-
วินทร์ เลียววาริณ4 วันที่ผ่านมา
ไมเคิล แจ็คสัน ฉายา King of Pop เป็นบุคคลที่ชีวิตมีสีสันมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ดังนั้นใครก็ตามที่จะทำหนังเกี่ยวกับชีวิตของเขา ย่อมมีเนื้อหาและเกร็ดให้เขียนมากมาย เช่น ชีวิตวัยเด็กในวง The Jackson Five การไต่ขึ้นมาเป็นนักร้องระดับแถวหน้า ลีลาการร้องเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ การทำงานกับมือเซียน เช่น ควินซี โจนส์ และคนอื่นๆ โครงการเพลงเพื่อแอฟริกา (Heal the World, Earth Song) มุมมองของสีผิว เหตุผลที่เปลี่ยนสีผิว (เขาบอกว่าไม่ได้ทำ) คดีล่วงเกินเด็ก ความผูกพันกับนักร้องคนอื่น เช่น ไดอานา รอสส์, Paul McCartney, Lionel Richie พัฒนาการและที่มาของท่าเต้น Moonwalk Lisa Marie Presley ชีวิตคู่ของเขา ลูกของเขา ไปจนถึงความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวของเขา ฯลฯ
เกร็ดเกี่ยวกับเขามีมากมายจนไม่สามารถรวมในหนังสองชั่วโมงได้ ข้อดีคือไม่ว่าจุดใดก็ใช้เป็นคอนเส็ปต์หลักหรือกระดูกสันหลังของเรื่องได้
แต่ภาพยนตร์เรื่อง Michael ของ Antoine Fuqua ดูเหมือนจะเข้าข่าย "เสียของ" หนังเพียงแตะจุดนี้จุดนั้น ไม่เห็นพัฒนาการของตัวละครชัดเจนว่าทำไมไมเคิลทำอย่างนี้ อย่างนั้น หนังใช้เวลามากมายไปกับการแสดงดนตรีในที่ต่างๆ จนดูเหมือนลืมเล่าเรื่องหลัก หรือแกนหลักไม่ชัดเจนพอ
นี่ไม่ได้บอกว่าหนังไม่ดี หนังดีในระดับหนึ่ง ให้ความบันเทิงในระดับสูง สำหรับแฟนเพลง ไมเคิล แจ็คสัน ดูแล้วมีความสุขแน่นอน
นักแสดงที่รับบทไมเคิลทำได้ดีมาก เต้นดี จับวิญญาณของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้ เพลงต่างๆ ที่บรรจุในหนังล้วนเป็นเพลงดัง ไพเราะ เช่น Thriller, Beat It, Billie Jean ฯลฯ ล้วนเป็นเพลงในความทรงจำ
แต่โดยสาระ หนังก็พาเราไปได้ไกลแค่นั้น ไปไม่สุดทาง ทั้งที่มีเครื่องปรุงให้เลือกมากมาย มันเหมือนเป็นการรวมคลิปการแสดงของเขาเท่านั้น
ตัวละครอื่นๆ ที่มีศักยภาพสำหรับแต่งเรื่อง เช่น ควินซี โจนส์ ก็ปรากฏแค่แว่บๆ ไดอานา รอสส์, Paul McCartney, Lionel Richie ก็ไม่ปรากฏตัว
เมื่อเทียบกับหนังประวัตินักดนตรีไม่นานมานี้ เช่น A Complete Unknown หรือ Elvis ไปได้ไกลกว่า เพราะมีแกนเรื่องชวนขบคิดมากกว่า
หนังจะน่าจดจำกว่านี้หากจับประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่สะกิดต่อมคิดมาเล่น เช่น ประเด็นความเงียบเหงาของคน หรือประเด็นสีผิว หรือ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนรักเพลงของ ไมเคิล แจ็คสัน หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเติมเต็มอารมณ์เพลง เหมือนได้โดยสารยานเวลากลับไปในยุคที่ราชาเพลงป๊อปยังครองโลก
7.7/10
ฉายในโรงภาพยนตร์วินทร์ เลียววาริณ
30-4-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 27
-

ผมเกิดที่บ้านเลขที่ 113 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เวลาหกโมงเช้า วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499 ก่อนขึ้นกึ่งพุทธกาลหนึ่งปี ในยุคนั้นหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ค่อยมีใครเกิดที่โรงพยาบาล
หลังจากผมอายุสิบวัน พ่อจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ดังนั้นวันเกิดของผมในทะเบียนราษฎร์คือ 3 เมษายน 2499
ชื่อเกิดของผมคือ สมชัย เลี้ยววาริณ ผมมีชื่อจีนด้วยคือ 廖志豪 (เลี่ยวจื้อหาว)
廖 (เลี่ยว) เป็นแซ่
志 (จื้อ) แปลว่าปณิธาน เจตจำนง ความมุ่งมั่น
豪 (หาว) แปลว่ากล้าหาญ
พ่อน่าจะต้องการให้หมายถึง ถ้ามีเจตจำนงมุ่งมั่นย่อมประสบผลสำเร็จ (有志者事竟成.)
