• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    นิยายเป็นเรื่องสะท้อนมนุษยชาติโดยปริยาย แต่มิได้หมายความว่ามันจะมีอยู่สายทางเดียว เป็นไปได้ไหมที่จะเขียนเรื่องมุมอื่น ๆ ของมนุษย์ เรื่องสังคม เรื่องมนุษยชาติ เรื่องจักรวาล

    อย่าคิดว่าจะเขียนแต่เรื่องสนุกหรือเรื่องลุ่มลึกทางใดทางหนึ่งแค่ทางเดียว นักเขียนควรเป็นอิสระจากกรอบคิด ก้าวข้ามกติกา ความเคยชิน ลองเขียนเรื่องที่ไม่เคยเขียนมาก่อนบ้าง จึงจะสนุก หากนักเขียนไม่สนุกกับการเขียนหนังสือ ผู้อ่านจะสนุกได้อย่างไร จำเป็นไหมว่าเรื่องสะท้อนสังคมต้องเป็นเรื่องของชาวบ้านถูกไล่ที่ สิ่งแวดล้อมเสียหาย มันอาจเป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องนักสืบ เรื่องอิงประวัติศาสตร์ เรื่องแฟนตาซี ฯลฯ ก็ได้ อาจสามารถสะท้อนสังคมเหมือนกัน และอาจไปไกลกว่าแค่สะท้อนสังคมก็ได้

    ส่วนแนวทาง สไตล์ รูปแบบ ก็สามารถเปิดกว้างลองสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ ถ้าลงมือขุดหา ก็จะเจอ

    แต่ข้อมูลคนเรามีจำกัด ดังนั้นนักเขียนจึงต้องเติมความรู้และความคิดใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ต้องตามโลกทัน นักเขียนต้องอ่านมาก ถ้าเป็นไปได้ควรอ่านหนังสือทุกประเภท นิตยสารต่าง ๆ อ่านเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ ควรรับรู้เรื่องโลกภายนอก ควรรู้เรื่องการเมือง ปรัชญา สังคม ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเราต้องทำงานด้านนั้น แต่การอ่านกว้างทำให้ความคิดกว้าง ทำให้เกิดการแตกหน่อทางความคิด พล็อตก็จะกว้างขึ้น

    อีกข้อหนึ่ง นักเขียนควรมีคุณสมบัติของการเป็นนักคิดด้วย คือไม่ใช่รอสิ่งที่เป็นข้อมูลชั้นสองที่ผู้อื่นพูดหรือเล่าให้ฟัง เราคิดริเริ่มขึ้นมาก่อนได้  เป็น เทรนด์เซ็ตเตอร์ (trendsetter) เดินนำหน้าผู้อ่านสักสองสามก้าวเสมอ

    นักเขียนยังควรมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต รักชีวิต รักมนุษยชาติ มิเช่นนั้นจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติทำไมให้เหนื่อย นักเขียนควรมอบสิ่งดีงามแก่ผู้อ่าน ไม่ใช่ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เขียนหนังสือเพื่อสร้างชื่อเสียงหรือผลประโยชน์อย่างเดียว นี่คือความแตกต่างของนักเขียน ก. กับนักเขียน ข.

    นักเขียนไม่ควรให้ยาพิษแก่คนอ่าน มันไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น อะไรก็ตามที่ทำให้คนอ่านอ่านแล้วโง่ลง ก็คือยาพิษทั้งนั้น ส่วนอะไรที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วมีปัญญามากขึ้น ก็คือยาเสริมกำลังในชีวิต จรรยาบรรณของนักเขียนคือมอบปัญญาในรูปความบันเทิงให้คนอ่าน

    ปรมาจารย์นิยายจีนกำลังภายใน กิมย้ง กล่าวว่า “ผมหวังว่านวนิยายของผมจะช่วยให้เยาวชนมีสำนึกช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีความคิดความอ่าน รู้จักผิดชอบชั่วดี”

    พนมเทียนให้สัมภาษณ์แก่ ประภัสสร เสวิกุล ตีพิมพ์ในหนังสือ ลึกจากลิ้นชัก เรื่องคำแนะนำต่อนักเขียนรุ่นหลัง เขาตอบว่า “ผมเห็นว่านักเขียนทุกคนเป็นเลือดเนื้อชีวิตเดียวกับผมทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าส่วนมากอาจจะอาวุโสน้อยกว่า สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ให้นักเขียนรุ่นหลังก็คือ จงอย่าแสวงหาชื่อเสียงในเฉพาะการเขียน หรือทรัพย์สินอย่างเดียว จงให้สิ่งที่ดีงามแก่ผู้อ่านหรือสาธารณชนด้วย...

