป็นเพื่อน แยกกันไม่ออกชัด ส่วนหว่องกาไวชอบเล่นกับอารมณ์และโทนหนังแบบหม่น
เรื่องนี้ดูเหมือนจะรวมพล็อตที่ดีเข้ากับงานแบบโก้วเล้งและอารมณ์แบบหว่องกาไว
..............
Infernal Affairs ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนต้องสร้างภาคสองและภาคสาม
เช่นเดียวกับ The Godfather หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงจนต้องเข็นภาค 2-3 ออกมา
และเช่นเดียวกับ The Godfather หนังภาคต่อของ Infernal Affairs ถือว่าทำได้ดี
และฮอลลีวูดยังนำไปรีเมกเป็นฉบับฝรั่ง The Departed โดย Martin Scorsese ผู้กำกับมือเซียนด้านหนังแนวนี้ The Departed ไปไกลขนาดได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
นี่ย่อมแสดงว่าโครงเรื่องและแนวเรื่องของงานชิ้นนี้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
Infernal Affairs ภาค 2-3 เพ่ิมและเสียบส่วนที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก ซึ่งถือเป็นความสามารถของคนเขียนบทที่สามารถอุตส่าห์เสียบเรื่องเข้าไปได้ โดยที่ยังใช้ตัวละครชุดเดิม เล่าที่มาและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางทีการเป็นเจ้าพ่อก็มาแบบโชคช่วย ไม่ได้ตั้งใจ จังหวะมันได้
ภาค 2-3 ด้อยลงกว่าภาค 1 บ้าง แต่ยังถือว่าดี และเมื่อรวมกันเป็นไตรภาค ก็ยังจัดว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานสูงกว่าหนังแนวนี้จำนวนมากของฮอลลีวูด
Infernal Affairs ทั้งสามภาคชี้ให้เราขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเราคือใคร มันสามารถแบ่งดี-ร้ายได้แยกกันเช่นนั้นหรือ และคำถามที่ว่า คนเราสามารถเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นร้าย แต่ในสถานะหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ต่อให้คนร้ายอยากกลับตัวก็เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นคนใหม่
หนังใช้ห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการที่ฮ่องกงคืนจากอังกฤษสู่จีน ชาวฮ่องกงก็มีคำถามว่า ตัวตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร บางทีลัทธิการเมืองคนละขั้วก็อาจเข้าข่ายการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ
เราจะแยกอย่างไรว่าโลกของตำรวจสะอาดกว่า หรือโลกของโจรมีแต่ความดำมืด ในเมื่อมันเป็นสีเทาปนกัน
ในท่อนหนึ่งของหนังภาคแรก เจ้าพ่อบอกลูกน้องว่า คนนับพันต้องตายเพื่อซีซาร์จะยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท้ายที่สุดซีซาร์ก็ตายด้วยน้ำมือคนของตัวเอง
ขาวกับดำก็เช่นหยินกับหยาง ดูต่างกัน แต่มันต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอ แยกจากกันไม่ออก
10/10
ทั้งสามภาคฉายทาง Netflix
.............
