-
วินทร์ เลียววาริณ2 วันที่ผ่านมา
สองสัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ร้านสุราพับผ่าค่อนข้างเงียบเหงา บางทีผู้คนไม่อยากใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ในสภาพของโลกที่วุ่นวายด้วยภาษีข้ามชาติและสงคราม ด้วยระบอบปลาใหญ่กินปลาเล็ก
การเมืองภายในประเทศก็เช่นกัน มันคือระบอบปลาใหญ่กินปลาเล็กไม่ต่างกัน
ลูกค้าคนล่าสุดในราตรีนี้เป็นเจ้ามือหวยวัยห้าสิบ เขาทำงานหนักมาทั้งชีวิต ก็ยังไม่มีเงินเก็บ เขาโทษชีวิตคู่ เงินของเขาหายไปหมดทุกเดือน ไปอยู่ในมือของภรรยา
"ชีวิตคู่ก็เหมือนหวย..." เขาเคยบอก... "โอกาสถูกมีน้อยมาก"
เขามาที่นี่เพราะอยากผ่อนคลาย และสนทนากับข้าพเจ้าคลายความเงียบเหงา
ชีวิตคู่มิได้แปลว่าไม่เงียบเหงา
"ธุรกิจหวยเป็นยังไง?" ข้าพเจ้าถาม
"ไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งเจอนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเข้า คนเลยเลิกซื้อหวย รอหวยใหญ่แทน"
"เดี๋ยวก่อน! คุณกำลังบอกว่าหวยเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง?"
"ใช่"
"คุณหมายถึงจะสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ กาศิโน อะไรพรรค์นั้น?"
"ไม่ใช่ นโยบายคือแจกลอตเตอรี"
"ล้อเล่นน่า!"
"ไม่ล้อเล่น นี่คือนโยบาย 'กล่องสุ่ม' สร้างเศรษฐีเงินล้าน นโยบายนี้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ คนละล้าน วันละเก้าคน"
"คุณบอกว่ากล่องสุ่ม?"
"ใช่"
"นี่มันประชานิยมนี่นา"
"เจ้าของนโยบายบอกได้โปรดอย่าเรียกมันว่าประชานิยม เรียกมันว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ"
"ศัพท์ยากนะ แปลว่าอะไร?"
"อย่าไปสนใจเลย เราประชาชนความรู้น้อย ฟังไม่เข้าใจหรอก"
"แล้วจะได้คะแนนเสียงหรือ?"
"ก็อย่างที่ ดาร์ธ เวเดอร์ บอก Don't underestimate the power of การแจก"
"อา! ดาร์ธ เวเดอร์ นี่รู้จักคนไทยดีจริงๆ"
"นโยบายสุ่มแจกนี้อาจได้ผล เพราะ หนึ่ง คนไทยชอบหวย สอง คนไทยชอบเงินที่ได้มาฟรี"
ข้าพเจ้าถอนใจ "นี่คือการมอมเมาประชาชนด้วยความโลภ ใช้ความโลภเป็นเครื่องมือในการหาเสียง"
"ความโลภก็ใช้ได้ผลมาตลอดนี่นา"
"จริง จะเอาคะแนนเสียงอย่างเดียว ไม่มีความรับผิดชอบอะไร มิน่าเล่าจึงเรียกสุ่มแจก สุ่มคือเครื่องมือจับปลา ประชาชนคือปลา คนไทยก็อยู่ในสุ่มตลอดชาติ"
ข้าพเจ้าถอนใจอีกครั้ง
"คุณจะดื่มอะไร?"
"อยากดื่มยาพิษให้ตายๆ ไป ไม่อยากเชื่อว่าเรามาถึงจุดนี้"
"คุณพูดเรื่องลอตเตอรี เอาเหล้า The Right Lottery Numbers ก็แล้วกัน"
"เป็นเหล้าอะไร?"
"ทำด้วย Dolin Dry Vermouth ผสม Barr Hill Gin ผสม Maraschino ผสม Orange Bitters และ Orange Twist"
"จัดมาเลย"
หลังจากเขาดื่มลอตเตอรีไปหนึ่งแก้ว เขาเปรย "ผมสงสัยว่าพวกพรรคการเมืองนี่ เวลาเบรนสตอร์มคิดไอเดียมาร์เก็ตติ้งหาเสียงนี่ ใช้สมองส่วนไหนคิด"
ข้าพเจ้าตอบ "น่าจะเป็น cerebrum แถวๆ frontal lobe และ prefrontal cortex"
"ผมว่าน่าจะเป็น Amygdala มากกว่า"
"ส่วนที่เกี่ยวกับความกลัว?"
