-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
เมื่อคืนนี้ศาลโลกออกคำสั่งให้ประเทศอิสราเอล 'หลีกเลี่ยง' การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ และมันก็เข้ากับวันนี้พอดี เพราะทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล (The International Holocaust Remembrance Day) ไว้อาลัยให้ชาวยิวที่ถูกนาซีฆ่าในสงครามโลกครั้งที่สอง
ชาวยิวเกลียดนาซี เพราะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปหกล้านคน จึงน่าจะเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ดินแดนปาเลสไตน์ได้ดีที่สุด
ก็หวังว่า The International Holocaust Remembrance Day 2024 จะเตือนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน
มิใช่ชาวยิวทุกคนอยากทำลายล้างปาเลสไตน์ และเช่นกัน ไม่ใช่นาซีทุกคนเลวร้ายอยากฆ่ายิว ในบรรดาฝูงอีกาดำ ก็มีอีกาขาวปะปนอยู่
อีกาขาวคนหนึ่งชื่อ ออสการ์ ชินด์เลอร์ เป็นสมาชิกพรรคนาซี ช่วยชีวิตชาวยิวไว้ราว 1,200 คน
วันนี้จะเล่าถึงอีกาขาวนาซีอีกคนหนึ่งชื่อ จอห์น ราเบ เมื่อต้นเดือนนี้เป็นวันครบรอบวันตายของเขา (5 มกราคม 1950) จอห์น ราเบ เป็นชาวเยอรมัน เป็นผู้นำพรรคนาซีในนานกิง
ราเบเป็นอีกาจริงๆ เพราะ Rabe แปลว่าอีกา
ในปี 1908 อายุยี่สิบหก จอห์น ราเบ บินไปถึงเมืองจีน ทำงานในตำแหน่งระดับล่างที่บริษัทซีเมนส์จีน งานของเขาทำให้ต้องเดินทางไปเมืองต่าง ๆ ในจีน มุกเดน (เสิ่นหยาง) เทียนจิน ปักกิ่ง นานกิง
ตำแหน่งของเขาคือผู้จัดการทั่วไปในนานกิง (เมืองหลวงของจีนในเวลานั้น) ดูแลสถานีไฟฟ้าของเมือง โดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของซีเมนส์
บริษัทของเขาทำงานใหญ่หลายโครงการให้รัฐบาลจีน ดูแลระบบไฟฟ้านานกิง ระบบชุมสายโทรศัพท์ในกระทรวงต่าง ๆ ระบบสัญญาณเตือนภัยในสถานีตำรวจและธนาคารทั้งหลาย ไปจนถึงเครื่องเอกซเรย์ในโรงพยาบาลกลาง นอกจากนี้ซีเมนส์ยังขายโทรศัพท์และอุปกรณ์ไฟฟ้า
ราเบกลายเป็นเสาหลักของชุมชุนชาวเยอรมันในนานกิง เขาเปิดโรงเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นสำหรับนักเรียนชาวเยอรมัน
วันที่ 3 สิงหาคม 1937 ญี่ปุ่นบุกเซี่ยงไฮ้ ทัพเจียงไคเช็กสู้สุดฤทธิ์ แต่ไม่สำเร็จ เซี่ยงไฮ้แตกในวันที่ 26 พฤศจิกายน สูญเสียชีวิตหลายแสนคน
เมืองต่อไปที่ญี่ปุ่นจะยึดคือนานกิง ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดทางอากาศต่อเนื่อง คนต่างชาติพากันออกจากเมืองจีน คนจีนที่มีฐานะดีก็หนีเช่นกัน
ชาวตะวันตกในนานกิงหนีออกนอกเมืองหมด ในที่สุดก็เหลือแต่ จอห์น ราเบ เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ เมืองจีนเป็นบ้านของเขา