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์นี้ และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)0- แชร์
- 467
-

นานปีมาแล้ว ในชั่วโมงหนึ่งของวิชาออกแบบสถาปัตยกรรม อาจารย์สอนว่า การออกแบบห้องโถงที่โล่งเกินไปโดยไม่มีเสาเลยนั้น มิใช่เรื่องที่ควรทำเสมอไป แม้ว่าโดยเทคโนโลยีการก่อสร้างจะทำได้
เหตุผลของอาจารย์คือมุมของจิตวิทยา คนเราชอบยืนใกล้เสา เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่ายืนในที่โล่งมาก ๆ
สัญชาตญาณนี้อาจสืบต่อในยีนมาแต่บรรพบุรุษ การยืนโด่เด่กลางทุ่งอาจตกเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ได้ง่ายกว่าหลบหลังต้นไม้
ไม่ว่าทฤษฎีนี้จะจริงหรือไม่ ลึก ๆ ในสัญชาตญาณ มนุษย์เราต้องการฐานที่มั่นคงแข็งแรง เห็นชัดในการใช้ชีวิตของคนเรา มักแสวงหาเสาแห่งความมั่นคงในชีวิตซึ่งมักหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง
บางคนหาเงินมากเท่าไรก็ยังไม่ยอมหยุด เพราะเชื่อว่าเงินทองคือความมั่นคงในชีวิต เงินทองยิ่งมากยิ่งอุ่นใจ
เงินทองอาจสร้างความอุ่นใจในระดับหนึ่ง แต่สัจธรรมของชีวิตคือความไม่แน่นอน ดังนั้นความมั่นคงที่สุดในโลกก็ยังไม่ใช่ความมั่นคงที่แท้จริง เพราะความมั่นคงไม่ได้เกิดที่ร่างกาย หากที่ใจ ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นคนร่ำรวยล้นฟ้าที่หงอยเหงาเศร้าเปลี่ยว ขาดความสุข บางคนยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งร้อนรน กลัวทรัพย์สินสูญหาย ระแวงระวังจนยิ่งห่างไกลจากความมั่นคงที่แสวงหา
มหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลกกล่าวว่า เขาเข้าใจหลังจากร่ำรวยแล้วว่า เงินนั้นไม่สำคัญ
การมีเงินทองมากก็ไม่ได้รับประกันว่าเงินทองจะไม่ลดมูลค่าลง ความผันผวนทางเศรษฐกิจหลายยุคหลายสมัยแสดงให้เราเห็นตัวอย่างของคนที่รวยที่สุดที่สะดุดตอเศรษฐกิจล้มลงได้ชั่วข้ามคืนอย่างไม่น่าเป็นไปได้
วินาศภัย สงคราม ภัยธรรมชาติ ล้วนสามารถทำให้ความมั่นคงภายนอกหายวับไป ความมั่นคงเดียวที่ไม่มีใครหรืออะไรเอาไปได้ก็คือความมั่นคงภายใน
ความมั่นคงคือความรู้ที่ติดตัว สามารถใช้สร้างตัวได้ใหม่ทุกครั้งที่ล้ม
ความมั่นคงคือความสามารถที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหลังล้ม มันเกิดขึ้นได้เมื่อมีจิตใจเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้
คนที่รู้สึกว่ามั่นคงที่สุดก็คือคนที่เชื่อว่า ถึงจะสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตก็สามารถลุกขึ้นได้ทุกครั้งไป
สมองมีความรู้ มีปัญญา ใจมีความเข้มแข็ง และเชื่อว่าตัวเองคือเสาของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงเสาใด ๆ อีก
วินทร์ เลียววาริณ
31-3-26จาก สองแขนที่กอดโลก
ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.2082697073283951 วันที่ผ่านมา -

อาทิตย์ก่อนท่านตั้มขอเลื่อนการถล่มอิหร่านออกไปอีกห้าวัน ตามด้วยสิบวัน เพื่อรอให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปด้วยดี
หากเราดูพฤติกรรมเดิมๆ ของท่านตั้มจะพบว่า ทุกครั้งที่ยืดเวลา "เพื่อสันติภาพ" มักจะตามมาด้วยการเปิดศึกใหม่
นักวิเคราะห์ทั้งหลายเชื่อว่านี่คือการซื้อเวลาอีกรอบ ห้าวันสิบวันนี้คือเตรียมระดมกำลัง ส่งทหารลงภาคพื้นดิน (ภาษาอังกฤษเรียก boots on the ground) เพราะการทิ้งระเบิดอย่างเดียวไม่อาจโค่นรัฐบาลอิหร่านได้