"ใช่ กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล"
"คุณเลิกคุยการเมืองเถอะ ผมขอเสนอแก้วที่สอง ค็อคเทล Brain Damage บางทีเรียก Haemorrhage Shot"
"Haemorrhage ที่แปลว่าตกเลือด?"
"ใช่ มันทำด้วย Peach Schnapps ผสม Irish Cream และ grenadine"
"เอามาเลย เหมาะสำหรับคนไทยที่กำลังตกเลือด"
เขาโยงเข้าการเมืองอีก!
เขากระดกค็อคเทลตกเลือดเข้าท้อง ตามมาด้วยค็อคเทลแก้วที่สาม The Mind Eraser
"ทำด้วยคาลัว ว็อดกา และคลับโซดา"
"ดื่มแล้วลบสมองหรือ?"
"ดื่มแล้วสมองจะชาด้าน"
"เหมือนคนไทยตอนนี้?"
ข้าพเจ้าหัวเราะ
"ทำไงได้ล่ะ เราอยู่ในประเทศสิ้นคิด มองไปรอบตัวมีแต่นักการเมืองสิ้นคิด นโยบายสิ้นคิด และอนาคตสิ้นคิด"
แล้วข้าพเจ้าก็ชงเหล้าแก้งหนึ่งให้ตัวเอง
Fish in a Bag Cocktail
เราประชาชนก็คือปลาในสุ่ม
ปลาไม่เคยรวย ปลาเป็นอาหารของคนรวย
วินทร์ เลียววาริณ
26-1-26..................
หมายเหตุ เหล้าทั้งหมดนี้มีจริง
พับผ่า! บาร์เทนเดอร์ (The Bartender Series 1) มีจำหน่ายแล้วในรูปอีบุ๊ค สนใจดูได้ในเว็บ The Meb
1- แชร์
- 22
ดูความเห็น 1 รายการ ...RegnartsTANSTAAFL - "There Ain't No Such Thing As a Free Lunch"
-

หลายปีก่อน ผมเขียน Mini Zen เพื่ออธิบายเรื่องเซนแบบการ์ตูน ไม่คาดหวังว่าจะมีคนอ่านหรือซื้อ แต่ปรากฏว่ามีคนสนใจมากกว่าที่คาด เดิมคิดว่าจะขายได้ 100 ล้านเล่ม ปรากฏว่าได้ถึงพันล้านเล่ม ขายดีกว่า Harry Potter หลายเท่า
ขออภัย! วันนี้ยังไม่ได้กินยา ขอไปกินยาก่อนนะ
.............
กินยาแล้ว เอาละ เริ่มใหม่
หลายปีก่อน ผมเขียน Mini Zen เพื่ออธิบายเรื่องเซนแบบการ์ตูน ไม่คาดหวังว่าจะมีคนอ่านหรือซื้อ แต่ปรากฏว่ามีคนสนใจมากกว่าที่คาดนิดหน่อย จึงเขียน Mini Tao เพราะหลายคนสงสัยว่ามันเป็นยังไง
Mini Tao พอถูไถ พิมพ์ไม่กี่ร้อยเล่ม ขายบ้าง แจกบ้าง
แต่ยังไม่เข็ด เขียนเล่ม 3 Mini Stoic
เล่มนี้เป็นปรัชญากรีกโบราณ ไม่คิดว่าจะขายได้เลย ปรากฏว่าผิดคาด ขายได้ร้อยล้านเล่ม
ขออภัย! ขอกินยาอีกเม็ดนึง
