• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สังเกตมานานแล้ว นักแสดงละครไทยหลายเรื่องเวลาโกรธ เราจะรู้ว่าโกรธ เพราะเขาหรือเธอถมึงทึง แยกเขี้ยว ตาถลน สีหน้าแบบโกรธจัด

    ลองเทียบกับหนังฝรั่ง หลายเรื่องเรารู้ว่าตัวละครคนนั้นโกรธจากเรื่องราว และอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องแยกเขี้ยว ตาถลน

    เพราะในชีวิตจริง มีคนมากมายโกรธโดยไม่มีอาการที่ว่ามานี้ แต่เรารู้จากอัปกิริยาหรือปฏิกิริยาทางอื่น เช่น เงียบผิดสังเกต หรือซึม ฯลฯ

    แต่อาจเพราะนักแสดงผู้กำกับเคยชินมาแบบนี้ ถ้า ‘นังอิจฉา’ โกรธ สีหน้าต้องเป็นยักษ์เป็นมารอย่างนี้ โทษนักแสดงก็ไม่ได้ เพราะทุกอย่างขึ้นกับผู้กำกับและคนเขียนบท ที่จะสื่อเรื่องและอารมณ์อย่างไร

    การเขียนหนังสือก็เหมือนกัน กลารเล่าเรื่อง การเสนออารมณ์และโทนเรื่องขึ้นกับนักเขียนอยากจะบอกนักอ่านแค่ไหน อย่างไร

    นักเขียนใหม่ไม่น้อยอยากเล่าเรื่องมาก ก็เล่าเสียจนละเอียด

    บางคนบอกหมดทุกอย่าง บอกว่าตัวละครคิดอย่างนี้อย่างนั้น บางคนบอกให้เรารู้หมดว่าพระเอกนางเอกคิดยังไง บางทีก็มีบทสรุปให้เสร็จว่านี่เป็นเรื่องอะไร

    ตอนเขียนหนังสือในช่วงสิบปีแรก ผมก็เป็นบ่อย

    ถึงเขียนมาสามสิบปี ก็ยังหลุดได้เป็นระยะ

    การบอกหมดทำให้เรื่องกร่อยลง หรือขาดความลึก

    เปรียบเหมือนไปเที่ยวทัวร์โดยมีไกด์ ไม่ใช่มีไกด์แล้วไม่ดี แต่หากไกด์บอกทุกอย่าง จนมันเสียสุนทรียภาพของการเดินทาง

    บางทีปล่อยให้เราเห็นเอง อาจน่าสนใจกว่า เพราะมันจะหลอมเป็นประสบการณ์ของเราเอง

    การประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือคือพยายามทำให้การอ่านเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่รายงานข่าว ไม่ต้องบอกคนอ่านว่าใครทำอะไรที่ไหน

    ให้แสดงภาพให้คนอ่านคิดเอาเองว่า ใครทำอะไรที่ไหน

    ศัพท์เทคนิคในวงการเขียนของฝรั่งเรียกว่า ‘Show, don’t tell.’

    คนที่เริ่มใช้ประโยคนี้น่าจะเป็นนักเขียนรัสเซียเชคอฟ (Anton Chekhov)

    ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการเล่าเรื่องว่านางเอกเดินไปตามชายหาด คิดถึงแฟนที่เพิ่งเลิกกันแล้วโกรธ สาบานว่าจะไม่นึกถึงเขาอีก

    ถ้าบอกตรงๆ ก็เป็นว่า “หล่อนเดินไปตามชายหาด คิดถึงแฟนที่เพิ่งเลิกกันแล้วโกรธ สาบานว่าจะไม่นึกถึงเขาอีก”

    แต่ถ้าแสดงให้คนอ่านเห็น ก็อาจเป็น “หล่อนเดินไปตามชายหาด วันนี้เดินคนเดียว หล่อนขุดหลุมในทราย วางรูปถ่ายเขาในนั้น กลบมันมิดชิด แล้วเดินจากไป”

    ต้องการบอกว่าตัวละครเอกหน้าตาหล่อมาก ถ้าบอกตรงๆ ก็เป็น “เขาหล่อมาก”

    ถ้าแสดงให้คนอ่านเห็น ก็อาจเป็น “เมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง สายตาผู้หญิงหลายคู่ชำเลืองดูเขา”

    ประมาณนี้ พอเข้าใจนะ

    นักเขียนทุกคนในโลกต้องผ่านประสบการณ์การบอกหมดมาแล้ว แต่อาศัยการฝึกฝนค่อยๆ พัฒนาขึ้น

    หลัก ‘Show, don’t tell.’ ยังใช้นอกวงการเขียนหนังสือได้ จะสอนลูกให้เป็นคนแบบไหน พ่อแม่ก็ทำเป็นตัวอย่าง

    Show, don’t tell.

    อย่าเทศน์ ทำให้ดู

    ส่วนการหาเสียงในเมืองไทย ทั้ง show ทั้ง tell แต่ไม่ do

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-1-26

    1
    • 0 แชร์
    • 18

บทความล่าสุด