เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 17 

สังเคราะห์และแตกหน่อ

(ขออภัย! บทความนี้มีรูปประกอบคำอธิบาย แต่ไม่รู้จะนำลงอย่างไร อ่านไปอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ ไว้รวมเล่มแล้วจึงจะเห็นภาพประกอบ)


ดังที่กล่าวในบทที่ว่าด้วยการ ‘หาเรื่อง’ ไอเดียมาจากสองทาง ทางแรกคือจากสิ่งภายนอกที่มากระทบใจ เช่นอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูหนัง ได้ยินคนเล่าเรื่องให้ฟัง ทางที่สองคือสังเคราะห์เรื่องขึ้นมาจากศูนย์หรือเกือบศูนย์

ในบทนี้เราจะว่ากันเฉพาะการสร้างไอเดียจากศูนย์

ผมทำงานในวงการที่มีเส้นตายมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะวงการโฆษณาซึ่งมีเส้นตายแทบทุกวัน ทำให้ต้องฝึกให้คิดเร็ว ขายผ้าเอาหน้ารอดไปวัน ๆ! จึงจำเป็นคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ

นักคิดทางตะวันตกมีวิธีคิดที่เรียกว่า Lateral Thinking คือการแก้ปัญหาโดยใช้ทางอ้อมหรือทางข้าง (lateral) คิดแบบไม่ตามขนบ มองต่างมุม ไม่อิงตรรกะ มีความคิดสร้างสรรค์ คนคิดคำนี้คือ เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน เจ้าแห่งนักคิด ยกตัวอย่างเช่น

คิดแบบตรรกะ : ต้นไม้งอกรากติดพื้นดิน

คิดแบบ Lateral Thinking : ต้นไม้ทุกต้นในโลกลอยได้เหมือนลูกโป่ง มันจึงต้องงอกรากยึดติดพื้นดินไม่ให้ลอย

คิดแบบตรรกะ : รถเคลื่อนไปข้างหน้า

คิดแบบ Lateral Thinking : รถอยู่กับที่ สิ่งรอบตัวรถเคลื่อนผ่านรถต่างหาก


คิดแบบตรรกะ : ท้องฟ้าอยู่เบื้องบน แผ่นดินอยู่เบื้องล่าง

คิดแบบ Lateral Thinking : ท้องฟ้าอยู่เบื้องล่าง แผ่นดินอยู่เบื้องบน เราทุกคนยืนกลับหัว

วิธีคิดแบบนี้อาจจะประหลาดและไม่มีเหตุผล มันทำลายกรอบทั้งหลายที่เราเคยชิน ทำให้สามารถก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หรืออย่างน้อยก็สดใหม่กว่าเก่า ถ้าคิดแบบตรรกะไปหมด ก็ยากจะได้ไอเดียใหม่ ๆ

เมื่อนำการคิดแบบนี้มาประยุกต์ใช้ในวงการที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เช่น วงการโฆษณา ก็จะได้ไอเดียใหม่ ๆ และเมื่อปรับใช้ให้เป็นระบบ เราก็ได้วิธีคิดที่คนทำงานคุมเกมได้ เหมาะกับวงการที่มีเส้นตายส่งงาน ในวงการโฆษณามีการรวมพลังสมองหลายคนมาเค้นไอเดีย เรียกว่า  brainstorm


การเริ่มต้นทำงานควรเปิดใจกว้าง ลองคิดทุกทางที่เป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ สมมุติว่าลูกค้าให้ออกแบบบ้านพัก สถาปนิกก็ลองคิดดูว่าจะสร้างบ้านแบบไหนได้บ้าง จำเป็นต้องเป็นบ้านบนดินหรือไม่ จำเป็นต้องเป็นห้องสี่เหลี่ยมหรือไม่ มันเป็นบ้านใต้ดินได้หรือไม่? บ้านกลางน้ำ บ้านใต้น้ำตก บ้านเสาเดียว ได้หรือไม่? ฯลฯ หากคนออกแบบไม่คิดทางเลือกทั้งหมดออกมา จะพูดได้อย่างไรว่าได้งานที่ดีที่สุดจริง ๆ ?

หลักการคือ เมื่ออยากเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับอะไร ก็นึกดูว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะประหลาดหรือดูไร้สาระเพียงไร โยนทุกอย่างที่แวบเข้ามาในหัวไปไว้ในกองกลาง ซึ่งมักเป็นกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น ความคิดต่าง ๆ เหล่านี้มาจากการแตกหน่อจากความคิดก่อนหน้านั้น แตกไปเรื่อย ๆ เหมือนเซลล์แบ่งตัว (แต่เป็นเซลล์กลายพันธุ์) แตกกิ่งก้านสาขาออกไปให้มากที่สุดเท่าที่สมองคิดออก ไม่ต้องห่วงว่ามันไม่เกี่ยวกับโจทย์ หรือเหลวไหลเพียงไร ไล่ไอเดียจาก 1 > 2 > 3 ไปเรื่อย ๆ จนหมดหัว แล้วนำหน่อแต่ละอันมาลองผสมกันดู กลายเป็นหน่อใหม่อีก ไปเรื่อย ๆ จนหมดพุง ก็หยุด หลังจากนั้นก็ลองพิจารณาดูว่าหน่อใดบ้างพอสะดุดตาสะดุดใจ แปลก สด และตรงโจทย์ ก็นำมาสักจำนวนหนึ่งลองพัฒนาเป็นผลงาน

เมื่อคิดจนไม่มีความคิดใหม่แล้ว ก็ทำการผสมพันธุ์ความคิดต่าง ๆ บนกระดาษเพื่อเกิดลูกหลานความคิดใหม่ ๆ ต่อไปอีก จนเมื่อไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว ก็หยุด และทำการคัดกรองความคิด ได้เป็นไอเดียต่าง ๆ ซึ่งเป็นทางเลือก (alternatives) นำไปพัฒนาต่อไปเป็นเรื่องเอกเทศได้

ผมเรียกกระบวนการนี้ว่า การสังเคราะห์ไอเดียหรือสังเคราะห์เรื่อง คือสร้างเรื่องจากศูนย์ มันเป็นการเนรมิตสิ่งของจากอากาศธาตุ หรือใช้เชื้อไฟนิดหน่อยจากโจทย์ งานวรรณกรรมแนวทดลองส่วนหนึ่งก็มาจากวิธีคิดแบบนี้ (รายละเอียดอยู่ในหนังสือ น้ำแข็งยูนิตตราควายบิน)

