-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
(ต่อจากโพสต์ https://www.facebook.com/photo?fbid=1234051238083565&set=a.208269707328395)
กิมย้งอยากทำงานสายการทูต จึงไปเรียนที่โรงเรียนการปกครองที่ฉงชิงในปี 1944 แต่ก็ถูกบีบให้ออกอีก หลังจากวิจารณ์พฤติกรรมของพวกก๊กมินตั๋ง
เขาเรียนต่อด้านภาษาต่างประเทศในมหาวิทยาลัยที่ฉงชิง แต่เรียนไม่จบ หันไปเรียนด้านกฎหมายนานาชาติแทน ตั้งใจจะทำงานสายการต่างประเทศ
เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยปริญญากฎหมายระหว่างประเทศ
แต่กลิ่นหมึกดึงเขากลับไปสู่การพิมพ์จนได้ เขาเข้าสู่สายนักข่าว เริ่มจากงานผู้สื่อข่าวให้ Southeastern Daily ที่เมืองหังโจว ปี 1946
ปีถัดมาก็ไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้กับหนังสือพิมพ์ต้ากงเป้า ทำงานเป็นนักแปลข่าวต่างประเทศ หลังจากนั้นก็ถูกย้ายไปทำงานที่สาขาฮ่องกง และพบเนี่ยอูเซ็งที่นั่น และร่วมสร้างนิยายกำลังภายในสมัยใหม่
ปี 1957 กิมย้งลาออกจากงานหนังสือพิมพ์ ไปทำงานเขียนหนังสือและบทภาพยนตร์ เขายังร่วมกำกับหนังด้วย โดยใช้ชื่อ ฉาจินหยง เช่น เรื่อง The Nature of Spring (有女懷春) ในปี 1958 Bride Hunter (王老虎搶親) ในปี 1960 เป็นต้น
ความสำเร็จของ มังกรหยก ทำให้เขาได้ทุนก้อนหนึ่งไปร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์หมิงเป้าในปี 1959 เขาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการ เขียนนิยายและ บทความควบคู่กันไป
ในช่วงต้นหมิงเป้าเกือบไปไม่รอด แต่นวนิยายกำลังภายใน มังกรหยก ภาค 2 ที่ลงตอนต่อตอนทำให้หมิงเป้าหายใจต่อไปได้ หมิงเป้ายังตีพิมพ์นิยายของนักเขียนอื่น ๆ ด้วย และมีนิยายหลากหลายประเภท
ขณะทำงานก่อร่างสร้างหมิงเป้า เขาเขียนหนังสือวันละหมื่นคำ ทำงานมือเป็นระวิง เล่ากันขำ ๆ ว่าเขาใช้มือขวาเขียนบทความ และมือซ้ายเขียนนิยายกำลังภายใน
ณ จุดนั้น กิมย้งมีบทบาทมากกว่านักประพันธ์ เขาเขียนบทความวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาเจ๋อตงและนโยบายที่ ผิดพลาดหลายอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ความอดอยากที่เกิดจากแผนพัฒนาประเทศห้าปีที่เรียกว่า แผนก้าวกระโดดไปข้างหน้า (大躍進 The Great Leap Forward) ที่ทำให้คนตายไปอาจสูงถึง 55 ล้านคน และการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่คนมากมายตกเป็นเหยื่อการเมือง