ข่าว The Washington Post เมื่อวานนี้รายงานว่า นาวิกโยธินหลายพันนายเดินทางไปถึงตะวันออกกลางเรียบร้อยแล้ว เป็นหน่วย Special Operations และ conventional infantry troops
ฝ่ายอิหร่านบอกว่า "ไหนว่าจะเจรจาสันติภาพไง"
แต่ถ้าจะเปิดศึกใหม่ก็ "โน พรอเบลม"
"ทหารหนึ่งล้านคนพร้อมแล้ว"
นี่คือภาพเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลาง
แต่ภาพที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นภาพเหตุการณ์ที่แผ่นดินสหรัฐฯ
สื่อทั่วโลกรายงานข่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ในเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ ประมาณสามพันจุดชุมนุมทั้งประเทศ อาจรวมกันถึงแปดล้านคน
เรียกว่า No Kings movement หรือ No Tyrants protests
เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มเห็นว่าท่านตั้มกำลังทำตัวเหมือนพระราชา รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ จนตอนนี้ดูเหมือนสหรัฐฯกลายเป็นรัฐ authoritarianism (เผด็จการ) ไปแล้ว
ชาวโลกไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานาน ครั้งใหญ่ที่สุดในอดีตคือการเดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนามในยุค 1970
ครั้งนั้นนักแสดงสาว เจน ฟอนดา ออกมาร่วมต้านสงคราม
ครั้งนี้ เจน ฟอนดา ในวัย 88 ก็ออกมาร่วมเช่นเคย
การรบในสงครามเวียดนามยังพอมีเหตุผลอ้างกับชาวอเมริกันว่า ทำเพื่อหยุดยั้งพวกคอมมิวนิสต์ เพื่อไม่ให้เกิด domino effect ในเอเชียอาคเนย์และโลก
แต่การก่อสงครามอิหร่านไม่สามารถอ้างเหตุผลอะไรได้เลย เพราะมันเป็น war of choice ไม่ทำก็ได้ เพราะอิหร่านไม่ใช่อันตรายโดยตรงต่อสหรัฐฯ
แต่ในเมื่อท่านพ่อสั่งมา ก็ต้องทำ
ในการต่อต้านสงครามเวียดนามเมื่อหลายสิบปีก่อน การเดินขบวนทรงพลังเพราะมีข่าวทหารอเมริกันตายไปหลายหมื่นคน
หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ทหารตายไปโดยไม่จำเป็น
ที่ขันขื่นคือทหารอเมริกันต้องสังเวยชีพเพื่อปกป้องประเทศอื่น
คนสั่งไม่ได้รบ คนรบไม่ได้สั่ง
ท่านตั้มบอกเสมอว่า ทำสงครามอิหร่านเพื่อ "Regime change" (เปลี่ยนรัฐบาล)
แต่คนที่ชุมนุมเมื่อวันเสาร์บอกว่า สหรัฐฯต่างหากที่ต้องมี Regime change ก่อนที่โลกทั้งใบจะพังทลาย
วินทร์ เลียววาริณ
30-3-261 วันที่ผ่านมา -

มียาหลายขนานสำหรับโรคมืดบอดทางปัญญา สำหรับคนที่อ่านแปดบรรทัด ก็รักษาตามอาการ
1 วันที่ผ่านมา -

สำนวนหนึ่งที่ผมเรียนมาจากฝรั่งหลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศพักใหญ่ก็คือ having no life
ฝรั่งเรียกพวกที่ทำงานอย่างหนักทั้งวันยันค่ำ ไม่ยอมพักผ่อนหย่อนใจหรือไปเที่ยวเลยว่า “He has no life!”
having no life แปลตรงตัวว่า ไม่มีชีวิต มีความหมายถึงคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เต็มที่ หรือเกิดมาแล้วไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากงาน
แต่เส้นแบ่งระหว่างการใช้ชีวิตเต็มที่กับไม่เต็มที่วัดได้ยาก เพราะ ‘เต็มที่’ ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตผจญภัยสุดขั้ว ท่องไปทั่วโลก ลองของแปลกใหม่ทุกอย่างเสมอไป ชีวิตเต็มที่น่าจะเป็นชีวิตที่เจ้าของชีวิตใช้แล้วรู้สึกว่าคุ้มกับการเกิดมา หรือได้ใช้ชีวิตในระดับน่าพึงใจแล้ว
ชีวิตเต็มที่คือชีวิตที่ไม่ ‘เต็มที’!