ไม่น่าแปลก เพราะชีวิตพ่อคือการต่อสู้ ทำงานหนัก ใช้สองมือสร้างตัวขึ้นมาด้วยเจตจำนงมุ่งมั่นล้วน ๆ โดยไม่พึ่งโชคชะตา
ผมใช้ชื่อสมชัยอยู่ไม่ถึงสามสิบปี ก็เปลี่ยนเป็น ‘วินทร์’
สมัยนั้นเด็กจีนที่เกิดในไทยแทบทั้งหมดมีชื่อจีนและชื่อไทย ใครใช้แซ่อยู่ ก็รู้สึกว่ายังไม่ทันสมัย ต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุล วิธีเปลี่ยนก็คือเติมคำต่อจากแซ่นั่นแหละ ร้านค้าส่วนมากมีชื่ออักษรไทยกับจีน
ผมเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้องสิบคน และเป็นลูกชายคนที่สอง ก่อนหน้าผมมีพี่สาวห้าคน รวด พ่อดีใจที่ได้ลูกชาย จึงซื้อพัดลม KDK ตัวหนึ่งเป็นการฉลอง มันยังอยู่ในสภาพดีจนทุกวันนี้
ผมจำชีวิตวัยก่อนเจ็ดขวบไม่ค่อยได้ มันรางเลือนเหมือนเซลล์สมองยังไม่ทำงาน แม่เล่าว่าผมเป็นเด็กที่กินนมจุ กินนมผงยี่ห้อแล็คโตเย่นเป็นว่าเล่น กินจนโต สิ้นเปลืองมาก ผมจะดูดจากขวดนมประจำตัวเท่านั้น วันหนึ่งจุกนมถูกหนูแทะขาด แม่จึงเปลี่ยนขวดนมใหม่ให้ แต่ผมก็ไม่ยอม เพราะติดขวดนมขวดเดิม จึงเลิกกินนมตั้งแต่นั้น
ผมจำได้ราง ๆ ว่า ตอนเด็กผมมองไปรอบตัวผมอย่างงง ๆ สงสัยว่าทำไมโลกภายนอกเป็นอย่างนั้น ทำไมมีแสงอาทิตย์ ทำไมมีสายลม ฯลฯ ความรู้สึกคล้าย ๆ มนุษย์ต่างดาวในหนังเรื่อง Starman มาเยือนโลกโดยอยู่ในเปลือกของร่างกายมนุษย์ มองไปรอบตัว รู้สึกงง ๆ ถามตัวเองว่า “ที่นี่ที่ไหนวะ?” และ “กูมาทำอะไรที่นี่วะ?”