กองบรรณาธิการของหมิงเป้ามีนักประวัติศาสตร์และกวีหลายคนที่มาจากเมืองจีน ทำให้หนังสือพิมพ์มีความหลากหลาย และให้ภาพจริงของเมืองจีน
กิมย้งเขียนต่อต้านเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรม ทั้งบทความและสอดแทรกในนิยาย ตัวละครจอมยุทธ์ที่บ้าอำนาจ แย่งชิงอำนาจในนิยายของเขาล้วนสะท้อนความเป็นไปในโลกจริง
อัจฉริยภาพของกิมย้งคือการสร้างของใหม่ สร้างโลกใหม่ กิมย้งสร้างจักรวาลบู๊ลิ้มที่น่าตื่นตะลึง เช่นเดียวกับที่ จอร์จ ลูคัส สร้างจักรวาลใหม่ของเขาในงานชุด Star Wars งานของเขาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวละครเป็นที่จดจำและชื่นชอบ
กิมย้งหยุดเขียนนิยายในปี 1972 เมื่ออายุ 48 ใช้เวลาที่เหลือขัดเกลาปรับปรุงนิยายทั้งหมดถึงสองรอบ งานของเขาแปลเป็นภาษาไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น อังกฤษ ฯลฯ
งานเขียนของกิมย้งเข้ามาในเมืองไทยเร็วมาก คือ พ.ศ. 2501 ต้องยกเครดิตให้สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ของ เวช กระตุฤกษ์ ที่ตีพิมพ์ มังกรหยก แปลโดย จำลอง พิศนาคะ โดยมีเครดิตร่วมกับ ประยูร พิศนาคะ นิยายแปลเรื่องนี้ดังระเบิด คนไทยไม่เคยอ่านเรื่องอย่างนี้มาก่อน
กิมย้งเป็นเจ้าแห่งการแต่งซับพล็อตที่ร้อยรวมกันเป็นเรื่องใหญ่ จนเหง่ยคัง นักเขียนบทภาพยนตร์และเพื่อนสนิทของกิมย้งกล่าวว่าเป็น ‘ภูษาสวรรค์ไร้ตะเข็บ’
วิทยายุทธแปลก ๆ กระบวนท่าพิสดาร เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบให้เรื่องสนุก แต่หากอ่านให้ลึกกว่าความสนุก จะพบว่าตัวละครมีความลึกและมีพัฒนาการ หากอ่านต่อไปอีกก็จะพบสาระที่ซ่อนอยู่ เช่นผลกระทบของการเมือง
เขามักรวมประสบการณ์ตรงกับจินตนาการเป็นนวนิยาย เช่น ในเรื่อง กระบี่ใจพิสุทธิ์ ตัวละคร ‘เต๊กฮุ้น’ จำลองมาจากคนจริง เป็นคนงานในบ้านของกิมย้ง ถูกติดคุกอย่างไม่เป็นธรรม ปู่ของกิมย้งลอบช่วยเขาออกมาจากคุก
นอกจากพล็อตสนุก สาระที่ซ่อนอยู่แล้ว สิ่งที่กิมย้งนำเสนอเสมอคือความเป็นมนุษย์
กิมย้งเขียนถึงธาตุแท้จิตใจคนได้ดีที่สุด โดยให้พฤติกรรมของตัวละครแสดงให้ผู้อ่านเห็นเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในงานของเขาคือหัวใจ กิมย้งเขียนงานโดย ‘อิน’ กับตัวละครมาก เขาร้องไห้เมื่อเขียนถึงตอนที่เอี้ยก้วยรอเซี่ยวเล้งนึ้งนานสิบหกปี แล้วพบว่าเป็นการรอคอยที่สูญเปล่า
