-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
(ต่อจากโพสต์ https://www.facebook.com/photo?fbid=1234051238083565&set=a.208269707328395)
กิมย้งอยากทำงานสายการทูต จึงไปเรียนที่โรงเรียนการปกครองที่ฉงชิงในปี 1944 แต่ก็ถูกบีบให้ออกอีก หลังจากวิจารณ์พฤติกรรมของพวกก๊กมินตั๋ง
เขาเรียนต่อด้านภาษาต่างประเทศในมหาวิทยาลัยที่ฉงชิง แต่เรียนไม่จบ หันไปเรียนด้านกฎหมายนานาชาติแทน ตั้งใจจะทำงานสายการต่างประเทศ
เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยปริญญากฎหมายระหว่างประเทศ
แต่กลิ่นหมึกดึงเขากลับไปสู่การพิมพ์จนได้ เขาเข้าสู่สายนักข่าว เริ่มจากงานผู้สื่อข่าวให้ Southeastern Daily ที่เมืองหังโจว ปี 1946
ปีถัดมาก็ไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้กับหนังสือพิมพ์ต้ากงเป้า ทำงานเป็นนักแปลข่าวต่างประเทศ หลังจากนั้นก็ถูกย้ายไปทำงานที่สาขาฮ่องกง และพบเนี่ยอูเซ็งที่นั่น และร่วมสร้างนิยายกำลังภายในสมัยใหม่
ปี 1957 กิมย้งลาออกจากงานหนังสือพิมพ์ ไปทำงานเขียนหนังสือและบทภาพยนตร์ เขายังร่วมกำกับหนังด้วย โดยใช้ชื่อ ฉาจินหยง เช่น เรื่อง The Nature of Spring (有女懷春) ในปี 1958 Bride Hunter (王老虎搶親) ในปี 1960 เป็นต้น
ความสำเร็จของ มังกรหยก ทำให้เขาได้ทุนก้อนหนึ่งไปร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์หมิงเป้าในปี 1959 เขาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการ เขียนนิยายและ บทความควบคู่กันไป
ในช่วงต้นหมิงเป้าเกือบไปไม่รอด แต่นวนิยายกำลังภายใน มังกรหยก ภาค 2 ที่ลงตอนต่อตอนทำให้หมิงเป้าหายใจต่อไปได้ หมิงเป้ายังตีพิมพ์นิยายของนักเขียนอื่น ๆ ด้วย และมีนิยายหลากหลายประเภท
ขณะทำงานก่อร่างสร้างหมิงเป้า เขาเขียนหนังสือวันละหมื่นคำ ทำงานมือเป็นระวิง เล่ากันขำ ๆ ว่าเขาใช้มือขวาเขียนบทความ และมือซ้ายเขียนนิยายกำลังภายใน
ณ จุดนั้น กิมย้งมีบทบาทมากกว่านักประพันธ์ เขาเขียนบทความวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาเจ๋อตงและนโยบายที่ ผิดพลาดหลายอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ความอดอยากที่เกิดจากแผนพัฒนาประเทศห้าปีที่เรียกว่า แผนก้าวกระโดดไปข้างหน้า (大躍進 The Great Leap Forward) ที่ทำให้คนตายไปอาจสูงถึง 55 ล้านคน และการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่คนมากมายตกเป็นเหยื่อการเมือง
กองบรรณาธิการของหมิงเป้ามีนักประวัติศาสตร์และกวีหลายคนที่มาจากเมืองจีน ทำให้หนังสือพิมพ์มีความหลากหลาย และให้ภาพจริงของเมืองจีน
กิมย้งเขียนต่อต้านเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรม ทั้งบทความและสอดแทรกในนิยาย ตัวละครจอมยุทธ์ที่บ้าอำนาจ แย่งชิงอำนาจในนิยายของเขาล้วนสะท้อนความเป็นไปในโลกจริง
อัจฉริยภาพของกิมย้งคือการสร้างของใหม่ สร้างโลกใหม่ กิมย้งสร้างจักรวาลบู๊ลิ้มที่น่าตื่นตะลึง เช่นเดียวกับที่ จอร์จ ลูคัส สร้างจักรวาลใหม่ของเขาในงานชุด Star Wars งานของเขาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวละครเป็นที่จดจำและชื่นชอบ