คำว่า ‘สังเคราะห์เรื่อง’ ฟังดูคล้าย ๆ การสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ความจริงก็คือหลักการเดียวกัน ขณะที่ต้นไม้สร้างอาหารจากคลอโรฟิลด์ คาร์บอน ไดออกไซด์ และแสงแดด การสังเคราะห์เรื่องก็ใช้ข้อมูลกับความคิดสร้างสรรค์สร้างออกมาเป็นเรื่อง

ผมมักใช้ชั่วโมงแรกของการทำงานออกแบบหรือเขียนหนังสือคิดทางเลือกออกมาให้หมด เขียนเป็นข้อความ หรือสเกตช์ หรือประโยคอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ ระบายออกมาให้หมด เพื่อให้ได้ทางเลือกของไอเดียมากที่สุด

ทำไมต้องคิดทางเลือกมากมายปานนี้? สักไอเดียสองไอเดียก็แจ๋วแล้วไม่ใช่หรือ?

คำตอบคือ ในเรื่องเค้นไอเดีย ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเมื่อเราคิดไอเดียสักชิ้นหนึ่งแล้วรู้สึกว่าดีแล้ว ชอบแล้ว และนำไปพัฒนาเป็นงานสุดท้าย อาจพบว่ามันไม่ดีอย่างที่เราคิดในตอนแรก ถึงเวลานั้นก็ไม่สามารถลบไอเดียเก่าออกจากหัว เรื่องนี้ผมเรียนรู้มาจากประสบการณ์เลวร้ายสมัยที่เรียนออกแบบสถาปัตยกรรม เมื่อได้ไอเดียหนึ่ง แม้ไม่ดีนัก ก็ยังทู่ซี้พัฒนาไอเดียนั้นต่อไป เนื่องจากกลัวว่าการเริ่มใหม่หมดจะเสียเวลา ปรากฏว่าการทู่ซี้ทำต่อไปเสียเวลามากกว่าเริ่มต้นใหม่ แต่การลบไอเดียเก่าออกไปจากหัวยากมาก ๆ มันกลายเป็น ไอเดียฝังหัวมา เรียกว่า pre-conceived idea เมื่อฝังหัวแล้ว ลบออกยาก คิดอย่างไรก็กลับไปเป็นไอเดียเดิม สมองคนเราต้องใช้เวลาชะล้างความคิดเก่าออกไป แต่คนออกแบบไม่มีเวลาขนาดนั้น

การคิดหาทางเลือกหลาย ๆ อัน (alternatives) จึงเป็นทางแก้ปัญหา เมื่อเราขุดทุกอย่างในหัวเราออกมาหมด มันจะเป็นคลังไอเดียของเรา ก็พัฒนาทางเลือกหนึ่งที่ดูมีศักยภาพหรือที่เราชอบ ถ้าพัฒนาไปแล้วไม่สำเร็จ ก็สามารถถอยกลับมาที่จุดตั้งหลักคือคลังทางเลือก แล้วเลือกอันใหม่ไปพัฒนาต่อ โดยไม่ต้องเริ่มคิดรอบใหม่และเหนื่อยกับการลบ pre-conceived idea

วิธีคิดแบบนี้ทำให้เราพบทางเลือกและความเป็นไปได้มากทางที่สุดตามศักยภาพของสมองของเรา วิธีทำงานแบบนี้ดูเผิน ๆ แห้งแล้ง แต่มันเป็นกระบวนการกระตุ้นสมองให้ทำงาน โดยที่เราหวังผลได้

จากประสบการณ์สมองคิดไอเดียได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นสมองจะล้า เค้นเท่าไรก็ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นก่อนเริ่มต้นคิด ต้องปล่อยใจให้เป็นอิสระ เลี่ยงไม่คิดอะไรเมื่อยังไม่เริ่มทำงาน รอจนพร้อม ร่างกายสดชื่อน นอนหลับพอ และสมองว่างจริง ๆ แล้ว จึงเริ่มกระบวนการคิด แล้วปลดปล่อยไอเดียออกมาเป็นชุด จดไว้ทั้งหมด การทำงานอย่างนี้ได้ก็เหมือนการทำสมาธิในวัดหรือป่า นักออกแบบเวลาจมในความคิดจึงดูคล้ายนักบวช จิตต้องนิ่ง เป็นการทำสมาธิเหมือนกัน

ในทางโฆษณา ไอเดียอาจอยู่ในรูปสเกตช์ขนาดเล็ก จึงเรียกว่า thumbnail sketch (สเกตช์ที่เล็กเท่าเล็บมือ) ในงานเขียนก็ทำอย่างนี้ได้ และควรทำด้วย นักเขียนไม่ควรจำกัดตัวเองว่าตนเองไม่ใช่นักวาด จะสเกตช์ไปทำไม ความจริงคือบ่อยครั้งการสเกตช์ช่วยทำให้เราเข้าใจฉากและตัวละครและการลำดับเหตุการณ์ได้ดีกว่านั่งคิดในสมอง แล้วพยายามจดจำ

จะให้เห็นภาพ ก็ต้องยกตัวอย่าง ตัวอย่างแรกเป็นการสังเคราะห์ไอเดียสำหรับนวนิยาย ตัวอย่างที่สองเป็นการสังเคราะห์ไอเดียงานวรรณรูป



ในปี พ.ศ. 2550 สำนักพิมพ์ Fullstop มีโครงการทำหนังสือรวมเรื่องสั้นโดยตั้งคอนเส็ปต์ว่า ‘เส้น’ เรียกชื่อหนังสือว่า Line Stories คำว่า ‘เส้น’ กินความหมายกว้าง อาจหมายถึงเส้นจริง ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเก็ตตี เส้นลวดลาย เส้นสายทางธุรกิจ สายสัมพันธ์ ฯลฯ

ผมแตกหน่อความคิดจากโจทย์คือ ‘เส้น’ ว่าเส้นสายในโลกมีอะไรบ้าง สักพักหนึ่งก็ไปสะดุดใจที่เส้นอี้จิง ซึ่งเป็นแนวคิดของจีนโบราณ เป็นรากฐานของแนวคิดจีนและปรัชญาเต๋า หน้าตาของเส้นอี้จิงเป็นอย่างนี้ (รูป)
 
เมื่อนึกถึงอี้จิง ก็คิดต่อไปถึงยันต์ป้ากั้ว (รูป)

ยันต์ป้ากั้วมีสัญลักษณ์เต๋าเรียกว่า ไท่จี๋ถู ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องหยินและหยาง (รูป)

เมื่อนึกถึงเรื่องเต๋า ก็คิดต่อไปถึงคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง ผู้เขียนคือเล่าจื๊อ บางบทในคัมภีร์เล่มนี้เข้ากับตำราจักรวาลวิทยาอย่างประหลาด เช่นบทที่ว่า “สรรพสิ่งมากมายในโลกถือกำเนิดมาจาก ‘ความมี’ แล ‘ความมี’ ถือกำเนิดมาจาก ‘ความไม่มี’...”