อาจเพราะเกิดมาเป็นเด็กช่างสงสัย ผมมองโลกด้วยสายตาแปลก ๆ อย่างนี้ แต่ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวเขาหาว่าผมบ้า ผมเพียงแต่สังเกตและเฝ้ามอง แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
เมื่ออายุ 6 ขวบ พ่อแม่ส่งผมไปเรียนชั้น ป. 1 ที่โรงเรียนวิริยะเธียรวิทยา เวลานั้นไม่มีใครเรียนชั้นอนุบาล เท่าที่จำได้ เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนไหนมีชั้นอนุบาล หรือถ้ามี ก็ขายยาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ การส่งเด็กไปโรงเรียนคือเงิน และการเรียนชั้นอนุบาลดูเหมือนการเล่นมากกว่าเรียน
ตัด ‘ออร์เดิร์ฟ’ ชั้นอนุบาล ทิ้ง เข้า ‘เมน คอร์ส’ ป. 1 เลย
วันเปิดเรียน ป. 1 แม่ก็จูงมือพาไปปล่อยที่โรงเรียน
ผมจดจำชีวิตในโรงเรียนได้ราง ๆ จำได้ว่ามีลานหน้าตึกเรียน เวลานั้นโรงเรียนนี้มีถึงชั้น ป. 7 เท่านั้น มีนักเรียนราวสี่ร้อยคน
จบชั้น ป. 1 ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ผมว่า น่าจะเรียนซ้ำอีกปีนะ (ทั้งที่ผมสอบผ่าน) รากฐานจะได้แน่น เมื่อเป็นความเห็นของครูประจำชั้น ก็เอาตามที่ครูว่า ผลก็คือผมเรียน ป. 1 สองรอบ
การเรียนในสมัยก่อนในต่างจังหวัดไม่ค่อยซีเรียสเหมือนสมัยนี้ ครูบอกอะไร พ่อแม่ก็เชื่อ เรียนสองรอบก็สองรอบ
สมัยนี้ถ้าให้เด็กเรียนซ้ำชั้น อาจมีเรื่อง เพราะเราถือปรัชญา ‘จ่ายครบจบแน่’ มาพักใหญ่แล้ว
แต่ในสมัยนั้นเรียนช้าไปปีสองปี ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ในต่างจังหวัดส่วนมากก็ไม่ค่อยคาดว่าลูกต้องจบชั้นมหาวิทยาลัย จบ ป. 7 ถือว่าใช้ได้ จบ ม.ศ. 3 ถือว่าโก้แล้ว จบแล้วก็มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน
เลขประจำตัวของผมคือ 1088 ครูประจำชั้น ป. 1 ชื่อนางสาวสุเทพ เข้มขัน ครูใหญ่ชื่อนางอุดม ไชยพฤกษ์กุล ณ วันที่ 28 ก.ค. 2506 ผมสูง 122 ซม. น้ำหนัก 22 กก.
สมุดพกชั้น ป. 1 บันทึกรายงานผลการศึกษาในด้านภาษาของผมดังนี้
.....................
ภาษาไทยอ่าน-พูด-ท่องจำ คะแนนรวมทั้งปี 50 ผมได้ 45
อ่านเอาเรื่อง คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 87
แต่งความ คะแนนรวมทั้งปี 100 ได้ 89.....................
ภาษาอังกฤษอ่าน-ฟัง-พูด คะแนนรวมทั้งปี 20 คะแนน ผมได้ 18
คัด คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 17
เขียน คะแนนรวมทั้งปี 40 ได้ 38
แปล คะแนนรวมทั้งปี 20 ได้ 16
รวมคือภาษาอังกฤษได้ 89/100ครั้นถึงปลายปี ผมสอบได้ที่ 7 จากจำนวนนักเรียน 44 คน
นี่คือก้าวแรกของชีวิตนอกบ้าน ขณะที่ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ยังไม่รู้เลยว่ามาทำอะไรบนโลกใบนี้ อย่าว่าแต่เรียนไปทำไม
วินทร์ เลียววาริณ
4-5-26..........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น
ชีวิตที่ดีเล่มเดี่ยว https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
https://s.shopee.co.th/8AGEoezG49
โปรโมชั่น https://s.shopee.co.th/8zpLoQYlsc
1 วันที่ผ่านมา -

ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดของท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน เจ้าโจวฉงเซิน หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า เจ้าโจว ญี่ปุ่นเรียก โจชู (Joshu) เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด และภายหลังได้ต่อสายธรรมจากท่าน มีบันทึกและตำนานเกี่ยวกับเจ้าโจวมากมาย ด้วยเป็นพระเซนที่มีสีสันที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์เซน โดยเฉพาะวาจาที่คมกริบและแทงตรงจนเข้าข่ายกวนประสาท
เจ้าโจวบวชตั้งแต่เด็ก อายุสิบแปดได้พบกับท่านอาจารย์หนานเฉียนผู่เยี่ยน
ครั้งแรกที่พบกัน เจ้าโจวถามอาจารย์ว่า"อันใดคือวิถีทางที่แท้?"
"ชีวิตทุกวันก็คือสายทาง"
"เราศึกษามันได้หรือไม่?"
"ยิ่งเจ้าพยายามศึกษา เจ้าจะยิ่งออกห่างจากมัน"
"ถ้าศิษย์ไม่ศึกษา จะรู้ว่ามันเป็นสายทางได้เช่นไร?"