เขาร้องไห้เมื่อเขียนถึงตอนที่เตียบ่อกี้ต้องลาจากเซี่ยวเจียว
เมื่อเฉียวฟงฆ่าคนรักของเขาด้วยความเข้าใจผิด เขาก็ร้องไห้หนัก
เพราะเขาเขียนด้วยหัวใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่งานของเขาแตะหัวใจผู้อ่านตลอดมา
นามปากกากิมย้งหรือจินหยง (金庸) สะท้อนนิสัยใจคอของเขา กิมย้งเป็นนักเขียนที่รอบรู้มาก แต่ถ่อมตนอย่างที่สุด
กิมย้งแปลตรงตัวว่าทองธรรมดา
金 (จิน หรือกิม) = ทอง
庸 (หยง หรือย้ง) = ธรรมดาสามัญ
ตั้งชื่อตัวเองว่า ‘ธรรมดาสามัญ’ ย่อมสะท้อนว่าเป็นคนถ่อมตัว
คำว่ากิมหรือทองในที่นี้อาจใช้เป็นแซ่ก็ได้ เพราะมันมาก่อนคำว่าหยง (ภาษาจีนคุณศัพท์มาก่อนคำนาม) แต่จะตีความว่ากิมคือความบริสุทธิ์ ความสูงส่งก็ได้
กิม+ย้ง จึงมีความหมายว่า ‘ทองธรรมดา’ แต่ฟังดูย้อนแย้ง เพราะทองย่อมไม่ธรรมดา
เราอาจตีความว่า “มองเห็นทองเป็นเรื่องธรรมดา” ก็ย่อมได้ หรือจะหมายถึง ‘สูงสุดคืนสู่สามัญ’ ก็น่าจะได้ เพราะเป็นทองอันงำประกาย คล้าย ๆ เพชรในตม
วงการบู๊ลิ้มยกย่อง ‘ทองธรรมดา’ ผู้นี้ว่า เป็นทองที่หายากนัก คนในวงการหนังสือกล่าวว่า “หนึ่งร้อยปีมีกิมย้งหนึ่งคน”
ผมรู้สึกว่าหนึ่งร้อยปีอาจประเมินต่ำไปหน่อย อย่างต่ำต้องห้าร้อยปี
ทำไมในรอบร้อยปีมีคนเดียว?
ในมุมมองของนักเขียน ผมเชื่อว่าเป็นเพราะงานของกิมย้งประกอบด้วยโครงเรื่องยอดเยี่ยม + ความสนุกเต็มอัตรา + ตัวละครมีมิติและมีสีสัน + ฉากประวัติศาสตร์ที่สมจริงและสนุก นอกจากนี้ในบางเรื่องมีคอนเส็ปต์ที่แรง เช่น คอนเส็ปต์เรื่องความดีความเลวและอำนาจใน กระบี่เย้ยยุทธจักร คอนเส็ปต์เรื่องอำนาจมิได้มาจากความดีงามใน อุ้ยเซี่ยวป้อ และนี่ก็คือสาระที่ผู้เขียนมอบให้มากกว่าแค่ความบันเทิง
ตลอดชีวิตนักประพันธ์ กิมย้งเขียนนวนิยายเพียง 15 เรื่อง แทบทั้งหมดเป็นเรื่องยาว และเป็นนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์
จุดเด่นของงานของกิมย้งคือ หลอมเนื้อเรื่องเข้ากับฉากประวัติศาสตร์อย่างกลมกลืน และมักใช้บุคคลจริงเป็นตัวละคร
ผมเขียนหนังสือ ยุทธจักรวาลกิมย้ง ก็เพื่อสำรวจฉากประวัติศาสตร์ในนวนิยายของเขา
ยิ่งค้นคว้าก็ยิ่งพบว่าประวัติศาสตร์จริงนั้นสนุกผิดคาด หลายท่อนสนุกกว่าเรื่องแต่งเสียอีก
ในตอนต่อๆ ไป จะเล่าประวัติศาสตร์จีนที่กิมย้งใช้เป็นฉากนวนิยายของเขา เรียงตามลำดับเวลา
โปรดติดตาม
วินทร์ เลียววาริณ
2-3-25.....................