ความจริงคือมีคนสนใจ Mini Stoic มากพอสมควร จึงเกิดอาการฮึกเหิม เขียน Mini Wabi-sabi
เป็นปรัชญาญี่ปุ่นฉบับย่อความ
ผมสนใจวิธีคิด มองชีวิตของญี่ปุ่นมานานแล้ว ก็ถือโอกาสรวมมาเป็นเล่ม ย่อยให้อ่านง่ายๆ
เล่มนี้ยังไม่ได้พิมพ์ รอ pre-order ก่อน
บางคนอาจสงสัยว่า เราอ่านปรัชญาทำไม ยากไม่ใช่หรือ มีประโยชน์อะไร
ตอนเด็กผมก็คิิดอย่างนั้น แต่พอโตขึ้นกลับชอบอ่านปรัชญาเป็นพิเศษ
ปรัชญาทำให้เรามองชีวิตด้วยสายตาของนักคิดต่างๆ ทำให้โลกทัศน์เรากว้างขึ้น และอาจปรับใช้ในชีวิตของเราได้
ยกตัวอย่าง เช่น ปรัชญาสโตอิคบอกว่า "สุขทุกข์เป็นมุมมอง" นี่ใช้ได้ในชีวิตจริงเลย แค่ปรับมุมมอง ทุกข์ก็ไม่เกิด หรือเกิดแล้วหายไปเร็ว
หรือทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้นจงรักมัน โอบกอดมัน
นี่คล้ายๆ พุทธ
หรือปรัชญาเต๋าที่ว่า ดำเนินชีวิตไปเหมือนสายน้ำ ไม่ต้องฝืน ไหลตามมันไป นี่ก็ทำให้ชีวิตใจเราสงบลงได้
หนังสือปรัชญาไม่ว่าจะเป็นฉบับเต็มหรือฉบับ Mini เป็นหนังสือที่ต้องอ่านซ้ำ ดังนั้นซื้อเก็บไว้ดีกว่า
นี่ไม่ได้มาป้ายยาให้ซื้อนะ พูดจริงๆ เพราะหนังสือปรัชญาหนึ่งเล่ม สามารถอ่านได้เป็นหลายสิบปี และส่งต่อถึงลูกหลานได้ หลักการมันไม่เปลี่ยนหรอก แต่เราเองนั่นแหละจะเปลี่ยน เมื่อวัยเปลี่ยน โลกทัศน์ของเราก็อาจเปลี่ยน การอ่านเป็นระยะทำให้เรามีปัญญาขึ้น
เอาละ ถ้า Mini Wabi-sabi ขายดี ว่าจะออกเล่ม 5 Miniskirt ไม่รู้จะดีไหม
วินทร์ เลียววาริณ
28-1-26ป.ล. Mini Wabi-sabi ยังไม่ได้พิมพ์ จะทำ pre-order เร็วๆ นี้
1 วันที่ผ่านมา -

มีเรื่องเล่ากันว่า ชายคนหนึ่งกำลังขึ้นรถไฟกลับบ้าน เขานั่งในที่นั่งของเขานานก่อนรถไฟออก ก่อนรถไฟออกไม่นาน หญิงสาวคนหนึ่งลากกระเป๋ามาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยกับเขาว่า “ขอโทษค่ะ คุณนั่งที่นั่งผิดนะคะ”
เขาตอบว่า “ไม่ผิด นี่เป็นที่ของผม”
“ช่วยดูตั๋วอีกครั้งนะคะ คุณนั่งที่นั่งผิดนะคะ”
เขารู้สึกโกรธ ควักตั๋วของเขาขึ้นมาให้เธอดู เขาชี้ที่ตัวเลขขบวนและเลขที่นั่ง มันตรงกับที่นั่งของเขา
“เห็นไหม เลขตั๋วตรงกับที่นั่งนี้”
“แต่...”