ประหลาด! เพราะในทางฟิสิกส์ จักรวาลถือกำเนิดมาจากความไม่มี กลายเป็น บิ๊ก แบง

อีกบทหนึ่งว่า “เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่งมากมายนับไม่ถ้วน...”  ก็คล้ายกับกำเนิดจักรวาลในมุมมองของฟิสิกส์เช่นกัน ในทางฟิสิกส์การกำเนิดธาตุต่าง ๆ ในจักรวาลตอน บิ๊ก แบง เริ่มที่กำเนิดนิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจนซึ่งมีโปรตอนหนึ่งตัว ตามมาด้วยนิวเคลียสของธาตุฮีเลียมซึ่งมีโปรตอนสองตัว และนิวเคลียสของธาตุลิเทียมซึ่งมีโปรตอนสามตัว แล้วแตกหน่อต่อไปเป็นธาตุต่าง ๆ ที่ต่อมารวมกันเป็นดวงดาว ดาวเคราะห์ และท้ายที่สุดเป็นชีวิตมนุษย์เรา ๆ ไม่น่าเชื่อ คัมภีร์เต๋าเข้ากับตำราจักรวาลวิทยาเป๊ะ! จึงไม่รอช้า โยงทั้งสององค์ประกอบเข้าด้วยกันทันที

นอกจากนี้ ยังแตกหน่อไอเดียจากคำว่า ‘เส้น’ ไปเป็นเส้นสตริงของทฤษฎีสตริงซึ่งเป็นแนวคิดทางฟิสิกส์ ตามทฤษฎีสตริง จักรวาลก็คือการสั่นสะเทือนของเส้นสตริง มันดูเหมือนจะอธิบายปริศนาของจักรวาลได้หลายอย่าง เช่นเรื่องมิติในจักรวาล เป็นต้น

หน้าตาเส้นสตริงเป็นอย่างนี้ (รูป)

หน้าตาของสตริงดูคล้ายเลข 8 เลข 8 ก็ดูคล้ายสัญลักษณ์อีกสามอย่างคือ infinity, Ouroboros (งูแห่งนิรันดร์) และ Mobius Strip ซึ่งมีความหมายเหมือนไท่จี๋ถู แสดงพลังหยินกับหยางที่หมุนเป็นวง ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดจบ

คำว่า ‘เส้น’ ยังแตกหน่อเป็นเส้นสายของเกลียวคู่ดีเอนเอ ซึ่งเกี่ยวกับการกำเนิดสรรพชีวิต จากอี้จิงกลายเป็นเต๋าและทฤษฎีสตริง ทั้งหมดนี้โยงกันได้หมด คราวนี้ก็ได้องค์ประกอบมากพอที่จะแต่งเป็นเรื่อง

ก็ได้เป็นความคิดว่า มันจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่รวมศาสตร์จีนโบราณของอี้จิงเข้ากับทฤษฎีสตริงของตะวันตก ให้จักรวาลเกิดจากเส้นสตริงเป็นมิติต่าง ๆ ของทฤษฎีสตริง โดยเป็นแนวคิดว่าจักรวาลของเราไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย มันเป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาของหยินกับหยาง จักรวาลมิได้เกิดมาจากความไม่มี แต่ ‘ไหล’ มาจากอีกจักรวาลหนึ่ง! การเกิดจักรวาลหนึ่ง (บิ๊ก แบง) คือการตายของอีกจักรวาลหนึ่ง หมุนต่อเป็นวงเหมือนหยินกับหยางแห่งเต๋า ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ มันคืออินฟินิตี้ เป็นนิรันดร์ที่ไม่สิ้นสุดระหว่างความมีกับความไม่มี! พิสดารไปกันใหญ่ แต่นี่ก็คือวิธีการแตกหน่อต่อเรื่องของการคิดแบบนี้

เมื่อวางคอนเส็ปต์ได้แล้ว ที่เหลือก็เป็นการใส่รายละเอียดปลีกย่อย สร้างตัวละครเข้าไปเดินเรื่อง รีเสิร์ชส่วนประกอบเพิ่มเติม เช่นคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอี้จิงและโครงสร้างของจักรวาล เป็นต้น

ทั้งหมดนี้มาจากการสังเคราะห์เรื่องจากคำว่า ‘เส้น’ ! ในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์เป็นนิยายเรื่อง อัฏฐสุตรา เปิดฉากที่โลกก่อนที่กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ตัวละครหลักของเรื่องเป็นนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ ถูกเพื่อนสาวชื่อ ‘ตารา’ เรียกตัวไปช่วยงานของเธอที่จุดหนึ่งของทะเลทรายในจีน ทีมงานสำรวจของเธอค้นพบสุสานกษัตริย์จีนโบราณนาม ฝูซี ผู้ให้กำเนิดศาสตร์อี้จิง ตัวละครหลักถูกพาไปดูสิ่งของชิ้นหนึ่งภายในสุสาน เป็นสิ่งประดิษฐ์โบราณที่ดูเหมือนเครื่องเดินทางข้ามเวลา หน้าตาของมันเป็นวัตถุทรงกลมหน้าตาเหมือนไท่จี้ถูสามมิติ ลอยอยู่กลางห้อง เขาได้รับรายงานว่าการทดสอบอายุในห้องแล็บบอกว่าอายุของมันคือ 0 ปี ข้อสันนิษฐานของผู้พบคือมันอาจเป็นผลงานของมนุษย์ในอนาคต ส่งข้ามเวลามายังอดีต ทำให้อ่านค่าเวลาไม่ได้ หน้าที่ของเขาคือไขปริศนาของมันโดยใช้คณิตศาสตร์ ในท้ายเรื่องเขาก็พบความลับของมันซึ่งเกี่ยวพันกับปริศนาของจักรวาลและการเปลี่ยนชะตากรรมของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สาม



ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการแตกหน่อไอเดียเป็นงานวรรณรูป นี่คืองานชุด life in a day เป็นคอลัมน์เรื่องสั้นในนิตยสาร a day นานเกือบสิบปี ตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์ในปี พ.ศ. 2543 มันเป็นงานเรื่องสั้นในรูปใหม่คือเรื่องสั้นสั้นประกอบภาพ (pictorial short short story) ที่มีหน้าตาคล้ายโฆษณาผสมเรื่องสั้น

ขั้นตอนการทำงานชุด life in a day คือแต่งเรื่องตามโจทย์ที่บรรณาธิการแจ้งมา แต่ละเรื่องมีเวลาทำงานราวสองสัปดาห์ มันก็คือการทำงานแบบโฆษณา ตีความโจทย์แล้วออกแบบ เพียงแต่ได้ผลลัพธ์เป็นเรื่องสั้น

ช่วงเกือบสิบปีที่ทำงานกับนิตยสาร a day เป็นประสบการณ์ที่สนุก ได้เส้นผมขาวเพิ่มขึ้นหลายเส้น เดือนละครั้งบรรณาธิการโทรศัพท์มาบอกโจทย์ เช่น “ฉบับนี้จะทำเรื่องเกี่ยวกับถนนข้าวสารครับ”

บรี๊ฟยาวมาก!

สำหรับโจทย์ ‘ถนนข้าวสาร’ ผมเริ่มต้นคิดทางเลือกโดยนึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำว่าถนนข้าวสารทุกอย่าง! คิดอะไรได้ก็จดลงบนกระดาษ

เรารู้จักถนนข้าวสาร มันเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปพัก เพราะค่าพักถูก บ้านเรือนแถวนั้นก็แปลงเป็นโรงแรม เกสต์เฮาส์ กันหมด

ถนนข้าวสารอยู่ในเขตพระนคร เป็นถนนเก่าแก่ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ชื่อ ‘ข้าวสาร’ มาจากการที่มันเป็นย่านขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พ่อค้าขนข้าวจากคลองหลอดเลียบแม่น้ำมาขึ้นที่ท่าเรือบางลำพู

เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯในช่วงการเฉลิมฉลองกรุงเทพฯครบรอบสองร้อยปี ความต้องการที่พักราคาถูกพุ่งสูงขึ้น ชาวบ้านหลายคนแถบนี้เจียดบ้านของตนให้ฝรั่งเช่า ไม่นานถนนข้าวสารก็กลายเป็นชุมชนของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปโดยปริยาย จำนวนมากเป็นแบ็คแพ็กเกอร์ เกสต์เฮาส์ผุดขึ้นมากมาย เมื่อมีโรงแรมก็ต้องมีร้านอาหาร บาร์เบียร์ ร้านบริการโทรศัพท์ทางไกล ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านบริการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้า ไปจนถึงแผงขายของเถื่อน

ทุกคำที่เล่ามานี้ปรากฏบนกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง แต่ละคำแตกหน่อต่อยอดออกไปเป็นคำใหม่ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนหมดพุง ก็มาพิจารณาดูภาพรวมและลองโยงไอเดียเชื่อมกันอีกรอบสองรอบ ในที่สุดก็มาสะดุดที่คำว่า ‘ร้านขายโลงศพ’ ก็ไปผสมกับไอเดีย ‘โรงแรมกล่องที่โตเกียว’ เท่านี้ก็ได้คอนเส็ปต์เรื่อง (รูป)

ไอเดียคือ เจ้าของบ้านเดิมที่ถนนข้าวสารประกอบอาชีพขายโลงศพ เมื่อพ่อตาย ลูก ๆ ไม่อยากทำโลงศพ แต่มีโลงเหลือ ลุกคนหนึ่งนึกได้ว่าที่โตเกียวเมืองซึ่งที่ดินแพงมาก จึงเกิดโรงแรมแบบแคปซูลหรือโรงแรมกล่อง จึงเกิดไอเดียสร้างโรงแรมโลงศพ เป็นจุดขายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากหาประสบการณ์หลอน ๆ เรียกว่า โลงแรม!

เมื่อได้ความคิด ก็แต่งเรื่องตามนี้ (รูปงานที่สำเร็จแล้ว)

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นวนิยาย หรืองานวรรณรูป หรือกระทั่งงานศิลปะสายอื่น ๆ การสังเคราะห์และแตกหน่อไอเดียเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ได้งานสร้างสรรค์ที่คุมเวลาได้ มันไม่ทำให้ความคิดสร้างสรรคืหรือความเป็นศิลปะลดลงแต่ประการใด เพราะนี่เป็นส่วนของการคิดหาไอเดีย

สิ่งที่นักเขียนใหม่ต้องระวังก็คือ อย่ามักง่าย ลองคิดให้เต็มที่ พลังของการสังเคราะห์ต่อยอดนั้นพาเราไปไกลกว่าที่คิด นักเขียนควรฉีกแนวจากความคุ้นชินของตัวเอง หรือความสำเร็จเดิม เราอาจมีโอกาสสร้างพล็อตดีมาก หรือ super plot ไม่ได้บ่อยครั้ง แต่นักเขียนควรกล้าฉีกออกจากความเคยชินและจำเจบ้าง

จากประสบการณ์การทำงานแนวทดลองมานานปี ผมได้รับทั้ง ‘ดอกไม้’ และ ‘ก้อนอิฐ’ คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ได้ยินมาตลอดก็คือ “นี่ไม่ใช่เรื่องสั้น” บ้าง “เขียนเรื่องสั้นไม่เป็นเรื่องสั้น” บ้าง ไปจนถึง “เรื่องขาดความลุ่มลึก”, “ตัวละครแบน” คนในวงการไม่น้อยมีภาพฝังใจว่า งานแนวทดลองคืองานไร้คุณค่าทางวรรณกรรม ทว่านี่เป็นการโยงสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเข้าด้วยกัน การโยง ‘ความไม่ลุ่มลึก’ เข้ากับ ‘แนวทดลอง’ เป็นตรรกะประหลาด เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนบอกว่าเตาถ่านทำอาหารอร่อยกว่าเครื่องอบไมโครเวฟ หรือบอกว่าเล่นดนตรีด้วยไวโอลินและเปียโนลุ่มลึก เล่นด้วยเครื่องซินธิไซเซอร์ไม่ลุ่มลึก