กิมย้งหยุดเขียนนิยายในปี 1972 เมื่ออายุ 48 ใช้เวลาที่เหลือขัดเกลาปรับปรุงนิยายทั้งหมดถึงสองรอบ งานของเขาแปลเป็นภาษาไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น อังกฤษ ฯลฯ
งานเขียนของกิมย้งเข้ามาในเมืองไทยเร็วมาก คือ พ.ศ. 2501 ต้องยกเครดิตให้สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ของ เวช กระตุฤกษ์ ที่ตีพิมพ์ มังกรหยก แปลโดย จำลอง พิศนาคะ โดยมีเครดิตร่วมกับ ประยูร พิศนาคะ นิยายแปลเรื่องนี้ดังระเบิด คนไทยไม่เคยอ่านเรื่องอย่างนี้มาก่อน
กิมย้งเป็นเจ้าแห่งการแต่งซับพล็อตที่ร้อยรวมกันเป็นเรื่องใหญ่ จนเหง่ยคัง นักเขียนบทภาพยนตร์และเพื่อนสนิทของกิมย้งกล่าวว่าเป็น ‘ภูษาสวรรค์ไร้ตะเข็บ’
วิทยายุทธแปลก ๆ กระบวนท่าพิสดาร เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบให้เรื่องสนุก แต่หากอ่านให้ลึกกว่าความสนุก จะพบว่าตัวละครมีความลึกและมีพัฒนาการ หากอ่านต่อไปอีกก็จะพบสาระที่ซ่อนอยู่ เช่นผลกระทบของการเมือง
เขามักรวมประสบการณ์ตรงกับจินตนาการเป็นนวนิยาย เช่น ในเรื่อง กระบี่ใจพิสุทธิ์ ตัวละคร ‘เต๊กฮุ้น’ จำลองมาจากคนจริง เป็นคนงานในบ้านของกิมย้ง ถูกติดคุกอย่างไม่เป็นธรรม ปู่ของกิมย้งลอบช่วยเขาออกมาจากคุก
นอกจากพล็อตสนุก สาระที่ซ่อนอยู่แล้ว สิ่งที่กิมย้งนำเสนอเสมอคือความเป็นมนุษย์
กิมย้งเขียนถึงธาตุแท้จิตใจคนได้ดีที่สุด โดยให้พฤติกรรมของตัวละครแสดงให้ผู้อ่านเห็นเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในงานของเขาคือหัวใจ กิมย้งเขียนงานโดย ‘อิน’ กับตัวละครมาก เขาร้องไห้เมื่อเขียนถึงตอนที่เอี้ยก้วยรอเซี่ยวเล้งนึ้งนานสิบหกปี แล้วพบว่าเป็นการรอคอยที่สูญเปล่า
เขาร้องไห้เมื่อเขียนถึงตอนที่เตียบ่อกี้ต้องลาจากเซี่ยวเจียว
เมื่อเฉียวฟงฆ่าคนรักของเขาด้วยความเข้าใจผิด เขาก็ร้องไห้หนัก
เพราะเขาเขียนด้วยหัวใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่งานของเขาแตะหัวใจผู้อ่านตลอดมา
นามปากกากิมย้งหรือจินหยง (金庸) สะท้อนนิสัยใจคอของเขา กิมย้งเป็นนักเขียนที่รอบรู้มาก แต่ถ่อมตนอย่างที่สุด
กิมย้งแปลตรงตัวว่าทองธรรมดา
金 (จิน หรือกิม) = ทอง
庸 (หยง หรือย้ง) = ธรรมดาสามัญ
ตั้งชื่อตัวเองว่า ‘ธรรมดาสามัญ’ ย่อมสะท้อนว่าเป็นคนถ่อมตัว
คำว่ากิมหรือทองในที่นี้อาจใช้เป็นแซ่ก็ได้ เพราะมันมาก่อนคำว่าหยง (ภาษาจีนคุณศัพท์มาก่อนคำนาม) แต่จะตีความว่ากิมคือความบริสุทธิ์ ความสูงส่งก็ได้
กิม+ย้ง จึงมีความหมายว่า ‘ทองธรรมดา’ แต่ฟังดูย้อนแย้ง เพราะทองย่อมไม่ธรรมดา
เราอาจตีความว่า “มองเห็นทองเป็นเรื่องธรรมดา” ก็ย่อมได้ หรือจะหมายถึง ‘สูงสุดคืนสู่สามัญ’ ก็น่าจะได้ เพราะเป็นทองอันงำประกาย คล้าย ๆ เพชรในตม
วงการบู๊ลิ้มยกย่อง ‘ทองธรรมดา’ ผู้นี้ว่า เป็นทองที่หายากนัก คนในวงการหนังสือกล่าวว่า “หนึ่งร้อยปีมีกิมย้งหนึ่งคน”
ผมรู้สึกว่าหนึ่งร้อยปีอาจประเมินต่ำไปหน่อย อย่างต่ำต้องห้าร้อยปี
ทำไมในรอบร้อยปีมีคนเดียว?