ยุทธจักรวาลกิมย้ง
https://www.winbookclub.com/store/detail/186/ยุทธจักรวาลกิมย้งโปรโมชั่นพิเศษ https://www.winbookclub.com/store/detail/189/โปรโมชั่น%203%20in%201%20ชุด%20S2
0- แชร์
- 228
-

ไถ่บาปมนุษย์ (2)
(ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1724290475726303&set=a.208269707328395)
วินทร์ #1001 : “หลังจากนั้นพระเยซูในวัยสามสิบก็เดินทางเผยแผ่คำสอนไปในที่ต่างๆ สอนให้คนรักศัตรู ลดความเกลียดชัง ตัณหา หันแก้มอีกข้างให้ศัตรูตบ และสอนให้คนเดินตามกฎหมายของชาวยิว และให้ศรัทธาต่อพระเจ้า ผู้คนเชื่อว่าคำสอนของพระเยซูเป็นคำของพระเจ้า เพราะพระเยซู ตรัสว่า ‘คำสอนของเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของผู้ที่ส่งเรามา’ นอกจากนี้ยังทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เช่น รักษาคนป่วย เดินบนน้ำ กิตติศัพท์แพร่ไปทั่วแผ่นดิน นี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ถูกคนปองร้าย เชื่อกันว่าความตายของพระเยซูเกิดจากการเมือง”
วินทร์ #7744 : “แต่พระเยซูไม่เล่นการเมืองนี่”
วินทร์ #1001 : “คุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า : ‘ถึงท่านไม่เล่นการเมือง แต่การเมืองก็จะเล่นท่าน’ การที่จู่ ๆ มีศาสดาของศาสนาใหม่มาประกาศความเชื่อและสร้างอาณาจักรแห่งพระเจ้า ก็คงจะทำให้บางฝ่ายรู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าพระเยซูจะกลายเป็นผู้นำทางการเมือง ทำให้พวกเขาเสียอำนาจ ก็กะเล่นถึงตาย”
วินทร์ #7744 : “ได้ยินว่าพวกยิวฆ่าพระเยซู”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้บันทึกกันมาอย่างนี้จริง”
วินทร์ #7744 : “ทำไม? พระเยซูก็เป็นยิวนี่นา”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้ยังถกกันอยู่ เป็นประเด็นที่เรียกว่า Jewish Deicide โยนกันไปโยนกันมา วิวาทะกันมานาน ฝ่ายยิวว่านี่เป็นความพยายามแต่งเรื่องให้ยิวเป็นผู้ร้าย และสร้างภาพว่าบาปนี้ชาวยิวรุ่นลูกหลานต้องรับด้วย ซึ่งส่งผลให้ชาวยิวรุ่นหลังรับบาปนี้ ไปที่ไหนก็ถูกรังเกียจ น่าสังเกตว่าบันทึกของสาวกเขียนเรื่องนี้ไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นไปได้เพราะเขียนมานานหลายสิบปีหลังเกิดเหตุการณ์นั้น...”
วินทร์ #7744 : “พระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พระเยซูไปเมืองเยรูซาเลม กินอาหารมื้อสุดท้ายที่เรียกว่า The Last Supper กับศิษย์สิบสองคน พระเยซูมีสาวกหลักสิบสองคน ถ้าเทียบกับพระพุทธเจ้า สาวกชุดแรกก็คือปัญจวัคคีย์ คุณเรียนวิชาศีลธรรมมาน่าจะจำได้ เพราะเราถูกสั่งให้ท่องมาตลอด”
วินทร์ #2009 : “โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ”
วินทร์ #1001 : “นั่นแหละ เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับฟังปฐมเทศนาจากพระพุทธองค์”
วินทร์ #2009 : “คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ที่แสดงปฐมเทศนา ก็คือวันอาสาฬหบูชา”
วินทร์ #6616 : “เชื่อว่าคุณน่าจะสอบวิชานี้ผ่านแน่ ๆ เพราะจำแม่น ฮา!”