เขารู้สึกหงุดหงิด บังคับอารมณ์ไม่อยู่ มีโอกาสหนึ่งในล้านที่เขาจะผิด เขาพูดเสียงดังว่า “คุณตาบอดหรือเปล่า จึงมองไม่เห็น”
เธอดูตั๋วของเขาแล้วไม่พูดอะไร ก้าวไปยืนไม่ไกลออกไป
ในที่สุดขบวนรถไฟก็เคลื่อนออกจากสถานี
เขาคิดในใจ คนบางคนมีหลักฐานชัด ๆ แล้วก็ยังไม่เห็น
คนบางคนมั่นใจเกินไป
เวลาตรวจต้นฉบับเรื่องสั้นหรือนวนิยาย สายตาผมสามารถมองข้ามจุดผิดไปนับหลายสิบครั้งโดยไม่เห็น ทั้งที่อยู่ต่อหน้า และใช้สมาธิเวลาตรวจด้วย ก็ยังพลาด
บ่อยครั้งมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหนังสือเล่มใหม่จะไม่มีคำผิดแน่นอน เพราะตรวจอย่างละเอียดแล้ว ทว่าเมื่อตีพิมพ์แล้ว ก็มีคนแจ้งเสมอว่า คำหน้านี้หน้านั้นพิมพ์ผิด
เมื่อตรวจสอบก็พบว่ามันพิมพ์ผิดจริง มันลอดตาเราไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ตรวจแล้วตรวจอีกหลายรอบ
ครั้นสอบถามคนอื่น ก็มีอาการเดียวกัน
ทั้งนี้เพราะสมองคนเราสามารถลวงตาเราได้ง่าย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเรา
ในวงการยุติธรรม ความทรงจำของคนไม่ค่อยใช้เป็นหลักฐานมัดคนผิด เพราะความจำของคนพลาดได้ง่ายมาก
บางคนเชื่อแนวคิดของศาสนาหนึ่งและยืนยันว่ามันถูกต้องหรือเป็นหนทางที่ดีที่สุด ทว่าในเมื่อแนวคิดทางศาสนาแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เช่น เทวนิยมกับอเทวนิยม เราจะรู้จริง ๆ ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเชื่อถูกแล้ว? สมมุติว่าเราเกิดในครอบครัวพุทธ เราเชื่อมั่นว่าไม่มีพระผู้สร้าง แต่หากเราเกิดในครอบครัวคริสต์หรืออิสลาม เราอาจเชื่อตรงข้าม ต่างฝ่ายต่างสามารถยืนยันเสียงแข็งว่าแนวคิดที่ตนเชื่อถูกต้อง
ดังนั้นทางเดียวที่จะตอบหลาย ๆ เรื่องในโลกได้จึงไม่ใช่ที่ความเชื่อมั่น แต่ว่ากันที่หลักฐานหรือตรรกะ หรือการคิดแบบวิทยาศาสตร์
คนบางคนมั่นใจเกินไป เชื่อว่าตนเองถูก แต่บางครั้งกลับมีจุดเล็ก ๆ ที่มองข้ามไป
นักเรียนบางคนมั่นใจผลการเรียนของตัวเองมาก สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยแค่แห่งเดียว เมื่อถูกปฏิเสธก็เขวคว้างทันที ความมั่นใจในตัวเองสูญหายไปหมด
แง้มประตูเปิดไว้นิดหน่อย อย่าเพิ่งปิดตาย เพราะเราอาจพลาดได้
และในกรณีตั๋วรถไฟ อาจดีกว่าถ้าผู้ชายที่นั่งอยู่ก่อนถามผู้หญิงว่า ทำไมเธอจึงคิดว่าเขานั่งที่ผิด เพราะถึงแม้ว่ามีโอกาสหนึ่งในล้านที่เขาจะผิด แต่หนึ่งในล้านก็คือความเป็นไปได้
..................
รถไฟแล่นไปได้พักหนึ่ง หญิงสาวก็ตรงมาหาชายคนนั้นอีกครั้ง บอกว่า “ขอโทษค่ะ คุณนั่งที่นั่งผิดนะคะ”
เขาคิดในใจ คนบางคนมีหลักฐานชัด ๆ แล้วก็ยังไม่เห็น
เขาบอก “เอ๊ะ! คุณนี่ยังไง ผมนั่งถูกเลขแล้ว”
“ใช่ค่ะ คุณนั่งถูกเลข แต่ผิดขบวนค่ะ รถไฟขบวนนี้ขึ้นเหนือ ตั๋วของคุณลงใต้”
วินทร์ เลียววาริณ
28-1-26อ่านฉบับเต็มได้จาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
หนังสือเสริมกำลังใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

สังเกตมานานแล้ว นักแสดงละครไทยหลายเรื่องเวลาโกรธ เราจะรู้ว่าโกรธ เพราะเขาหรือเธอถมึงทึง แยกเขี้ยว ตาถลน สีหน้าแบบโกรธจัด
ลองเทียบกับหนังฝรั่ง หลายเรื่องเรารู้ว่าตัวละครคนนั้นโกรธจากเรื่องราว และอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องแยกเขี้ยว ตาถลน
เพราะในชีวิตจริง มีคนมากมายโกรธโดยไม่มีอาการที่ว่ามานี้ แต่เรารู้จากอัปกิริยาหรือปฏิกิริยาทางอื่น เช่น เงียบผิดสังเกต หรือซึม ฯลฯ
แต่อาจเพราะนักแสดงผู้กำกับเคยชินมาแบบนี้ ถ้า ‘นังอิจฉา’ โกรธ สีหน้าต้องเป็นยักษ์เป็นมารอย่างนี้ โทษนักแสดงก็ไม่ได้ เพราะทุกอย่างขึ้นกับผู้กำกับและคนเขียนบท ที่จะสื่อเรื่องและอารมณ์อย่างไร
การเขียนหนังสือก็เหมือนกัน กลารเล่าเรื่อง การเสนออารมณ์และโทนเรื่องขึ้นกับนักเขียนอยากจะบอกนักอ่านแค่ไหน อย่างไร
นักเขียนใหม่ไม่น้อยอยากเล่าเรื่องมาก ก็เล่าเสียจนละเอียด
บางคนบอกหมดทุกอย่าง บอกว่าตัวละครคิดอย่างนี้อย่างนั้น บางคนบอกให้เรารู้หมดว่าพระเอกนางเอกคิดยังไง บางทีก็มีบทสรุปให้เสร็จว่านี่เป็นเรื่องอะไร
ตอนเขียนหนังสือในช่วงสิบปีแรก ผมก็เป็นบ่อย
ถึงเขียนมาสามสิบปี ก็ยังหลุดได้เป็นระยะ
การบอกหมดทำให้เรื่องกร่อยลง หรือขาดความลึก
เปรียบเหมือนไปเที่ยวทัวร์โดยมีไกด์ ไม่ใช่มีไกด์แล้วไม่ดี แต่หากไกด์บอกทุกอย่าง จนมันเสียสุนทรียภาพของการเดินทาง
บางทีปล่อยให้เราเห็นเอง อาจน่าสนใจกว่า เพราะมันจะหลอมเป็นประสบการณ์ของเราเอง
การประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือคือพยายามทำให้การอ่านเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่รายงานข่าว ไม่ต้องบอกคนอ่านว่าใครทำอะไรที่ไหน
ให้แสดงภาพให้คนอ่านคิดเอาเองว่า ใครทำอะไรที่ไหน
ศัพท์เทคนิคในวงการเขียนของฝรั่งเรียกว่า ‘Show, don’t tell.’
คนที่เริ่มใช้ประโยคนี้น่าจะเป็นนักเขียนรัสเซียเชคอฟ (Anton Chekhov)
ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการเล่าเรื่องว่านางเอกเดินไปตามชายหาด คิดถึงแฟนที่เพิ่งเลิกกันแล้วโกรธ สาบานว่าจะไม่นึกถึงเขาอีก
ถ้าบอกตรงๆ ก็เป็นว่า “หล่อนเดินไปตามชายหาด คิดถึงแฟนที่เพิ่งเลิกกันแล้วโกรธ สาบานว่าจะไม่นึกถึงเขาอีก”
แต่ถ้าแสดงให้คนอ่านเห็น ก็อาจเป็น “หล่อนเดินไปตามชายหาด วันนี้เดินคนเดียว หล่อนขุดหลุมในทราย วางรูปถ่ายเขาในนั้น กลบมันมิดชิด แล้วเดินจากไป”
ต้องการบอกว่าตัวละครเอกหน้าตาหล่อมาก ถ้าบอกตรงๆ ก็เป็น “เขาหล่อมาก”
ถ้าแสดงให้คนอ่านเห็น ก็อาจเป็น “เมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง สายตาผู้หญิงหลายคู่ชำเลืองดูเขา”
ประมาณนี้ พอเข้าใจนะ
นักเขียนทุกคนในโลกต้องผ่านประสบการณ์การบอกหมดมาแล้ว แต่อาศัยการฝึกฝนค่อยๆ พัฒนาขึ้น
หลัก ‘Show, don’t tell.’ ยังใช้นอกวงการเขียนหนังสือได้ จะสอนลูกให้เป็นคนแบบไหน พ่อแม่ก็ทำเป็นตัวอย่าง
Show, don’t tell.