ในมุมมองของนักเขียน ผมเชื่อว่าเป็นเพราะงานของกิมย้งประกอบด้วยโครงเรื่องยอดเยี่ยม + ความสนุกเต็มอัตรา + ตัวละครมีมิติและมีสีสัน + ฉากประวัติศาสตร์ที่สมจริงและสนุก นอกจากนี้ในบางเรื่องมีคอนเส็ปต์ที่แรง เช่น คอนเส็ปต์เรื่องความดีความเลวและอำนาจใน กระบี่เย้ยยุทธจักร คอนเส็ปต์เรื่องอำนาจมิได้มาจากความดีงามใน อุ้ยเซี่ยวป้อ และนี่ก็คือสาระที่ผู้เขียนมอบให้มากกว่าแค่ความบันเทิง
ตลอดชีวิตนักประพันธ์ กิมย้งเขียนนวนิยายเพียง 15 เรื่อง แทบทั้งหมดเป็นเรื่องยาว และเป็นนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์
จุดเด่นของงานของกิมย้งคือ หลอมเนื้อเรื่องเข้ากับฉากประวัติศาสตร์อย่างกลมกลืน และมักใช้บุคคลจริงเป็นตัวละคร
ผมเขียนหนังสือ ยุทธจักรวาลกิมย้ง ก็เพื่อสำรวจฉากประวัติศาสตร์ในนวนิยายของเขา
ยิ่งค้นคว้าก็ยิ่งพบว่าประวัติศาสตร์จริงนั้นสนุกผิดคาด หลายท่อนสนุกกว่าเรื่องแต่งเสียอีก
ในตอนต่อๆ ไป จะเล่าประวัติศาสตร์จีนที่กิมย้งใช้เป็นฉากนวนิยายของเขา เรียงตามลำดับเวลา
โปรดติดตาม
วินทร์ เลียววาริณ
2-3-25.....................
ยุทธจักรวาลกิมย้ง
https://www.winbookclub.com/store/detail/186/ยุทธจักรวาลกิมย้งโปรโมชั่นพิเศษ https://www.winbookclub.com/store/detail/189/โปรโมชั่น%203%20in%201%20ชุด%20S2
0- แชร์
- 135
-

มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีกำหนดเวลาทำงานเป็นชั่วโมง นาที เป็นจำนวนปี และระบบเกษียณ เวลาทำงานครบเทอมของมนุษย์ปัจจุบันกำหนดที่ประมาณ 60 ปี
ตัวเลขเกษียณของคนไทย จีน อินเดีย ขีดเส้นที่ตัวเลข 60 ชาวอังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก คือ 65 ชาวอเมริกันคือ 66
ตัวเลขเกษียณสูงสุดน่าจะเป็นของชาวสิงคโปร์ กรีก ไอซ์แลนด์ คือ 67
โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 60-65 หลักหมุดแห่งชีวิตทำงานถึงจุดยุติ
เมื่อกติกาโลกบอกว่าถึงเวลาหยุด คนส่วนใหญ่ก็หยุด ทั้งที่หลายคนยังแข็งแรงและเปี่ยมไฟสร้างสรรค์ อายุถึงกำหนด แต่ยังไม่ครบเทอมพลังแห่งชีวิต
บางทีผู้กำหนดกติกานี้อาจเห็นว่าสมองคนอายุเกินหกสิบไม่น่าจะสร้างสรรค์อะไรพิสดารได้อีก ก็มิใช่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงเพราะการคิดค้นใหญ่ ๆ ในประวัติศาสตร์โลกส่วนมากใช้เวลาไม่เกินครึ่งแรกของชีวิต เช่น ไอน์สไตน์พบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเมื่ออายุ 26 ปี ธอมัส เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จเมื่ออายุ 31 ปี อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์สำเร็จเมื่ออายุ 29 ปี พี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินสำเร็จเมื่ออายุ 29 และ 33 ปี ฯลฯ
หากเราใช้จุด ‘พีค’ ของการงานเป็นจุดครบเทอม ก็เท่ากับว่าชีวิตนักคิดนักประดิษฐ์เหล่านี้ครบเทอมเมื่ออายุราวสามสิบเท่านั้น
มีคนเคยถามผมว่า “ถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้วยัง?” หรือ “หนังสือเล่มนั้นคือจุดพีค?” ผมตอบว่ายังและไม่มี ชีวิตมีขึ้นมีลง ผลงานมีขึ้นมีลง ผมไม่คิดว่าจุดใดคือจุดสูงสุดซึ่งเมื่อไปถึงแล้ว โลกก็อนุญาตให้ตายได้
หากสังขารอนุญาต ผมก็อยากเกษียณในวันตาย
และที่สำคัญ หากชีวิตมีจุดพีคหรือจุดครบเทอมจริง บางทีมันอาจมิได้วัดด้วยผลงาน และจุดจบของชีวิตก็อาจมิได้วัดที่ความตาย เพราะบุคคลจำนวนไม่น้อยซึ่งเสียชีวิตไปนานหลายร้อยหลายพันปี ก็ยังมี ‘ชีวิต’ อยู่ในตอนนี้
..........................
