• วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    สมัยผมยังเป็นวัยรุ่น เคยสงสัยว่าทำไม แกรนด์ แคนยอน เป็นของอเมริกา, ภูเขาไฟฟูจิเป็นของญี่ปุ่น, ภูผางามแห่งกุ้ยหลินเป็นของจีน, ป่าอะเมซอนส่วนใหญ่เป็นของบราซิล, เกรท แบร์รีเออร์ รีฟ เป็นของออสเตรเลีย, ป่าห้วยขาแข้งเป็นของไทย, น้ำมันใต้ดินเป็นของประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง ฯลฯ

    หากเราจะไปเยี่ยมชม แกรนด์ แคนยอน ก็ต้องไปเข้าคิวขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกา เพราะอเมริกามีสิทธิ์ขาดเป็นเจ้าของมัน เช่นเดียวกัน หากอยากไปชื่นชมภูเขาไฟฟูจิ ก็ต้องไปขออนุญาตประเทศญี่ปุ่น อยากล่องป่าอะเมซอน ก็ต้องไปขออนุญาตบราซิล ฯลฯ

    ย้อนหลังไปสักห้าพันปีก่อน มนุษย์คนไหนอยากไปที่ไหนในโลก ก็ไปได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร เพราะเวลานั้นโลกยังไม่มีประเทศ ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีวีซ่า

    คิดดูก็น่าประหลาด จู่ ๆ โลกก็ถูกกาแบ่งเขตขีดเส้นว่าส่วนนี้เป็นของฉัน ส่วนนั้นเป็นของคุณ

    ตอนเด็กกว่านี้ ผมเคยคิดว่าตนเองคงเป็นมนุษย์พันธุ์ประหลาดซึ่งชอบคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผมไม่เคยเจอใครที่คิดอย่างนี้ ออกจะรู้สึกโดดเดี่ยวทางความคิด จนกระทั่งวันหนึ่งอ่านพบคำพูดของ โสเครติส ยอดปราชญ์แห่งกรีกโบราณว่า “ข้าฯมิใช่ชาวเอเธนส์ มิใช่ชาวกรีก ข้าฯเป็นพลเมืองของโลก” จึงรู้ว่ามีคนเคยตั้งคำถามความคงอยู่ของชาติมาแต่สมัยโบราณแล้ว

    สมัยหนุ่มๆ ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมโลกเราต้องมีชาติและประเทศ ชีวิตมนุษย์คงง่ายกว่าเดิมมาก ๆ หากเราทุกคนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไม่ต้องขอวีซ่า ไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและสารพัดด่านอื่น ๆ ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตรา และกติกาอีกหลายข้อ โลกจะประหยัดทรัพยากรมหาศาลเพียงใด

    เมื่อฟังเพลงของ จอห์น เลนนอน “Imagine there’s no countries...”  ก็ให้รู้สึกว่าโดนใจจริง ๆ

    หลายปีก่อนมีโอกาสอ่านหนังสือ I, Asimov : A Memoir อัตชีวประวัติของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลก ไอแซค อสิมอฟ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเอง ก็ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นที่พบว่าโลกยังมีมนุษย์ประหลาดพันธุ์นี้อยู่! หรือตามเนื้อเพลงของเลนนอนว่า “... but I’m not the only one.”

    อสิมอฟซึ่งพื้นเพเป็นชาวยิวเขียนว่า “โลกไม่สมควรถูกหั่นแบ่งย่อยออกเป็นร้อย ๆ ชิ้น แต่ละชิ้นมีกลุ่มคนอยู่อาศัยโดยกำหนดขอบเขตของพวกเขาเอง และถือว่าสวัสดิการและความมั่นคงแห่งชาติของพวกเขาเองอยู่เหนือข้อพิจารณาอื่น ๆ...

    “ผมขอไปด้วยกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และยินดีที่เห็นแต่ละกลุ่มมองเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นพวกรักนิวยอร์ก ถ้าผมต้องไปอาศัยอยู่ใน ลอส แองเจลิส ผมก็รักที่จะขลุกกับชาวนิวยอร์กด้วยกัน และร้องเพลง Give My Regards to Broadway อะไรทำนองนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็ควรที่จะดำรงความมีวัฒนธรรมและมีเมตตาต่อกัน ผมจะต่อต้านหากมันหมายถึงว่าแต่ละกลุ่มเหยียดหยามและกระสันจะทำลายล้างกลุ่มอื่น ผมต่อต้านการที่แต่ละกลุ่มติดอาวุธตนเองเพื่อบังคับใช้ศักดิ์ศรีและอคติของกลุ่มตน...

    “โลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งคุกคามอารยธรรมและจุดจบของดาวเคราะห์ในสถานะของโลกที่อยู่อาศัยได้ มนุษยชาติมิอาจละลายเงินทองและสภาพจิตใจไปกับการทะเลาะเบาะแว้งที่ไร้สาระและไม่จบสิ้นภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทั้งหมด มันควรมีสำนึกของโลกาภิวัตน์ซึ่งทำให้โลกรวมตัวกันแก้ปัญหาที่แท้จริงซึ่งกระทบต่อทุกกลุ่มเหมือน ๆ กัน เรื่องนี้ทำได้จริงหรือเปล่า? คำถามนี้ก็เหมือนกับประโยค : มนุษยชาติจะอยู่รอดได้หรือเปล่า?...