วินทร์ #7744 : “อย่าเพิ่งนอกเรื่อง ตกลงพระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “สาวกคนหนึ่งคือ จูดาส ทรยศ ชี้ตัวพระเยซูให้พวกนักบวชยิวมาจับตัวพระองค์ไป พระเยซูถูกพาไปขึ้นศาลโรมัน ยิวตั้งข้อหาว่าพระเยซูกำลังพยายามตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งยิว แม้ศาลจะไม่เห็นว่าพระเยซูทำความผิดอะไร แต่ก็ถูกกดดันจนต้องตัดสินว่าพระเยซูมีความผิด โทษคือประหาร ด้วยการตรึงร่างบนไม้กางเขน สวมมงกุฎหนาม แบกไม้กางเขนไป แล้วถูกตรึงบนไม้กางเขนโดยมีโจรสองคนถูกตรึงขนาบอยู่ข้างซ้ายและขวา หนึ่งในนั้นเปลี่ยนมานับถือคริสต์ในนาทีสุดท้าย...
“เมื่อพระเยซูตายแล้ว ศพถูกห่อผ้าและฝังในถ้ำ ต่อมาเมื่อเปิดถ้ำก็พบว่าศพหายไปแล้ว เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพและขึ้นสู่สวรรค์ วันที่พระเยซูฟื้นจากความตายก็คือวันอีสเตอร์”
วินทร์ #6116 : “เทศกาลที่มีไข่อีสเตอร์ใช่หรือเปล่า?”
วินทร์ #2009 : “ใช่ Easter eggs สำหรับชาวคริสต์ ไข่เป็นสัญลักษณ์ของถ้ำที่ฝังพระศพซึ่งว่างเปล่าของพระเยซู แสดงว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพ นิยมทาเปลือกไข่เป็นสีแดง”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทาสีแดง?”
วินทร์ #2009 : “เพราะสีแดงหมายถึงโลหิตของพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน”
วินทร์ #6116 : “แต่ไข่น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ เมื่อลูกไก่จิกเปลือกออกมาสู่โลก”
วินทร์ #2009 : “ก็มีคนตีความอย่างนี้เหมือนกัน โดยสรุปก็คือพระเยซูตายอย่างทรมานเพื่อมนุษยชาติ”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทำอย่างนั้น?”
วินทร์ #1001 : “บ้างเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้ามาเกิดในร่างมนุษย์”
วินทร์ #6116 : “แล้วทำไมต้องเกิดมาในรูปมนุษย์?”
วินทร์ #1001 : “ก็เพื่อรับรู้ความทุกข์ไงครับ จึงสามารถไถ่บาปของมนุษยชาติ เมื่อถูกพวกโรมันตรึงกางเขน ก็ฟื้นจากความตาย ขึ้นสู่สวรรค์ การฟื้นจากความตายสามวันหลังตายบนกางเขนเป็นจุดสำคัญของศรัทธา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถมอบชีวิตนิรันดร์ให้มนุษย์ทั่วไปได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แนวคิดเรื่องศาสดาซึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติมีในหลายศาสนา แม้แต่ชาวพุทธเองก็มีความเชื่อว่าในชาติก่อน ๆ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ หลังจากผ่านสิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก็เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์...”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
1-11-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
มีขายที่ Shopee ด้วย
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1 วันที่ผ่านมา -

ไถ่บาปมนุษย์ (2)
(ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1724290475726303&set=a.208269707328395)