เขามองเห็นว่านานกิงจะแตกแน่ จึงร่วมกับคนจำนวนหนึ่งก่อตั้งเขตปลอดภัยหลายแห่งในนานกิง เป็นที่พักพิงของคนจีน เพื่อไม่ให้ถูกทหารญี่ปุ่นฆ่า เขตปลอดภัยหลายแห่งตั้งบนพื้นที่ของสถานทูตต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยนานกิง ให้ที่พักและอาหารแก่ชาวจีน
เขารู้ว่าสถานะนาซีของเขาอาจช่วยเจรจาเพื่อลดความสูญเสียชีวิตได้มากขึ้น เพราะญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับนาซี
รัฐบาลญี่ปุ่นตกลงไม่บุกรุกเขตปลอดภัยนานาชาติเหล่านี้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่มีทหารจีนประจำอยู่
จอห์น ราเบ รู้จักพวกทูตญี่ปุ่นในนานกิง ซึ่งแนะนำให้เขาเดินทางออกไปเพื่อความปลอดภัย ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถามเขา “คุณจะอยู่ต่อไปทำไม? คุณจะเกี่ยวข้องกับกิจการการทหารของเราทำไม? มันสำคัญกับคุณยังไง? คุณไม่มีอะไรต้องสูญเสียที่นี่”
เขาตอบว่า “ผมอยู่ในจีนมาสามสิบปี ลูกหลานผมเกิดที่นี่ ผมมีความสุขที่นี่ ผมประสบความสำเร็จที่นี่ คนจีนดูแลผมดี แม้แต่ในช่วงสงคราม ถ้าผมอยู่ที่ญี่ปุ่นสามสิบปี และคนญี่ปุ่นดูแลผมอย่างดี คุณก็แน่ใจได้ว่าในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เหมือนตอนนี้ในจีน ผมก็ไม่มีทางทิ้งคนญี่ปุ่นเหมือนกัน”
นายพันญี่ปุ่นพอใจคำตอบนั้น และโค้งคำนับ จอห์น ราเบ อย่างนอบน้อม เพราะมันเป็นวิถีลูกผู้ชาย เหมือนหลักซามูไร
อีกเหตุผลที่เขาไม่ไปจากเมืองจีน เพราะเชื่อว่าหากไปแล้ว ลูกจ้างบริษัทซีเมนส์ทั้งหมดจะถูกญี่ปุ่นฆ่าตาย อีกประการหนึ่ง คนเหล่านี้ยังมีหน้าที่ดูแลโรงไฟฟ้านานกิง ชุมสายโทรศัพท์ เพื่อให้นานกิงหายใจได้ต่อไป
เขาใช้บ้านและสำนักงานเป็นที่ซ่อนตัวของลูกจ้างและครอบครัวรวมทั้งชาวบ้านอื่น ๆ ที่หนีตายมาอยู่ด้วย มากที่สุดเท่าที่พื้นที่อำนวย
...........
ค่ำวันที่ 12 ธันวาคม 1937 ท้องฟ้าสว่างด้วยแสงเพลิง ญี่ปุ่นโจมตีนานกิงอย่างหนัก ทั้งเมืองจมในเปลวไฟ ชาวบ้านจำนวนมากมาออกันแน่นขนัดที่ประตูรั้วหน้าเขตปลอดภัย ทุกคนรู้ว่าเมืองกำลังแตก จึงมาขอหลบภัย แต่พื้นที่เขตปลอดภัยแน่นขนัดอยู่แล้ว
จอห์น ราเบ สั่งเปิดประตูรั้ว ชาวนานกิงห้าหมื่นคนยัดเข้าไปในพื้นที่เขตปลอดภัย 2.5 ตารางไมล์ กระจายไปทุกจุดของพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง สนามหญ้า ทางเดิน นอนบนพื้น ทุกจุดที่พอเบียดเข้าไปได้ วันต่อมานานกิงก็แตก
จอห์น ราเบ สำรวจตัวเมืองนานกิง พบเห็นแต่ศพชาวจีนที่ถูกญี่ปุ่นสังหาร ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
เมื่อยึดนานกิง ทหารญี่ปุ่นบุกเข้าค้นบ้านเรือนทีละหลัง ยิงพลเรือนทิ้งอย่างเหี้ยมโหด
จอห์น ราเบ สั่งให้ติดธงนาซีผืนใหญ่ เห็นเด่นชัดแต่ไกล ตราสวัสดิกะที่นาซีนำไปใช้ในทางชั่วร้ายกลายเป็นยันต์คุ้มกันชีวิต