ครบเทอมในความหมายหนึ่งคือ เรียนหนังสือ หางานทำ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา มีลูก ทดแทนคุณพ่อแม่ เกิดมากินแล้วนอนแล้วสืบพันธุ์แล้วตาย ก็เรียกว่าครบเทอม แต่อาจยังไม่ ‘ครบเทอม’ ของการใช้ชีวิต
ในอีกความหมายหนึ่งคือ การใช้เวลาทุกนาทีบนโลกเต็ม ๆ ครบครัน ไม่ทำลายเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ
หนึ่งวันของทุกคนคือยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่เคยถามตัวเองไหมว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ เราใช้เวลาเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ กี่ชั่วโมง กี่นาที
วลี ‘เป็นเรื่องเป็นราว’ หมายถึงการใช้เวลานั้นแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ เช่น การนอนงีบสำหรับบางคนถือว่าไม่คุ้มค่า แต่สำหรับอีกบางคนคุ้มค่า เพราะพวกเขาจำเป็นต้องงีบ
คนไม่น้อยทำงานหกสิบปีเท่ากับคนอื่นทำงานเพียงยี่สิบปีเพราะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม บ้างก็เช้าครึ่งชามเย็นครึ่งชาม
มีเวลาเจ็ดสิบปีบางคนใช้แค่ยี่สิบปี ที่เหลือละลายไปกับอบายมุข สิ่งเสพติด ความเกียจคร้าน
ครบเทอมแต่ไม่ครบถ้วน
ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนมักให้ชายหนุ่มทุกคนบวชเพราะทำให้ ‘เต็มคน’
ในโลกตะวันตก นายจ้างไม่น้อยมักจ้างคนที่แต่งงานแล้ว ด้วยเหตุผลว่าน่าจะมีความรับผิดชอบหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า หรือ ‘เต็มคน’
การอยู่ ‘ครบเทอม’ ยังหมายถึงการใช้ชีวิตครบถ้วน เข้าใจชีวิต และทำประโยชน์ให้โลก
มันไม่มีสูตรสำเร็จ เราทุกคนมีเสรีภาพกำหนดมาตร ‘ครบเทอม’ ของเราเอง
ตอบแทนคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ คืนสิ่งดี ๆ แก่โลกบ้าง มีส่วนช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้น สำหรับทุกชีวิต ไม่เฉพาะแค่คน แต่ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมโลก
พูดง่าย ๆ คือ หากจะอยู่ต่อ ก็ทำตัวให้คุ้มค่าข้าวที่กิน
เราอาจจากโลกไปก่อนเวลาเกษียณหรือไม่ได้ทำการใหญ่ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดก็ควรเกิดมากับความไม่รู้ และตายไปด้วยความเข้าใจ
วินทร์ เลียววาริณ
5-6-26บางท่อนจาก รอยยิ้มใต้สายฝน
35 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 5 บาทเศษ
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/139/รอยยิ้มใต้สายฝน
https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm
โปรโมชั่นชุด https://www.winbookclub.com/store/detail/234/R3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%203https://s.shopee.co.th/8Ke0htOJcm
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283951 วันที่ผ่านมา -

heist film หรือ caper film เป็นตระกูลหนึ่งของภาพยนตร์ องค์ประกอบหลักของหนังคือการวางแผนปล้นหรือขโมย
ฮอลลีวูดสร้างหนังแนว heist film มามากมายนับไม่ถ้วน บางเรื่องก็ฉีกแนวไปผสมกับตระกูลอื่น เช่น Inception ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็น heist film ที่เข้าไปในพื้นที่ไซไฟ
Army of the Dead ของ Zack Snyder ผสม heist film กับตระกูลหนังซอมบี้ ฯลฯ
The Helicopter Heist เป็นหนังซีรีส์ heist film เรื่องใหม่จากสวีเดน
ชื่อเรื่อง The Helicopter Heist ก็บอกหมดแล้วว่ามันเป็นการปล้นแบบไหน นั่นคือการใช้เฮลิคอปเตอร์ปล้น
หนังสร้างอิงเหตุการณ์จริงของการปล้นที่สตอกโฮล์มในปี 2009 ดัดแปลงให้เป็นดรามาขึ้น แต่สาระหลักก็คือการเล่าที่มาที่ไปและวิธีการของการปล้นครั้งนั้น
หนังสนุก ตื่นเต้น น่าติดตาม และหลายช่วงพาเราเข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร หนังแสดงให้เห็นว่าคนร้ายก็เป็นคนธรรมดา มีเลือดเนื้อวิญญาณ
heist film จำนวนมากวางแผนแบบไร้จุดโหว่ ตัวละครเกือบเป็นซูเปอร์แมน แต่ The Helicopter Heist สมจริงกว่าตรงที่แสดงให้เห็นว่าคนร้ายก็หลุดเรื่องนี้เรื่องนั้น ไม่ว่าวางแผนมาดีแค่ไหน ก็ยังมีจุดพลาด และปัญหาที่เจอตอนปล้นไม่ตรงกับที่วางแผนมา