"สายทางมิได้เป็นของโลกที่เราเห็น แลมิได้เป็นของโลกที่เราไม่เห็น การคิดรู้เป็นมายา และการไม่คิดรู้เป็นการไร้ความรู้สึก ถ้าเจ้าต้องการไปถึงสายทางที่แท้จริงโดยปราศจากข้อสงสัย จงทำตัวเจ้าเช่นเดียวกับอิสรภาพแห่งท้องฟ้า เจ้าไม่เรียกมันทั้งดีและไม่ดี"
ด้วยคำเหล่านี้ เจ้าโจวก็บรรลุธรรม
มีการตีความว่า ทางสายธรรมดาก็คือสมาธิ เป็นความสงบของจิต เมื่ออยู่ในสมาธิ ก็ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการค้นหาทางอีกต่อไป มันเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่ความเข้าใจ
...........................
วันหนึ่งพระเซนรูปหนึ่งถามเจ้าโจวว่า "อะไรคือเจ้าโจว?"
เจ้าโจวตอบว่า "ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้!"
มีผู้ตีความโกอานบทนี้ว่า ความหมายคือชื่อของอาจารย์เจ้าโจวมาจากเมืองเจ้าโจวซึ่งเป็นเมืองที่มีประตูเมืองทั้งสี่มุมเมือง แต่บางท่านตีความว่าเจ้าโจวก็มีสี่ประตูเช่นกันนั่นคือ การเข้าสู่เซน, การฝึกเซน, การบรรลุธรรมในกิจกรรมประจำวัน และการตรัสรู้ เจ้าโจวบอกความหมายว่า ใครก็สามารถ 'ผ่านประตู' บรรลุรู้แจ้งเช่นเดียวกับท่าน และไม่มีใครที่ขวางทางเขาคนนั้น นอกจากตัวเขาเอง
ผมนำเกร็ดเรื่องนี้ไปประกอบในนิยายจีนกำลังภายใน สี่ภพ ที่ผมเขียน
ในนวนิยายเรื่องนี้ ผมใส่เกร็ดเซนเข้าไปมาก รวมทั้งเกร็ดเกี่ยวกับอาจารย์ต๋าหมอ (ตั๊กม้อ) พระอินเดียผู้เริ่มต้นเซนในจีน
และแน่นอนย่อมไม่พลาดอาจารย์เจ้าโจว ในเรื่อง ‘ประตูตะวันออก ประตูตะวันตก ประตูเหนือ ประตูใต้’
แต่เวอร์ชั่นของผมต่างจากเกร็ดธรรมที่ว่ามา
............................
วินทร์ เลียววาริณ
3-5-26จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=6Mini Zen Shopee https://shopee.co.th/วินทร์-เลียววาริณ-ชุ
2 วันที่ผ่านมา -

โลกโซเชียล เน็ตเวิร์ก ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้นจนบางทีพูดไม่ทัน
ในสมัยผมเป็นเด็ก ผู้นำชาติต่างๆ ไม่ค่อยพูดมาก สัมภาษณ์สื่อตามโอกาสที่จำเป็น
นายกฯไทยหลายคนพูดมาก พูดเร็วจนหลุด คำพูดย้อนมาทำร้ายตัวเอง
บางคน เช่น พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ไม่พูดเอาเสียเลย พูดได้แค่ "กลับบ้านเถอะลูก"
แต่โลกยุคใหม่ต่างจากเดิม ผู้นำจำนวนมากสื่อสารตรงถึงประชาชนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
เมื่อสื่อสารได้เร็ว ก็หลุดได้ง่าย
ผู้นำในโลกตอนนี้มีสองแบบ
แบบแรกพูดทุกเรื่อง เช่น ท่านทรัมป์ของเรา บางวันโพสต์ข้อความหลายสิบโพสต์ เหมือนคนว่างงาน ไม่มีอะไรทำ
แบบที่สองไม่พูดอะไรเลย เช่น ท่านปูติน สีจิ้นผิง
เมื่อปลายปีก่อน ตะวันตกส่งโดรน 91 ลำไปถล่มบ้านพักของปูติน ปูตินก็ยังเงียบเฉย ไม่พูดสักคำ
แบบนี้น่ากลัวกว่าด่ากลับ
ข้อแตกต่างของผู้นำสองแบบนี้คือ เมื่อพูดมากและข้อความขัดแย้งกันบ่อยๆ ก็จะสิ้นความน่าเชื่อถือ
แต่ผู้นำที่นานๆ ทีพูดสักครั้ง ชาวโลกจะเงี่ยหูฟัง
ภาษากำลังภายในว่า "ล้างหูน้อมรับฟัง"
ส่วนพวกที่พูดมาก ก็จะล้างหูหลังรับฟัง
ในนิยายเรื่อง The Godfather ดอนคอลิโอเนสอนลูกชายคนโตซอนนีให้พูดน้อย เพราะซอนนีพูดมากต่อหน้าศัตรู
ท่านดอนบอกลูกว่า "Never let anyone know what you're thinking."