วินทร์ #1001 : “หลังจากนั้นพระเยซูในวัยสามสิบก็เดินทางเผยแผ่คำสอนไปในที่ต่างๆ สอนให้คนรักศัตรู ลดความเกลียดชัง ตัณหา หันแก้มอีกข้างให้ศัตรูตบ และสอนให้คนเดินตามกฎหมายของชาวยิว และให้ศรัทธาต่อพระเจ้า ผู้คนเชื่อว่าคำสอนของพระเยซูเป็นคำของพระเจ้า เพราะพระเยซู ตรัสว่า ‘คำสอนของเราไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของผู้ที่ส่งเรามา’ นอกจากนี้ยังทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เช่น รักษาคนป่วย เดินบนน้ำ กิตติศัพท์แพร่ไปทั่วแผ่นดิน นี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ถูกคนปองร้าย เชื่อกันว่าความตายของพระเยซูเกิดจากการเมือง”
วินทร์ #7744 : “แต่พระเยซูไม่เล่นการเมืองนี่”
วินทร์ #1001 : “คุณเคยได้ยินประโยคนี้หรือเปล่า : ‘ถึงท่านไม่เล่นการเมือง แต่การเมืองก็จะเล่นท่าน’ การที่จู่ ๆ มีศาสดาของศาสนาใหม่มาประกาศความเชื่อและสร้างอาณาจักรแห่งพระเจ้า ก็คงจะทำให้บางฝ่ายรู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าพระเยซูจะกลายเป็นผู้นำทางการเมือง ทำให้พวกเขาเสียอำนาจ ก็กะเล่นถึงตาย”
วินทร์ #7744 : “ได้ยินว่าพวกยิวฆ่าพระเยซู”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้บันทึกกันมาอย่างนี้จริง”
วินทร์ #7744 : “ทำไม? พระเยซูก็เป็นยิวนี่นา”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้ยังถกกันอยู่ เป็นประเด็นที่เรียกว่า Jewish Deicide โยนกันไปโยนกันมา วิวาทะกันมานาน ฝ่ายยิวว่านี่เป็นความพยายามแต่งเรื่องให้ยิวเป็นผู้ร้าย และสร้างภาพว่าบาปนี้ชาวยิวรุ่นลูกหลานต้องรับด้วย ซึ่งส่งผลให้ชาวยิวรุ่นหลังรับบาปนี้ ไปที่ไหนก็ถูกรังเกียจ น่าสังเกตว่าบันทึกของสาวกเขียนเรื่องนี้ไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นไปได้เพราะเขียนมานานหลายสิบปีหลังเกิดเหตุการณ์นั้น...”
วินทร์ #7744 : “พระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พระเยซูไปเมืองเยรูซาเลม กินอาหารมื้อสุดท้ายที่เรียกว่า The Last Supper กับศิษย์สิบสองคน พระเยซูมีสาวกหลักสิบสองคน ถ้าเทียบกับพระพุทธเจ้า สาวกชุดแรกก็คือปัญจวัคคีย์ คุณเรียนวิชาศีลธรรมมาน่าจะจำได้ เพราะเราถูกสั่งให้ท่องมาตลอด”
วินทร์ #2009 : “โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ”
วินทร์ #1001 : “นั่นแหละ เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับฟังปฐมเทศนาจากพระพุทธองค์”
วินทร์ #2009 : “คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ที่แสดงปฐมเทศนา ก็คือวันอาสาฬหบูชา”
วินทร์ #6616 : “เชื่อว่าคุณน่าจะสอบวิชานี้ผ่านแน่ ๆ เพราะจำแม่น ฮา!”
วินทร์ #7744 : “อย่าเพิ่งนอกเรื่อง ตกลงพระเยซูตายยังไง?”
วินทร์ #1001 : “สาวกคนหนึ่งคือ จูดาส ทรยศ ชี้ตัวพระเยซูให้พวกนักบวชยิวมาจับตัวพระองค์ไป พระเยซูถูกพาไปขึ้นศาลโรมัน ยิวตั้งข้อหาว่าพระเยซูกำลังพยายามตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งยิว แม้ศาลจะไม่เห็นว่าพระเยซูทำความผิดอะไร แต่ก็ถูกกดดันจนต้องตัดสินว่าพระเยซูมีความผิด โทษคือประหาร ด้วยการตรึงร่างบนไม้กางเขน สวมมงกุฎหนาม แบกไม้กางเขนไป แล้วถูกตรึงบนไม้กางเขนโดยมีโจรสองคนถูกตรึงขนาบอยู่ข้างซ้ายและขวา หนึ่งในนั้นเปลี่ยนมานับถือคริสต์ในนาทีสุดท้าย...