นี่ก็คงเป็นชีวิตจริงของเราส่วนใหญ่ ไม่มีอะไรตรงตามแผน
8.5/10
ฉายทาง Netflixวินทร์ เลียววาริณ
4-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1 วันที่ผ่านมา -

เล่าเรื่องชีวิตหาดใหญ่วัยเด็กต่อ
ย้อนรอยว่า อะไรทำให้โตขึ้นชอบเขียนหนังสือ
ความจริงผมชอบขีด ๆ เขียน ๆ มาตั้งแต่เด็ก ผมชอบจดข้อความต่าง ๆ ที่อ่านมาและรู้สึกกินใจ รวมทั้งความรู้ต่าง ๆ เกร็ดต่าง ๆ แต่ไม่ได้บันทึกชีวิตส่วนตัวใด ๆ
ผมเริ่มเขียนอนุทินบันทึกชีวิตตัวเองครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นไดอารีปกแข็งสวยงาม จำไม่ได้ว่ามีคนมอบให้หรือซื้อเอง หน้าแรก ๆ ของไดอารีเป็นรายละเอียดจังหวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย แบ่งหน้าละหนึ่งวัน ตีเส้นบรรทัดเรียบร้อย มีรายละเอียดวันทั้งพุทธศักราช คริสต์ศักราช จุลศักราช ไปจนถึง ร.ศ. จันทรคติ ฯลฯ อาจเพราะสวยงามและน่าใช้อย่างยิ่ง ผมจึงเริ่มเขียนไดอารีในวันแรกของปีนั้น
ข้อความว่า “วันนี้ตอนเช้าได้ขี่จักรยานไปยังสำนักงานเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีการจัดให้ประชาชนไปตักบาตร การตักบาตรวันปีใหม่นี้ เขาจัดเป็นประจำทุก ๆ ปี วันนี้มีคนไปตั้งเยอะแยะ พอจอดจักรยานไว้ข้างนอกแล้ว ก็เดินไปเที่ยวดู มีที่สำหรับวางของซึ่งประชาชนให้สำหรับวัดต่าง ๆ ของกินดูเต็มไปหมด เห็นพระสงฆ์เดินมาหลายรูป ข้างนอกมีตำรวจ 2-3 คนเฝ้าดูอยู่ที่ถนน เดินเล่นครู่หนึ่ง ก็ขี่จักรยานกลับบ้าน เห็นคนมาขายลูกโป่งเต็มไปหมด ใช้เวลาหลังจากนั้นทำการบ้านที่เหลืออยู่เกือบตลอดวัน พอตกกลางคืนถึง 7.00 น. ก็ไปดูภาพยนต์*กับน้องสมบูรณ์และเสถียร เรื่อง คนสองหัว ภาษาอังกฤษว่า The Incredible 2 Headed Transplant ฉายที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทย หาดใหญ่ เสียเงินไปคนละ 6 บาท กลับมาบ้านก็ราว ๆ 9.00 น. หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เข้านอน”
(* ต้นฉบับสะกดผิดอย่างนี้)
ทั้งปีเขียนอยู่ได้แค่สามวัน ก็เลิก เพราะไม่มีอะไรจะเขียน ชีวิตเรียบเป็นเส้นตรง เช้าไปโรงเรียน บ่ายกลับมาทำการบ้าน ทวนวิชา แล้วนอน ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหน ไม่มีโทรทัศน์ดู
ไดอารีเล่มนั้นจึงเหมือนจักรวาล คือเป็นที่ว่างเป็นส่วนใหญ่! ใช้เป็นสมุดจดข้อความ สารคดี คำคมต่าง ๆ แทน ตอนนั้นอ่านเจออะไรก็จดไว้ แต่แล้วก็หยุดบันทึกไปหลายปี จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2519 เกิดเรื่องประหลาด ไม่รู้วิญญาณอะไรเข้าสิง อยู่ดี ๆ ก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนไดอารี คราวนี้เขียนอย่างจริงจัง และเขียนต่อเนื่องไปอีกหลายปีจนไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ก็เขียนมาตลอดจนถึงสิ้นปี 2528 ก็หยุดเขียนไดอารี เข้าสู่โหมดเขียนงานวรรณกรรมเต็มตัว
การเขียนอนุทินประจำวันเป็นเรื่องดี ช่วยหลายอย่าง เรื่องทบทวนความจำ แต่ที่สำคัญกว่าอาจเป็นการได้วิเคราะห์ชีวิตในแต่ละวันว่าทำอะไร ถูกผิดอย่างไร และเป็นการตกผลึกตอนจบวัน สรุปรวบยอดว่าวันนั้นเป็นอย่างไร
การบันทึกอนุทินมีข้อดีสองข้อ ข้อหนึ่งคือฝึกความจำ ข้อสองคือศึกษาชีวิตตนเองและคนอื่นผ่านกิจกรรมในหนึ่งวัน ทำให้เราได้สติ และเดินหน้าวันรุ่งขึ้นด้วยความพร้อม
และสำหรับผม ได้รับของแถมข้อดีข้อที่สามคือ ช่วยเรื่องการฝึกภาษาและการลำดับความ ลงท้ายด้วยการเขียนนิยาย
ผมไม่รู้ว่าการเขียนไดอารีทำให้อยากเขียนนิยายหรือความอยากเขียนนิยายผลักดันให้เขียนไดอารี แต่หากปราศจากสมุดบันทึกเล่มแรกเล่มนั้น บางทีชีวิตอาจไม่ได้เข้าสู่โลกของการเขียน
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เคยเขียนว่า กล้องถ่ายรูปก็คือยานเวลา บันทึกอดีตไว้ ดูเมื่อไรก็ย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง
ไดอารีก็เป็นยานเวลาเช่นกันที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเชื้อเพลิง แต่มันมิเพียงพาเราสู่อดีต ยังช่วยให้เราศึกษาตัวเองได้ด้วย จึงสามารถมองเห็นอนาคตของตนชัดขึ้น และท้ายที่สุดก็อาจสามารถเปลี่ยนอนาคตได้
เราทุกคนได้รับอนุทินแห่งชีวิตทุกปี ปีละหนึ่งเล่ม กระดาษทุกหน้าว่างเปล่า รอให้เราจดจารและเปลี่ยนชีวิตของเราเอง
วินทร์ เลียววาริณ
4-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
2 วันที่ผ่านมา -

นายกมลเที่ยวรอบโลกสองรอบ ใช้ชีวิตในห้าสิบเอ็ดประเทศ แต่งงานสามครั้งกับสาวสวยระดับนางงาม เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มจริง ๆ”
นายวิโรจน์ผ่านการรบในสมรภูมิ เข้าป่าถูกควายป่าไล่ขวิด ถูกมนุษย์กินคนจับไป ขึ้นรถเมล์เจอระเบิดขวด แต่รอดมาได้และอยู่จนแก่ตาย เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มเหลือเกิน”
นายรองได้ควงสาวสวยยี่สิบคน กินอาหารอร่อยทั่วประเทศ ชิมไวน์ชั้นเลิศจากทั่วโลก เราบอกว่า “เขาใช้ชีวิตคุ้มมาก”
หากมองด้วยตัวอย่างเหล่านี้ ‘ใช้ชีวิตคุ้ม’ คือการเสพสุขหรือการได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ มาก ๆ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น ตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสนาน และแปลก
ชีวิตเหล่านี้ถ้าเป็นกะทิก็คือหัวกะทิ ถ้าเป็นกาแฟก็คือเอสเปรสโซ ถ้าเป็นเครื่องแกงก็เข้มข้นจัดจ้าน
ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางกายภาพมากกว่าจิตใจ เราไม่เรียกนักบวชที่นั่งสมาธิเข้าถึงรสธรรมหรือพ่อค้านั่งหงิม ๆ ในร้านทั้งชีวิตว่าคุ้ม
ดังนี้ ‘คุ้ม’ ในค่านิยมของคนทั่วไปก็มีนัยของโชคชะตา เหมือนซื้อลอตเตอรี ไม่ใช่ทุกคนมีโอกาสถูก ‘ลอตเตอรี’
ว่าก็ว่าเถอะ เกิดมาด้วยฐานะดี ก็มีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่า มีโอกาสได้เดินทาง เสพไวน์มากกว่า
คำถามคือ นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ เราใช้มาตรใดวัดว่าชีวิตหนึ่งคุ้ม อีกชีวิตหนึ่งไม่คุ้ม ถ้าหาก ‘คุ้ม’ มีความหมายถึงการได้รับมากกว่าหรือเข้มข้นกว่า เราจะอธิบายคนที่ทำงานตลอดชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนว่าคุ้มได้หรือไม่ หากไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก หรืออาจไม่ได้ออกจากชนบทที่อาศัยอยู่เลยตลอดชีวิต แปลว่า ‘ไม่คุ้ม’ หรือ?
ญาติคนหนึ่งของผมใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไกล เมื่อเขาพบว่าเป็นมะเร็งระยะปลาย เขาบอกว่า ถึงตายไปในวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะพอใจชีวิตที่ผ่านมาแล้ว
เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาคุ้มแล้ว ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งแต่เกิด ตลอดชีวิตไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่ได้ถูกควายป่าขวิด ไม่ได้ถูกมนุษย์กินคนจับตัวไป และไม่ได้ชอบไวน์ชั้นเลิศแต่อย่างไร เขาพอใจชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ ก็จะยังเลือกทางเดินสายเดิมนี้
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มคือความพึงใจรสชาติของชีวิต ใช้ชีวิตได้สมใจปรารถนา
ศิลปินนักเขียนผู้สร้างผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ มักรู้สึกว่าชีวิตของตนคุ้มแล้ว นั่นคือเต็มแล้ว เพราะได้สร้างงานที่ตนเองพึงใจ ทั้งที่ตลอดชีวิตเขาทำงานหนักและเหนื่อย แต่งานที่ทำเป็นความสุขของเขา
ดังนี้อาจพูดได้ว่า คุ้มก็คือการเติมเต็มชีวิตของตน ได้ทดลองเดินไปตามทางที่ฝัน
คุ้มจึงเป็นเรื่องของความพอใจด้วย พอใจเมื่อไร ก็คือคุ้มแล้ว
ถ้า ‘คุ้ม’ เป็นเรื่องของความพอใจ มันก็เป็นอัตวิสัย
และบางทีเรานิยามคำว่าคุ้มโดยใช้ตัวเราเป็นหลัก
ลองนึกดู ถ้าใครคนหนึ่งเกิดมามีฐานะดี เรียนสูง ทำงานดี มีตำแหน่งสูง แต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้แผ่นดินเสียหาย อย่างนี้ ‘คุ้ม’ ของเขาก็คือ ‘ไม่คุ้ม’ ของคนทั้งแผ่นดิน นี่ยังสามารถจะเรียกว่าใช้ชีวิตคุ้มได้หรือ?
ในทางตรงข้าม พระที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในวัด ไม่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกินอาหารพิสดารของพ่อครัวห้าดาว แต่สอนชาวบ้านให้เป็นคนดี การดำรงอยู่ของพระรูปนี้ย่อมดีกว่าการไม่มีพระรูปนี้ ดังนี้เราก็น่าจะบอกว่า ชีวิตของพระรูปนี้คุ้มแล้ว เพราะสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ชีวิตของพวกเขาคุ้มเพราะพระรูปนี้
ชาวบ้านเดินดินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ชายผู้ปลูกต้นไม้ไปทั่วจังหวัด หมอที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรี แต่ตัวเองใช้ชีวิตง่าย ๆ ฯลฯ คนเหล่านี้ให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง คนเหล่านี้ทำให้ชีวิตคนอื่น ‘คุ้ม’
บางทีชีวิตที่คุ้มที่สุดก็คือชีวิตที่ทำให้ชีวิตอื่นคุ้ม มากกว่าตัวเราคุ้ม
ดังนั้น “ใช้ชีวิตคุ้ม” น่าจะกว้างกว่าแค่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นหรือการที่เราได้มากกว่าคนอื่น หรือเกินศักยภาพของเรา
ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำให้ชีวิตตนเองคุ้มกับการดำรงอยู่ในโลกนี้
บางทีชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้ ความเข้าใจโลก ความสันโดษ ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
บางที ‘คุ้ม’ มิได้อยู่ที่สิ่งดี ๆ ที่เราเป็น แต่คือสิ่งดี ๆ ที่เราทำ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น พูดง่าย ๆ คือหากการปรากฏตัวของเราในโลกนี้มีคุณมากกว่าโทษ ก็อาจนับว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว
ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่”
ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังไม่ได้สำรวจ เราทุกคนเกิดมาพร้อมเส้นทางสายหนึ่ง เรามีเวลา 70-80 ปีสำรวจมันให้ทั่ว
บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย
การสำรวจมันไม่ได้แปลว่าจะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันมากกว่าการไม่สำรวจเส้นทางเลย
เราเรียกการสำรวจเส้นทางนี้ว่าการใช้ชีวิต
แน่ละ ไม่มีกฎกติกาใดที่บังคับให้เราต้องสำรวจเส้นทาง
เราอาจได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่เปิดกล่องของขวัญนั้น
แต่เกิดมาแล้วมีสองขา ก็น่าจะลองเดินสำรวจทางชีวิตของตัวเอง
คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่เป็นไร
วินทร์ เลียววาริณ
3-6-26จาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
3 วันที่ผ่านมา -

วันนี้มีนัดกับศัลยแพทย์ หลังจากผ่าตัดครบสามสัปดาห์
แผลแห้งแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้ยังไม่จบทีเดียวนัก
นั่นเป็นเรื่องอนาคต ณ ปัจจุบัน ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติผมไม่เล่าเรื่องส่วนตัวแบบนี้ให้คนทั่วไปฟัง แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากทั้งเขียนมา โทร.มา ถามไถ่อาการ ก็คิดว่าคงต้องเล่า
อีกประการ เรื่องที่ผมเจอก็เข้าข่าย 'บังเอิญ' ถ้าเป็นนวนิยาย ก็ถือว่าเขียนไม่เป็น จึงต้องพึ่งความบังเอิญ
อย่างไรก็ตาม เรื่องมันยาว ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูด ก็คงต้องมีคำโปรยว่า 9 Years Earlier
เก้าปีก่อน ผมถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบซ้อน นั่นคือพบเรื่องดีที่เป็นเรื่องไม่ดีซึ่งปกติไม่มีทางพบ หากไม่บังเอิญ
ถ้าจะเล่าเรื่อง 'ลอตเตอรี' ก็ยาวมากเช่นกัน และต้องมีคำโปรยว่า 9 Weeks Earlier จาก 9 Years Earlier อีกทีหนึ่ง
โอ๊ย! แค่ไปหาหมอ ทำไมพล็อตเรื่องซับซ้อนปานนี้?
เอ้า! เล่าตั้งแต่ต้นก็แล้วกัน
................................