นักเขียนควรเข้าใจว่าการทดลองเป็น ‘กระบวนการค้นคว้า’ หรือ ‘เครื่องมือ’ ชนิดหนึ่ง ส่วน ‘สาระ’ และ ‘ความลุ่มลึก’ เป็นสิ่งที่นักเขียนต้องสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะทดลองหรือไม่ทดลอง ตามขนบหรือไม่ตามขนบ นวนิยายเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เป็นหลักฐานที่บอกว่า งานเขียนแนวทดลองก็ลุ่มลึกได้ และลุ่มลึกได้มาก ๆ ด้วย นอกจากนี้มันยังขึ้นกับเจตนาของนักเขียนด้วยว่า ต้องการเขียนเรื่องแบบหนัง ‘สองมิติ’ หรือ ‘สามมิติ’ ‘จอธรรมดา’ หรือ ‘จอไอแม็กซ์’ บางครั้งนักเขียนอาจต้องการเขียนเรื่องลึก ๆ อ่านแล้วต้องขบคิดนาน แต่บางทีก็ต้องการแค่เขียนเรื่องเบาสมอง ให้ความบันเทิงอย่างเดียว การเปรียบเทียบระหว่างงานขนบกับงานทดลองจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร และเปรียบเทียบกันไม่ได้

นักเขียนไม่ต้องกลัวหรือเกร็งที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่หวงห้าม สามารถทดลองได้เต็มที่ และควรทดลองด้วย ต่อให้เขียนเรื่องตามขนบก็ต้องทดลอง
แน่ละ เครื่องมือแต่ละชนิดย่อมมีข้อจำกัดของมัน งานเขียนแนวทดลองมีความสดใหม่ก็จริง แต่อาจไม่สามารถแสดงพลังบางจุดออกมาได้ดีเท่าแบบขนบ เพราะข้อจำกัดของพวกมันเป็นอย่างนั้น

จุดเด่นจุดหนึ่งของงานเขียนแนวทดลองที่กลายเป็นจุดด้อยก็คือ รูปแบบ ความจริงคือรูปแบบที่ ‘แรง’ จะข่มเนื้อหาไปโดยปริยาย เช่นที่เมื่อเราไปดูหนังไอแม็กซ์สามมิติบนจอยักษ์ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีอย่างไร ก็ถูกจอยักษ์ข่มไม่มากก็น้อย 

เมื่อเข้าใจหลักการของงานแนวทดลอง นักเขียนก็สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ พิจารณาดูว่าจะเล่าเรื่องอย่างไร เรื่องสั้นและนวนิยายบางเรื่องเหมาะที่จะเขียนแบบ ‘ไอแม็กซ์สามมิติ’ บางเรื่องก็เหมาะที่จะเขียนแบบ ‘35 ม.ม.’ ธรรมดา อย่าไปสนใจว่างานที่เขียนเรียกว่า วรรณกรรม น้ำดี หรือน้ำเน่า สนใจอย่างเดียวว่า งานเขียนเรื่องนั้น ๆ เขียนได้ดีหรือไม่ เต็มพลังของมันหรือไม่ เท่านี้ก็พอ

ในรอบสามสิบปีนี้ ผมได้ยินประโยค “วรรณกรรมตายแล้ว” บ่อย ๆ ดูเหมือนว่านักเขียนไม่น้อยก็เชื่อเช่นนี้ และยอมรับสภาพนี้โดยดุษฎี
นักเขียนควรลบทัศนคติว่าไม่มีอะไรใหม่กว่าเดิม เพราะถึงแม้ว่าไม่มีอะไรใหม่แบบนวัตกรรมจริง ๆ นักเขียนก็ควรทำงานด้วยความคิดว่า จะสร้างสิ่งที่สดกว่าเก่า นักเขียนควรท้าทายตัวเองเรื่อย ๆ เพื่อฝึกสมอง หาโจทย์ยาก ๆ มาคิด อย่าแต่งเรื่องที่ตัวเองชินหรือถนัด ลองแต่งเรื่องที่ไม่ถนัดบ้าง มันช่วยทำให้สมองกระชุ่มกระชวยขึ้น และไอเดียใหม่ ๆ จะผุดตามมา

นักเขียนไม่ควรทำงานซ้ำซากจำเจอยู่กับที่ ควรมองหาโจทย์ใหม่ ๆ หาโจทย์ที่ยากขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่ ถือเป็นการท้าทายตนเองด้วย ทำงานแบบนี้จะสนุกกว่ามาก แม้มีโอกาสถูกวิพากษ์แรง ๆ ได้ แต่การถูกวิพากษ์ว่าไม่เขียนตามขนบย่อมดีกว่าเขียนแบบ more of the same

ในโลกของศิลปะตั้งแต่โบราณมา คนสร้างเทรนด์ถูกด่าก่อนเสมอ


วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

18 ตุลาคม 2557

ส่งต่อให้เพื่อน :  
 
 
 
ความเห็นที่ 1
มหึมาผู้น่ารัก 19-10-2014 15:35

สุดยอดครับ ผมชอบวิธีคิดแบบ Lateral Thingking จริงๆ

 

 
ความเห็นที่ 2
smptong 21-10-2014 11:26

ขอบคุณพี่วินทร์สำหรับการสร้างแนวคิด เป็นประโยชน์มากครับ อ่านแล้วนึกไปถึงบทความที่เคยอ่าน เอามาแลกเปลี่ยนครับ http://www.blacksheep.co.th/article/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87/

 
ความเห็นที่ 3
sharing 21-10-2014 18:27

ในโลกของศิลปะตั้งแต่โบราณมา คนสร้างเทรนด์ถูกด่าก่อนเสมอ

--เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดนมาประจำ จนเคยชิน ไม่ต้องถึงกับโลกศิลปะ แค่คิดหรือทำอะไรต่างจากคนอื่น 

ก็โดนแล้ว!

ยังไม่เคยเห็นคนที่ดังๆในแต่ละสาขา จะไม่ถูกด่า เพราะไม่ได้เดินตามรอยเท้าคนอื่น แต่เดินตามรอยเท้าตัวเองที่อยากเดิน

 

 ทำไปทำไม ของที่คนอื่นเขาก็ทำๆกันอยู่แล้ว น่าเบื่อ เสียเวลาด้วย

  ถ้าเราเตรียมตัว เตรียมใจ เวลาทำอะไรไม่เหมือนที่คนอื่นทำมา รับรอง เรื่องถูกว่า และคำพูดที่

ไม่ให้กำลังใจ ตามมาแน่นอน

   แต่รับฟังไว้ไม่เสียหาย อันไหนนำไปประยุกต์ใช้ได้ ยิ่งดี เอาไปลองใช้ดู หรืออันไหนไม่ได้เรื่อง

ฟังแล้ว ปล่อยให้มันผ่านจากหูขวาไปหูซ้าย และคิดเสมอว่า

  เขามีสิทธิพูดว่าเรา เราก็มีสิทธิฟังเมื่อเขาว่าเรา แต่เราจะทำตามหรือไม่ มันเรื่องของเรา smiley

 

 
 
 
แสดงความเห็น
 
 
Email
 
Password
 
 
    
 
หนอนในตะกร้า (รวมบทความทั้งหมด)
 