“เมื่อพระเยซูตายแล้ว ศพถูกห่อผ้าและฝังในถ้ำ ต่อมาเมื่อเปิดถ้ำก็พบว่าศพหายไปแล้ว เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพและขึ้นสู่สวรรค์ วันที่พระเยซูฟื้นจากความตายก็คือวันอีสเตอร์”
วินทร์ #6116 : “เทศกาลที่มีไข่อีสเตอร์ใช่หรือเปล่า?”
วินทร์ #2009 : “ใช่ Easter eggs สำหรับชาวคริสต์ ไข่เป็นสัญลักษณ์ของถ้ำที่ฝังพระศพซึ่งว่างเปล่าของพระเยซู แสดงว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพ นิยมทาเปลือกไข่เป็นสีแดง”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทาสีแดง?”
วินทร์ #2009 : “เพราะสีแดงหมายถึงโลหิตของพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน”
วินทร์ #6116 : “แต่ไข่น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ เมื่อลูกไก่จิกเปลือกออกมาสู่โลก”
วินทร์ #2009 : “ก็มีคนตีความอย่างนี้เหมือนกัน โดยสรุปก็คือพระเยซูตายอย่างทรมานเพื่อมนุษยชาติ”
วินทร์ #6116 : “ทำไมทำอย่างนั้น?”
วินทร์ #1001 : “บ้างเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้ามาเกิดในร่างมนุษย์”
วินทร์ #6116 : “แล้วทำไมต้องเกิดมาในรูปมนุษย์?”
วินทร์ #1001 : “ก็เพื่อรับรู้ความทุกข์ไงครับ จึงสามารถไถ่บาปของมนุษยชาติ เมื่อถูกพวกโรมันตรึงกางเขน ก็ฟื้นจากความตาย ขึ้นสู่สวรรค์ การฟื้นจากความตายสามวันหลังตายบนกางเขนเป็นจุดสำคัญของศรัทธา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถมอบชีวิตนิรันดร์ให้มนุษย์ทั่วไปได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แนวคิดเรื่องศาสดาซึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติมีในหลายศาสนา แม้แต่ชาวพุทธเองก็มีความเชื่อว่าในชาติก่อน ๆ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ หลังจากผ่านสิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก็เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์...”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
1-11-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
มีขายที่ Shopee ด้วย
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1 วันที่ผ่านมา -

วันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1924 กลางม่านหมอกแห่งยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ชายสองคนเดินหายไปในความยะเยียบกับฝันโง่ ๆ ของพวกเขา ไม่มีใครเห็นพวกเขาอีกเลย...
จอร์จ มัลเลอรี เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่ม็อบเบอร์ลี เชเชียร์ ชอบปีนป่ายแต่เล็ก เขาปีนตั้งแต่ต้นไม้ เสา ไปจนถึงอาคาร เมื่ออายุ 8-9 ขวบ เขาปีนขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ริมทะเลเมื่อน้ำลงเต็มที่ ด้วยความอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อน้ำขึ้น เขาเกือบจมน้ำตายเมื่อน้ำทะเลท่วมหินใหญ่ แม้รอดมาได้ เขาก็ไม่เลิกนิสัยปีนป่าย
ในปี 1904 มัลเลอรีกับเพื่อนพยายามปีนเขาในเทือกเขาแอลป์ส แต่จำต้องเลิกกลางคันเพราะร่างกายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระดับความสูง เจ็ดปีถัดมา เขาก็พิชิตเขา มองท์ บลังค์