อย่าเทศน์ ทำให้ดู
ส่วนการหาเสียงในเมืองไทย ทั้ง show ทั้ง tell แต่ไม่ do
วินทร์ เลียววาริณ
27-1-261 วันที่ผ่านมา -

ครั้งแรกว่าจะเขียน Q&A แบบขำๆ คลายเครียด แต่พอขึ้นตอน 3-4 มันไม่ขำแล้ว มันเศร้า
คงไม่ใจร้ายขอให้เขียนตอน 5 นะ เคี้ยกเคี้ยก!
........................
ถาม นักการเมืองคืออะไรกันแน่
ตอบ คนที่พูดสิ่งที่คนอยากได้ยินถาม การเมืองต่างจากการตลาดยังไง ในเมื่อลดแลกแจกแถมเหมือนกัน
ตอบ นักการตลาดขายสินค้าจริง นักการเมืองขายความว่างเปล่าถาม วันก่อนเห็นนักการเมืองคนหนึ่งน้ำตาไหลเมื่อพูดถึงความทุกข์ยากของประชาชน
ตอบ ตรวจสอบแล้ว เป็นน้ำลายกระเด็นไปที่ตาถาม การเมืองขาดหลักธรรมจริงไหม
ตอบ ไม่จริง การเมืองก็คือหลักธรรม นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอนิจจังคือการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค
อนัตตาคือ นโยบายทุกพรรคมีแต่ความว่างเปล่า ไร้แก่นสาร
ทุกขังก็คือประชาชนถาม เราเชื่อโพลได้หรือเปล่า
ตอบ อยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ บ้านเราเดินหน้าด้วยความเชื่ออยู่แล้ว รักพรรคไหน ก็เชื่อโพลของพรรคนั้นได้ เอาที่สบายใจถาม ทำไมมีโจรในสภาเยอะ
ตอบ ไม่จริงนะ เราไม่ได้มีสภาเยอะ เรามีแค่สภาเดียวถาม ทำไม ส.ส. ชอบย้ายพรรค
ตอบ ถามอย่างนี้ไม่ยุติธรรมกับ ส.ส. นะ เฮ้อ! พูดแล้วน้อยใจแทน ส.ส. เรายังย้ายงานเปลี่ยนบริษัทได้ ทำไม ส.ส. ย้ายไม่ได้ถาม ทฤษฎีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการเมืองอย่างไร
ตอบ เกี่ยวกันมาก เพราะมันมีการกลายพันธุ์ (mutation) เช่น คนกลายเป็นงูเห่าถาม การศึกษาของเรามีปัญหาตรงไหน
ตอบ เราสอนเด็กให้ท่องจำ โตขึ้นเป็นนักการเมือง ก็ท่องตามบทถาม คนสมัครเป็น ส.ส. ต้องลงเงินไปมาก ทำป้าย หาเสียง มันเสี่ยงสูญเงินลงทุนหรือเปล่า
ตอบ ไปห่วงเขาทำไม ห่วงตัวคุณเองดีกว่ามั้งถาม ทำไมนักการเมืองชอบถ่ายรูปไถนาตอนหาเสียง
ตอบ ฝึกไว้ก่อนไถจริงถาม บ้านเรามีการซื้อเสียงจริงหรือ
ตอบ ไม่จริง บ้านเราถ้าใครไม่มีเสียง ก็ใช้น้ำผึ้งผสมมะนาวช่วยได้ ไม่กี่วันเสียงก็กลับมาถาม คนไทยแท้เป็นอย่างไร
ตอบ ไม่สามารถสร้างความจำได้ในสมองถาม ความเท่าเทียมมีจริงไหม
ตอบ มีจริงซี คนไทยเท่าเทียมกันหมด แต่นักการเมืองเท่าเทียมกว่าเรานิดหน่อยถาม วิธีไหนเป็นวิธีดีที่สุดในการลดความดันโลหิตสูง
ตอบ เลิกฟังการหาเสียงถาม เชื่อได้หรือเปล่าที่นักการเมืองบอกว่า รวยแล้วไม่โกง
ตอบ เชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะคนรวยมากๆ มีปัญญาหาหมอกระดูกเก่งๆ แก้หลังโกงได้ถาม ซีเรียสหน่อย เชื่อได้หรือเปล่าที่นักการเมืองบอกว่า รวยแล้วไม่โกง
ตอบ ask what stupid ๆวินทร์ เลียววาริณ
27-1-262 วันที่ผ่านมา -

ขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า เด็กหญิงคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในแม่น้ำเย็นเยือกแล้วจมหายไป ในนาทีคับขันนั้น ทุกคนที่ริมฝั่งก็เห็นชายคนหนึ่งกระโดดจากสะพานลงไปในน้ำ ว่ายรี่ไปยังตำแหน่งที่เด็กหญิงจมหายไปและช่วยเธอขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทุกคนปรบมือชื่นชมวีรบุรุษคนนั้น
ใครคนหนึ่งถามเขาว่า "คุณเยี่ยมจริง ๆ ที่กระโดดลงน้ำเย็นเฉียบอย่างนั้นไปช่วยเธออย่างกล้าหาญ"
"ใครบอกว่าผมกระโดดลงไปล่ะ? ไม่รู้ไอ้เวรไหนถีบผมลงไปในน้ำ"
อาจมีสักครั้งหรือสองครั้ง บางคนอาจโชคดีถูก 'ถีบลงน้ำ' ได้รับซองขาวพร้อมบัตรเชิญให้ออกจากงาน เหตุผลอาจเป็นการทำงานไม่บรรลุเป้าหมายขององค์กร หรือให้เสียสละ 'เออร์ลี รีไทร์' เพื่อลดภาระของบริษัทในยามที่เศรษฐกิจป่วยเรื้อรัง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงตำแหน่งซีอีโอ
บางครั้งการถูก 'ถีบลงน้ำ' ก็เกิดขึ้นกับทั้งองค์กรเมื่อลูกค้าของบริษัทหลุดลอยไป หรือตลาดของบริษัทล้ม ฯลฯ
ไม่ว่าการถูกถีบจะเป็นรูปแบบใด ก็ให้ความรู้สึกแย่ทั้งนั้น
สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดระบบหนึ่งของโลกคือ แอปเปิล ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งในปี พ.ศ. 2528
ยี่สิบปีต่อมา เขากล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้นว่า "ผมมองไม่เห็นตอนนั้นหรอก แต่กลายเป็นว่า การถูกไล่ออกจากแอปเปิลกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม น้ำหนักมหาศาลของความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... มันปลดปล่อยผมเพื่อให้เข้าไปสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต"
สตีฟ จ็อบส์ ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ เข้าสู่วงการใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยลองมาก่อน เช่น ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่น และออกแบบงานคอมพิวเตอร์ระบบใหม่ จนบริษัทที่ไม่ต้องการเขาก็ขอซื้อกิจการของเขา และในที่สุดเขาก็กลับไปยิ่งใหญ่ในแอปเปิลอีกครั้ง สร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ เช่น ระบบ Mac OSX, iMac, iTunes, iPod ฯลฯ
การถูก 'ถีบลงน้ำ' ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณยังรักษาทัศนคติที่ดีในชีวิตไว้ได้
หากคุณมองมันว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คุณอีกครั้ง หากคุณตั้งสติไม่ลนลานและวิตกเกินไป คุณอาจพบว่าสิ่งที่มาพร้อมกับการถูกถีบลงน้ำคืออิสรภาพและมุมมองใหม่
นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้วิเคราะห์ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณเดินถูกทางหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองในจุดใดบ้าง
บางครั้งการหยุดหนึ่งก้าวเพื่อดูลาดเลาก่อนก้าวต่อไปเป็นสิ่งที่ดี
น้ำที่คุณลงไปลอยคออยู่นั้นอาจเย็นเฉียบ แต่มันก็ช่วยชำระล้างคราบฝุ่นที่เกาะตา ทำให้มองเห็นทางสายอื่นที่ยังไม่ได้เดิน และโอกาสอื่น ๆ ที่คุณยังไม่กล้าทำ
เมื่อคิดว่าไหน ๆ ก็ลงน้ำแล้ว ก็ว่ายต่อไปก็แล้วกัน โอกาสย่อมไม่เท่ากับศูนย์อย่างแน่นอน วินทร์ เลียววาริณ
26-1-26
จาก สองแขนที่กอดโลก
49 บทความกำลังใจ
ได้รับคัดเลือกเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ราคาเพียง 190 บาท = บทความละ 3.8 บาท
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395สั่งซื้อหนังสือ https://www.winbookclub.com/store/detail/86/สองแขนที่กอดโลก
3 วันที่ผ่านมา