เก้าปีก่อน ผมทำสวนแล้วพบรอยดำที่เล็บเท้า ขูดไม่ออก ไปหาหมอคนที่ 1 ซึ่งสนิทกัน หมอบอกว่าเป็นราดำ แต่นี่เป็นคลินิกโรคภูมิแพ้ ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน
ก็ไปหมอคนที่ 2 ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่ซีเรียส ราดำรักษาได้ มีสองวิธีคือกินยาหรือทายา
ยังไม่ทันเลือก หมอก็บอกว่ากินก็แล้วกัน จะได้หายเร็วหน่อย ก็กินยาไป
อาทิตย์นั้นผมมีนัดตรวจร่างกายประจำปีพอดี หมอคนที่ 3 ซึ่งเป็นหมอประจำตัวบอกว่า ผลเลือดคุณไม่ปกติ ค่าเอนไซม์ตับสูงไป
ปกติค่าเอนไซม์ตับขึ้นๆ ลงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หมอคนที่ 3 บอกว่า "ไม่สบายใจ" ส่งไปตรวจอัลตราซาวน์ดูตับก็แล้วกัน สงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ตับแน่ๆ
หลังจากผลอัลตราซาวน์ออกมา ไม่พบความผิดปกติที่ตับ ที่ค่าเอนไซม์ตับสูงไปเพราะเป็นผลข้างเคียงจากยาแก้ราดำ
แต่ไปพบชิ้นเนื้อเล็กมากที่ไตซ้าย
หมอคนที่ 4 ยืนยันว่าเป็นเนื้องอกไม่ดี มันคือมะเร็งระยะเริ่มต้น
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเก้าปีก่อน ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ผ่านไปเรียบร้อย
หลังจากนั้นก็ตรวจอัลตราซาวน์ทุกปี ทุกอย่างปกติ จนเมื่อต้นปีก่อน พบถุงน้ำหรือซีสต์ที่ไตซ้าย
เป็นซีสต์ที่ภายในบรรจุเนื้องอกไม่ดี จะเก็บไว้ดูเล่นไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่หากมันแตก ก็เป็นมะเร็งระยะท้ายเลย
ก็เป็นที่มาของการผ่าตัดเมื่อเดือนก่อน
มันเป็นการผ่าตัดที่แม้แต่อาจารย์หมอยังบอกว่ายาก เนื่องจากเป็นการผ่าซ้ำจุดเดิม พบว่าเต็มไปด้วยพังผืด แต่หมอก็ทำสำเร็จ ยังรักษาไตครึ่งหนึ่งไว้ได้โดยไม่ตัดทิ้ง (ตัดทิ้งง่ายกว่า)
การผ่าครั้งนี้จำเป็นต้องใช้วิธีแบบเปิดท้อง ลงมีดเป็นแผลเจ็ดนิ้ว เฉือนกระดูกชายโครงออกไปนิดหน่อย เพราะเป็นพวกสันหลังยาว กระดูกยาวกว่าชาวบ้านเขา เกะกะการทำงาน!
การผ่าตัดเรียบร้อย เอาระเบิดเวลาออกไปได้
ที่ผมบอกว่าถูกลอตเตอรีแห่งชีวิตห้าใบก็เพราะว่า
(ลอตเตอรีใบที่ 1) หากคนใกล้ตัวไม่ยืนยันให้ผมไปหาหมอเพื่อรักษาราดำ ก็จะไม่รู้เรื่องทั้งหมด
(ลอตเตอรีใบที่ 2) หากหมอคนที่ 1 ให้ยามาทา ผมก็คงไม่ไปหาหมอคนที่ 2
(ลอตเตอรีใบที่ 3) ถ้าหมอคนที่ 2 ให้ยาทา หมอคนที่ 3 ก็จะไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ
(ลอตเตอรีใบที่ 4) หากอาทิตย์นั้น ผมไม่มีนัดตรวจเลือด ก็ไม่พบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ต้องเป็นไม่กี่วันนั้นพอดี
(ลอตเตอรีใบที่ 5) หากหมอคนที่ 3 ไม่รู้สึก "ไม่สบายใจ" พอ ก็จะไม่ส่งผมไปตรวจอัลตราซาวน์
ทุกเหตุการณ์เป็น cause-effect ที่ลงตัวพอดี ไม่เช่นนั้นผมน่าจะตายมา 7-8 ปีแล้ว
และผมก็จะไม่ได้เขียนหนังสืออีก 30 เล่ม ฆาตกรรมกุหลาบดำ สี่ภพ หิน 15 ก้อนฯ กำลังใจอีก 6-7 เล่ม และชุด Mini ทั้งหมด ฯลฯ
................................
คำถามวันนี้คือ มันจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบคือเป็นไปได้สูง เพราะนี่เป็นเรื่องพันธุกรรม
คุมการใช้ชีวิตได้ แต่คุมพันธุกรรมไม่ไหว
แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมอง มองมุมหนึ่งคือ เราได้ชีวิตเก็บตกมาตั้งหลายปี
เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มีบางเรื่องอยู่ในอำนาจควบคุมของเรา บางเรื่องไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา"
เราใช้ชีวิตส่วนที่เราคุมได้ให้ดีที่สุด
ก็ทำได้แค่นั้น
วินทร์ เลียววาริณ
2 มิถุนายน 2569
3 วันที่ผ่านมา