    “ผมไม่ใช่ชาวไซออนนิสต์ (พวกชาตินิยมยิวซึ่งสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอล) เพราะผมไม่เชื่อในเรื่องชาติ และเพราะลัทธิไซออนนิสม์เพียงแต่ต้องการจัดตั้งประเทศขึ้นมาอีกหนึ่งประเทศเพื่อให้โลกยุ่งยาก ก่อตั้งประเทศขึ้นมาอีกหนึ่งเพื่อจะมี ‘สิทธิ’ และ ‘ความต้องการ’ และ ‘ความมั่นคงของชาติ’ และเพื่อทำให้รู้สึกว่ามันต้องปกป้องตนเองจากประเทศเพื่อนบ้าน...

    “มันไม่มีชาติหรอก มีแต่มนุษยชาติ และหากเราไม่ทำความเข้าใจโดยเร็ว โลกจะไม่มีชาติ เพราะไม่เหลือมนุษยชาติ”

    คำถามคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งจะไม่มีประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ตามบทเพลงของ จอห์น เลนนอน ? เป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไปหรือเปล่า?

    คำตอบคือ ก่อนหน้าที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถือสิทธิครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้ ทุกชีวิตในโลกไม่เคยรู้จักเส้นพรมแดนประเทศ  และหลังจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนตายหรือหายไปจากดาวเคราะห์ดวงนี้ เส้นพรมแดนก็จะหายตามไปโดยอัตโนมัติ มันเป็นเพียงเส้นสมมุติที่ขีดขึ้นชั่วคราวระหว่างที่เราทั้งหลายกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น

    ทว่าก่อนที่ใครจะคิดว่าโลกไร้ประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก็คงต้องลองมองในมุมของวิทยาศาสตร์ ในอดีตกาลนานแสนนานมาแล้ว โลกมีหลายทวีป แล้วเปลือกโลกเคลื่อนผลักให้ทวีปทั้งหลายรวมกันเป็นทวีปเดียว (ชื่อว่า แพนเจีย) 250 ล้านปีต่อมา มหาทวีปก็แยกเป็นโลกที่เรารู้จักเวลานี้

    250 ล้านปีจากนี้ ทวีปต่าง ๆ ในโลกจะถูกแรงขับเคลื่อนของผืนโลกอัดเข้าหากันจนกลายเป็นทวีปเดียว ประเทศทั้งหลายก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เป็นอิตาลีกับสเปนจะเปลี่ยนเป็นภูเขาสูง เส้นแบ่งประเทศทั้งหมดในโลกจะถูกลบไปหมดโดยปริยาย ความเป็นชาติสูญไป หากเวลานั้นมนุษยชาติยังดำรงอยู่และอยากมีประเทศ ก็ต้องขีดเส้นสมมุติกันใหม่ และสงครามคงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น

    โลกนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของประเทศไหน ไม่ใช่แม้ของมนุษยชาติ เรายึดมันมาครอบครองโดยพลการ

    โลกาภิวัตน์นำพาโลกเข้าสู่ยุคทองของการสื่อสาร การเดินทาง และบริโภคนิยม มันทำลายโลกในหลาย ๆ ด้าน แต่ในด้านดีมันก็ทำให้โลกใกล้ชิดกันขึ้น และทำให้เราเห็นมายาของเส้นสมมุตินี้ชัดขึ้น การเข่นฆ่าทำร้ายประชาชนในมุมโลกหนึ่งสามารถเป็นข่าวในอีกมุมโลกหนึ่งภายในไม่กี่นาที หรือกระทั่ง ‘เรียลไทม์’! เราสวมเสื้อผ้า กินอาหาร ดูหนังเรื่องเดียวกันกับคนในอีกซีกโลกหนึ่งในเวลาเดียวกัน จนในบางขณะ เราอาจนึกถามว่า ถ้าเช่นนั้นเรามีเส้นสมมุติไปเพื่ออะไร

    เรามีโลกหนึ่งเดียวเสมอ เรามีมนุษยชาติเดียว เรามีป่าไม้ป่าเดียวคือของทั้งโลก เรามีแม่น้ำสายเดียวคือสายน้ำของทั้งโลก เรามีมหาสมุทรเดียว แผ่นดินเดียว อากาศเดียว ท้องฟ้าเดียว น้ำทั้งหมดก็คือน้ำเดียวกัน วนเวียนไปตามที่ต่าง ๆ อากาศทั้งหมดก็คืออากาศเดียวกัน ไหลเวียนไปตามมุมต่าง ๆ ชีวิตทั้งหมดก็คือชีวิตเดียวกัน มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน ที่เหลือเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่เราสร้างขึ้นมา

    บ้านที่คุณอยู่อาศัยตอนนี้ เมื่อร้อยปีก่อนอาจเป็นที่เข่นฆ่ากันของคนสองกลุ่ม สองพันปีก่อนอาจเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณสักแห่ง ร้อยล้านปีก่อนอาจเป็นที่เดินเล่นของไดโนเสาร์ พวกมันอาจสืบพันธุ์ที่นี่

    ไม่มีอะไรถาวร เส้นเขตแดนเป็นเรื่องชั่วคราว ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติชี้ว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอเพียงเรามีความรู้ ปัญญา ความฝัน และความมุ่งมั่น

    (จากคำนำของหนังสือ เส้นสมมุติ)

    วินทร์ เลียววาริณ
    16-2-26

    1
    • 0 แชร์
    • 23

บทความล่าสุด