ช่วงหลายวันต่อมา ทหารญี่ปุ่นฆ่า ข่มขืน ฆ่าหมดทั้งชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ญี่ปุ่นฆ่าคนจีนไปราวสามแสนคน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก มีการแข่งขันกันว่าใครฆ่าคนจีนได้มากกว่า
บ้านเมืองถูกเผา คนถูกฆ่า ผู้หญิงถูกข่มขืน มันคือนรกบนดิน บางวันทหารญี่ปุ่นข่มขืนผู้หญิงพันกว่าคน ทั้งหมดเป็นเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนของพวกมิชชันนารีแห่งหนึ่ง มีการประเมินว่า ทหารญี่ปุ่นน่าจะข่มขืนผู้หญิงจีนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน
จอห์น ราเบ รู้สึกว่าต้องทำบางอย่างมากกว่าแค่เฝ้าดู จึงขับรถตระเวณเมืองนานกิง ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่อง หยุดยั้งการข่มขืนและการฆ่า
บางวันเขาก็ขับรถพาผู้หญิงที่ถูกข่มขืนหมู่และถูกทำร้ายสาหัสไปโรงพยาบาล บางวันเขาไล่ทหารญี่ปุ่นที่กำลังหาเหยื่อข่มขืนไป บางครั้งก็กระชากร่างทหารที่กำลังข่มขืนออกมา
จอห์น ราเบ โทรเลขรายงานส่งไปให้ฮิตเลอร์ เรื่องทหารญี่ปุ่นปล้น ฆ่า ข่มขืนชาวเมืองนานกิง และโทรเลขหาเพื่อนที่มีเส้นสายถึงระดับบนให้ช่วยโน้มน้าวใจฮิตเลอร์ นอกจากนี้ยังเขียนจดหมายบอกรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย แต่ไม่ได้ผล การเข่นฆ่าดำเนินต่อไป
จอห์น ราเบ สั่งให้ผู้หญิงหลายร้อยคนมาหลบภัยเตรียมการเตือนภัยจากการข่มขืน ถ้าทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาหมายข่มขืน ให้เป่านกหวีด เขาก็ออกมาไล่ทหารญี่ปุ่นไป มันเกิดขึ้นบ่อยจนเขาแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
คืนหนึ่งทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาในเขตบ้านของเขา จอห์น ราเบ ส่องไฟฉายใส่หน้าทหารญี่ปุ่น คนหนึ่งชักปืนขึ้นมาจะยิงเขา แต่เมื่อเห็นปลอกแขนติดตราสวัสดิกะ ก็หยุดชะงัก และถอยไป
เมื่อเกิดการเผชิญหน้า จอห์น ราเบ จะชี้ไปที่ปลอกแขนพิมพ์ตราสวัสดิกะ ขู่ทหารญี่ปุ่นว่า “เฮ้ย! มึงรู้ไหมว่านี่คืออะไร?” มันใช้ได้ผล
ทหารญี่ปุ่นไม่กล้ายุ่งกับพวกนาซี เนื่องจากเป็นพันธมิตรสงครามกัน การทำร้ายหรือฆ่านาซีอาจทำให้เบื้องบนลงโทษสถานหนัก
ชาวจีนเห็นเขาเป็นดังเทพเจ้าผู้มาโปรด ผู้หญิงหลายคนตั้งท้องเมื่อเข้ามาในเขต และคลอดลูก หากเป็นลูกชาย มักได้ชื่อ จอห์น ลูกสาวได้รับชื่อ ดอรา ตามชื่อภรรยาของเขา
นาซีเป็นกลุ่มคนที่เลวร้ายที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่นาซี จอห์น ราเบ กลับนำสัญลักษณ์นี้มาใช้ช่วยชีวิตคน
เอกสารทางการของนานกิงในเวลาต่อมาบ่งว่าเขาช่วยชีวิตพลเรือนชาวจีนราว 200,000 - 250,000 คน ชาวจีนยกย่องนาซีคนนี้เป็นพระโพธิสัตว์ยุคใหม่
อีกาทำงานกับบริษัทซีเมนส์ต่อจนสิ้นสงครามโลก ปลายสงครามฝั่งยุโรป โซเวียตบุกเข้าเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย จอห์น ราเบ ถูกโซเวียตจับ ต่อมาถูกส่งไปให้พวกอังกฤษ หลังจากสอบสวนอย่างหนัก อีกาก็เป็นอิสระในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว
เมื่อไม่มีงานทำ ก็ไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว จอห์น ราเบ ใช้เงินเก็บจนหมด เขากับครอบครัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์ห้องเดียว กินอาหารไม่พอจนเป็นโรคขาดอาหาร ครอบครัวอด ๆอยาก ๆ
ในปี 1948 ข่าวความยากลำบากของ จอห์น ราเบ เดินทางไปถึงหูชาวนานกิง จึงพากันเรี่ยไรเงินให้เขาสองพันเหรียญสหรัฐฯ นายกเทศมนตรีนานกิงเดินทางไปพบเขาที่เยอรมนี มอบอาหารให้ครอบครัวเขา ทุกเดือนชาวนานกิงตอบแทนบุญคุณโดยส่งอาหารให้เขา จนกระทั่งเขาตายในวันที่ 5 มกราคม 1950
สี่สิบเจ็ดปีต่อมา ป้ายหลุมศพของเขาถูกย้ายจากเบอร์ลินไปตั้งที่นานกิง เป็นอนุสรณ์สถานซึ่งชาวนานกิงไม่มีวันลืม
อีกาบินข้ามโลกกลับไป ณ สถานที่ที่มีคนมากมายรักเขา และไม่เคยลืมสิ่งที่เขาทำ
............
ย่อความจากหนังสือ วีรบุรุษที่เราลืม วันนี้ยังมีโปรโมชั่นคุ้มที่สุด ชุด S1 ประวัติศาสตร์ที่เราลืม 5 เล่ม + วีรบุรุษที่เราลืม รวม 6 เล่ม ราคาปก 1,605.- เหลือเพียง 1,000 บาท ทุกเล่มมีลายเซ็นนักเขียน สั่งได้ที่เว็บ winbookclub.com หรือ Shopee (ค้นคำ namol113)
0- แชร์
- 177
-

นานมาแล้วการ์ตูนตลกชิ้นหนึ่งวาดรูปผู้ประกาศข่าวในจอโทรทัศน์แต่งกายชุดสูท ผูกเนกไท สิ่งที่อยู่นอกจอคือเขาไม่สวมกางเกง เพราะกล้องไม่ได้จับท่อนล่าง
นี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่เกินความจริงแต่อย่างไร ในชีวิตจริงเรามีสถานการณ์อย่างนี้เสมอ
สมัยผมกับเพื่อนใช้ชีวิตในเมืองนอกนั้น พวกเราจะรีดผ้าเฉพาะส่วนที่มองเห็นภายนอกเท่านั้น เช่น ถ้าสวมเสื้อเชิ้ตสอดในกางเกง ก็ไม่ต้องรีดชายเสื้อ ถ้าสวมเสื้อแขนยาวแล้วพับปลายแขน ก็ไม่ต้องรีดปลายแขนเสื้อ
ประหยัดทั้งเวลาและค่าไฟฟ้า!
สมัยที่ใช้ชีวิตในเมืองหนาว ต้องสวมเสื้อหลายชั้นไปทำงาน ก็ไม่เคยรีดเสื้อตัวใน เพราะไม่มีใครเห็น
เราเรียกมันว่า ‘practical’ แต่คนที่แต่งตัวแบบประณีตทุกตารางนิ้วคงรับนิสัย ‘ผักชีโรยหน้า’ แบบนี้ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การสวมเสื้อรีดบางส่วนอาจไม่เสี่ยงเท่าสวมกางเกงในขาด ๆ หลายคนไม่ยอมทิ้งกางเกงในที่เปื่อยขาดด้วยเหตุผลความประหยัด และ “ไม่เป็นไร ไม่มีใครเห็น”
แต่ผู้ใหญ่สอนมานานแล้วว่า จงสวมกางเกงในที่ใหม่สะอาดเสมอ อย่าสวมตัวที่เก่าขาดเพราะคิดว่าไม่มีใครมองเห็น คุณไม่มีทางรู้ว่าวันไหนออกจากบ้านแล้วจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ชาวโลกเห็นด้านในของคุณหรือเปล่า อาจถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกางเกงขาด หรือลมแรงพัดกระโปรงขึ้นเห็นถึงข้างใน เมื่อนั้นอาจขายหน้าชาวประชาอย่างยิ่ง!
เคยสังเกตบานตู้เครื่องเรือนไหม ช่างจะไม่ลงสีด้านหลังตู้ ขอบบานส่วนที่อยู่บนสุดและล่างสุดซึ่งตามองไม่เห็น เพราะถือว่าไม่เห็นตลอดอายุการใช้งานของมัน
หลายคนใช้ชีวิตแบบ ‘รีดผ้าเฉพาะส่วนที่เห็น’ ทำความสะอาดบ้านเฉพาะส่วนที่เห็น กินอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอก หากมีแขกมาเยี่ยมบ้าน ก็เอาข้าวถุงข้าวห่อใส่ถ้วยจานชามสวยงาม แต่หากอยู่คนเดียว ก็จะกินจากห่อหรือกล่องที่ใส่มา
ผักชีโรยหน้าทางกายภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ผักชีโรยหน้าทางใจต่างหากที่น่าเป็นห่วง หลายคนทำดีพูดดีเพราะมีกล้องโทรทัศน์จ่อหน้าอยู่ ทำดีเฉพาะเวลาที่มีคนเห็น หากมีคนมอบซองกฐินต่อหน้าคนมาก ๆ ก็ใส่เงินให้ทั้งที่ใจไม่อยากเลย
เวลาเจ้านายอยู่ ทำตัวขยันผิดปกติ พูดสุภาพกับคนอื่น ๆ ได้ทุกคน แต่พูดจาไม่มีหางเสียงกับลูกเมีย
เมื่อติดนิสัยผักชีโรยหน้า มันจะกำหนดพฤติกรรมของเรา แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ก็ลามไปกำหนดระบบสังคมและประเทศ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือเมื่อมีแขกเมืองมาเยี่ยม รัฐบาลมักสั่งทำรั้วกั้นพื้นที่สลัม ทาสีสวย ๆ เอากระถางต้นไม้มาเรียง เมื่อแขกเมืองกลับก็รื้อป้าย ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม
นิยายหลายเรื่องมีตัวละครประเภท ‘วีรบุรุษจอมปลอม’ หมายถึงตัวละครผู้ดีหรือคนมีคุณธรรมเพราะสร้างภาพอย่างนั้นกับสังคม ทำให้ต้องรักษาภาพดี ๆ นั้น เจอหน้าใครก็ต้องยิ้มเสมอ พูดจาอะไรก็ต้อง “เพื่อสังคม” ไว้ก่อน นี่เป็นชีวิตที่เราสร้างโซ่ตรวนมาพันธนาการตัวเอง
นี่ไม่ได้ชี้ว่าถูกหรือผิด แต่ชีวิตที่งดงามน่าจะเป็นชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเปลือกภาพลักษณ์จนไม่มีความสุข
ชีวิตคงเหนื่อยเอาการถ้าต้องสวมหน้ากากทุกวัน
คนดีทำดีประพฤติดีแม้ไม่มีใครเห็นสิ่งที่ทำ
เราเองรู้ดีว่าเสื้อที่สวมรีดทั้งตัวหรือไม่
ลองสร้างนิสัยเรียบร้อยทั้งภายนอกและภายใน เสมอต้นเสมอปลาย จะพบความแตกต่าง เพราะเมื่อประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย เปลือกนอกเหมือนแก่นใน นิสัยภายในเหมือนภาพลักษณ์ภายนอก ก็ไม่ต้องวิตกและเหนื่อยกับการสร้างภาพ เพราะไม่ว่าเปลือกนอกหรือแก่นในล้วนเป็นภาพจริง ตัวตนจริง
สบายกว่ากันเยอะเลย
วินทร์ เลียววาริณ
28 เมษายน 2569........................
จาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราวโปรโมชั่นพิเศษชุด
https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%2040 วันที่ผ่านมา -

แซงชั่น (sanction) เป็นมาตรการทางการเมืองโลก เป็นบทลงโทษอย่างหนึ่ง
แซงชั่นที่แรงที่สุดคือแซงชั่นยี่ห้อสะหะรัดอเมริ-crow
การถูกอเมริ-crow มหาอำนาจโลกแซงชั่น แปลว่าไม่มีใครทำธุรกรรมด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริ-crow เพราะอเมริ-crow จะกดดันให้ชาติอื่นๆ ร่วมแซงชั่นด้วย
แซงชั่นแปลว่าไม่มีสินค้าเข้าออก ไม่มีการค้าขายตามปกติ ไม่มีข้าวของที่ตนเองผลิตไม่ได้เข้าประเทศ เศรษฐกิจถดถอย
มันจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง
ชาติที่ถูกแซงชั่นนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็คืออิหร่าน นานถึง 47 ปี
คำถามอิหร่านอยู่มาได้อย่างไรในการแซงชั่นนานขนาดนี้
คำตอบคือความอดทนกับการดิ้นรน
แม้ถูกกดดันจนหายใจลำบาก แต่อิหร่านยังสามารถทำการค้ากับ 170 ประเทศทั่วโลก อาจไม่ได้ทำการค้าโดยตรง แต่อยู่ในรูปการแลกสินค้า (barter) บ้าง ผ่านมือที่สามบ้าง ฯลฯ
ในบรรดาประเทศต่างๆ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ค้าขายกับอิหร่านตามปกติ
จีนลงทุนมหาศาลในอิหร่านเพื่อแลกกับน้ำมัน จีนซื้อน้ำมัน 90 เปอร์เซ็นต์ที่อิหร่านผลิตได้ และนำเข้าหนึ่งในสี่ของสินค้าทั้งหมดของอิหร่าน ทั้งหมดไม่ผ่านธนาคารอเมริ-crow
ตุรกี คูเวต บัลแกเรีย บราซิล อินเดีย ฯลฯ ก็ค้าขายกับอิหร่าน
แต่ที่สำคัญที่สุดของการที่อิหร่านอยู่รอดมายาวขนาดนี้คือ การเปลี่ยนนโยบายเป็นพึ่งพาตัวเอง ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
การเมืองโลกในรอบหลายปีนี้เปลี่ยนไปมาก กรณีศึกษาที่ดีที่สุดในเรื่องพึ่งพาตัวเองคือจีน
เมื่อจีนเติบโตหายใจรดต้นคอสะหะรัด อเมริ-crow ก็กดดันจีนด้วยมาตรการห้ามส่งสินค้าบางประเภท เช่น ไมโครชิพ
จีนซึ่งพึ่งพาชิพจากตะวันตกมาตลอด ก็บรรลุซาโตริว่า เล่าฮูยืมจมูกชาติอื่นหายใจไม่ได้แล้ว เคี้ยกเคี้ยก
ว่าแล้วก็รีบพัฒนาเทคโนโลยีชิพของตนทันที ตอนนี้กระบวนท่าชิพ(ไม่หาย)ยังตามหลังตะวันตกอยู่หลายกระบวนท่า แต่ช้าหรือเร็วจะทันแน่ เพราะจีนผลิตวิศวกรปีละ 1.5 ล้านคน
อุดรูรั่วทุกจุดที่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก
จีนสอนทุกชาติทางอ้อมว่า นโยบายพึ่งพาตัวเองนั้นสำคัญมาก
ประเทศไทยก็ต้องระวัง เราอาจไม่ใช่คู่กรณีของสะหะรัดโดยตรง แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติระหว่างชาติอื่น เราโดนหางเลขเสมอ ล่าสุดก็คือน้ำมัน แล้วกระทบไปที่การท่องเที่ยว
เดี๋ยวก็กระทบไปที่จุดอื่นๆ เพราะเราผูกตัวเองไว้กับการท่องเที่ยว
ราวสิบปีก่อนผมเขียนบทความเตือนเรื่องนี้แล้วว่า ระวังอย่าพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก เพราะหากเกิดเหตุพลิกผันจากต่างประเทศ เราจะเดือดร้อนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่
โควิดก็ทีหนึ่ง คราวนี้ก็อีกที