‘การไม่มีชีวิต’ ไม่ได้หมายถึงการไม่ได้ท่องทั่วโลก ไม่ได้กินของดี เพราะคนที่รวยมาก เดินทางมากก็อาจ ‘ไม่มีชีวิต’ ก็ได้
เล่ากันว่า ปรมาจารย์ เล่าจื๊อ กับผองเพื่อนชอบคุยกันสบาย ๆ ในบางซอกบางมุมของเมือง ไม่เคยต้องเดินทางไปไหนไกล เล่าจื๊อเขียนไว้ในคัมภีร์ เต๋า เต็ก เก็ง ว่า “มิได้ออกจากบ้าน ก็รู้จักโลก มิได้สอดส่องมองออกหน้าต่าง ก็รู้จักวิถีแห่งฟ้า...” (สำนวนแปลของ โชติช่วง นาดอน)
ความหมายของเล่าจื๊อไม่ได้บอกว่าให้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกนอกบ้านหรือไม่มองออกนอกหน้าต่าง แต่อยู่ที่การมองให้เห็น หรือถ้าออกนอกบ้านแล้วก็มองให้เห็น เมื่อนั้นถึงไม่ได้เดินทางไกล ก็รู้หมด และรู้สึกว่าใช้ชีวิตเต็มที่แล้วได้เช่นกัน
ผมรู้จักคนไทยหลายคนที่ไปใช้ชีวิตในเมืองนอก แต่ทุกวันขลุกอยู่กับก๊วนคนไทยด้วยกัน ไม่เคยพูดกับฝรั่งที่ไหนเลย อยู่เมืองนอกห้าปี พูดไทยคล่องกว่าเดิม! อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีชีวิต’ เพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะตักตวงศักยภาพของการเดินทางนั้นไป
‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตไปทำไม มองไม่เห็นความงามของการอยู่ในโลกนี้ ไม่เคยคิดปรับตัวปรับใจที่จะอยู่ต่อไป หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน โดยเฉพาะทางจิตใจ
‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการติดในพันธนาการที่ส่วนมากตนเองสร้างขึ้นมาเอง เช่น ตกอยู่ในบ่วงของอบายมุข การพนัน เหล้ายา กินเหล้าแบบให้เหล้ากินตัวเอง
‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการปล่อยให้คนอื่นใช้ชีวิตของตนเองแทนตน จะก้าวซ้ายก็ต้องขออนุญาต จะเดินขวาก็ต้องขอความเห็นชอบ
ซูเปอร์แมนผู้พิการ คริสโตเฟอร์ รีฟ ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนมันเปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเป็นคนที่จัดได้ว่า ‘ตายทั้งเป็น’ ไปแล้ว คือถูกพันธนาการในร่างกายของตนเองที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ชีวิตของเขาไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่พิการ
เขากล่าวปาฐกถาในงานประชุมพรรคเดโมแครตปี 1996 ว่า “ความฝันมากมายของเราที่แรกดูเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเรารวบรวมความมุ่งมั่น ในไม่ช้าความฝันเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้นที่จะเป็นจริง”
เมื่อใจเป็นอิสระ ก็มีชีวิต
ชีวิตเป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ๆ บางชิ้นใหญ่ แต่ส่วนมากเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนที่ใช้ชีวิตคือคนที่รู้จักหยิบชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นมาใช้ และไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้
ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2552 เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งร่อนลงจอดฉุกเฉินบนแม่น้ำฮัดสัน หลังจากเครื่องยนต์ทั้งสองดับ ด้วยฝีมือและการตัดสินใจที่ถูกต้องของกัปตัน ผู้โดยสารทั้งหมดรอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์ ผู้รอดตายคนหนึ่งกล่าวหลังเหตุการณ์นี้ว่า “จงใช้ชีวิตวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้”
คนจำนวนมากพบสัจธรรมนี้เมื่อเฉียดความตาย และพบว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นและบอบบางเหลือเกิน เผลอนิดเดียวก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้ว
having life กับ having no life อาจต่างกันตรงที่ว่าเรามองเห็นความไม่ถาวรของชีวิตหรือไม่
เมื่อเห็นคุณค่าของชีวิตแล้ว สิ่งเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายยิ่งใหญ่ได้ และการเปิดหน้าต่างมองฟ้าก็อาจเห็นไกลกว่าแค่ท้องฟ้า
คาลิล ยิบราน เขียนว่า “จงอย่าลืมว่าโลกปีติยามสัมผัสฝ่าเท้าเปล่าของเจ้า และสายลมปรารถนาจะเล่นกับเส้นผมของเจ้า”
ติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า มหัศจรรย์ของชีวิตก็คือการย่ำเท้าบนยอดหญ้าง่าย ๆ เช่นนั้น
หลายปีก่อน ผมพากลุ่มแขกต่างชาติไปนอนริมหาดชะอำ ครั้นยามดึกชวนบางคนไปดูดวงจันทร์เหนือทะเล คำตอบ (ในรูปคำถาม) ที่ทำให้ผมงันไปก็คือ “ดูไปทำไม?”
มีคนไม่มากในโลกสามารถเงยหน้ามองอาทิตย์บนฟ้า หลายคนลืมไปแล้วว่ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว อีกหลายคนมัวแต่ก้มมองพื้นดินจนลืมไปแล้วว่ามีท้องฟ้า!
ดังนั้นการที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถเงยหน้าขึ้นเบื้องบน และชื่นชมความงามของมัน ก็นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
การรู้จักเสพความงดงามก็คือการมีชีวิตอย่างหนึ่ง!
การมีชีวิตไม่ใช่การมีท้องฟ้าสวย ๆ ให้มอง แต่อยู่ตรงที่การรู้จักเงยหน้าขึ้นเบื้องบนแม้ในคืนที่ฟ้าหม่นมัว!
วินทร์ เลียววาริณ
30-3-26จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.2082697073283952 วันที่ผ่านมา -

(สัปดาห์ก่อนเล่าเรื่องอาจารย์ฮาคุอิน กับประโยค "เป็นเช่นนั้นหรือ?" วันนี้เล่าต่ออีกท่อน)
ฮาคุอิน เอคาขุ ปรมาจารย์เซนสายรินไซแห่งญี่ปุ่น มีวิธีการสอนที่มักเป็นการแสดงมากกว่าการเทศน์ ครั้งหนึ่งทหารนามโนบุชิเกะมาหาอาจารย์ฮาคุอิน ถามท่านว่า"มีสวรรค์และนรกจริงหรือไม่?"
"เจ้าเป็นใคร?" อาจารย์ถามเสียงราบเรียบ
"ข้าพเจ้าเป็นซามูไร"
"ที่แท้ก็เป็นทหาร เจ้านายประเภทใดกันที่ให้เจ้าเป็นทหาร หน้าตาของเจ้าดูเป็นขอทานมากกว่า"
โนบุชิเกะโกรธจัด มือแตะดาบทันที
"อา! ที่แท้เจ้าก็มีดาบ อาวุธของเจ้าคงทื่อจนไม่อาจตัดหัวอาตมา"
โนบุชิเกะชักดาบออกมา ได้ยินเสียงราบเรียบของอาจารย์ฮาคุอินว่า "ประตูนรกเปิดแล้ว!"
ได้ยินเช่นนั้น ซามูไรก็ได้สติ เสียบดาบคืนสู่ฝัก แล้วโค้งคำนับท่านอาจารย์
"ประตูสวรรค์เปิดแล้ว!"
วินทร์ เลียววาริณ
29-3-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา
