-
วินทร์ เลียววาริณ3 ปีที่ผ่านมา
(หลังจากดูเรื่อง โหดเลวดี รอบล่าสุด ก็ถือโอกาสดูชุด Infernal Affairs - สองคนสองคม อีกครั้ง คราวนี้ดูแบบชำแหละและจับผิด ผลคะแนนก็ยังเหมือนเดิมคือ 10/10)
ตัวละคร ไมเคิล คอร์ลีโอน กล่าวในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ว่า “ขณะที่ผมคิดว่าผมออกมาแล้ว พวกนั้นก็ดึงผมกลับเข้าไปใหม่”
คนชั่วเมื่อคิดล้างมือจากวงการ ก็อาจทำไม่ได้
แล้วคนดีที่เข้าสู่วงการคนชั่วด้วยเจตนาดีเล่า? ล้างมือได้หรือไม่? หนีออกจากทางสายเดิมได้หรือไม่?
และนี่คือ 無間道 ทางที่ไม่สิ้นสุด
ชื่อจีนของภาพยนตร์เรื่อง Infernal Affairs (สองคนสองคม)
無間 = ไม่สิ้นสุด 道 = ทาง ในที่นี้รวมแล้วหมายถึงนรกไม่สิ้นสุด ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่อาจหนีพ้น
ชื่อเรื่องอังกฤษเป็นการเล่นคำ เลียนคำว่า internal affairs ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่สอบสวนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ แทนด้วยคำว่า infernal ที่แปลว่า นรก หรือ 無間道
วงการภาพยนตร์โลกเต็มไปด้วยหนังแนวตำรวจ-ผู้ร้าย มากจนอยากสรุปว่า หนังเกินครึ่งในโลกเป็นหนังการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับคนร้ายหรือเจ้าพ่อ ในบรรดานี้ หนังที่สามารถยกระดับไปถึงระดับดีมากหรือถึงขั้นคลาสสิก มีน้อย
ตัวอย่างคลาสสิกที่ยกมาเสมอคือ The Godfather เพราะมันก้าวไปไกลกว่าพล็อตเรื่องการขับเคี่ยวหรือการชิงอำนาจของเจ้าพ่อ แต่มันรวมความรู้สึกจิตใจเข้าไปด้วย ดังที่โก้วเล้งใช้ในงานเขียนนิยายกำลังภายใน แล้วยกระดับมันขึ้นมาเป็นงานคลาสสิก
Infernal Affairs เป็นหนังฮ่องกง เกี่ยวกับเจ้าพ่อ-ตำรวจ โดยคอนเส็ปต์ไม่ใช่ของใหม่ การส่งสายลับเข้าไปในองค์การอาชญากรรม หรือเข้าไปในหน่วยงานรัฐทำมาแล้วมากมาย ของไทยเราก็มีเรื่อง เล็บครุฑ ที่เขียนมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ในหนังที่อิงเรื่องจริง เช่น Donnie Brasko ซึ่งออกมาหลายปีก่อนเรื่อง Infernal Affairs
แต่สิ่งที่ Infernal Affairs แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นในตระกูลนี้คือ แม้เป็นหนังตลาด แต่มันยืนอยู่ใต้เงาของหนังอาร์ต หนังไม่เน้นการฆ่ากัน ฉากยิงอาจไม่เห็นการยิง อาจเป็นแค่เสียงปืน ที่สำคัญที่สุดคือ หนังใส่อารมณ์ความรู้สึก เลือดเนื้อมนุษย์เข้าไป เมื่อรวมกับบทที่แน่น เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นออกมาจากหนังอาชญากรรมทั่วไป
หลายฉากทำได้ตื่นเต้นโดยที่ไม่มีการปะทะกันจริง ๆ ฉากการสื่อสารผ่านรหัสมอร์สถือว่าฉลาด
หนังมีความรุนแรงมาก แต่กลับไม่เน้นความรุนแรง แต่เน้นที่การวางแผน การแก้เกม การหักเหลี่ยม การหักมุมซ้อนหักมุม บทเอาอยู่ ทำให้เรื่องสนุกและสด
พูดง่าย ๆ คือ เป็นงานที่รวมศิลปะ พล็อต การหักมุม การใช้อารมณ์ ลงตัว
โก้วเล้งมักชอบเล่าชีวิตชาวยุทธ์ในมุมธรรมดา มุมในระดับล่าง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คนร้ายก็คุยเล่นกันได้ ในเรื่องทั่วไป ไม่จำเป็นต้องร้ายทั้งเรื่อง ความเป็นศัตรูกับความเป็นเพื่อน แยกกันไม่ออกชัด ส่วนหว่องกาไวชอบเล่นกับอารมณ์และโทนหนังแบบหม่น
เรื่องนี้ดูเหมือนจะรวมพล็อตที่ดีเข้ากับงานแบบโก้วเล้งและอารมณ์แบบหว่องกาไว
..............
Infernal Affairs ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนต้องสร้างภาคสองและภาคสาม
เช่นเดียวกับ The Godfather หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงจนต้องเข็นภาค 2-3 ออกมา
และเช่นเดียวกับ The Godfather หนังภาคต่อของ Infernal Affairs ถือว่าทำได้ดี
และฮอลลีวูดยังนำไปรีเมกเป็นฉบับฝรั่ง The Departed โดย Martin Scorsese ผู้กำกับมือเซียนด้านหนังแนวนี้ The Departed ไปไกลขนาดได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
นี่ย่อมแสดงว่าโครงเรื่องและแนวเรื่องของงานชิ้นนี้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
Infernal Affairs ภาค 2-3 เพ่ิมและเสียบส่วนที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก ซึ่งถือเป็นความสามารถของคนเขียนบทที่สามารถอุตส่าห์เสียบเรื่องเข้าไปได้ โดยที่ยังใช้ตัวละครชุดเดิม เล่าที่มาและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่า บางทีการเป็นเจ้าพ่อก็มาแบบโชคช่วย ไม่ได้ตั้งใจ จังหวะมันได้
ภาค 2-3 ด้อยลงกว่าภาค 1 บ้าง แต่ยังถือว่าดี และเมื่อรวมกันเป็นไตรภาค ก็ยังจัดว่าเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานสูงกว่าหนังแนวนี้จำนวนมากของฮอลลีวูด
Infernal Affairs ทั้งสามภาคชี้ให้เราขบคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของเราคือใคร มันสามารถแบ่งดี-ร้ายได้แยกกันเช่นนั้นหรือ และคำถามที่ว่า คนเราสามารถเปลี่ยนจากร้ายเป็นดีได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นร้าย แต่ในสถานะหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ต่อให้คนร้ายอยากกลับตัวก็เป็นไปไม่ได้ กลายเป็นคนใหม่
หนังใช้ห้วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการที่ฮ่องกงคืนจากอังกฤษสู่จีน ชาวฮ่องกงก็มีคำถามว่า ตัวตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร บางทีลัทธิการเมืองคนละขั้วก็อาจเข้าข่ายการขับเคี่ยวระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ
เราจะแยกอย่างไรว่าโลกของตำรวจสะอาดกว่า หรือโลกของโจรมีแต่ความดำมืด ในเมื่อมันเป็นสีเทาปนกัน
ในท่อนหนึ่งของหนังภาคแรก เจ้าพ่อบอกลูกน้องว่า คนนับพันต้องตายเพื่อซีซาร์จะยิ่งใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท้ายที่สุดซีซาร์ก็ตายด้วยน้ำมือคนของตัวเอง
ขาวกับดำก็เช่นหยินกับหยาง ดูต่างกัน แต่มันต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอ แยกจากกันไม่ออก
10/10
ทั้งสามภาคฉายทาง Netflix
.............
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์นี้ และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)0- แชร์
- 611
-

ฟิล์ม นัวร์ (Film Noir) เป็นคำฝรั่งเศส แปลว่าหนังดำหรือหนังมืด คำนี้ฮิตและใช้กันในวงกว้างตั้งแต่ทศวรรษ 1970 มักเป็นหนังที่ฉายภาพดำมืดของสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ฟิล์ม นัวร์ ที่เราพูดๆ กันมักหมายถึงหนังที่มีองค์ประกอบของดรามา อาชญากรรม เซ็กส์ คอร์รัปชั่น มาเฟีย ตำรวจ นักสืบเอกชน และตัวร้ายผู้หญิง (femme fatale) ส่วนใหญ่ปรากฏในรูปหนังขาวดำฮอลลีวูดในทศวรรษ 1940s - 1950s
ตัวละครจำนวนมากเป็นนักสืบ เช่น นักสืบ แซม สเปด ใน The Maltese Falcon และนักสืบ ฟิลิป มาร์โลว์ ใน The Big Sleep (ทั้งสองเล่นโดย ฮัมฟรีย์ โบการ์ท)
ฟิล์ม นัวร์ เน้นความสวยงามของภาพขาวดำ มักใช้เทคนิคจัดแสงแบบแสงสว่างน้อย พื้นดำมาก ความคมภาพสูง จุดเด่นอีกข้อหนึ่งคือใช้เสียงพากย์เล่าเรื่อง (narrative voice over) ถ้านึกไม่ออก ก็เช่นหนังเรื่อง Sin City มีเสียงตัวละครพูดความในใจทับภาพเป็นระยะ
นี่ทำให้หลายคนเห็นว่า ฟิล์ม นัวร์ ไม่ใช่ตระกูลหนัง (genre) แต่เป็นเพียงสไตล์
ฟิล์ม นัวร์ ยุคแรกได้รับอิทธิพลมาจากนิตยสารแนว pulp magazines นักเขียนในสายนี้มีมากมาย เช่น เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ ผู้เขียน The Big Sleep (1939), Murder, My Sweet (1944), The Big Sleep (1946), Lady in the Lake (1947), Double Indemnity (1944), The Blue Dahlia (1946), Strangers on a Train (1951) ฯลฯ
มาถึงศตวรรษที่ 21 ฟิล์ม นัวร์ แบบดั้งเดิมหมดยุคไปนานแล้ว แต่ก็มีคนนำกลับมาเล่นใหม่ในรูป modern film noir
ซีรีส์ Sugar (2024-2026) เป็นหนังนักสืบสมัยใหม่ที่ใช้องค์ประกอบของ ฟิล์ม นัวร์ ยุคเก่า วลี "ใช้องค์ประกอบ" หมายความตรงคำ คือเสียบฟุตเตจหนังนักสืบเอกชนในอดีตใส่ในหนังฉากปัจจุบัน แบบแปะใส่
ผู้สร้างซีรีส์ Sugar ต้องการให้หนังชุดนี้เป็น 'love letter' เป็นงานบูชาครูเพื่อระลึกถึงหนังนัวร์ในอดีต ด้วยเหตุนี้ตอนแรกของ Sugar จึงเปิดเรื่องด้วยภาพขาวดำ เล่าเรื่องโดยใช้ narrative voice over บรรยายความรู้สึกของผู้เล่า (ตัวละครหลัก) คอนเส็ปนี้ทำให้ต้องออกแบบตัวละครเอกเป็นคนรักหนัง ชอบดูหนัง ฟิล์ม นัวร์ เก่าๆ ทำให้สามารถเสียบฟุตเตจของหนังเก่าเข้าไปในหนังใหม่ได้
นักสืบเอกชนในเรื่องนี้ชื่อ จอห์น ซูการ์ รับบทโดย คอลิน ฟาร์เรลล์ แต่เราจะเห็น Robert Mitchum, Humphrey Bogart ปรากฏแว่บๆ ในหนัง เป็นรสชาติแปลกๆ
หนังใช้เมือง ลอส แองเจลิส (แอลเอ) เป็นฉาก แสดงภาพหรูหราตัดกับภาพเสื่อมโทรมของเมืองนี้ เหมือนขาวกับดำ
ท่อนหนึ่งของหนังยกคำพูดของสถาปนิกอเมริกัน แฟรงก์ ลอยด์ ไรท์ เป็นเสียง voice over ว่า "Tip the world on its side and everything loose lands in Los Angeles." (เอียงโลกด้านข้าง แล้วทุกสิ่งที่ไร้รากจะไหลไปกองที่ ลอส เองเจลิส)
ทุกสิ่งที่ไร้รากในที่นี้น่าจะหมายถึงคนพเนจร คนที่ไม่มีที่มาที่ไป ความหมายคือแอลเอเป็นศูนย์รวมคนที่ไม่มีที่มาที่ไป เป็นเมืองที่รวมคนหลายสายพันธุ์ เป็นสถานที่แห่งความสับสน วุ่นวาย
วลี 'จุดรวมสายพันธุ์' ก็คือหัวใจของหนังชุดนี้
แต่ Sugar ไม่ใช่งานตระกูลนักสืบล้วนๆ และไม่ใช่หนังโหยหาอดีตอย่างเดียว มันผสมกับงานตระกูลอื่น ซึ่งผมไม่สามารถบอกในบทรีวิว เพราะจะเป็นสปอยเลอร์ระดับมหันตภัยหายนะ มันเป็นเซอร์ไพรซ์สุดๆ ในท้ายซีซัน 1 จนต้องอุทาน "เอางั้นเหรอ"
เป็นเซอร์ไพรซ์ที่อาจทำให้เรารักหนังเรื่องนี้ หรือเกลียดไปเลย
ใครที่ดูหนังชุดนี้แล้ว กรุณาอย่าคอมเมนต์บอกจุดเซอร์ไพรซ์นี้ ถือว่าบาปกรรมมาก
การผสม genre ในเรื่องนี้แปลกประหลาด เหมือนน้ำผสมน้ำมัน ให้รสชาติประหลาด บรรยายไม่ถูก ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ก็ถือว่าเป็นความสดใหม่อย่างหนึ่งของหนังนักสืบแน่นอน
ซีซั่น 1 ดีงาม ซีซั่น 2 เริ่มเข้ารกเข้าพงและเฉื่อยลง แต่โดยภาพรวม Sugar เป็นงานที่แปลก ชอบหรือไม่ชอบ คอหนังจริงก็ไม่น่าพลาด
ป.ล. ช่วงนี้วิจารณ์หนังจาก apple TV+ บ่อย เพราะกะจ่ายค่าสมาชิกแค่เดือนเดียว จึงดูหนังแบบกวาด พบว่ามีหนังที่สามารถดูได้หมดในเดือนเดียวและคุ้ม ว่างๆ ค่อยมาบอกว่าควรดูเรื่องไหนบ้างในหนึ่งเดือน
8/10
ฉายทาง apple TV+วินทร์ เลียววาริณ
3-10-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
0 วันที่ผ่านมา -

ตอนใหม่ : ทางสู่แผ่นดินพันธสัญญา 1
วินทร์ #6616 : “ต้นคริสต์มาสที่หน้าศูนย์การค้าใกล้บ้านผมใหญ่กว่าปีก่อน เพราะปีก่อนต้นคริสต์มาสของห้างใกล้ ๆ ใหญ่มาก ปีนี้จึงต้องแข่งกันหน่อย ประดับประดาไฟสวยงาม คนก็มาถ่ายรูปกัน”
วินทร์ #1001 : “สมัยเด็กผมไม่เคยเห็นต้นคริสต์มาสในที่สาธารณะ เห็นแต่ในโบสถ์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นค่านิยมไปแล้วที่วางต้นคริสต์มาสในศูนย์การค้า”
วินทร์ #2009 : “ก็ไม่แปลก คนไทยเรารับทุกประเพณีของทั้งโลกมาหมด ฉลองทั้งวาเลนไทน์ ฮัลโลวีน คริสต์มาส พวกเขาจะรู้มั้ยเนี่ยว่าคริสต์มาสไม่ใช่เทศกาลบันเทิง แต่เป็นเรื่องศาสนา เป็นวันประสูติของพระเยซู เทียบได้กับวันวิสาขบูชา วันประสูติของพระพุทธเจ้า มันคงประหลาดถ้าเราฉลองวันวิสาขบูชาในห้างสรรพสินค้า วางพระพุทธรูปขนาดใหญ่หน้าห้าง ติดไฟแสงสีให้คนมาถ่ายรูปกัน”
วินทร์ #6616 : “ผมขำที่หนังการ์ตูน The Simpsons ล้อว่า ‘Christmas is a time when people of all religions come together to worship Jesus Christ.’ คริสต์มาสกลายเป็นการตลาดและความบันเทิงไปทั่วโลก”
วินทร์ #1001 : “คริสต์มาสเป็นเรื่องของการตลาดไม่ใช่เรื่องแปลก พุทธเรายังทำการตลาดได้เลย”
วินทร์ #2009 : “เอ้า! เผลอไม่ได้ เริ่มแขวะเขาอีกแล้ว!”
วินทร์ #6616 : “ไหน ๆ เราก็คุยเรื่องพระเจ้าในมุมมองของ atheist แล้ว เพื่อมองให้ครบด้าน เราก็ควรคุยเรื่องนี้ในมุมมองของชาวคริสต์ด้วยจะดีกว่ามั้ย?”
วินทร์ #1001 : “ก็ยุติธรรมดี แต่จะเข้าใจศาสนาคริสต์ก็ต้องเข้าใจศาสนายิว และจะเข้าใจศาสนายิวก็ต้องรู้จักพวกยิวก่อน”
วินทร์ #6616 : “ยิวก็คือพวกฮีบรูใช่ไหม?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ชาวฮีบรูมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ย้อนไปถึงบรรพบุรุษแรกเริ่มคืออับราฮัม แต่ถ้าเล่าตามไทม์ไลน์ของศาสนา ก็ต้องเริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกและมนุษย์คู่แรกโน่น...”
วินทร์ #6616 : “ก็คือเรื่องพระเจ้าสร้างโลกในหกวัน?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ คนส่วนใหญ่ก็คงรู้แล้วว่าตำนานยิว The Book of Genesis เล่าว่าพระเจ้าหรือที่ยิวเรียกว่าพระยะโฮวาห์ ทรงสร้างจักรวาลและโลกในหกวัน หลังจากนั้นก็ทรงสร้างผู้ชายคนแรกจากธุลี ใส่ลมปราณให้ผ่านรูจมูก ทำให้มีชีวิต ตั้งชื่อว่า อดัม แล้วสร้างผู้หญิงคนแรกจากซี่โครงซี่หนึ่งของอดัม อดัมตั้งชื่อภรรยาว่า อีฟ มีหน้าที่ดูแลอดัม ทั้งสองอาศัยอยู่ในสวนสวรรค์อีเดน...”
วินทร์ #5789 : “อิสลามก็มีตำนานมนุษย์คู่แรกนะครับ”
วินทร์ #1001 : “ใช่ เรามีภาพฝังหัวว่าอดัมกับอีฟเป็นฝรั่ง เพราะชื่อก็เป็นฝรั่ง แต่จริง ๆ แล้ว ตำนานสร้างอดัมกับอีฟปรากฏในศาสนาคริสต์และอิสลามเหมือนกัน ศาสนายิวและคริสต์ถือว่าอดัมเป็นมนุษย์คนแรกของโลก ส่วนอิสลามถือว่าอดัมเป็นนบีคนแรกของศาสนาด้วย...”
วินทร์ #6616 : “นบีคืออะไร?”
วินทร์ #5789 : “นบีเป็นภาษาอาหรับ หมายถึงศาสดาประกาศก”
วินทร์ #6616 : “อะไรคือศาสดาประกาศก?”
วินทร์ #2009 : “ศาสดาประกาศก หรือ prophets คือผู้ประกาศลัทธิศาสนา ก็คือผู้ที่เผยแผ่ศาสนา”
วินทร์ #2415 : “แล้วเรื่องของอดัมกับอีฟเป็นไงต่อ?”
วินทร์ #1001 : “อดัมกับอีฟอาศัยอยู่ในสวนสวรรค์นานระยะหนึ่งก็ถูกขับออกไป”
วินทร์ #2009 : “ผมจำได้แล้ว อีฟถูกงูใหญ่ลวงให้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า โดยแอบกินแอปเปิลในสวน”
วินทร์ #1155 : “ใช่ ผมก็เคยได้ยินเรื่องนี้ อดัมกินแอปเปิล แล้วเศษแอปเปิลติดคอ กลายเป็นลูกกระเดือกของผู้ชายในโลก”
วินทร์ #6616 : “แล้วเกี่ยวอะไรกับลูกกระเดือก?”
วินทร์ #2009 : “ลูกกระเดือกภาษาอังกฤษว่า Adam’s apple”
วินทร์ #1001 : “นี่ไม่ได้อยู่ในไบเบิล ไม่รู้ใครแต่งเติมขึ้นมา แล้วเล่าต่อกันมาจนใคร ๆ ก็คิดว่าอดัมกินแอปเปิล”
วินทร์ #6616 : “หมายความว่าอดัมไม่ได้กินแอปเปิลหรือ?”
วินทร์ #1001 : “ไม่ได้กิน”
วินทร์ #1155 : “อ้าว! นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือ?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ มันผิดตอนแปลคำว่า ‘ความชั่วร้าย’ ในภาษาละตินบังเอิญพ้องเสียงกับคำว่า แอปเปิล”
วินทร์ #6616 : “แล้วมันเป็นต้นอะไร?”
วินทร์ #1001 : “เรียกว่า Tree of the Knowledge of Good and Evil พระเจ้าทรงห้ามอดัมกับอีฟกินผลไม้จากต้นนี้ ในทางคริสต์เชื่อว่าการกินผลไม้จากต้นนี้ทำให้เกิดบาปแรก งูก็คือซาตาน เมื่อทั้งสองต่อต้านพระเจ้า จึงถูกไล่ออกจากสวนอีเดน ผลจากบาปแรก - Original sin ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ชายผู้หญิงทั้งหมดในโลกก็ต้องรับบทลงโทษด้วย ‘อดัม’ หรือผู้ชายทุกคนต้องรับโทษโดยทำงานหนักเลี้ยงครอบครัว ‘อีฟ’ หรือผู้หญิงทุกคนต้องรับความทุกข์จากการอุ้มท้องและคลอดลูก...
“แนวคิดเรื่องบาปแรกเริ่มนี้ไม่มีในอิสลาม เพราะถือว่าพระเจ้าทรงยกโทษให้อดัมกับอีฟแล้ว ในศาสนายิวก็มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องบาปแรก แม้แต่ในคริสต์ก็ยังมีความเห็นต่าง โดยทั่วไปเวลาพูดกันเรื่องบาปแรก เราก็มักหมายถึงแนวคิดของคริสต์...”
วินทร์ #2009 : “คุณเคยบอกว่าพวก atheist ให้เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีพระเจ้าว่าเพราะมีความชั่วร้ายในโลก ซึ่งพระเจ้าผู้มีพระเมตตาไม่ออกแบบอย่างนี้แน่ ก็มีคนใช้แนวคิดเรื่องบาปแรกเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมมีสิ่งชั่วร้ายมากมายในโลก ชาวคริสต์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า โลกถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งความชั่วร้ายเกิดมาจากบาปแรก”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ความคิดนี้บอกว่า มนุษย์ไม่สามารถแก้บาปแรกนี้เองได้ ต้องให้พระเจ้าช่วยให้วิญญาณอยู่รอด โดยรับความรักและการให้อภัยของพระองค์ เชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อไถ่บาปของเรา และผ่านการทำพิธีล้างบาป ที่เรียกว่า Baptism”
วินทร์ #6616 : “แล้วเรื่องของอดัมกับอีฟเป็นยังไงต่อ?”
วินทร์ #1001 : “อดัมกับอีฟมีลูกสองคนคือ เคนกับเอเบล เคนฆ่าเอเบล พระเจ้าสาปแช่งเคน อีฟมีลูกอีกคนคือ เซธ ซึ่งก็สร้างลูกหลานขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ออกไป ผ่านไปหลายชั่วคนหลังจากเคนกับเซธ มนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์ และในที่สุดโลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความชั่วร้ายเพราะบาปของมนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟัง พระเจ้าจึงบันดาลให้เกิดน้ำท่วมโลก แต่ให้โนอาห์ต่อเรือใหญ่เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ต่าง ๆ เรื่องน้ำท่วมโลกนี้สร้างเป็นหนังมาหลายรอบ”
วินทร์ #6616 : “น้ำท่วมโลกนี่เกิดขึ้นจริงไหม?”
วินทร์ #1001 : “นักวิชาการและนักสำรวจหลายคณะพยายามค้นหาว่ามีน้ำท่วมโลกเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า ก็พบว่าน้ำท่วมใหญ่น่ะมีจริง เกิดขึ้นหลายครั้งในโลก แต่ไม่หนักหนาสาหัสเท่าในตำนาน และไม่ได้ท่วมทั้งโลก คัมภีร์บันทึกว่าจุดที่เรือของโนอาห์ไปขึ้นฝั่งคืออารารัต ก็เชื่อกันว่ามันคือภูเขาอารารัตที่ตุรกี ปรากฏว่ามีทีมนักสำรวจมากมายยกโขยงไปค้นหาเรือของโนอาห์ที่นั่นกัน แต่ยังไม่มีใครค้นพบหลักฐานที่เชื่อถือได้แม้สักชิ้นเดียว ส่วนมากเป็นวิทยาศาสตร์เทียมผสมกับความตื่นเต้นของการผจญภัยซึ่งเป็นสูตรที่ทุกคนชอบ เช่น พบซากเรือ เปลือกหอย ปลามากมาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานชิ้นใดที่สอบผ่านทางวิทยาศาสตร์”
วินทร์ #2009 : “มีคนบอกว่ารัฐบาลอเมริกันกับรัสเซียรู้เรื่องเรือของโนอาห์นี้ดี แต่เก็บไว้เป็นความลับ”
วินทร์ #1001 : “มันก็เป็นแค่ conspiracy theory อีกเรื่องนึง เหมือนเรื่องมนุษย์ไม่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ และยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวตกบนโลกที่ Area 51 เนวาดา อเมริกา ในปี 1947 ทางการสหรัฐฯจับมนุษย์ต่างดาวไปผ่าตัดเล่น และปิดเป็นความลับ พูดง่าย ๆ คือพอหาหลักฐานอะไรไม่ได้ ก็โยนให้เป็นผลงานของรัฐบาลหรือฝ่ายทหาร ยังดีนะที่ไม่โยนให้เป็นฝีมือของอำนาจเหนือธรรมชาติ”
วินทร์ #6616 : “แล้วโลกหลังน้ำท่วมเป็นยังไง?”
วินทร์ #1001 : “โลกหลังน้ำท่วมใหญ่ก็ยังคงเลวร้าย มนุษย์ยังไม่ปรับปรุงสันดาน ต่อมาก็สร้างหอคอยบาเบล พระเจ้าจึงทรงแยกมนุษย์ออกด้วยภาษาต่าง ๆ”
วินทร์ #6616 : “เพราะอะไร?”
วินทร์ #1001 : “เพราะก่อนน้ำท่วมโลก มนุษย์ใช้ภาษาเดียว หลังน้ำท่วมพวกเขาเริ่มเหิมเกริม คิดสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าเหมือนท้าทายพระเจ้า พระเจ้าทรงเห็นว่าทั้งหมดนี้ก็เพราะมนุษย์ใช้ภาษาเดียว ถ้าทำให้พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็สร้างหอคอยไม่ได้”
วินทร์ #6616 : “ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง”
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
วินทร์ เลียววาริณ
4-10-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
0 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีสี่คำถาม
- พวกอินโทรเวิร์ดเป็นคนเหงาไหม
- จะแก้เรื่องความเหงาได้อย่างไร
- คุณวินทร์เลี้ยงหมาไหมครับ?
- เห็นอย่างไรกับคนที่ไปนัดสาย
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6abf911d863bb78340914bea
สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

วันพุธที่ 30 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เครื่องบินสายการบิน Flydubai เที่ยวบิน FZ1073 ดูไบ - เทล อาวีฟ ประสบเหตุฉุกเฉิน ผู้ช่วยนักบินชาวโอมานใช้มีดแทงนักบินหลัก
ข่าวรายงานว่ากัปตันชาวอินเดียถูกแทงจนเลือดไหลนอง แต่ลุกขึ้นไปเปิดประตู ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งก็กรูไปจับผู้ก่อเหตุ เครื่องบินลงฉุกเฉินที่ซาอุดิอาระเบีย ผู้โดยสาร 170 คนปลอดภัย
นายกฯอิษ'เอรบอกว่า ผู้ก่อการร้ายต้องการขับเครื่องบินชนจุดหมายแบบกรณี 9-11 ในสหรัฐฯ
แต่ทันใดนั้นก็ปรากฏทฤษฎีสมคบคิด (conspiracy theory) ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ กล่าวหาว่าหน่วยสืบราชการลับมอสสาดของอิษ'เอรอยู่เบื้องหลัง เพื่อหาข้ออ้างอันชอบธรรมที่จะถล่มอิหร่านและกลุ่มที่เป็นศัตรู เพราะการพกอาวุธขึ้นเครื่องบินในสนามบินนานาชาติดูไบที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงของโลก โดยเฉพาะในช่วงสงครามในภูมิภาคนี้ แทบเป็นไปไม่ได้
ทว่าก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ามอสสาดและอิษ'เอรอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านี่เป็นแค่ conspiracy theory
ทำไม? ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ต้องไม่ใช่ซี
ก็ต้องเล่าอีกข่าวหนึ่งที่โผล่เข้ามาในตอนนี้พอดี
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานว่า นายกฯอิษ'เอร เนทัน medicine ฮูรู้เรื่องการบุก-องพวกฮามาสในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 มาก่อน แต่เลือกที่จะไม่ทำอะไร ปล่อยให้ฮามาสฆ่าคนพวกเดียวกัน เพื่อหาความชอบธรรมในการลงโทษชาวกาซาทั้งหมด ถล่มเมืองจนราบเรียบ
มีรายงานว่า หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับอียิปต์ Abbas Kamel ได้โทรศัพท์บอก medicine ฮูในตอนต้นเดือนตุลาคม 2023 ว่ามีความเคลื่อนไหวของพวกก่อการร้ายจากกาซา
มีรายงานว่า ประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ Sheikh Mohamed bin Zayed (MBZ) โทร.บอก medicine ฮู สิบวันก่อนเกิดเหตุว่าฮามาสกำลังจะบุก
ใครเป็นคนเริ่มต้นเสนอข่าวนี้?
คำตอบคือหนังสือพิมพ์ Haaretz ของอิษ'เอร ตามมาด้วย The New York Times, The Wall Street Journal และ The Atlantic
หนังสือพิมพ์ Haaretz รายงานในวันที่ 8 กันยายน 2023 ว่า ประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ MBZ โทร.บอก medicine ฮู สัปดาห์ครึ่งก่อนเกิดเหตุ
แต่ MBZ ประหลาดใจใหญ่หลวงเมื่อพบว่า medicine ฮู ไม่ใส่ใจคำเตือนนั้น ที่เลวร้ายกว่านั้นคือไม่ได้ส่งข้อมูลนั้นไปให้กระทรวงกลาโหมอิษ'เอร และฝ่ายรักษาความปลอดภัย
คนจำนวนมากไม่อยากเชื่อว่าหน่วยสืบราชการลับมอสสาดซึ่งเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่รู้เรื่องนี้เลย
medicine ฮู บอกว่าไม่เคยได้รับโทรศัพท์จากประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เรื่องนี้ "โกหกทั้งเพ" และขู่จะฟ้อง
Ahron Bregman นักวิเคราะห์ชาวอิษ'เอรแห่งมหาวิทยาลัย King’s College London กล่าวว่า "เรารู้ว่าหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอียิปต์บินไปที่อิษ'เอรเมื่อวันที่ 26 กันยายน (ปี 2023) เพื่อเตือนอิษ'เอรว่าฮามาสจะบุก เราก็รู้เช่นกันว่า Mohamed bin Zayed (แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ก็ได้เตือนคล้ายกัน"
ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้เรื่องกัปตันสายการบิน Flydubai ถูกแทง จะยังคงเป็น conspiracy theory ไปอีกนาน อยู่ที่จะว่าเชื่อข้อมูลของใคร
และมันอาจเป็นความลับไปตลอดกาล
วินทร์ เลียววาริณ
2 ตุลาคม 25691 วันที่ผ่านมา -

ครั้งหนึ่งนักสัมภาษณ์ แลร์รี คิง ถามทาไลลามะว่า "ท่านรู้สึกโกรธไหมเมื่อมีคนทำร้ายจิตใจต่อท่าน?"
นักบวชชาวทิเบตตอบ "ไม่"
"ทำไมไม่ล่ะ?"
"เพราะถ้าฉันโกรธ ก็ทำลายความสงบของฉันเอง ไม่ได้ทำร้ายคนที่ทำร้ายฉัน"
"แต่ท่านก็ต้องมีความรู้สึก"
"ในฐานะชาวพุทธ ในสมัยพุทธกาล แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังถูกว่าร้าย แน่นอนฉันเองก็ได้รับคอมเมนต์ลบเสมอ"
พระไพศาล วิสาโล เคยเทศน์ว่า คนเราถ้ามีความโกรธ ถ้าโกรธมากๆมันไม่เพียงแต่ทำร้ายผู้อื่น บางทีก็อาจจะทำร้ายตัวเอง... บางคนที่เศร้าโศกเสียใจมากถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย อย่างนี้ก็เข้าใจนี่คือการเบียดเบียนตน เพราะทำไปด้วยอำนาจของความเศร้าความโกรธ... ตอนหลังก็พบว่าคำถามนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่า ทำไมเราถึงปล่อยให้ความโกรธความเศร้ามาครอบครองจิตใจ อันนี้สำคัญกว่าใครหรืออะไรทำให้เราเศร้าหรือโกรธ
มันง่ายที่จะมองออกไปนอกตัว แต่ถ้าเราถามใหม่ว่า ทำไมเราจึงปล่อยให้ความโกรธความเศร้ามาครอบงำหรือเผาลนจิตใจ มันก็ทำให้กลับมามองที่ตัวเอง แล้วก็พบว่าการที่เราปล่อยให้ความโกรธความเศร้ามาเผาลนจิตใจ อันนี้คือการเบียดเบียนตนเหมือนกัน
ประเด็นคือเมื่อความโกรธ ความโศก ความเศร้า เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะทุกข์เสมอไป จะทุกข์ก็ต่อเมือใจเข้าไปยึด เข้าไปถือหรือจมในอารมณ์นั้น ๆ
พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า "เหมือนกองไฟ ถ้าหากว่าเราอยู่ห่างจากกองไฟเราก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่ที่เราทุกข์รู้สึกร้อนก็เพราะเราโจนเข้าไปในกองไฟหรือพาตัวเข้าไปใกล้กองไฟจนโดนมันแผดเผา ความโกรธ ความโศกความเศร้า ก็เช่นกัน เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้วไม่ได้หมายความเราจะทุกข์ทันที มันเกิดขึ้นแล้วใจไม่ทุกข์ก็ได้ถ้าเราเห็นมัน เช่น เห็นความโกรธเกิดขึ้น เห็นความโศกเกิดขึ้น ใจก็จะไม่เข้าไปยึดอารมณ์เหล่านั้น หรือหลงเข้าไปในอารมณ์ จึงไม่ถูกอารมณ์เหล่านั้นทำร้าย บีบคั้น เผาลน จิตใจให้เป็นทุกข์"
ตรงกับที่หลวงพ่อชาพูด “ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย"
แลร์รี คิง บอกท่านทาไลลามะว่า "มันยากที่จะเป็นชาวพุทธนะ"
"ใช่ ไม่ง่าย แต่ก็ต้องไปทีละขั้น ปีต่อปี คุณสามารถฝึกจิตคุณได้ แน่นอนบางครั้งมีความโกรธชั่ววูบสั้นๆ แต่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกลบในหัวใจ"
อารมณ์ลบเกิดขึ้นกับทุกคน แต่คนที่ตามทันจิตจะไม่เปลี่ยนมันเป็นความทุข์
วินทร์ เลียววาริณ
2-10-262 วันที่ผ่านมา