อย่าให้ใครอ่านความคิดของเราเป็นอันขาด
ผมชอบคำของ มาร์ก ทเวน "Never miss an opportunity to shut up."
อย่าพลาดโอกาสหุบปากเป็นอันขาด
พูดน้อยผิดน้อย พูดมากผิดมาก
และอีกประโยคที่อาจเป็นของ มาร์ก ทเวน
"It is better to keep your mouth shut and let people think you are a fool than to open it and remove all doubt."
หุบปากและทำให้คนอื่นคิดว่าเราโง่ ดีกว่าพูดออกมาแล้วทำให้ทุกคนหายสงสัย
อย่าพูดแล้วเผยความโง่
หรือภาษาคนรุ่นใหม่คือ "โชว์โง่"
วินทร์ เลียววาริณ
2-5-262 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มีคำถามเดียว
"ชีวิตคืออะไร"
สั้นๆ แต่คำตอบสั้นไม่ได้
อยากรู้ อยากเห็นมุมมองของผม ก็ลองอ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69e1ed410fd00db2be51911b
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
2 วันที่ผ่านมา -

สัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมหลานตัวเล็กที่สิงคโปร์ และมีโอกาสกินทุเรียนที่นั่น กลับมาก็มีข่าวดรามาเรื่องไลฟ์สดขายทุเรียน
เฮ้อ! อย่าคุยเรื่องดรามาเลย ขี้เกียจรับมือทัวร์
วันนี้คุยเรื่องทุเรียนเฉยๆ ก็แล้วกัน
ทุเรียนที่ขายกันที่สิงคโปร์และมาเลเซียต่างจากบ้านเรา และเป็นทุเรียนที่ขายกันที่ทางภาคใต้ของไทยสมัยผมเป็นเด็ก
สมัยนั้นคนหาดใหญ่ยังไม่กินทุเรียนแบบคนภาคกลาง
ทุเรียนสมัยที่ผมกินในวัยเด็กมีขนาดค่อนข้างเล็ก กินตอนสุกแล้ว นั่นคือส่งกลิ่นออกมาแล้วค่อยเปิด
ราคาก็ยังไม่แพงเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านยังพอกินได้
บางทีก็กินกับข้าวสวย นั่นคือใช้ทุเรียนแทนกับข้าว
อย่าคิดว่าแปลกนะ ผมยังเคยเห็นคนกินข้าวสวยราดกาแฟ
ทุเรียนที่หาดใหญ่สมัยก่อนก็เหมือนทุเรียนที่สิงคโปร์ตอนนี้ ผลเล็ก พูเล็ก สีสันไม่น่ากินเสียเลย ส่วนรสชาติก็แปลกคือมีความขมเจืออยู่
บางลูกขมมาก บางลูกขมน้อย
ผมก็กินทุเรียนแบบนี้มาแต่เด็ก จนเมื่อมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จึงเพิ่งเปิดหูเปิดตาเห็นทุเรียนภาคกลาง ลูกใหญ่ พูใหญ่ รสหวาน สมัยนั้นมาจากระยองบ้าง นนทบุรีบ้าง
ผ่านไปหลายปี เมื่อกลับมาจากเมืองนอก ก็เห็นว่าคนกรุงกินทุเรียนแบบค่อนข้างห่าม เหมือนกินแอปเปิลหรือฝรั่ง
โดยรสนิยมส่วนตัวผมไม่ชมชอบทุเรียนในสภาพนี้ ชอบกินตอนสุกแล้วมากกว่า แต่ไม่สุกมากจนเละ
เดี๋ยวนี้กินทุเรียนน้อยลงไปมาก เพราะมักตามมาด้วยอาการร้อนใน แต่ก็ยอมยกเลิกกฎนี้ หากเจอทุเรียนดี บางทีญาติพี่น้องก็สั่งทุเรียนมาจากไร่ทางใต้ อร่อยจนยอมเลิกกฎ
แก่แล้ว ตามใจปากหน่อยคงไม่เป็นไร
กินทุเรียนก็ดีไปอย่าง ให้พลังงานสูง กินแล้วมีแรงซักผ้าได้ทีละหลายกะละมัง
วินทร์ เลียววาริณ
1-5-26ป.ล. ในรูปเป็นทุเรียนไทย มาจากทางใต้ รสชาติเยี่ยม
3 วันที่ผ่านมา