    สิ่งดีงามของผมหมายถึงด้านมนุษยธรรม ผมรักบูชามนุษยธรรมมากที่สุดครับ คนเราถ้ามีมนุษยธรรมแล้ว คุณธรรมก็จะตามมาครับ เมื่อคุณธรรมตามมาแล้ว ศีลธรรมก็จะตามมาอีก จริยธรรมก็จะตามมาทีหลัง แต่ก่อนอื่นขอให้ยึดหลักมนุษยธรรมไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม มนุษยธรรมบางขณะก็ขัดด้านกับศีลธรรมบ้างเหมือนกัน มนุษยธรรมกับศีลธรรมไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป แต่จะมาตามกัน ขอให้คิดถึงมนุษยธรรมก่อน แล้วศีลธรรมก็จะ ตามมาทีหลังโดยอัตโนมัติ จงให้สิ่งนี้แก่ผู้อ่านของเรา...

    นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด ขอให้ข้อเขียนของเราจงมีประโยชน์แก่สังคมบ้าง อย่าให้แต่เรื่องสิ่งเพลิดเพลินสนุกสนานอย่างเดียว ให้เขาเป็นคนดี มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีมโนธรรม อย่าลืมเรื่องมนุษยธรรมครับ ไม่ว่าท่านจะเขียนเรื่องไปทำนองไหน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากนักเขียนรุ่นหลังทุกคนไว้”

    นักเขียน กฤษณา อโศกสิน กล่าวว่า “การเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาเขียนเล่น ๆ และเขียนอะไรไร้สาระได้ เพราะสิ่งที่เราจะเขียนต้องผ่านกระดาษของเราไปสู่สายตาของประชาชน จะมากหรือน้อยก็ถือว่าต้องไปสู่สาธารณะแล้ว ดิฉันจึงมีความรู้สึกว่า จะต้องให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์จากข้อเขียนของเราเต็มที่ ทุกวิถีทางที่จะทำได้ จึงตั้งเป้าในการเขียนไว้ว่า หนึ่ง ให้ความดี สอง ให้ความจริง สาม ให้ประโยชน์ สี่ให้ความคิดใหม่ ๆ และห้า ให้อารมณ์ใหม่ ๆ ดิฉันยึดห้าอย่างนี้เป็นหลักปฏิบัติ ฉะนั้นก็มีความสะดวกใจที่จะปรุงอาหารจานนี้ จานนั้น ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรืออุดมคติที่ตั้งไว้”

    นักเขียน ชาติ กอบจิตติ กล่าวว่า “สำหรับผม สิ่งที่เราจะให้กับคนอ่านคือ หนึ่ง ให้ความคิด คิดอะไรก็บอกคนอ่านไป สอง ให้ความรู้ เรื่องที่เราจะเขียนบอกคนอ่านนั้นเราต้องรู้จริง สาม ให้ความบันเทิง ไม่ได้หมายความว่าอ่านแล้วหัวเราะตลอดทั้งเล่ม แต่มันคือการอ่านแล้วไหลลื่น อ่านแล้ววางไม่ลงต้องติดตาม สามอย่างนี้ถ้าทำได้ก็สำเร็จ...

    “อาชีพนี้โอกาสฟลุคไม่มีเลย... เขียนหนังสือหนึ่งเรื่อง 100-200 หน้า มันไม่มีทางฟลุค การพิสูจน์ความเป็นตัวจริงอีกอย่างคือคุณต้องยืนระยะได้ ผมเคยพูดเปรียบคือ คุณต้องยืนครบยก อาชีพอย่างนี้มันใช่วิ่ง 100 เมตร มันคือการวิ่งมาราธอน ใช่ว่า 100 เมตรเข้าเส้นชัยแล้วเลิกเลย”

    > บางท่อนจาก เขียนไปให้สุดฝัน - วินทร์ เลียววาริณ (พิมพ์ครั้งแรก 2558)

    0
    • 0 แชร์
    • 16

บทความล่าสุด