มัลเลอรีมีเลือดผจญภัยเข้มข้นยิ่ง ชอบปีนทั้งเขาหินและเขาเย็นยะเยียบ เมื่อเพื่อนร่วมทางบ่นท้อแท้ มัลเลอรีมักให้กำลังใจพวกเขา และเดินหน้าต่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่แทบสามารถยื่นมือสัมผัสสวรรค์
มัลเลอรีปีนป่ายภูเขาทั่วโลก บ่อยครั้งเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่ปรากฏในแผนที่ บางสายทางที่เขาปีนป่ายเป็นทางที่ยากเย็นที่สุดแม้กับนักปีนเขาที่มีอุปกรณ์ทันสมัยในปัจจุบัน บางครั้งก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ครั้งหนึ่งหิมะถล่ม เพื่อนชาวเชอร์ปาตายไปเจ็ดคน เขารู้สึกเศร้า แต่ก็ยังไม่เลิกปีน
แล้วเข็มทิศของเขาก็ชี้ไปยังยอดเขาสูงที่สุดในโลก
ครั้งหนึ่งนักข่าวชาวนิวยอร์กถามมัลเลอรีว่า ทำไมเขาต้องการปีนเขาเอเวอเรสต์ เขาตอบเรียบ ๆ ว่า "เพราะมันอยู่ที่นั่น"
การปีนเขาสำหรับบางคนเป็นความโง่ สำหรับบางคนเป็นความฝัน
หลายคนชอบบอกว่า การปีนป่ายสวนแรงดึงดูดของโลกสู่ชั้นบรรยากาศเบาบางเป็นกีฬาสำหรับคนโง่ กระทั่งสมน้ำหน้าเมื่อพวกเขาตายไป พิพากษาเขาเหล่านั้นด้วยประโยคที่ขึ้นต้นว่า "อยู่ดี ๆ ไม่ว่าดี..."
ความฝันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฝันของบางคนอาจดูโง่และไร้สาระกว่าของบางคน แต่ฝันก็คือฝัน พวกเขาเชื่อว่าไม่สมควรปล่อยให้ความฝันดับหายไปโดยไม่ลงมือทำอะไร ก็อย่างที่มัลเลอรีบอกกับเพื่อน "การปฏิเสธการผจญภัยก็เช่นเม็ดถั่วที่เหี่ยวแห้งตายไปคาฝักของมันเอง"
....................
เจ็ดสิบห้าปีต่อมา นักปีนเขากลุ่มหนึ่งพบซากร่างของ จอร์จ มัลเลอรี กับเพื่อนใกล้ยอดเขาเอเวอเรสต์ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาตายไประหว่างทางก่อนขึ้นไปถึงยอด หรือหลังลงจากเขา แต่มันไม่สำคัญ
บางทีสำหรับมัลเลอรี มันไม่สำคัญเลยที่จะเป็นคนแรก พวกเขาต้องปีนป่ายอยู่แล้ว "เพราะมันอยู่ที่นั่น"
พวกเขาเชื่อว่า ต่อให้เป็นฝันโง่ ๆ เพียงใด ก็ต้องทำให้สำเร็จ และราคาของความฝันโง่ ๆ นั้นคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าต้องจ่ายด้วยความตาย
จุดแบ่งกั้นระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลวเป็นเส้นบาง ๆ เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
อย่างที่นักเขียนท่านหนึ่งกล่าวว่า มนุษย์ตายได้ แต่พ่ายแพ้ไม่ได้
วินทร์ เลียววาริณ
2 พฤศจิกายน 2569จาก ความฝันโง่ ๆ
รวมบทความเสริมสร้างกำลังใจชุดที่ 2
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 165 บาท = บทความละ 3.5 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/83/ความฝันโง่ๆมีจำหน่ายที่ Shopee ด้วย
1 วันที่ผ่านมา -

วันนี้ไปทำงาน 12.00-13.00 น. และ 18.00-21.00 น. ครับ
เมื่อวานนี้มีนักอ่านแวะไปคุยด้วยมากครับ ทำให้เวลาผ่านไปเร็ว
ถ้าใครอยากมาคุยด้วย ก็เชิญครับ เหลืออีกสองวัน
1 วันที่ผ่านมา -

QA 31 ตุลาคม 2569
สองคำถาม
คุณวินทร์ไม่อ่าน แฮร์รี พอตเตอร์?
คิดยังไงกับการที่สิงคโปร์จ้างประชาชนอ่านหนังสือ
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6ae2d7ef2b9eff212dd60eed
สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา