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 17
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 16
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 15
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 14
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 13
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 12
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 11
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 10
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 9
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 8
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 7
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 6
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 5
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 4
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 3
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 2
เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 1
กบในหม้อน้ำ
วิชาที่ไร้ประโยชน์
ใต้เงาของคนอื่น
สร้างปัญหามาแก้
ไซ่ง่อนรำลึก
เสียงเพลงในกองขยะ
ขนมสอดไส้
สัญญาณจากสวรรค์
ระหว่างทางสู่ความสำเร็จ
ผักชี
งานฝีมือ
ห้องสามห้อง
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (9)
มนุษย์หมาป่า
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (8)
มีแผน v.s. วางแผน
นาฬิกาทราย
เนื้อคู่
หนึ่งในสามพันล้าน
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (7)
เครื่องกรอง
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (6)
เมียเก่า
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (5)
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (4)
ส.ค.ส. 2557 : ข้อแม้ของความสุข
สนับสนุนปฏิวัติด้วยรถถัง!
กล่องใส่ภูเขา ต้นมะพร้าว ทะเล เรือ หาดทราย
ไม่มีเงินไม่ต้องใช้
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (3)
ป้อมตำรวจ
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (2)
คุยกับมนุษย์ต่างดาว (1)
เรื่องน่าอัศจรรย์
ฉี่ไม่เข้าเป้า
ไดโนเสาร์หลังบ้าน
ยาเม็ดสีฟ้ากับยาเม็ดสีแดง
ระนาบที่สี่ของชีวิต
บนกับล่าง
เด็กเวร
ภาพเบลอ
กรอบของสนามเบสบอล
ตับหมู
ทุกข์ทบต้น
หนึ่งปีมี 400 วัน หนึ่งวันมี 22 ชั่วโมง
ซอมบี้
Fake!
ปลาปีนเขา
มนุษย์พิเศษ
บทเรียนหลังพวงมาลัยรถยนต์
นักเดินทาง
บุญสำเร็จรูป
ขนมจีบ
สมการชีวิต
100 เรื่องแปลก
โลกคู่ขนาน
ตายก็ตาย รอดก็รอด
เดินเท้าไปโรงเรียน
ความคิดกำหนดชะตาชีวิต
คนโชคดี
เปลี่ยนกระถาง
ฟีนิกซ์
วันเกิดปีที่ 3,500,000,000
นาฬิกาของนกฮูก
อิฐทีละก้อน
เดาสร้างทุกข์
ปิศาจในตัวเรา
หนังพากย์
กระถางเปล่า
นอนหลับ กินข้าวอร่อย
iJOBS
เศษสตางค์
ตลกอันตราย!
บ้านแตกเพราะ สตีฟ จ็อบส์
แตะหัวใจ
เมื่อหัวใจเต้นครั้งที่ 15,000,000,000
ชั้นดิน
ตอไม้
ฟ้าถล่ม
สายดิน
คุณค่าของชิ้นส่วนเล็กๆ
ยาใจ
ยอดฝีมือทำเก้าอี้
ด้านที่มองไม่เห็น
กำแพงขวางรัก
LAT
อาหารหมู
3G
“โลกไม่ยุติธรรมเลย”
ภาษาแผ่นดิน
แม่น้ำแสงจันทร์
ยานเวลามีจริง!
ช็อกโกแลตยัดไส้
ของพิเศษ
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ IPAD
ทหารผ่านศึกกับเด็กชายขาพิการ
ตัวขี้เกียจ
ประกันใจตลอดชีวิต
ตาไม่ถึง (2)
ตาไม่ถึง (1)
ฟาดดาบ
ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
ไฟปรารถนา
ในห้วงเหวของความตาย
แก้บน
หนึ่งวันของเมย์ฟลาย
กาลเทศะกับการใช้ชีวิตอย่างมีความงาม
ปลาที่ไม่ยอมขึ้นบก
หัวใจที่ไม่จมน้ำ
สะฮารา
แดดเที่ยง
รองเท้ากับแซกโซโฟน
โซดา
คนหัวใจเหล็ก
ลายมือ
ทุดง!
แลคโตบาซิลัส
หกลิตร
ครัวสุข ตอน สลัด
GPS
This is the latter.
พู่กันของ จุก เบี้ยวสกุล
Bad hair day & On the job training
Connection
Backfire
รถยนต์ใต้สะพาน
ทำดีไม่ได้ดี
Will I do it again?
หนอนในแอปเปิล
Grow old gracefully
ชีวิตย้อนคืน
46 วินาที
มีดีต้องอวด?
Mediocrity
อาย
It will pass.
สัมผัสพิเศษ
เครื่องมือชิ้นสุดท้าย
หัวใจใต้จุดเยือกแข็ง ตอน 2
หัวใจใต้จุดเยือกแข็ง ตอน 1
เด็กโง่
ขอบเขตความรักของพ่อแม่
ก่อนถึงเส้นตายรัก
หัวบันไดแห้ง
ตัด-หั่น-เจี๋ยน
ฉันกับเรา
สองปีกและตรวน
ผิดที่
ผู้หญิงของขงเบ้ง
เสื่อผืนหมอนใบ
somebody-nobody
เจ็ดชั่วโคตร
วิศวกรรมแห่งชีวิต
ยี่สกที่ไม่ยอมกินเบ็ด
เสิร์ฟกาแฟเจ้านาย
Dum spiro, spero
Between the devil and the deep blue sea
decoy
ปะติรู-ป-ระชาธิปไตย!
I Do a Dream
พื้นที่เสื่อมโทรม
White Lies
Homesick
ตุ๊กตาล้มลุก
ด่านรัก
Swinging!
วันนรก
บริหารเวลา
นิทานเรื่อง จีนกับใบมะขาม
บทความสัมมนาซีไรต์ 1999
ซีอีโอชีวิต
มุมงดงามที่เหลืออยู่
ฟุกุชิมะ 50
ตะกอนก้นแก้ว
สมมุติว่า...
จงทำชั่ว!
ฮะจิโค, รุสวอร์ป และ บ๊อบบี้
เกจ์น้ำมัน
ความฝันริมถนน
เถรตรง
15 Minutes of Fame
อำนาจของเสียงหัวเราะ
acquaintance
The end justifies the means
นิยายประหลาด
ปอดแหก
ก้นเหว
เสียงของหัวใจ
จูบตีน
สองมือเล็กๆ ของเราแต่ละคน
ชีวิตติดกับ
ปาฏิหาริย์ของจุดสีฟ้าอ่อน
ฟองน้ำ
Shit happens!
ริบบินสีเหลืองบนต้นไม้
เสียงไวโอลินที่ไม่มีใครได้ยิน
ช่องโหว่
“แล้วไงล่ะ?”
แรงดึงดูด
No life!
ตั๋วรถไฟครึ่งราคา
พลังของความพลิกแพลง
เดี๋ยวนี้!
คู่แท้
ยาวิเศษ
บทเรียนนอกตำรา
เปลือกนอกกับแก่นใน
Reset
อารมณ์ขันกันกระสุน
กระดุมเม็ดแรก
เซลล์ใหม่
โรจน์แม็พ
ของขวัญวันอังคาร
ปีกแห่งพระปรีชาชาญ
แตงโมสี่เหลี่ยม
ห้องเรียนของวั่นเล่าหยัง
ธรรมะในห้องน้ำ
สื่อสาน
ลูกปลาในแอ่งน้ำ
ไม้คาน
ยึด sub !
ศาสนาผี
จดหรือไม่จด?
เครื่องมือวิเศษ GT 200
ราคาคุย
เม็ดเกลือแห่งอหิงสา
ดาวอังคารเหนือต้นเชอร์รี
หลุมอากาศ
สื่อสังวาส 3
สื่อสังวาส 2
สื่อสังวาส 1
อยากให้คนอื่นจดจำคุณอย่างไร?
เสือกับหน้ากากมนุษย์
Blessing in Disguise
สวนสัตว์ (จบ)