หากเราคิดเป็นแค่ขายของเก่ากิน ขายธรรมชาติ ขายบริการ นวดเท้านักท่องเที่ยว ตีหัวนักท่องเที่ยว และยังคิดจะสร้างกาศิโน ระวังว่าวันหนึ่งจะพบว่าเราไม่มีไพ่ตายในมือให้อยู่รอด การผลิตหมอนวดปีละ 2 หมื่นคนบริการนักท่องเที่ยว และเน้นต้มยำกุ้งกับผัดไทอาจไม่พอ
วางแผนให้ดี กระจายความเสี่ยง พัฒนาคนทุกด้าน ระวังอย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
เพราะแซงชั่นจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาตัวเอง
วินทร์ เลียววาริณ
21-4-266 วันที่ผ่านมา -

แจ้งข่าวหนังสือครับ
เดือนเมษายนนี้ ผมและสปอนเซอร์โครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด ได้ส่งมอบหนังสือเข้าห้องสมุดทั่วประเทศรอบใหม่ โดยผ่านสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว
รอบนี้มีหนังสือใหม่สองปกคือ ฮานอย ฮิลตันจำนวน 2,000 เล่ม มูลค่าหนังสือ 630,000.- บาท
และ Mini Wabi-sabi จำนวน 1,500 เล่ม มูลค่าหนังสือ 435,000.- บาท
ขอขอบคุณสปอนเซอร์ทั้งหลาย ทั้งขาประจำและขาจร ได้แก่
บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด
ครอบครัวคันธารวงสกุล
ม.ล. ปรางทิพย์ เทวกุล
แป้ง รูปขจร
ป๋อมแป๋ม
นายใจเทียน-นางเง็กลั้ง ไพบูลย์และครอบครัว
ครอบครัวชเต๊ก
อาจารย์นฎา กล้วยไม้
ลัคนา คุ้มกัน และครอบครัว
วนาวัลย์ - ทอมัส ดาตี้
อรุณรัตน์ ตั้งกิจงามวงศ์
อาจารย์นงนภัส ตาปสนันทน์
รินทร์หทัย สิริศิรวิชญ์
สุระเมษฐ์ สิริศิรวิชญ์
เพลินพบ-เพลินพิพัฒน์ รัตนธนาวันต์
มณีรัตน์ ศรีเสาวชาติ
พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ และครอบครัว
โสมสุดา จันทรา
ครอบครัวจิรรุ่งโรจน์กุล
พงษกร พงษ์วัฒนาสุข
ครอบครัวสุทธิวรรณ
รังสรรค์ สกุลยง
วิชาญ ชูทิพย์
ครอบครัวเสนีย์สถาพร
ครอบครัวพุ่มพันธ์
ครอบครัวสุดเสนาะ
OMG Books
บริษัท เทพบิซ จำกัด ในนามคุณธนเทพ
วารินทร์ ภัทรกิจธรรม และครอบครัว
ปฐมพงศ์ ฉิมนาม
ทวีเกียรติ ฉัตรเฉลิมวิทย์
Jean Paul
ภิญญาพัชญ์
สำนักพิมพ์ 113
และผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีกหลายท่านทุกท่านจะได้รับจดหมายยืนยันจากกระทรวงฯในภายหลัง เพื่อความโปร่งใส
จนถึงวันนี้ โครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดได้บริจาคหนังสือไปแล้วรวม 265,940 เล่ม เป็นมูลค่าหนังสือ 59,544,900.- บาท
เป็นปีที่ 22 ของโครงการ
ดังที่บอกมาหลายครั้งแล้ว ถือโอกาสบอกอีกทีก็แล้วกัน
ผมทำหนังสือมาทั้งขายและแจก ทุกครั้งที่ผลิตหนังสือใหม่ ผมจะส่งหนังสือใหม่นั้นเข้าห้องสมุดทั่วประเทศด้วย โดยแรงช่วยเหลือของสปอนเซอร์ที่ถือปรัชญา 'คืนกำไรให้สังคม' เหมือนกัน
ใครไม่สะดวกซื้อ ก็อ่านฟรีได้จากห้องสมุดและเพจนี้ แต่หากใครมีปัญญาซื้อหนังสือได้ ก็ช่วยซื้อหน่อย เพื่อให้นักเขียนสามารถผลิตงานและทำโครงการห้องสมุดต่อไปได้
เพราะโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดจะยืนหยัดเพื่อสังคมได้ นักเขียนต้องอยู่ได้ด้วย
วินทร์ เลียววาริณ
21 เมษายน 2569......................
ป.ล. ท่านที่สนใจร่วมโครงการ โครงการรอบต่อไปคือเดือนตุลาคม 2569 หากสนใจร่วม ก็ช่วยให้ชื่อ อีเมล โทรศัพท์ติดต่อ ส่งไปที่อีเมล namol113@gmail.com หรือแจ้งทาง inbox ก็ได้ครับ แต่ยังไม่ต้องส่งเงินมา ย้ำ ยังไม่ต้องส่งเงินมาตอนนี้
ราวเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เราจะติดต่อไปสอบถามว่า ยังสนใจหรือไม่ ถ้าสนใจค่อยบริจาคในตอนนั้น
ทุกขั้นตอนโปร่งใส ผู้บริจาคทุกท่านจะได้รับใบตอบรับจากกระทรวงศึกษา หากให้ชื่อในนามบริษัท ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่หากเป็นชื่อบุคคลทั่วไป ก็ลดหย่อนภาษีไม่ได้
7 วันที่ผ่านมา -
7 วันที่ผ่านมา -

ผมแปลกใจกับตัวเองทีเดียว เมื่อพบว่าในรอบเดือนที่ผ่านมา ผมเขียนงานชุด Geopolitics แทบทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติ
ผมเริ่มคอลัมน์นี้เล่นๆ ราวปี 2565 เขียนประปราย กะปริบกะปรอย หากมีเหตุการณ์น่าสนใจ น่าพูดถึง ก็เขียนที
บางครั้งก็ว่างเว้นไปพักใหญ่
แต่ปีนี้เขียนถี่มาก
ขนาดยังไม่ได้เขียนเรื่องกำเนิดอิษราเอร ตอนนี้ก็หนาพอรวมเล่มได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่เคยคิดว่าจะรวมเล่มเรื่องชุดนี้ เพราะคิดว่าคงขายไม่ออก
ยังไม่ลืมประสบการณ์จากเล่มก่อนคือ สร้างชาติจากศูนย์ เรื่องเกี่ยวกับลีกวนยู เป็นเล่มที่ขายยาก ไม่ใช่เพราะคนอ่านไม่ชอบ แต่เพราะหลายคนเห็นว่าอ่านจากเพจแล้ว ไม่ต้องซื้อก็ได้
นี่คือบทเรียนของการเขียนให้อ่านฟรี
ดังนั้นหากคิดจะตีพิมพ์ Geopolitics เป็นเล่มจริง ก็ต้องรวมบทความที่ไม่ได้โพสต์ให้อ่านก่อนด้วย ไม่งั้นก็คงเจ็บตัวอีก
Geopolitics เป็นงานแนวประวัติศาสตร์ เน้นประวัติศาสตร์โลก แนวคล้าย วีรบุรุษที่เราลืม + สร้างชาติจากศูนย์ แต่สโคปกว้างกว่ามาก
ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ก็คงตีพิมพ์แน่นอน แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ
เดี๋ยวนี้ตีพิมพ์หนังสือสักเล่มหนึ่ง กลัวว่าจะเจ็บตัว
บางคนอาจบอกว่าก็ทำ pre-order ซี
ก็ทำไปแล้ว แต่ pre-order ที่ผ่านมาหลายเล่ม ก็แค่ไม่ขาดทุนเท่านั้น ยังห่างไกลจากกำไรเลี้ยงบริษัท
ก็ว่ากันไป ไหวก็ไปต่อ
เรื่องการเมืองโลก ต้องอ่านทันเหตุการณ์จึงจะสนุก ถ้าอ่านช้าไป ก็เหมือนอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว
ตรงนี้รักษาสมดุลได้ยาก ระหว่างส่วนที่ลงให้อ่านทันเหตุการณ์ กับส่วนที่จะพิมพ์เป็นเล่ม
เฮ้อ! ไปเขียนเรื่องการเมืองเซ็กซ์ขายดีกว่า ชื่อคอลัมน์ Sexpolitics
แต่คงเขียนทุกวันไม่ไหว มันเหนื่อย
วินทร์ เลียววาริณ
20-4-267 วันที่ผ่านมา
