• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    “แล้วมันใช้ประโยชน์อะไรได้?” เป็นประโยคที่หล่นจากปากของนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษหลังจากดูนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสาธิตกลไกการทำงานของกระแสไฟฟ้ากับแม่เหล็ก

    นักวิทยาศาสตร์คนนั้นชื่อ ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นผู้ค้นพบความลับเกี่ยวกับไฟฟ้ามากมายหลาย เรื่อง งานของเขาล้ำยุค แต่ดูไม่มีประโยชน์อะไร

    ฟาราเดย์ผู้นี้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ฐานะยากจนมาก เขาเรียนไม่จบชั้นประถมเพราะครูเห็นว่าเขาเป็นเด็กทึ่ม เขาอาจไม่ได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์หากมิใช่เพราะเขาทำงานในร้านทำปกหนังสือ มีโอกาสผ่านตาหนังสือจำนวนมากมาย เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่ผ่านมืออย่างกระหาย และพบว่าตัวเองรักวิทยาศาสตร์ เขาเรียนเองทุกอย่าง ค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าแทบทุกอย่างที่จินตนาการของเขาโลดแล่นไปถึง

    ฟาราเดย์ตอบนายกฯว่า “แล้วทารกแรกเกิดใช้ประโยชน์อะไรได้?”

    เพราะงานนวัตกรรมทุกชิ้นเป็นทารกแรกเกิด มันอาจโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ หรืออาจตายเสียก่อน เราไม่มีทางรู้จนกว่าจะลองเลี้ยงทารกคนนั้น

    ‘ทารกแรกเกิด’ ที่ดูไร้ประโยชน์ของฟาราเดย์กลายเป็นรากฐานให้ เจมส์ คลาร์ก แมกซเวลล์ สานต่อ แล้วต่อมาเป็นรากฐานให้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พัฒนาความคิดของเขา ต่อยอดกลายเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่แห่งสหัสวรรษ!

    หลังจากนั้นก็ต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์จำนวนมหาศาลในโลกเราวันนี้

    หากปราศจากผลงานที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ของ ไมเคิล ฟาราเดย์ ในวันนั้น โลกวันนี้จะไม่มีพัดลม, เครื่องซักผ้า, ตู้เย็น, นาฬิกา, เครื่องดูดฝุ่น, ปั๊มน้ำ, เครื่องเล่นดีวีดี, เครื่องพิมพ์, โทรทัศน์, ดาวเทียม, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องมือทันตแพทย์, ระบบเลเซอร์ทางการแพทย์, เครื่องตรวจมะเร็ง, เครื่องสแกนร่างกาย, แขนขาเทียม, เทอร์โมมิเตอร์ อินฟราเรด, การตรวจโครโมโซม, เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม, การพยากรณ์อากาศ, การหาตำแหน่งฝูงปลาสำหรับการประมง, เครื่องกู้กับระเบิด, การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, ระบบการสื่อสารทั่วโลก, สัญญาณโทรศัพท์, ระบบจีพีเอส ฯลฯ

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจประดิษฐ์ ทั้งหมดนี้เป็นผลพลอยได้จากการค้นคว้าทดลองที่ ‘ใช้ประโยชน์อะไรได้?’ ล้วน ๆ !

    นักเรียนจำนวนมากในโลกถามประโยคคลาสสิกเสมอว่า "เรียนวิชานั้นวิชานี้ไปทำไม"

    แต่ละวิชาในโลกดูแตกต่างกัน แต่ทุก ๆ ศาสตร์เชื่อมต่อกัน คณิตศาสตร์เชื่อมกับฟิสิกส์ ชีววิทยาเชื่อมกับเคมี เคมีเชื่อมกับกายวิภาคศาสตร์ ประวัติศาสตร์เชื่อมกับภูมิศาสตร์ ฯลฯ การรู้เพียงจุดเดียวทำให้โลกทรรศน์ของเราไม่กว้างพอ

    การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ยกตัวอย่างเช่น หากเรารู้เรื่องโครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง เราก็สร้างตึกได้ แต่มันไม่ได้แปลว่าเราเป็นสถาปนิก การเป็น ‘สถาปนิก’ ต้องมีองค์ความรู้และภูมิปัญญากว้างกว่านั้นมาก ต้องรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา ปรัชญา สังคม วัฒนธรรมจิตวิทยา ดาราศาสตร์ ฯลฯ ต้องเข้าใจจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ต้องรู้ว่างานชิ้นหนึ่งสร้างผลกระทบต่อเพื่อนมนุษย์ สังคม และโลกอย่างไร

    หลายเรื่องหลายสิ่งในโลกมองเผิน ๆ ไร้ประโยชน์ เช่น ขี้ ซากศพ ขยะ ฯลฯ แต่มองให้ลึกจะเห็นว่า ขี้เป็นที่อยู่และอาหารของสัตว์หลายชนิด ซากศพเป็นอาหารของแร้งและหนอน ขยะสามารถนำไปรีไซเคิล บางครั้งนำไปสร้างเป็นงานศิลปะ การศึกษาค้นคว้าก็เช่นกัน

    ความรู้เป็นตัวขยายสมอง เปิดโลกทรรศน์ เปิดประตูสู่ดินแดนใหม่ ๆ เราต้องไม่กลัวการก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ พื้นที่ที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อน ปริมาณและคุณภาพของความรู้และปัญญาจะกำหนดว่าเราเป็นมนุษย์แบบไหน วิชาการต่าง ๆ จึงจำเป็นต่อเรา

    ดังนั้นการมองการเรียนด้วยมุมมองเดิม ๆ มุมมองเดียวจึงอาจพลาดโอกาสได้ ประโยค “เธออ่านอะไรยากจัง” “รู้ไปทำไม?” “เรียนไปทำไม?” เหล่านี้ทำลายโอกาสการสร้างนวัตกรรมมามากแล้ว

    แน่ละ มันย่อมไม่ใช่ความผิดของคนถาม “มันใช้ประโยชน์อะไรได้?” และ “รู้ไปทำไม?” เพราะความสามารถมองไกลกว่าสิ่งที่โลกมี สิ่งที่โลกเป็น และมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะคนที่มีความรู้รอบตัวไม่มากพอ ไม่เปิดสมองกว้างพอ และไม่เปิดใจกว้างพอ

    วินทร์ เลียววาริณ
    15-7-26

    ท่อนหนึ่งจาก ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว
    31 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 6.1 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    เล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/137/ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว 

    โปรโมชั่นพิเศษชุด
    https://www.winbookclub.com/store/detail/235/R4%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%204 

    https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6 

    1
    • 0 แชร์
    • 5

บทความล่าสุด