สวนสัตว์ (1)
เสียดายที่...
เสียงบ่นของคนทำหนังสือคนหนึ่ง (3)
เสียงบ่นของคนทำหนังสือคนหนึ่ง (2)
เสียงบ่นของคนทำหนังสือคนหนึ่ง (1)
ก่อนที่ไฟจะดับ
ของหวาน
คนตาบอดในฤดูใบไม้ผลิ
เด็กหญิงที่สวยที่สุดในโลก
ป้ายสต.
ความบังเอิญที่น่ารื่นรมย์
ชื่อเสียงกับความสุข
ออมสินเวลา
ยานเวลากับเครื่องมือพยากรณ์อากาศ
ประชดชีวิต
แอ๊ปเปิ้ลสีแดง
เครื่องมือ
When it rains, it pours.
ดร. เจคเคิล กับ มิสเตอร์ไฮด์
จุดเล็กๆ จุดหนึ่ง
ผัดไทยหนึ่งนาทีครึ่ง
เล่นให้จบเกม
แว่นตาดำ
คำบวกคำลบ
ล้มแล้วเหยียบ
มาราธอน
มองกว้างมองไกล
พ่ายแพ้อย่างสง่างาม
ชายผู้ระเบิดปรมาณูหล่นใส่หัวสองหน
ชาติมีราคาเท่าไร?
ความงามของความเงียบ
เช็กช่วยชาติ
ทูนอิน
รักข้ามพรมแดนสงคราม
เมืองขี้เมา (2)
เมืองขี้เมา (1)
ตุ๊กตาล้มลุก
สมุนไพรอันตราย 13 ชนิด
ตายอย่างหมดจด
เห็นมดเท่าช้าง
ถุงกาแฟ
ผงซักฟอก
พิษทางใจ
มากคนมากความ
เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร 'น้ำเน่า' หรือไม่?
ปาร์ตี้ชีวิต
รักตัวเอง
แผ่นดินของเรา
หนทางสายที่สอง
ก่อนขึ้นเขาสูง
คนละเรื่องเดียวกัน
อกหักดีกว่ารักไม่เป็น?
อาตี๋สักมังกร
แผนที่โลกกลับหัว
เมื่อถูกถีบลงน้ำ
แก้มอีกข้างหนึ่ง
วิกฤติกับโอกาส
ฉัพพรรณรังสี
ปากมีไว้เพื่อ...?
ข้าวผัด
ชีวิตพอเพียง
ในแสงสุดท้ายของวัน
วาบหวิววิทยาลัย
คุณค่าของชีวิต ตอน 4 (จบ)
คุณค่าของชีวิต ตอน 3
คุณค่าของชีวิต ตอน 2
คุณค่าของชีวิต ตอน 1
เลขนำโชค
คนเราสามารถเป็นคนดีโดยไร้ศาสนาได้หรือไม่?
ท้องฟ้าเป็นผู้ชาย ดวงดาวเป็นผู้หญิง
คนใบ้ในห้องเรียน ตอนที่ 2
คนใบ้ในห้องเรียน ตอนที่ 1
คนจนห้ามท้องเสีย
ตบกะโหลกพระ
ในฤดูหนาวอันแสนนาน
ศูนย์แคลอรี
คำขอโทษ
เครื่องมือชิ้นหนึ่ง
เราสามารถก้าวไปถึงสังคมอุดมคติได้หรือไม่
เส้นโค้ง เส้นเว้า กับเส้นหยัก
โรคติดต่อ
วันที่ 1 มกราคม
แผลเป็นของ คิม ฟุก
แบบสอบถามชีวิต (3)
เสียงสุดท้ายให้โลกได้ยิน
แบบสอบถามชีวิต (2)
วนิดา
แบบสอบถามชีวิต (1)
ผลไม้วิเศษ
ผู้หญิงขอผู้ชายแต่งงาน
อำนาจเหนือธรรมชาติจะนำพาสังคมไทยไปถึงไหน?
คนอารมณ์ดี
หัวใจที่ชายแดน
ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค'
เรื่องของ J
เครดิตกับภาพลักษณ์
อาชีพ : แม่บ้าน
หัวใจ Y
‘ฮาร์ท’ กับ ‘เฮด’
ย้อนกลับสู่ความเป็นระเบียบ
สุญญากาศ
เคียงไหล่ลูกน้อง
แมวที่ริมฝั่ง
รับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ (แห่งชีวิต)
‘คิดได้ไง’ กับ ‘คิดโง่ๆ’
ปฏิทินจักรวาล
คุณค่าของของทรัพยากร
ทาสของชื่อเสียง
จากความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่า
ความคงอยู่ของความมืด
จตุ-calm
บุญคุณกับกตเวทิตา
ลมปราณแห่งปัญญา
คนที่ไม่มีวันแก่
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
ปากที่เสกศิลป์
คนวิ่งชีวิต
ผู้หญิงผมขาวที่นั่งแถวหน้าสุดในห้องเรียน
ไวโอลินกับหมีแพนด้า
ในตอนจบวัน
สิ่งที่เรามีเหลืออยู่
ปีกหัก
เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์
ถึงจะเดินถอยหลัง ก็ยังต้องออกแรง
เสน่ห์ของความเรียบง่าย
ล้มแล้วลุกขึ้นมาโลดแล่นต่อไป
การมีชีวิตอยู่อย่างมีชีวิต
ไฟดับห้านาทีในหัวใจ
นางสาวมารยาท
0 นาทีก่อนเที่ยงคืน
บทเรียนที่โรงเรียนไม่ได้สอน
หมาแย่งก้อนเนื้อ
ผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตากรรม
น้ำท่วมทุ่ง
โลกที่ไร้สิ่งกีดขวาง
ปัญหารัก
วิตามินชีวิต
มาจากอากาศธาตุ
ยิ่งน้อยยิ่งมาก
ปาฏิหาริย์แห่งการใช้สติและปัญญา
Happy Ever After
มือหยาบกร้านที่สานเก้าอี้ไม้ไผ่
นิสัยเสียที่เรียกว่า วิตก
รสชาติของชีวิต
ไม่มีวันยอมแพ้
ของปลอม
ริมแม่น้ำ
ฤดูกาล
อาซ้อกับหมูในอวย
ผลของการพยายามเอาใจทุกคน
นังอิจฉา
ความตายคือความรัก
บนโต๊ะอาหารเช้า
เบื้องบนมีแสงอาทิตย์และแสงดาว
รอยเท้าข้างเดียวของลีนา
รถไฟสองขบวน
การรอคอยของ ลี อัง
จุดฝันในม่านมืด
คุณค่าของกระดาษแผ่นหนึ่ง
ไกลกว่าที่ตามองเห็น
เสน่ห์ร้อยเปอร์เซ็นต์
คนที่เต้นรำที่หัวใจ
เบื่อคนบ่น
คนไม่ยอมแพ้ที่ปลายทางโลก
นางในฝัน
หนึ่งก้าวถัดไป
วันไม่ดี
เด็กสาวแขนขาดที่สี่แยก
ความฝันที่เก็บไว้ในลิ้นชัก
สิ่งที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้
ในแสงสลัว
หลุมดำ
โอกาสที่สอง
โลกใบเล็กของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
วันเสียตัว
สุขพึงใจกับสุขชื่นใจ
อีแก่ที่ไม่มีใครต้องการ
อนุภาคที่มีวิถีชีวิตของมันเอง
ก้าวย่างแรก
ฮีอา ลี กับนิ้วทั้งสี่
รูบนกำแพงกั้นน้ำ
เสียงที่ไม่มีวันจางหายไปจากโลก
น้ำพุศักดิ์สิทธิ์
ไม้กางเขน
ความฝันโง่ๆ
ความดีความชอบ
กราบสามีก่อนเข้านอน
ชีวิตที่ดี
กลางสายฝน
สัตว์ประหลาดในโลกที่แสนสวยงาม
ทางเลือกของหัวใจ
เส้นตายกับคำท้าทาย
ยืนด้วยเท้าของตนเอง
จรรยาบรรณ
วิปริตธรรมชาติ
ยาขม
เข็มทิศ
วันแห่งความหวัง
Perception - Reality
ดีทอกซ์
รังที่สร้างด้วยรัก
บทเรียนที่สูญเปล่า?
ไหว้สัตว์ตาย
เนรคุณธรรมชาติ?
โลกของไอ้แก่
การศึกษากับปัญญา
ตัวกูของใคร
รักคนอื่นหรือรักตัวเอง?
บทเรียนจากตะกร้า
บทเรียนจากความเชื่องช้า
วิบัติสมมุติ
"ถ้ารู้อย่างนี้จะไม่..."
เจตนาดีกับลมปาก
งานใหญ่กับงานยิ่งใหญ่
ต้นรักในหัวใจ
ทวนน้ำ
ขนาดของหัวใจ
ไม้ผลัด
ส้มเปรี้ยวกับส้มหวาน
คนที่สิบเอ็ด
คำสุภาพกับมารยาทที่แท้
ก่อนเปลือกตาจะปิด
"ช่างมัน ฉันไม่แคร์"
ถ่ายน้ำมันเครื่อง
อภัยทาน
วันแห่งความรัก
ของใหม่
สองข้างทางสู่เส้นชัย
คนตาบอดบนสะพานแคบ
คุณค่าเล็ก ๆ ของตัวไร้ประโยชน์
งานทรมานกับงานในฝัน
สายน้ำกับความตาย
มาสาย-กลับดึก
31 ธันวาคม
ลอกคราบจากภายใน
กบเลือกงาน
ไม้แข็งกับไม้อ่อน
ไส้เดือนกับมังกร
ขาวกับดำ
ประโยชน์ของความไม่มี
รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง
เติมน้ำใสใส่หัวใจ
เปลือกของสุภาพชน
สายรุ้ง
Expiry Date
นาฬิกา
เสียน้อยเสียยาก
กติกา
ก็แค่ความไม่สะดวกเล็ก ๆ
ความยาวของหนึ่งวินาที
ข้างกำแพงสงคราม
ส่วนเกิน
เพลงรัก
อหิงสา
คนแก่ในสวนสีเขียว
ความอึด
The Evil Thing?
ความฝัน